|
อ่านเรื่องสั้นย้อนหลัง |
|
เรื่องสั้น
ฉ.๒๔๙๖ "เพื่อนมัธยม" โดย
ชัญวลี ศรีสุโข
ฝนต้นวสันตฤดูเทลงมาอ่างไม่ลืมหูลืมตาตั้งแต่หัวค่ำ
เสียงกิ่งไม้ซัดส่าย
เขี่ยบนหลังคาบ้าน
เหมือนเสียงคนร้องคราง
พาฉันลุกขึ้นไปดูอย่างหวาดวิตก
มองผ่านระเบียงเบื้องหน้าผืนฟ้าดำทะมึน
มีแสงสว่างสีขาววิ่งไปเป็นทางยาว
เสียงกัมปนาทแผดก้องดังเปรี้ยงๆ
เม็ดฝนกระหน่ำ
อย่างไม่มีวี่แววจะหยุด
เสียงน้ำเดือดออกจากท่อระบายน้ำในห้องน้ำชั้นล่าง
ดัง บรึดบรือ
บ้านเช่าที่ฉันอาศัยอยู่นี้ระบบระบายน้ำไม่ค่อยดี
ฝนตกหนักทีไร
ห้องน้ำห้องส้วมมักจะใช้การไม่ได้
พอฝนหยุดตกสองสามชั่วโมง
ทุกอย่างก็จะสู่ปกติ
แต่คราวนี้ไม่ใช่เช่นนั้น
กว่าฉันจะลงไปชั้นล่าง
น้ำก็ไหลเข้ามาเต็มห้อง
ที่ใช้เป็นห้องสารพัดประโยชน์
ดูทีวี อ่านหนังสือ รับแขก
กินข้าว
รีบยกข้าวของขึ้นบนโต๊ะเก้าอี้จนหมด
บ่นพึมพำ
ขึ้นไปนั่งเซ็งบนโต๊ะกินข้าว
แล้วฉันก็เห็นอะไรบางอย่างสะท้อนแสงไฟอยู่ใต้น้ำ
ยงโย่ยงหยกเก็บขึ้นมาดู
เป็นภาพเก่าแก่ถึงสามสิบปีที่ผ่านมา
ฉันและเพื่อนผู้หญิงที่สนิทกันสมัยมัธยมศึกษาปีที่สามเจ็ดคน
กอดคอกัน
บางคนยิ้มจนตาหยี
บางคนมีเขางอกออกมา
บางคนแลบลิ้นยาว
ภาพเลือนไป...นึกเห็นโรงเรียนบ้านนอก
น้าฝนทีไร
ลูกยางจากต้นยางยักษ์หน้าโรงเรียนควงพลิ้ว
ปลิวโปรยมาเป็นสาย
พวกเราเรียกมันว่า ฮ. (เฮลิคอปเตอร์)
น้อย
ป้ายด้านหน้าเขียนว่า โรงเรียนมัธยมสารภี
รับรองวิทยฐานะ
โดยกระทรวงศึกษาธิการ
รับนักเรียนชั้น ป.๕ จนถึง
ม.ศ.๓
กลับมามองภาพอีกครั้ง
ดวงจันทร์ คนผมสั้น
แต่ใบหู ดวงตาหวานกลมโต
หันมาหาฉัน ยิ้มกว้าง
ดวงจันทร์เป็นลูกกำพร้า
หน้าตาสวยจึงมีคนเก็บมาเลี้ยง
เธอไม่ปิดบังใคร
ว่าเธออยากเป็นผู้ชาย
ตอนนั้นเธอพยายามถ่ายทอดความคิดนี้ให้ฉัน
ไปแอบดูครูสุมิตรา
อาบน้ำเถอะ เธอชวนฉัน
ตอนนั้นฉันเอง
ก็ยังแยกไม่ออกว่า
ตนเองจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายดี
ความกลัวครูทำให้ลังเลใจ
จะดีหรือ
เดี๋ยวครูรู้ ครูตีตาย ฉันตอบ
แต่ก็ตามดวงจันทร์ไปเที่ยวบ้านครูหลายครั้ง
ไปทีไรก็ไม่เคยเจอว่าครูอยู่ในห้องน้ำ
ไปถึง
ครูมักจะยกขนมนมเนยมาเลี้ยงอย่างใจดี
ว่าก็ว่าเถอะ
ครูคงไม่นึกระแวง
ว่าดวงจันทร์จะมาชอบ
ก็เธอตัวเท่าเมี่ยง
ขณะครูตัวสูงใหญ่
ครั้งที่สิบนอกจากครูสุมิตราไม่ได้อยู่ในห้องน้ำแล้ว
ครูยังนั่งคุยกับแฟนที่ในห้องรับแขก
เล่นเอาดวงจันทร์อกหัก
ไม่ชวนฉันไปบ้านครูอีกเลย
ภายหลังดวงจันทร์
สอบเข้าสถาบันราชภัฏ
จบออกมาเป็นครูพละ
และครองตัวโสด
จนถึงปัจจุบัน
บัวไหล
คนยืนข้างดวงจันทร์
หันมายิ้มน้อยๆ ...
บัวไหลเป็นคนเรียบร้อย
ไม่พูดมาก ไม่ขัดคอใคร
ทุกอาทิตย์
ฉันขี่จักรยานไปหาเธอ
บ้านเธออยู่ใกล้ที่ทำการชลประทาน
หนทางเป็นดินลูกรัง
ตัดผ่านทุ่งนาทุ่งไร่ไปทีไร
มักจะชวนกันไปนั่งที่คันคลองชลประทาน
สมัยนั้น
การได้นั่งจ้องมองผิวน้ำเงียบๆ
ท่ามกลางสายลมเย็น
เห็นดวงอาทิตย์คล้อยบ่ายสุกใส
แกว่งไปมาตามระลอกคลื่นเมื่อลมไล้นั้น
เป็นความสุขที่ฉันยังจำได้ดี
เสาร์วันหนึ่ง
ฉันไปหาบัวไหลไม่เจอ
ถามแม่ของเธอ
ที่นอนป่วยอยู่บนแคร่ใต้ถุนบ้าน
จึงรู้ว่าบัวไหลไปขอน้ำนมแม่ลูกอ่อน
ในหมู่บ้าน มาให้แม่
แม่ของเธอชี้ให้ดูแผล
ซึ่งพุเป็นตุ่มพอง
บางตุ่มก็แตกเห็นเป็นเนื้อสีแดง
พาดเป็นแนวยาว
ตั้งแต่ชายโครงข้างขวา
อ้อมมาที่หลัง
แม่บอกตามความเชื่อว่า
ปวดแสบปวดร้อน
จนไข้ขึ้น
ถ้าแผลมันมาจรดกัน
แม่ต้องตายแน่ๆ
บัวไหล
ต้องไปเอาน้ำนมเจ็ดบ้าน
มาให้แม่ทา
รักษาแบบแผนโบราณ
ถ้าไม่หาย
เธอต้องไปเอาน้ำนมจากถ้ำ
คือน้ำที่หยดจากหินงอกหินย้อย
มาผสม กว่าแม่ของเธอจะหาย
บัวไหลก็ขาดโรงเรียนเป็นเดือน
ตอนเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่สาม
ก่อนจากกัน บัวไหลกับฉัน
ฝังดินสอสองแท่ง
ซึ่งเราใช้และเหลาจนสั้นที่สุด
ไว้หน้าโรงเรียน
ปักธงกระดาษสีขาว
และบอกกันว่า
อีกยี่สิบปี
เราจะมาพบกันที่นี่
และจุดมันขึ้นมาดู
นอกจากไม่ได้มาขุดแล้ว
ฉันก็ยังไม่เคยเจอ
บัวไหลอีกเลย
หลังจากจบมาได้ข่าวว่าเธอไปเป็นครูอยู่บนดอยห่างไกล
กานดาที่กอดคอบัวไหล่
ชูมือสองข้าง
หันมายิ้มให้ฉัน
จนเห็นลักยิ้มสมองแก้มบุ๋ม
กานดานี้มีความเป็นมา
ที่แปลก
เธอเสมือนญาติของฉัน
ด้วยน้าชายของฉัน
ลักลอบได้เสียกับแม่ของเธอที่กลางทุ่ง
ขณะคนทั้งสอง
ยังเป็นวัยรุ่น
แม่ของเธอตั้งท้องเธอมาโดยที่น้าของฉันไม่ได้รับผิดชอบอะไร
โชคดีที่เธอมีพ่อเลี้ยงที่ใจดี
ขยันทำมาหากิน
และรักเธอเหมือนลูกแท้ๆ
กานดาขี่จักรยานมาโรงเรียนแต่เช้าตรู่ทุกเช้า
เธอเป็นคนแรกที่มาถึงห้องก่อนใคร
ก่อนถึงโรงเรียนของเรานั้นมีวัดใหญ่วันหนึ่ง
ภิกษุหนุ่มรูปหนึ่ง
เฝ้ารอคอย
สบตาเธออยู่ที่มุมกำแพงวัดข้างถนน...ขอให้ได้เห็นหน้าวันละครั้งก็ยังดี
ท่านบอกกานดาเช่นนั้น
ท่านหลงรักเธอตั้งแต่เธอเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่
๑ และคอยช่วยส่งเธอเรียน
นี่เป็นความลับที่ฉันและเธอรู้กันสองคน
ฉันไม่เคยคุยกับใครเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย
เกรงว่าเป็นบาป กานดาเอง
ก็ระมัดระวังตนเรื่องจึงปิดเงียบ
จนเธอเรียนจบมหาวิทยาลัย
และพระท่านลาสิกขาบทสมณเพศ
ตอนนี้กานดาอาจารย์ปริญญาโทแต่งงานกับอดีตพระรูปนั้นซึ่งเรียนจบจนเป็นด็อกเต้อร์
มีลูกสองคน
กำลังเรียนอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย
พี่สมศรีที่กอดคอกานดา
หันมาสบตาฉัน และซับน้ำตา
พี่สมศรีอายุมากแล้ว
ตอนที่เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่
๓ คนอื่นๆ อายุ ๑๔-๑๕
พี่สมศรีอายุเกือบ ๒๐
เธอจึงเรียกตนเองว่าพี่
เธอมีใบหน้าที่เศร้า
ไม่ค่อยปรากฎรอยยิ้มพร่ำเพรื่อนัก
เรื่องของพี่สมศรีนั้นเป็นเรื่องน่าเศร้าในหมู่พวกเรา
เธอเล่าว่า
เธอถูกพี่ชายแท้ๆ ข่มขืน
ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก
ไม่กล้าเล่าให้พ่อแม่ซึ่งป่วยออดแอดฟัง
กลัวท่านจะเสียใจ
พี่ชายคนนี้ดุและขี้หึงมาก
บางวันพี่สมศรีมีรอยแผลตามตัว
ปากเจ่อ ตาเขียว
ร้องไห้มาโรงเรียน
พวกเราเองก็ไม่รู้จะช่วยอย่างไร
ตอนกลางวันพวกเรามักนั่งล้อมวงกินข้าวด้วยกัน
พี่สมศรีห่อกากหมูมาทุกวัน
เพราะพี่ชายของพี่เจียวน้ำมันหมูขาย
สมัยสามสิบปีก่อน
ไม่มีน้ำมันพืชเป็นขวดขายเหมือนเดี๋ยวนี้
ชาวบ้านจะเอามันหมู
มาเจียว ให้ได้น้ำมัน
ใส่ปี๊บไปแบ่งขายในตลาด
ถุงละบาทสองบาท
พี่สมศรีชอบเล่าอะไรที่ฉันรู้สึกแปลกๆ
เช่นเรื่องเดินผ่านไร่เวลาหิว
ก็เด็ดแตงกวา มะระขี้นก
ฟักทองอ่อน ยอดตำลึง ชะอม
ลูกตำลึง ถั่วฟักยาว
มากินเล่นๆ จนอิ่มท้องได้
แตงกวานั้นฉันพอเข้าใจ
ส่วนผักอย่างอื่น
ฉันว่าคงกินยาก
ถ้าไม่มีน้ำพริกให้จิ้ม
พี่สมศรีมีเพื่อนสนิท
เป็นหัวหน้าชั้นของเราชื่อนายทอง
นายทองนี้อายุมากพอๆ
กับพี่สมศรี
เพราะเขาไปบวชมานาน
พอเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่
๓
ซึ่งเป็นชั้นสุดท้ายของโรงเรียน
พี่กับนายทองหนีตามกันไป
และไม่มีใครได้ข่าวคราวอีกเลย
ยุพาคนที่กอดคอพี่สมศรี
หันมาโบกมือให้ฉัน
ยุพาเป็นสาวสวยหน้าใส
เป็นลูกลิเก
เธอจึงมีความสามารถพิเศษทั้งร้องและรำ
วิชาร้องเพลงนั้น
ไม่มีใครกินเธอขาดได้
และเมื่อโรงเรียนมีงานคราใด
ยุพาจะเป็นคนนำ รำอวยพร
รำศรีนวล รำเทียน รำสารพัด
ยุพามีปมด้อยมากๆ
อยู่อย่างหนึ่ง
คือเธอเป็นโรคด่าวขาว
ซึ่งเป็นที่ขาสองข้างของเธอเท่านั้น
เวลารำเธอก็นุ่งผ้าถุง
หรือกระโปรงยาวปกปิดไปได้
แต่มาโรงเรียนทีไร
กระโปรงนักเรียนคลุมไม่หมด
แม้เธอจะดึงถุงเท้าขึ้นมาถึงน่อง
ทำให้เธออาย
ไม่ค่อยพูดคุยกับใคร
นอกเหนือจากเพื่อนในกลุ่ม
ยุพาเรียนไม่จบ
เธอลาออกจากโรงเรียน
เมื่อเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่สาม
ไปได้เทอมเดียว เพื่อนๆ
ลือว่าเธออกหัก
เธอบอกฉันว่า
จะไปเป็นนางเอกลิเก
ต่อนั้นฉันก็ไม่ได้ข่าวคราวเธออีกเลย
ซ่อนกลิ่นคนที่กอดคอยุพานั่นเอง
ที่เขาลือว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการอกหักของยุพา
ซ่อนกลิ่นเป็นลูกช่างตัดผม
เธอเป็นคนหน้าตาน่ารัก
และเป็นคนแรกคนเดียวของห้อง
ที่ประกาศชัดเจนว่ามีแฟนเป็นตัวตน
สมัยนั้นใครมีแฟนเป็นเรื่องน่าอายมาก
ไม่กล้าบอกใคร
แฟนของซ่อนกลิ่นชื่อนายสัญญา
เรียนชั้นเดียวกันแต่อยู่คนละห้อง
น้าตาหล่อมาก
ว่ากันว่ามีแต่คนหลงรัก
รวมทั้งยุพาด้วย
ขนาดฉันเอง
ยังแอบจ้องมองทุกครั้ง
ที่นายสัญญา
เดินผ่านเขาเป็นลูกครูในโรงเรียน
จึงดูโก้ เก๋ เท่
มากกว่าหนุ่มใด
เลิกเรียนทุกวันนายสัญญาจะมารอซ่อนกลิ่นที่ตีนบันได
ดูเขาทั้งสองรักกันมากจริงๆ
เป็นที่อิจฉาตาร้อนของเพื่อนๆ
ยิ่งนัก เวลามีงานอะไร
เขาทั้งสองก็ควงกันไปอย่างไม่อายเพื่อนๆ
เลย
ตอนนั้น หนัง puppy
love รักของวัยรุ่นกำลังโด่งดัง
ใครๆ ไปดูหนังเรื่องนี้
ก็จะบอกว่า
น่าจะให้ทั้งคู่แสดงนำ
ตอนฉันออกจากโรงเรียน
คู่นี้ก็ยังรักกันดีอยู่
แต่ไม่รู้เลิกกันเมื่อไหร่
ตอนนี้ทั้งคู่ต่างมีสามีภรรยา
มีลูกเต้า จนเป็นตา ยาย
ไปเรียบร้อยแล้ว
อาลัยคนกอดคอซ่อนกลิ่นและกอดคอฉันหันมาสบตาฉัน
อาลัยเป็นสาวที่หน้าตาเหมือนแขก
จมูกโด่ง
หน้ามีสันมีเหลี่ยมคล้ายนางแบบ
เธอเป็นคนไม่พูดมาก
ฉันพูดสิบ เธอพูดหนึ่ง
ประมาณนั้น
อาลัยเหมือนคนไม่มีทุกข์ร้อนอันใด
อยู่ในห้องเรียน
ก็เหมือนไม่อยู่ในห้อง
เพราะเธออยู่อย่างเงียบ
มีทุกข์ทีไร
ฉันชอบเล่าให้เธอฟัง
เธอจะพยักหน้ารับ
ตาโศกเชื่อม
มองอย่างเห็นใจ
เธอเรียนเก่งสอบได้คะแนนดี
เมื่อจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่สาม
เธอไปเรียนต่อวิทยาลัยครูที่ปัจจุบันเรียกสถาบันราชภัฏ
ตามค่านิยมคนเรียนเก่งสมัยนั้น
ไม่กี่ปี
ฉันได้ข่าวว่าเธอเบื่อชีวิต
และผูกคอตาย
ในขณะเรียนไม่จบ
ฝนหยุดตกแล้ว
เสียงเม็ดฝนที่ค้างต้นไม้ยังหล่นลงเปาะแปะ
น้ำในห้องเริ่มไหลออกไป
ฉันมองรูปในมือที่เริ่มบวมน้ำ
หน้าเพื่อนแต่ละคนในรูปรวมทั้งฉัน
พร่าเลือน
เมื่อเติบโตขึ้น
ใจหนึ่งฉันรู้สึกว่า
ชีวิตคนเรานั่นเป็นสิ่งชั่วคราว
ไม่มีอะไรจีรังถาวร
แต่ขณะเดียวกัน
อีกใจก็รู้สึกว่า
ชีวิตของผู้คนที่เกิดมาบนโลกเป็นอมตะ
ชั่วคราว...คือสภาพของกายผู้คนที่ปรากฏบนโลก
แต่เป็นอมตะ
คือสภาพของผู้คนในความนึกคิด...หลายครั้งฉันไม่รู้สึกว่า...ใครได้จากฉัน...หรือเปลี่ยนสภาพไป...ไม่ว่าจะนานเท่าไร
ตราบใดที่ลมหายใจและความนึกคิดยังไม่เลือนหาย...ฉันสามารถพบพวกเขาได้เสมอ |
