|
อ่านเรื่องสั้นย้อนหลัง |
|
เรื่องสั้น
ฉ.๒๔๙๗ "เศรษฐศาสตร์บ้านโคกอีเลิ้ง" โดย พงศกร รัฐมนตรีจะมา...
รัฐมนตรีจะมา...
พบูได้ยินทุกคนในหมู่บ้านพูดกันถึงแต่เรื่องนี้มาตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว
เชื่อได้ว่าในเวลานี้โคกอีเลิ้งที่หล่อนอยู่มาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอยนั้น
คงไม่มีเรื่องใดอยู่ในความสนใจของทุกคนมากไปกว่าข่าวที่ว่ารัฐมนตรีจะมาตรวจเยี่ยม
เริ่มตั้งแต่ร้านอาโกขายกาแฟ
กลางหมู่บ้าน
ที่เดิมนั้นจะมีคนแวะมากินกาแฟในตอนเช้าๆ
ไม่กี่คน
แล้วต่างแยกย้ายกันไปทำงานของตน
พบูสังเกตเห็นว่าช่วงสามสี่วันมานี้
ร้านของอาโกครึกครื้นขนาดที่ต้องยืนรอเก้าอี้กันทีเดียว
ทุกคนที่อยากจะรู้ข่าวคราวว่า
รัฐมนตรี จะมาเมื่อไหร่
มาทำอะไร
และทางหมู่บ้านเตรียมการต้อนรับอย่างไรบ้างนั้น
ก็ต้องมาหาข่าวกันเอาที่ร้านของอาโกนี่ละ
และต้องแวะมาทุกวันเสียด้วย
เนื่องจากสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน
ใครพลาดร่วมวงกาแฟไปแค่วันเดียว
ไม่รู้ว่าตกข่าวไปถึงไหนๆ
ขาประจำคนเก่าแก่ของร้านอาโก
ก็คือผู้ใหญ่ถึก
เมื่อตอนที่พบูเดินผ่านร้านมานั้น
ผู้ใหญ่ถึกกำลังคุยฟุ้งเสียจนน้ำลายกระเด็นถึงโครงการถนนลาดยางที่แกกำลังจะเสนอขอจากรัฐมนตรี
เพราะถนนจากตัวอำเภอเข้ามาที่หมู่บ้านนั้น
ยังเป็นถนนลูกรังอยู่
ยามหน้าร้านฝุ่นจากถนนจะจับผมเผ้าจนแดงไปหมด
เมื่อยามหน้าฝน
ถนนก็จะกลายเป็นโคลนเหนียวๆ
และเดินลำบาก
ดังนั้นโครงการถนนลาดยางของผู้ใหญ่ถึกถึงเป็นที่สนใจและเป็นความหวังของคนทั้งหมู่บ้าน
กำนันคง
ซึ่งบัดนี้ได้เป็นถึงนายก
อบต.โคกอีเลิ้งเองก็ไม่ยอมน้อยหน้า
ผู้ใหญ่บ้านเตรียมเสนอโครงการยิ่งใหญ่ขนาดนี้แล้ว
กำนันอย่างแกมีหรือที่จะยอมแพ้
พ่อบอกพบูว่า
กำนันเตรียมเสนอโครงการยิ่งใหญ่
ที่ทุกคนได้ยินแล้วก็ฮือฮากันไปทั้งตำบล
เพราะแกกำลังจะของบประมาณมาสร้างอนุสาวรีย์อีเลิ้ง
พ่อพร่ำสรรเสริญกำนับด้วยความชื่นชมบูชา
ที่กำนันเป็นผู้เล้งเห็นการณ์ไกล
คิดปลูกฝังให้เยาวชนในท้องถิ่นมีความภาคภูมิใจในบ้านเกิด
ด้วยการสร้างอนุสาวรีย์ของวีรสตรีประจำหมู่บ้านขึ้นมา
นอกจากเด็กๆ
จะได้กราบไหว้บูชาแล้ว
ผู้ใหญ่อย่างพ่อแม่ก็จะได้อาศัยกราบไหว้
ขอหวย ขอพร ได้อีกต่างหาก
พบูเองก็พลอยเห็นดีเห็นงามไปด้วย
เพราะจะมีสักกี่คนในประเทศไทยที่รู้ว่าอีเลิ้ง
สตรีเก่งผู้เป็นที่มาของชื่อหมู่บ้านมีความสำคัญมากมายเพียงใด
เด็กๆ
ในหมู่บ้านทุกคนได้ยินผู้ใหญ่เล่าขานกันต่อๆ
มา ถึงวีรกรรมของอีเลิ้ง
ผู้เป็นสตรีคนหนึ่งที่ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับชายอกสามศอก
เมื่อคราวที่เจ้าอนุวงศ์
แห่งเวียงจันทร์ยาตราทัพผ่านมาทางทุ่งสัมฤทธิ์
กำนันฟุ้งว่าจะก่อสร้างอนุสาวรีย์อีเลิ้ง
ที่โคกหลังหมู่บ้าน
แทนที่จะเป็นปากทางเข้าหมู่บ้านอย่างที่เธอเคยคิดเอาไว้
ที่เป็นเช่นนั้น
กำนันบอกว่าตามประวัติแล้ว
โคกนั้นเอง
เป็นบริเวณบ้านเกิดของอีเลิ้ง
ดังนั้นจึงเป็นตำแหน่งที่น่าจะสร้างอนุสาวรีย์เป็นที่สุด
พบูเดินพลางนึกฝันหวานว่า
ถ้าสร้างอนุสาวรีย์อีเลิ้งขึ้นมาจริงๆ
กำนันจะบอกให้เขาปั้นอีเลิ้งออกมาเป็นแบบไหนกันแน่นะ
จะสาวหรือจะแก่ง...จะไว้ผมยาว
หรือไว้ผมดอกกระทุ่ม...แล้วอีเลิ้งจะนุ่งชุดไทย
หรือตะเบงมาน...
ยังไม่ทันจะนึกอะไรต่อ
ก็เป็นจังหวะที่ผ่านร้านเจ๊น้อยพอดี
อ้าว...นังบู...
เจ๊น้อยส่งเสียงร้องเรียกมาจากภายในร้านทำผม
ซึ่งดัดแปลงเอาชั้นล่างของบ้านห้องแถวไม้
กั้นเอาไว้เป็นสัดส่วน
วันนี้ไปทำงานเสียสายโด่งเชียว
เจ๊น้อยทัก
ในขณะที่มือของหล่อนกำลังถือดรายเป่าผมอันโต
จ่อไปที่ผมของลูกค้าคนหนึ่ง
มืออีกข้างใช้หวีสางผมของลูกค้าอยู่ไปมา
พรุ่งนี้จะมาทำผมกี่โมง
รีบนัดมานะเอ็ง...สองวันนี้ลูกค้าแน่นจนข้าเมื่อยแขนไปหมด
ขืนไม่นัดมาถึงต้องรอนานข้าไม่รู้ด้วยนะโว้ย
จะมาอาศัยว่าเป็นคนรู้จักกันแล้วจะแซงคิวน่ะ
ข้าไม่ยอมหรอกนา
เดี๋ยวลูกค้าอื่นจะด่าเอา
อะไรนะเจ๊
พบูตาเหลือก
เมื่อได้ยินว่าต้องนัดเวลาทำผม...ก็ร้านเจ๊เคยมีลูกค้าแน่นจนต้องนัดเสียเมื่อไหร่
เห็นจะเป็นเพราะรัฐมนตรีจะมาเยี่ยมแน่แล้ว
ที่ทำให้ผู้หญิงในหมู่บ้านแห่กันมาเข้าคิวที่ร้านเจ๊น้อย
เพื่อนทำผม
เอ็งมาสักหกโมงละกัน
เจ๊น้อยตัดสินให้เสร็จสรรพ
ซึ่งนั่นยิ่งทำให้พบูยิ่งประหลาดใจมากยิ่งขึ้น
เพราะปกติบ่ายสองโมงกว่า
ร้านของเจ๊น้อยก็แทบไม่มีคนแล้ว
ประมาณสามโมงเย็นหล่อนก็จะปิดร้านนอน
ตกลงเจ๊
พบูทำได้เพียงแค่พยักหน้าหงึกหงัก
ก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินต่อไป หล่อนมาถึงที่ทำงานสายกว่าปกติประมาณสิบห้านาที
ด้วยเหตุที่แวะคุยกับคนคนนั้นคนนี้ตลอดรายทางนั่นละ
แต่คนไข้ที่มารอก็ยังไม่มากนัก
พบูวัดความดันเสร็จ
หมอถึงเพิ่งจะมา
พบู
เดี๋ยวเสร็จแล้ว
ช่วงบ่ายๆ
เรามาทบทวนเรื่องโครงการฉุกเฉินที่จะเสนอขอรถพยาบาลจากท่านรัฐมนตรีกันหน่อยนะ
หมอบอกก่อนที่จะเดินเข้าไปในห้องตรวจ
โรงพยาบาลที่พบูทำงานเป็นโรงพยาบาลตำบลเล็กๆ
ขนาดสิบเตียง
มีหมออยู่เพียงหนึ่งคน
และพยาบาลสองคนคือ
อัญชุลีภรรยาหมอ
ซึ่งควบตำแหน่งหัวหน้าพยาบาลด้วย
และตัวของหล่อน
ซึ่งเป็นลูกน้องทั้งของหม่อมมานะและคุณอัญชลี
พบูหอบแฟ้มเข้าไปในห้องประชุม
ตอนบ่ายสอง
หมอมานะและดอกบัว
น้องที่ทำงานฝ่ายธุรการรออยู่แล้ว
หล่อนนั่งลงที่เก้าอี้ข้างขวาของหมอมานะ
พลางเหลียวมองไปรอบๆ
รวงหาใครสักคน
หมอมานะเห็นดังนั้นก็เลยบอกว่า
เริ่มประชุมกันเลย
คุณอัญชุลีไม่เข้ามาหรอกวันนี้
หล่อนมารู้ภายหลังจากดอกบัวว่า
ที่ไม่มานั้น
เพราะว่าอัญชุลีเข้าจังหวัดไปตั้งแต่เช้าแล้ว
เพื่อนนวดหน้าและดัดผม
เตรียมตัวรับคณะรัฐมนตรีที่จะมาวันมะรืนนี้
ในฐานะภรรยาผู้อำนวยการโรงพยาบาล
เธอจะเป็นผู้มอบช่อดอกไม้ให้ท่านรัฐมนตรี
หลังจากถกเถียงกันอยู่เกือบสองชั่วโมง
หมอมานะจึงสรุปออกมาว่า
โครงการเร่งด่วนที่จะขอให้รัฐมนตรีช่วยเหลือ
ก็คือขอรถพยาบาลฉุกเฉิน
เพื่อจะได้นำคนไข้ที่มีอาการฉุกเฉินส่งตัวไปรับการรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลอำเภอได้โดยรวดเร็ว
พบูแอบหันไปทำหน้าเบ้กับดอกบัว
ด้วยรู้ว่าหากได้รถมาจริงๆ
ก็คงไม่พ้นหล่อนอีกนั่นละที่จะต้องไปหัดเรียนขับรถ
เพื่อเตรียมขับรถไปส่งคนป่วยในตัวอำเภอ
เพราะงบประมาณที่โรงพยาบาลได้มาในตอนนี้นั้น
ไม่เพียงพอที่จะจ้างพนักงานขับรถมาประจำ
บางทีหากได้รถมาจริงๆ
พบูอาจจะขอลาออกไปเป็นลูกมือทำผมเจ๊น้อยน่าจะดีกว่า
เพราะหมอกับเมียมักจะเข้าเมืองแทบทุกเย็น
กว่าจะกลับก็ดึกดื่นมืดค่ำ
บางเสาร์อาทิตย์ก็จะไปในตัวจังหวัด
ทิ้งหน้าที่ดูแลคนไข้ไว้ให้กับหล่อนและน้องๆ
ผู้ช่วยพยาบาล
ถ้ามีรถฉุกเฉิน
ท่าทางหมอและเมียอาจจะไปเที่ยวบ่อยกว่าเดิมก็เป็นได้
แล้วถ้าเป็นหน้าฝนถนนเป็นหล่ม...การขับขี่ก็ต้องยากลำบากเข้าไปอีก
ก่อนจะกลับบ้านเย็นวันนั้น
พบูสั่งงานน้องผู้ช่วยพยาบาลที่อยู่เวรดึกให้ดูแลความสะอาดร่างกายคนไข้ให้ดี
อย่าปล่อยให้ผมเผ้า
เนื้อตัวดูสกปรก
เพราะหมอย้ำมาว่ารัฐมนตรีท่านอาจจะไปเยี่ยมคนไข้ถึงเตียง
หากท่านเกิดไปจับไม้จับมือคนไข้
และบังเอิญมีนักข่าวถ่ายภาพไป
ก็อาจดูไม่เหมาะสม
ถ้าภาพคนไข้ออกมาดูสกปรกและสุขอนามัยไม่ดี
และหมอยังกำชับให้หล่อนสั่งคนไข้ทุกคนให้นอนให้เรียบร้อย
สั่งคนงานให้ซักเสื้อผ้าของคนไข้ให้สะอาด
และห้ามพูดจาอะไรที่จะทำให้โรงพยาบาลดูไม่ดีทั้งสิ้น
นอกจากนี้
ชาวบ้านอาจจะพูดจาไม่ไพเราะ
ทำให้รัฐมนตรีไม่พอใจก็ได้
และนั่นอาจจะทำให้โรงพยาบาลไม่ได้รับรถพยาบาลฉุกเฉินอย่างที่หมอหวังเอาไว้
พบูกลับบ้านวันนั้นด้วยความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า
พอจะล้มตัวลงนอน
พ่อก็ตะโกนถามมาจากชานหน้าบ้านว่า
บูเอ๊ย...คำว่า
กระบือ เขียนยังไงวะ
พบูชะโงกหน้าไปมองพ่อกับแม่ที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำอะไรอยู่บนพื้น
แล้วอดสงสัยมิได้จึงเอ่ยถามออกมาว่า
แล้วพ่อจะถามไปทำไม
ก็เขียนว่า ควาย
ก็ได้นี่นา
มันก็เหมือนกันแหละ
โฮ๊ย
แม่ร้อง เหมือนกันแต่เขียนไม่ได้
จะเขียนหารัฐมนตรีก็ต้องใช้ภาษาให้สุภาพหน่อย
แล้วพ่อจะเขียนอะไรถึงรัฐมนตรี
พบูชักสงสัย
ปีนี้ราคาข้าวมันแย่ว่ะ
พ่อเลยว่าจะขายนาทิ้ง
เอาเงินมาแบ่งให้พวกแก
แล้วพ่อกับแม่ก็จะอยู่บ้านเฉยๆ
ทีนี้ติดอีตรงที่ควายที่เรามีนั่นละ
ไม่รู้จะเอาไปไหน
เลยจะเขียนถึงรัฐมนตรีว่าพ่อจะบริจาคควายให้เขา
สุดแต่เขาจะเอาไปทำอะไรก็ตามใจ
พบูเกือบกลั้นหัวเราะไม่อยู่
เมื่อนึกว่ารัฐมนตรีจะทำหน้าอย่างไร
เมื่อพ่อกับแม่จูงอีเผือกกับเพื่อนๆ
ของมันไปมอบให้
พร้อมทั้งจดหมายบริจาค
พอดีกับที่ พร
พี่สาวของหล่อนที่เป็นครูสอนอยู่ที่โคกอีเลิ้งวิทยา
เดินหน้ามุ่ยกลับมาถึงบ้าน
และโผล่หน้าขึ้นมาจากบันได
พบูเลยโยนเรื่องไปให้พี่สาวโดยการบอกกับพ่อว่า
ถามพี่พรโน่น
หนูเหนื่อยแล้ว
จะนอนหลับสักงีบนึง
เฮ้ย...
พรร้องลั่น ได้ยังไง
ฉันก็กลับมาเหนื่อยๆ
เหมือนกัน
โฮ้ย
แม่ส่งเสียงรำคาญ เอ็งจะเหนื่อยอะไรกันนักกันหนานะ
กะอีแค่สอนเด็กสิบกว่าคนทั้งชั้น
เหนื่อยสิแม่
พี่สาวของหล่อนทรุดกายนั่งลง
วางหอบหนังสือและสมุดการบ้านเด็กลงข้างกาย
ก็รัฐมนตรีจะมาอยู่อีกสองวันนี้แล้ว
ไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกะเอ็งเลย
แม่บ่นพึมพำ
เกี่ยวสิแม่...เกี่ยวโดยตรงเลยแหละ
พี่สาวของหล่อนเริ่มบ่น
ไหนจะต้องซ้อมเด็ก
ป.ห้าให้รำเซิ้ง
เพราะครูใหญ่เขาจะให้เด็กไปรำต้อนรับรัฐมนตรี
ไหนจะต้องมาเคี่ยวเข็ญให้เด็กห้อง
ป.สี่
ของหนูอ่านหนังสือให้ดีอีก
แหม
รัฐมนตรีน่าจะมาตอนปิดเทอมไปแล้วนะ
หนูจะได้ไม่ยุ่ง
อ้าว
พ่อหันมามองหน้าลูกสาวคนโต
มันอยู่ตั้ง ป.นี่
ยังอ่านหนังสือไม่ออกอีกเรอะ...
ตั้งครึ่งห้องแน่ะพ่อ
ที่อ่านหนังสือไม่ออก...
พรฟ้องราวกับเมื่อสมัยที่หล่อนยังเป็นเด็กหญิงเล็กๆ
อ้าว
พ่อทำหน้างง แล้วมันขึ้นชั้นมาได้ยังไงกันวะ
ก็เดี๋ยวนี้
เขาเอาเด็กตกที่ไหนล่ะพ่อ
พรส่ายหน้า จะดี
จะเลวยังไง
พอครบปีก็ได้ขึ้นชั้นถัดไปโดยอัตโนมัติ
แล้วครู
ป.สามไม่สอนหรือไงพี่พร
พบูถามไม่ได้ แล้วอ่านหนังสือไม่ออก
เด็กจะทำข้อสอบได้ยังไง
ครู
ป.สามก็รอให้ครู ป.สี่สอนน่ะสิ
ถามได้ พรมองหน้าน้องสาว
พลางทำสายตาราวกับว่า
ทำไมพบูจึงถามคำถามโง่ๆ
อย่างนี้ออกมา
ส่วนข้อสอบ
หล่อนไม่เคยเห็นหรือไง
เป็นแบกกากบาท ไม่ก็ถูก-ผิดน่ะ...
พรยิ้มเยาะพบูไม่รู้ว่าหล่อนยิ้มเยาะใครกันแน่
หลับตา
กาๆ ขีดๆ
เดาไปเดามาก็สอบผ่านแล้ว
นี่รัฐมนตรีจะมาอยู่รอมร่อ
เกิดสุ่มไปเจอเด็กห้องหนุ
ทดลองให้อ่านหนังสือให้ฟัง
เจอว่าอ่านไม่ได้ละก็
หนูซวยตายเลย
คืนนี้หนูก็ต้องรีบเขียนโครงการอาหารสามมื้อให้เด็กยากจนอีก
ลำพังไอ้โครงการอาหารกลางวันมื้อเดียวหนูก็จะหัวหงอกอยู่แล้ว
ครูใหญ่ดันจะทำให้เด็กมีกินทั้งสามมื้อเลย
สงสัยอีกหน่อยหนูต้องย้ายไปกินนอนที่โรงเรียนแน่
เออ
เออ พ่อยักไหล่ ช่างหัวเราะเอ็งเหอะ
พ่อไม่เขียนคำว่ากระบือแล้วก็ได้
เอาควายนี่ละวะ ง่ายดี...จะยังไงมันก็ไอ้ตัวเดียวกันนั่นละ... พบูว่าเมื่อวานนั้นยุ่งเหยิงมากพอแล้ว
หากวันถัดมา
โคกอีเลิ้งยิ่งโกลาหลอลหม่านมากกว่าเก่า
ด้วยเหลือเวลาอีกเพียงวันเดียวเท่านั้น
ก่อนที่รัฐมนตรีจะมา
ร้านอาโกแน่นขนัดตั้งแต่เช้า
พบูเดินผ่านไป
เห็นอาโกเอาเสื้อสูทที่ไปเช่ามาจากในอำเภออวดพวกลูกค้าสภากาแฟของแก
กำนันคงและผู้ใหญ่ถึกนั่งปรึกษางานกันอย่างคร่ำเคร่ง
คราวนี้มีจ่ามี
ตำรวจประจำหมู่บ้านมานั่งอยู่ด้วย
ส่วนโต๊ะถัดไปไม่ไกลพบูมองเห็น
ครูสมาน
ครูใหญ่โรงเรียนที่พี่สาวของเธอทำงานอยู่นั้นกำลังคุยฟุ้งเรื่องเชิงกระติบของนักเรียนชั้น
ป.ห้าที่ไปประกวดชนะเลิศในระดับจังหวัดให้เถ้าแก่หมงเจ้าของร้านชำเพียงแห่งเดียวในโคกอีเลิ้งฟัง
พบูกำลังยืนรอซื้อกาแฟอยู่ไม่ไกลนัก
ได้ยินเสียงเถ้าแก่หมงหัวเราะจนเห็นฟันเลี่ยมทองและพูดกับครูสมานว่า
ขอกใจคูคัก
ขอกใจมากมาก...
พบูเงี่ยหูๆ
ฟังด้วยความตั้งใจ
นักเรียงของคู
อีแห่กังมาซื้อลองเท้าร้านอั๊วะ
จนไม่พอขาย
นี่ถ้าคูไม่สั่งให้พวกมังใสลองเท้ามาทุกคนพรุ่งนี้
ลองเท้าอั๊วะมีหวังค้างปี
ไม่เป็นไรเถ้าแก่
ครูสมานหัวเราะเอิ้กอ้าก
ฉันก็ไม่ได้จะช่วยอะไรหรอก
แต่รัฐมนตรีจะมาตรวจน่ะ
ฉันเลยต้องสั่งให้พวกนักเรียนใส่รองเท้ากันมาทุกคน
ไม่งั้นท่านรัฐมนตรีจะว่าเอาได้ว่าโคกอีเลิ้งเรายังด้อยพัฒนา
แหม
เถ้าแก่หมงทำตาลอย งั้งอั๊วะก็ต้องขอกคุง
ท่านลักกะมงตี
ที่ท่านมาบ้านเราเสกถะกิด
ก็เลยดีไปตามๆ กัง
พบูหัวเราะออกมาพรือหนึ่ง
เสียงดังจนครูสมานกับเถ้าแก่หมงหันมามอง
แต่พบูพยายามทำสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้
ก่อนที่จะเดินออกจากร้านอาโกไป
ในใจนึกสงสารเด็กนักเรียนทั้งหลายที่เคยชินกับการสวมรองเท้าแตะมาโรงเรียน...คงจะรำคาญและอึดอัดน่าดู
ที่ต้องทนสวมรองเท้าผ้าใบและถุงเท้า
เพื่อรอรับท่านรัฐมนตรี
ร้านเจ๊น้อยก็แน่นขนัดไม่แพ้ร้านอาโก
มีแม่ค้าขายไข่ในตลาดกับแม่ค้าขายหมูนั่งรอคิวทำผมอยู่
ในขณะที่เจ๊น้อยกำลังหวีผมแม่ค้าขายปลากริมไข่เต่า
ให้พอฟูราวกับว่าหล่อนเป็นผู้เข้าประกวดนางสาวไทย
ดูแล้วพบคิดว่า
ท่าทางวันนี้จะปิดตลาดยกกันมาทำผมเสียละมัง
เฮ้อ...นึกแล้วก็ตลก
เพราะรัฐมนตรีคงจะงงพิลึก
ที่เห็นแม่ค้าทั้งตลาด
นั่งผมโป่ง ปากแดงขายขง
ทรงผมและการแต่งหน้าดูราวกับจะถอดออกมาจากพิมพ์เดียวกัน
แต่จะทำอย่างไรได้ก็เจ๊น้อยทำผมเป็นอยู่แบบเดียวเท่านั้น
และช่วยไม่ได้ที่ทุกคนก็อยากจะสวยไม่น้อยหน้าไปกว่ากันในวันสำคัญเช่นนี้
พบู
เจ๊น้อยส่งเสียงอ่อนหวาน
ขอเลื่อนนัด
มาสักสองทุ่มละกันนะ...เดี๋ยวเจ๊ทำให้เป็นพิเศษเลย
อ้าวเจ๊
พบูทำเสียงจิ๊จ๊ะ
อยู่ในลำคอ
ทำท่าทางไม่ค่อยพอใจ เดี๋ยวฉันก็นอนดึกน่ะสิกว่าจะทำผม
กว่าจะกลับบ้าน...
เออน่า
เจ๊น้อยพยักพเยิด เอ็งก็ช่วยๆ
ข้าหน่อย นานๆ
ทีจะมีลูกค้าเยอะอย่างนี้
ไม่งั้นตื่นมาทำสักตีสามพรุ่งนี้ไหมล่ะ
หา
คราวนี้พบูตาเหลือก ตีสามเนี่ยนะ
เจ๊จะเปิดแล้วเหรอ
เออสิวะ
เจ๊น้อยถอนหายใจ ทำไงได้ล่ะวะ
ทุกคนอยากสวยรับรัฐมนตรีกันทั้งนั้นแล้วพวกคุณนายตุ่ม
ก็ไม่อยากทำผมค้างคืนเอาไว้
แกบอกว่าทำโป่งอย่างนี้
เข้านอนเช้าขึ้นมาโป่งยุบกันพอดี
แกเลยขอร้องแกมบังคับให้เจ๊เปิดเช้าหน่อย
เจ๊ก็เลยต้องตามใจ
คุณนายตุ่มที่เจ๊น้อยเอ่ยถึงนั้น
เป็นเมียของจ่ามี
เป็นหนึ่งในผู้มีอิทธิพลของโคกอีเลิ้ง
ดังนั้นพบูจึงไม่ต่อความยาวยืดอะไรอีกต่อไป
นอกจากบอกกับเจ๊น้อยว่า
สองทุ่มก็สองทุ่ม...
แล้วหล่อนก็เดินต่อไป
หูแว่วได้ยินเสียงเจ๊น้อยบ่นพึมพำว่า
เฮ้อ...ทำให้ทุกคนสวย
เหลือแต่ตัวกูอยู่คนเดียว...แล้วจะหาใครมาทำผมให้วะ... พบูกลับมาถึงบ้านเอาเกือบสี่ทุ่ม
ตอนที่หล่อนกลับมาถึงบ้านนั้น
ร้านเจ๊น้อยยังไม่ปิด
และในตัวตลาดยังคงคับคั่งไปด้วยผู้คนที่ตื่นเต้น
จับกลุ่มพูดคุยกัน
ไฟฟ้าสว่างไสวยิ่งกว่าตอนที่มีงานประจำปีของหมูบ้าน
เห็นมอเตอร์ไซค์ของพวกวัยรุ่นหลายคัน
เร่งเครื่องเสียงดังลั่น
วิ่งหายไปในความมืด
ที่หลังของหนุ่มๆ
พวกนั้นมีกระเป๋าเสื้อผ้าใบย่อมสะพานอยู่คนละใบ
พบูไม่อยากสนใจนัก
ด้วยรู้อยู่ว่าเป็นพวกนักเลงประจำโคกอีเลิ้ง
แถมมีหลายคนที่หล่อนรู้ว่าเป็นพวกติดยา
พ่อยืนรอหล่อนอยู่ที่ปากทางเข้าบ้าน
หน้าตาบึ้งตึงทั้งๆ
ที่หล่อนก็บอกตั้งแต่เช้า
แล้วว่าจะกลับบ้านดึกกว่าปกติ
พอเห็นหล่อน
ก็เลยยิ้มออกมาได้แล้วชวนกันเดินกลับบ้าน
ไอ้พวกขี้ยามันแห่ไปไหนกันจ๊ะพ่อ
พบูถาม
อ๋อ...
พ่อทำเสียงอยู่ในลำคอ
แล้วหัวเราะออกมาด้วยความขบขัน
มันไปนอนหมู่บ้านอื่นสักคืนสองคืนน่ะ
อ้าว
ทำไมล่ะพ่อ คราวนี้พบูงงจริงๆ
ก็จ่ามีมันจ้างให้ไปอยู่ที่อื่นสักสองสามวัน
พ่อเล่า มันกลัวว่าเดี๋ยวท่านรัฐมนตรีมาไอ้พวกนี้จะก่อความเดือดร้อนวุ่นวายให้
ดีไม่ดีเกิดถูกจับตรวจเยี่ยม
เจอว่าติดยาละก็แย่เลย
มันก็เลยจ้างคนละสองร้อย
ให้ย้ายไปนอนที่หมู่บ้านอื่นเสียสองสามคืน...พวกมันก็เลยชอบใจ
อยู่ๆ ก็ได้เงินใช้ฟรีๆ
กลับถึงบ้าน
หล่อนก็รีบอาบน้ำและนอนหลังเป็นตาย
เพราะเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน
หมอมานะให้หล่อนซักซ้อมเข้าใจกับบุคลากรในโรงพยาบาล
ถึงตำแหน่งที่จะต้องยืนต้อนรับและคำตอบที่จะต้องตอบให้ตรงกัน
รวมไปถึงคนไข้ต่างๆ
ที่ค้างอยู่ในโรงพยาบาล
พบูก็ต้องดูให้อยู่ในระเบียบเรียบร้อย
เมื่อพบูตื่นเช้าขึ้นมานั้น
หล่อนพบว่าสายไปกว่าเวลาปกติประมาณครึ่งชั่วโมง
หล่อนจึงรีบลุกขึ้นเก็บที่นอนและเขจ้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัวอย่างรวดเร็ว
พ่อและแม่นั้นแต่งตัวเสร็จนานแล้ว
และออกเดินทางล่วงหน้าไปที่โรงพยาบาล
อันเป็นเวลาที่ที่รัฐมนตรีจะมาแวะเยี่ยมชมเป็นจุดแรกพร้อมด้วยอีเผือและฝูงความอีกสี่ห้าตัว
พร
พี่สาวของหล่อนก็ออกไปแต่เช้ามืดเช่นกัน
หล่อนรีบไปโรงเรียนเพื่อดูแลเด็กนักเรียนที่จะไปรำเซิ้งต้อนรับรัฐมนตรีให้เรียบร้อย
ก่อนจะคุมขบวนเด็กไปตามไปสมทบที่โรงพยาบาลตอนสาย
ร้านอาโกปิดเงียบไม่มีผู้คน
พบูคิดว่าป่านนี้ทุกคนคงจะไปรอกันอยู่ที่โรงพยาบาลหมดแล้ว
ตลอดวันนี้ก็ดูว่างวยผิดกว่าทุกวัน
มีเพียงขอทานที่เคยคุ้นหน้านั่งอยู่เพียงคนเดียวในตลาดที่ร้างผู้คน
เขาส่งยิ้มให้พบูจนเห็นฟันหลอ
ร้านเจ๊น้อยเท่านั้นที่ยังเปิดประตูแง้มอยู่
แต่ไม่มีลูกค้าอยู่ข้างในสักคน
มีเพียงเจ๊น้อยเจ้าของร้านยืนแต่งหน้าให้กับตัวเองด้วยอาการเร่งร้อน
มาเรอะยังวะนังบู
ยังหรอกเจ๊
พบูตอลพลางดูนาฬิกาข้อมือ
สิบโมงโน่นละ
ตายจริง
เจ๊น้อยโวยวาย
มือเลยพลาดเขียนคิ้วข้างขวาโก่งไปกว่าข้างซ้าย
เลยต้องเสียเวลาลบเขียนใหม่
ปากของหล่อนก็พึมพำไปด้วย
อีกเดี๋ยวเดียวเอง
อีกตั้งนานนะจ๊ะ
พบูแย้ง นี่เพิ่งแปดโมงครึ่ง
ไม่ได้หรอก
เจ๊ทำปากขมุบขมิบ เดี๋ยวไม่ได้ที่ยืนดีๆ
ดูสิ
มัวแต่แต่งให้คนอื่นสวย
ตัวเจ๊เองไม่มีใครแต่งให้เลย...เป็นไงนังบู
ดูให้เจ๊หน่อยสิ
ว่าใช้ได้หรือยัง
พบูมองหน้าที่โปะแป้งเข้าไปจนหนาเป็นหน้าขนมเค้ก
แถมมีวงกลมๆ สีเขียวรอบตา
กับปากที่แดงราวกับเจ๊น้อยเป็นนางยักษ์เพิ่งจะกินเลือดใครไป
แล้วกลั้นใจตอบว่า
ดีแล้วละเจ๊...
เออ
เออ เจ๊น้อยโบกมือ
เอ็งรีบไปก่อนเหอะ
เดี๋ยวเจ๊ปิดร้านให้เรียบร้อยก่อน
แล้วจะรีบตามไปสมทบ
เมื่อมาถึงที่โรงพยาบาลนั้น
พบูตกใจเพราะนึกว่าถูกผู้ก่อการร้ายบุก
เพราะรายรอบโรงพยาบาลนั้น
มีอาสาสมัครทหารพรานยืนถือปืนล้อมอยู่เต็มไปหมด
นัยว่าเป็นความคิดของจ่ามี
ที่ต้องการให้การต้อนรับในครั้งนี้เป็นไปด้วยความสงบและเรียบร้อย
บรรดาชาวบ้านถูกกันให้อยู่แต่ในสนามหญ้าหน้าโรงพยาบาล
หล่อนเห็นพ่อกับแม่และพวกอีเผือดแต่ไกล
พ่อก็คงเห็นหล่อนเช่นกันจึงโบกมือให้
เพราะหล่อนรู้อยู่แล้วว่าวันนี้คนต้องเยอะมาก
ก็เลยแอบกระซิบเจ๊น้อยให้ตีผมของหล่อนให้โป่งสูงกว่าใครๆ
โดยเฉพาะยายอัญชุลีหัวหน้าพยาบาล
ซึ่งเจ๊น้อยก็ทำให้สมใจไม่ผิดหวัง
เพราะผมของหล่อนโป่งสูงราวยอดเจดีย์แหลม
มองเห็นแต่ไกล
เสียงอยู่อย่างเดียวที่ทำให้หล่อนไม่สามารถนอนหลับได้
ต้องอดทนนั่งหลับเพื่อไม่ให้โป่งยุบ
ไม่ไกลจากพ่อ
อาโกในชุดสูทเก่าๆ
สีน้ำเงินเข้ม
ที่แกสู้อุตส่าห์ไปเช่ามาจากในเมืองด้วยราคาแพงลิบลิ่ว
อาโกยืนอยู่กับเถ้าแก่หมงในชุดจีนสีแดงสด
ทั้งสองดูแปลกตาไปกว่าชุดที่พบูเห็นจนเคยชิน
มีกลุ่มเด็กนักเรียนที่นุ่งผ้าซิ่นกลุ่มใหญ่ราวสิบห้าคน
สะพายกระติบข้าวเหนียว
ยืนยุกยิกอยู่บนถนนพื้นปูนหน้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล
โดยมีพี่สาวของพบูคอยถือไม้เรียวกำกับอย่างใกล้ชิด
ไม่ไกลจากกลุ่มของเด็กๆ
นัก
กลุ่มแม่น้ำบ้านไฮโซของตำบลอันประกอบไปด้วย
คุณอัญชุลี หัวหน้าพยาบาล
เมียผู้อำนวยการ
คุณนายตุม เมียของจ่ามี
และป้าถนอม เมียกำนันคง
ยืนกางร่มหน้าเป็นมันเยิ้มรออยู่
กำหนดการ
บอกเอาไว้ว่า
ทันทีที่รถของรัฐมนตรีจอดสนิทและท่านรัฐมนตรีก้าวลงมาจากรถนั้น
คุณอัญชลีก็จะเอาช่อดอกไม้เข้าไปมอบให้
วงดนตรีก็จะเริ่มบรรเลงเพลง
พร้อมกันนั้นเด็กๆ
ก็จะเริ่มรำเริ่มรำเซิ้งเพื่อเป็นการต้อนรับ
หลังจากนั้น
รัฐมนตรีจึงจะเจ้าเยี่ยมชมโรงพยาบาล
แล้วจึงเยี่ยมชาวบ้านและสถานที่ราชการอื่นๆ
เป็นลำดับต่อไป
แสงแดดเริ่มแผดเผาร้อนแรงมากยิ่งขึ้น
ขณะที่เข็มนาฬิกาบอกเวลาผ่านไปจนใกล้เที่ยว
หากยังไม่มีวี่แววของรัฐมนตรีที่จะมา
ชาวบ้านและเด็กนักเรียนหลายคนเริ่มเป็นลมแดด
อีเผือดที่อยู่ตรงมุมรั้วโรงพยาบาล
ส่งเสียงร้องและยืนกระสับกระส่าย
เพราะเลยเวลาอาหารของมันมานานแล้ว
อัญชุลียกกระดาษซับมัน
ขึ้นซับหน้าเป็นระยะๆ
คุณย่าตุ่มถอดใจยอมแพ้
ถอยเข้ามายืนในร่มใกล้ๆ
พบู
ปล่อยให้เจ๊น้อยที่เพิ่งมาถึง
แทรกตัวเข้าแทนที่
กำนันคงและผู้บริหารทั้งหลายเริ่มกระสับกระส่าย
หมอมานะสีหน้าไม่ดี
ด้วยทั้งร้อนทั้งหิว
แถมดอกบังกระซิบบอกว่าเมื่อคืน
หมอ
อยู่โรงพยาบาลจนเกือบเช้าเพื่อเตรียมพร้อมข้อมูลและเอกสารรายงานต่างๆ
ที่รัฐมนตรีอาจจะขอดู
ท่ามกลางความวิตกของหลายๆ
คนนั้นเอง
มีเสียงรถเมอร์ไซค์คันหนึ่งเร่งเครื่องแต่ไกล
กำนันส่งเสียงร้องว่า
ท่านมาแล้ว...ทุกคนเตรียมพร้อมเอาไว้
ทุกคนยืดตัวตรงเตรียมพร้อมรับรัฐมนตรี
ซึ่งรถคงจะตามหลังมอเตอร์ไซค์นำมาไม่ห่างเด็กนักเรียนขยับกระติบข้าวเหนียวให้เข้าที่
ส่วนอัญชุลี
ก้มหน้าลงจัดให้ดอกกุหลาบซึ่งร้องจนเหี่ยวคอพับไปแล้ว
ให้ดูเป็นระเบียบ
มอเตอร์ไซค์ที่วิ่งฝ่าทางลูกรังจนฝุ่นตลบนั้นมาจอดลงตรงหน้ากำนัน
ซึ่งพบูเองก็เพิ่งเห็นว่าเมื่อฝุ่นจางลงไป
คนที่เพิ่งขี่มาถึงนั้นคือลุงบุญมา
บุรุษไปรษณีย์ของหมู่บ้านใกล้ๆ
นั่นเอง
ลุงบุญมาส่งโทรเลขฉบับหนึ่งให้กับกำนันคง
ก่อนจะควบมอเตอร์ไซค์คั้นเก่งแก่ของตัวกลับไปตามทางเดินอย่างสบายอารมณ์
กำนันเปิดซองในมือของตนออกอ่านด้วยมือที่สั่นระริกด้วยความตื่นเต้น
ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นบอกกับทุกคนในบริเวณนั้นด้วยเสียงดังฟังชัดว่า
ท่านรัฐมนตรีมีโทรเลขมาเลื่อนการตรวจเยี่ยมออกไป
อย่างไม่มีกำหนด...
เฮ้อ
เสียงใครคนหนึ่งในกลุ่มชาวบ้านถอนหายใจเสียงดังลั่น
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะดีใจหรือเสียใจกันแน่
แต่เจ๊น้อยนั้นยืนยิ้มแต้
เพราะงานนี้ร้านทำผมของหล่อนโกยเงินไปได้หลายทีเดียว
พอกับร้านกาแฟของอาโก
และชาวบ้านร้านตลาดคนอื่นๆ
พบูถอนหายใจด้วยความหนักหน่วงในหัวอก
ก่อนจะหันไปสั่งน้องผู้ช่วยพยาบาลให้รีบเข็นรถฉุกเฉินออกไปกลางสนาม
เมื่อหางตาของหล่อนเห็นใครหลายคน
เริ่มทยอยเป็นลมล้มลงไปราวกับใบไม้ที่เกรียมแดด
และค่อยๆ
ปลิดปลิวลงจากขั้วทีละใบ
ทีละใบ... |
