เรื่องสั้นที่ผ่านการพิจารณารอการลงพิมพ์
๑.เพื่อนมัธยม  ของ ชัญวลี ศรีสุโข  ฉบับที่ ๒๔๙๖
๒.เศรษฐศาสตร์บ้านโคกอีเลิ้ง ของ  พงศกร  ฉบับที่  ๒๔๙๗
๓. นักเล่านิทาน  ของ วรรณะ กวี  ฉบับที่ ๒๔๙๘
๔. เสือสั่งป่า  ของ พิสิฐ  ภูศร  ฉบับที่  ๒๔๙๙

อ่านเรื่องสั้นย้อนหลัง

เรื่องสั้น ฉ.2495

"วันรับเสด็จ"

โดย หนูเพียร ยอดดี

 

            แตงโมตื่นแต่เช้าด้วยความรู้สึกตื่นเต้น เมื่อคืนนอนหลับไม่สนิทเลย ตื่นขึ้นมาจึงรู้สึกสะลึมสะลือง่วงซึมเพราะนอนไม่เต็มอิ่ม

            เธออ้าปากหาวหวอดหลังจากล้างหน้าแล้ว อยากจะกลับเข้าไปนอนอีกสักงีบ แต่เธอก็ทำไม่ได้ แม่กับพ่อคงแต่งตัวเสร็จแล้ว เตรียมตัวออกไปรับเสด็จที่หอสมุดเฉลิมราชกุมารี บริเวณหน้าโรงงานน้ำตาลราชสีมาจำกัด ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จมาเปิดหอสมุดในวันนี้

             “เสร็จหรือยังจ๊ะลูก” แม่ซึ่งเป็นข้าราชการแต่งตัวด้วยชุดขาวเต็มยศ ชะโงกหน้าเข้ามาถามเมื่อเห็นแตงโมนั่งซึมอยู่ปลายเตียง ก็อดที่จะรู้สึกแปลกใจไม่ได้

             “อ้าวทำอะไรอยู่จ๊ะแตงโม” เธอหาวอีกครั้งลุกขึ้นยืนน้ำตาไหล กล่าวเสียงงัวเงียกับแม่

             “หนูง่วงจังเลยคะแม่ เมื่อคืนหนูนอนไม่หลับ”

             “ตื่นเต้นละซี” แม่ถาม แตงโมพยักหน้ารับ เดินไปที่ตู้เสื้อผ้าหยิบชุดนักเรียนที่รีดเรียบกริบเตรียมไว้แต่เมื่อวานออกมา

            ความตื่นเต้น ไม่ใช่แต่ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้เท่านั้น อันที่จริงทุกคนในโรงเรียนของแตงโม ก็ตื่นเต้นมาหลายวันแล้ว นับแต่ได้ข่าวว่าพระองค์จะเสด็จมาเปิดหอสมุดประชาชนเฉลิมราชกุมารีประจำอำเภอของเราและนักเรียนในโรงเรียนที่แตงโมเรียนอยู่ ก็ได้รับอนุญาตจากท่านผู้อำนวยการโรงเรียนให้เฝ้าฯรับเสด็จ ซึ่งท่านผู้อำนวยการบอกว่าให้ครูไปทุกคน และพานักเรียนตั้งแต่ชั้นปอหกถึงชั้นมอสามไปรับเสด็จทุกคนด้วย

            แตงโมอยู่ชั้นปอสามจึงต้องมีผู้ปกครองพาไปด้วย แตงโมคิดว่าเพื่อนคนอื่นๆ ที่อยู่ชั้นประถมเช่นเดียวกับเธอก็คงอยากจะไปเฝ้าฯรับเสด็จเหมือนกัน

            คุณพ่อเป็นครูอยู่โรงเรียนเดียวกับคุณแม่ และเป็นโรงเรียนเดียวกับที่เธอเรียนอยู่

            เย็นวันหนึ่ง คุณพ่อพูดกับคุณแม่ว่า “พ่อไม่ได้แต่งชุดขาวเหมือนคุณแม่หรอก เพราะต้องควบคุมนักเรียนไปยืนรับเสด็จตามเส้นทางที่พระองค์จะเสด็จพระราชดำเนิน พ่อต้องคอยดูแลนักเรียนกับเพื่อนครูอีกหลายคน”

            แม่มองหน้าพ่อ “ถ้ายังงั้นพ่อก็พาลูกไปด้วยซี”

            คำพูดของแม่ทำให้แตงโมใจเต้นตูมตาม มองหน้าพ่อ แล้วกล่าวละล่ำละลักออกมา “นะพ่อนะให้แตงโมไปด้วยนะคะ” พ่ออมยิ้มมองหน้าแตงโมอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันไปหัวเราะกับคุณแม่อย่างมีความสุข พลางว่า “ตกลง พอต้องพาลูกไปด้วยแน่”

            นับแต่วันนั้นแตงโมรู้สึกตื่นเต้นแทบทำอะไรไม่ถูกที่เด็กชนบทอย่างเธอจะได้มีโอกาสเฝ้าฯรับเสด็จเจ้านายเชื้อพระวงศ์ และแม่ที่เป็นข้าราชการภูธรจะมีโอกาสเข้าเฝ้าฯพระองค์ท่านอย่างใกล้ชิด

            แตงโมคิดว่าเป็นวาสนาของเธอที่เกิดมาชาติหนึ่งแล้วมีโอกาสเช่นนี้ เด็กตัวเล็กๆ อย่างเธอย่อมอดที่จะปลาบปลื้มดีใจไม่ได้

            ดูแม่ก็คงตื่นเต้นไม่แพ้เธอเช่นกัน เพราะดูจากเรื่องที่แม่นำมาสนทนาในวงครูด้วยกัน มักหนีไม่พ้นเรื่องบุญบารมีของพระองค์ท่าน

            แม้แต่การเตรียมเสื้อผ้าไว้ใส่ในวันเข้าเฝ้า แม่ก็ยังทำไปด้วยความตื่นเต้นเช่นเดียวกับเธอ

            แตงโมเฝ้ารอคอยวันรับเสด็จจะมาถึง และดูเหมือนว่าเวลาช่างหมุนเวียนเชื่องช้าเสียเหลือเกินกว่าจะค่ำมืด และกว่าจะสว่างดูมันช่างเป็นเวลาที่แสนยาวนานกว่าที่ผ่านมา

            และแล้ว วันแห่งการรอคอยก็มาถึง

            วันที่ ๔ เดือนตุลาคม ๒๕๔๓ วันที่เธอมีโอกาสรับเสด็จ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นครั้งแรกในชีวิตของเธอ

             “พ่อเสร็จแล้วหรือคะแม่” แตงโมถามเมื่อเธอมองไม่เห็นพ่อนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารเหมือนเช่นทุกวัน

             “อ๋อพ่ออยู่ข้างนอกจ้ะ กำลังเช็ดรถอยู่”

            นั่นเห็นไหม พ่อก็ตื่นเต้นเหมือนกัน ทุกวันพ่อไม่เคยเช็ดรถเวลานี้นี่ ปล่อยให้ฝุ่นจับเขรอะไปอยู่อย่างนั้นตลอดวัน โน่นแหละ มีเวลาว่างๆ พ่อถึงจะเช็ดรถ และล้างสักครั้งหนึ่ง

            วันนี้พ่อเช็ดรถแสดงว่าตื่นเต้นเหมือนกัน เหมือนกับแตงโม เหมือนกับแม่

            เมื่อแต่งตัวเสร็จแล้ว เธอก็เดินมาที่หน้าบ้าน เห็นแม่ขัดรองเท้าทั้งที่แต่งชุดขาวแล้ว

             “แม่ทำอะไรคะ”

             “เอ่อ ขัดรองเท้าสักหน่อย” แม่หันมายิ้มกับเธอ

             “แม่ขัดเมื่อเย็นวานนี้แล้วไงคะ ทำไมขัดอีกละ” เธอขมวดคิ้ว นึกถึงเมื่อเย็นวานที่แม่ขัดรองเท้าคู่ใหม่จนมันแผล็บทีเดียว

             “อ้อใช่ แต่แม่คิดว่าฝุ่นคงจับอีกเต็มเลยล่ะ เพราะเมื่อคืนลมแรงไปหน่อย”

            พ่อกลับเข้ามาในบ้าน เข้าห้องน้ำ อาบน้ำเสร็จแล้วรีบออกมาแต่งตัวด้วยชุดเครื่องแบบสีกากี

             “เอ๊ะ! พ่อใส่อินทรธนูผิดนะคะ ปกติเขาเอาม้วนที่พับเป็นสระไอนี่ออกมาข้างนอกไม่ใช่หรือคะ แต่นี่พ่อเอาด้านที่ลอดลงข้างล่างออกมา แสดงว่าผิดค่ะ” แม่หัวเราะที่เห็นพ่อรีบร้อน ตื่นเต้นจนใส่อินทรธนูผิดด้าน แม่เคยเล่าว่า ตอนรับราชการใหม่ๆ ก็ใส่ผิดบ่อยเหมือนกัน ต้องเอาดินสอเขียนที่อินทรธนูด้านล่างว่าอันไหนอยู่ด้านซ้าย-ขวา ถ้าไม่เช่นนั้นจะใส่ผิดบ่อยๆ

             “ไปกันหรือยังคะแม่” แตงโมเร่ง “สายแล้วนะคะ”

             “เดี๋ยวก่อนซีจะ ทานอาหารเช้าก่อนเถอะ ประเดี๋ยวจะเป็นลมเอา” แม่จัดอาหารลงบนโต๊ะ นั่งลงบนเก้าอี้ที่เคยนั่งทุกวัน ลงมือรับประทานอาหารเช้าด้วยอาการลุกลี้ลุกลนมองโน่นมองนี่อยู่ตลอดเวลา

            พ่อนั่งเก้าอี้ตัวเก่าทางหัวโต๊ะ แตงโมนั่งรับประทานอาหารอย่างรวดเร็ว

             “เบาหน่อยซีจะ เดี๋ยวสำลักก่อนหรอก” แม่เตือนเมื่อเห็นแตงโมตักข้าวต้มเข้าปากราวกับคนหิวจัด

             “เอ๊ะ แม่ลืมอะไรหรือเปล่าพ่อ ดูให้หน่อยซี” แม่ไม่แน่ใจเพราะมีความรู้สึกว่าลืมอะไรสักอย่าง มันเป็นความรู้สึกที่อยู่ในใจ คลับคล้ายคลับคลา แต่ก็นึกไม่ออก

             “แม่ลืมปิดกระดุมเสื้อ และลืมผูกเน็คไท”

             “โอ้ย ตายแล้ว เห็นไหม ฉันบอกแล้วว่าลืมอะไรสักอย่างแน่เลย “แม่พูดแล้วก็ลุกจากโต๊ะอาหารวิ่งหากระดุมเสื้อเครื่องแบบและเน็คไทสีดำ ซึ่งก็เตรียมไว้แล้วแต่เมื่อคืนนี้

            พ่อหัวเราะพลางพูดว่า

             “ใครว่าแม่ลืมอย่างเดียวละ สองอย่างต่างหาก”

             “นั่นซีคะคุณพ่อ แม่ตื่นเต้นเกินไป” แตงโมงเสริมพ่อ

             “ไม่ต้องพูดเลยนะจ๊ะ ว่าแต่ตัวเองเถอะเรียบร้อยหรือยัง” แม่หันมาทางลูกสาว

             “เรียบร้อยแล้วค่ะ แตงโมไม่ลืมเด็ดขาด”

             “จริงหรือจ๊ะ” แม่ยิ้มนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดิม

             “เอ๊ะ! มีอะไรหรือคะแม่” แตงโมไม่แน่ใจเมื่อเห็นแววตาของแม่

            พ่อหัวเราะแล้วพูดว่า

             “ลูกใส่เสื้อผิดด้านจ๊ะ รีบเปลี่ยนเร็วเถอะ”

            แตงโมรู้สึกอายหน้าแดง นี่ดีนะที่พ่อกับแม่เห็นก่อน ถ้าได้ใส่ไปรับเสด็จแล้วละก็ มีหวังถูกพวกพี่ๆ หัวเราะเยาะด้วยความขบขันแน่

            กว่าจะรับประทานอาหารเสร็จและเรียบร้อยทุกอย่าง ครอบครัวของแตงโมก็โกลาหลพอสมควร

             “สายแล้ว จะทันคนอื่นหรือเปล่า” แม่กังวล

             “ทันน่าแม่ อย่ารีบร้อนนักเลยน่า” พ่อปลอบเมื่อเห็นแม่รู้สึกกังวลเกินเหตุ

             “กลัวไม่มีที่นั่งนะซี แต่งชุดขาวเสียด้วย ไปยืนกลางแดดคงไม่เหมาะ”

            แตงโมเองก็รู้สึกตื่นเต้นไม่หาย ขณะที่รถแล่นอยู่บนถนน เธอก็พยายามสอดส่ายสายตามองข้างทางเพื่อลดความตื่นเต้นและความกดดันที่อยู่ภายในใจ

             “เขาว่าสองโมงเช้าตำรวจจะปิดถนนไม่ให้รถผ่าน เราอาจจะไม่ทันก็ได้นะ” แม่ยังเป็นกังวลอยู่

             “ทันน่า นี่ยังไม่ถึงหนึ่งโมงเลย” พ่อยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู

             “นาฬิกาไม่ผิดแน่นะ”

             “ไม่ผิดหรอก ดูเรือนในรถก็เท่ากันนี่”

            แม่ค่อยผ่อนความกดดันลงบ้าง แต่ก็ยังไม่วายตื่นเต้นเช่นเคย

            แตงโมนั้นไม่ต้องพูดถึงเลย หากเสียงเต้นของหัวใจมันดังเหมือนเสียงกลอง มันคงดังกึกก้องไปทั้งรถ

            พอรถแล่นมาจอดที่ลานหลังปั๊มน้ำมันของโรงงานน้ำตาล ก็พบว่ามีนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ และผู้คนจำนวนมากมารอรับเสด็จอยู่ก่อนแล้ว

             “พ่อกับลูกจะแยกไปทางโน้น แม่เดินไปที่หอสมุดเองนะ”

            ผู้คนเริ่มทยอยกันมาอย่างมืดฟ้ามัวดินลานกว้างขวางหลังปั๊มน้ำมันที่ทีแรกที่แตงโมคิดว่ารถจะไม่มาจอดถึงครึ่ง แต่พอเวลาผ่านไปไม่ทันไร บริเวณที่กว้างขวางนั้นก็คับแคบไปทันที

             “ได้ข่าวอะไรไหม” เพื่อนครูในโรงเรียนเดียวกันเอ่ยถามพ่อ เมื่อเดินไปถึงบริเวณที่รับเสด็จ

             “ข่าวอะไร” พ่อตื่นเต้นอีกแล้ว

             “ครูอ้อยใจรถคว่ำ”

             “อ้าว! เป็นอะไรล่ะ”

             “รีบมารับเสด็จแต่เช้า และพายายมาเข้าเฝ้าฯรับเหรียญที่ระลึกด้วย เลยเกิดอุบัติเหตุกลางทาง”

             “โอ! แย่นะ มีใครเป็นอะไรมากหรือเปล่า” พ่อถามครูคนเดิม ครูคนนั้นยกมือไหว้ท่วมหัว พร้อมกับพูดว่า

             “พระบารมีของพระองค์ท่านปกเกล้า ปกกระหม่อม รถพังหมด แต่คนไม่เป็นอะไรสักคน”

            ทุกคนที่ยืนฟังอยู่ ต่างยกมือขึ้นไหว้อย่างไม่รู้ตัว พระบารมีปกเกล้าจริงๆ แม้แต่คนแก่อายุแปดสิบกว่า เด็กเล็กอายุห้าหกขวบอยู่ในรถคันนั้น ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บเลย เป็นความมหัศจรรย์จริงๆ

            ที่ไปรอรับเสด็จ เป็นถนนคอนกรีตมีลานกว้างอยู่ข้างๆ เป็นที่ลงจอดของเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง ซึ่งตามหมายกำหนดการ พระองค์จะเสด็จฯมาถึงเวลา ๙.๔๕ น.

            แตงโมกับพวกพี่ๆ รวมทั้งพ่อและคุณครูอีกหลายคน ซึ่งเป็นครูในโรงเรียนเดียวกันกับพ่อ และโรงเรียนอื่นอีกจำนวนหนึ่งจะต้องยืนรอรับเสด็จอยู่ตลอดสองข้างถนนที่พระองค์จะเสด็จผ่านไป

            แตงโมเห็นตำรวจที่มารักษาความปลอดภัยเดินไปมาขวักไขว่ บางครั้งก็เห็นพนักงานของโรงงานน้ำตาลเดินไปมา หาน้ำและอาหารมาไว้บริการ

            รถของโรงงานน้ำตาลแล่นเข้ามาจอดที่ลานกว้าง ทุกคนลุกขึ้นยืนเตรียมพร้อม สักครูก็เห็นพนักงานคนหนึ่งเข้ามาบอกว่าให้นักเรียนไปรับข้าวกล่องกับน้ำที่รถหน่วยบริการ เพราะตอนนี้เพิ่งแปดนาฬิกาเท่านั้นเอง

            นักเรียนที่ยังไม่ได้รับประทานอาหารเช้า พากันไปรับข้าวกล่องและน้ำดื่มจากพนักงานของโรงงานน้ำตาล มานั่งรับประทานกันอยู่ตามริมบาทวิถี

            ความตื่นเต้นทำให้ทุกคนลืมความหิวไปชั่วขณะ แต่เมื่อได้กลิ่นอาหาร ท้องจึงร้องขึ้นมาทันที

            อาหารเช้ามื้อนั้นเป็นมื้อที่อร่อยที่สุด ทั้งที่มันเป็นข้าวกล่องที่เย็นชืดแล้ว

            หลังจากกินข้าว กินปลาเสร็จ ทุกคนก็เข้ายืนประจำที่อีกตามเดิม วันนี้ ท้องฟ้ามืดครึ้ม มีเมฆค่อนข้างหนา แสงแดดส่องลอดลงมาได้เพียงบางเบาเท่านั้น

            พระบารมีของพระองค์ นำความร่มเย็นมาสู่พสกนิกรผู้เป็นข้าแผ่นดิน

            เสียงเฮลิคอปเตอร์ดังมาจากท้องฟ้า ทุกคนรู้แล้วว่าบัดนี้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯมาแล้ว เวลาแห่งการรอคอยได้มาถึงแล้ว

            แตงโมถือธงชาติผืนเล็กๆ ที่มีข้อความเขียนเอาไว้ว่า “ทรงพระเจริญ” ยืนโบกสะบัดอยู่ข้างทางที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินผ่าน

            แม้ว่าพระองค์จะประทับนั่งในรถยนต์ แต่แตงโมก็ได้เห็นพระพักตร์อันอิ่มเอิบ เต็มไปด้วยสง่าราศีและแววพระเนตรที่เปี่ยมไปด้วยพระเมตตา

            เธอรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว ความปลาบปลื้มปีติที่ได้รับเสด็จในวันนี้ ทำให้แตงโมรู้สึกมีน้ำอุ่นๆ ไหลออกมาทางดวงตาทั้งสองข้าง ทั้งที่ปากยังยิ้มแย้มและสีหน้าก็อบร่ำไปด้วยความสุข

             “เป็นอะไรไปจ๊ะ แตงโม” นักเรียนรุ่นพี่ถามด้วยความเป็นห่วง

             “เปล่าจ้ะ”

             “อ้าว ถ้าอย่างนั้นร้องไห้ทำไมล่ะจ๊ะ”

             “ดีใจ ปลื้มใจค่ะที่ได้มารับเสด็จ แล้วพี่ล่ะ ไม่ดีใจหรือ”

             “ดีใจซีจ๊ะ เกิดมาในชีวิต ก็เพิ่งมีครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสมาชื่นชมพระบารมีของพระองค์ท่านอย่างใกล้ชิดขนาดนี้”

            พ่อกับเพื่อนครูและคนอื่นๆ ยืนอยู่ข้างถนนไม่ขยับเขยื้อไปไหนเลย

            แตงโมกับพี่ๆ นักเรียนไปดื่มน้ำที่ทางโรงงานจัดมาบริการอีกครั้ง รอเฝ้าฯรับเสด็จตอนขากลับ

            พอได้เวลาขบวนเสด็จแล่นผ่านถนนที่ทุกคนยังยืนอยู่อีกครั้งหนึ่ง และเมื่อพระองค์ท่านเสด็จฯไปถึงเฮลิคอปเตอร์ เด็กๆ ก็พากันแตกฮือตามไปถึงที่ลานจอดเครื่องบิน

            พระองค์ยกพระหัตถ์ขึ้นโบกลาเด็กๆ ขณะที่เฮลิคอปเตอร์ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า

            แตงโมยกมือโบกค้างคาอยู่เป็นเวลานาน จนพี่นักเรียนบอกให้เอามือลง นั่นแหละ เธอจึงรู้สึกตัว ปล่อยมือลงอย่างเลื่อนลอย

            แตงโมคิดว่าตัวเองช่างโชคดีเหลือเกินที่เกิดมาเป็นคนไทยและได้เฝ้าฯรับเสด็จพระองค์ท่านตั้งแต่อายุยังน้อย

            เธอคงเก็บความประทับใจนี้ไปอีกนานเท่านาน ตราบชั่วชีวิตของเธอ