เรื่องสั้นที่ผ่านการพิจารณารอการลงพิมพ์
๑.วันรับเสด็จ   ของ  หนูเพียร  ยอดดี  ฉบับที่ ๒๔๙๕
๒.เพื่อนมัธยม  ของ ชัญวลี ศรีสุโข  ฉบับที่ ๒๔๙๖
๓.เศรษฐศาสตร์บ้านโคกอีเลิ้ง ของ  พงศกร  ฉบับที่  ๒๔๙๗
๔. นักเล่านิทาน  ของ วรรณะ กวี  ฉบับที่ ๒๔๙๘
๕. เสือสั่งป่า  ของ พิสิฐ  ภูศร  ฉบับที่  ๒๔๙๙

อ่านเรื่องสั้นย้อนหลัง

 

เรื่องสั้น ฉ. ๒๔๙๔

"อันชนนี...นี้รักเจ้า"

โดย ศรีสุภางค์ สุขโข

            พ่อแม่ก็แก่เฒ่า จำจากเจ้าไม่อยู่นาน
จะพบจะพ้องพาน เพียงเสี้ยววารของคืนวัน
ใจจริงไม่อยากจาก เพราะยังอยากเห็นลูกหลาน
แต่ชีพมิทนทาน ย่อมร้าวนานสลายไป
ขอเถิดถ้าสงสาร อย่ากล่าวขานให้ช้ำใจ
คนแก่ชะแรวัย คิดเผลอไผลเป็นแน่นอน
ไม่รักก็ไม่ว่า เพียงเมตตาช่วยอาทร
ให้กินและให้นอน คลายทุกข์ผ่อนพอสุขใจ
เมื่อยามเจ้าโกรธขึง ให้นึกถึงเมื่อเยาว์วัย
ร้องไห้ยามป่วยไข้ ได้ใครเล่าเฝ้าปลอบปรน
เฝ้าเลี้ยงจนโตใหญ่ แม้เหนื่อยกายก็ยอมทน
หวังเพียงให้ได้ผล เติบโตจนสง่างาม
ขอโทษถ้าทำผิด ขอให้คิดทุกๆ ยาม
ใจแท้มีแต่ความ หวังติดตามช่วยอวยชัย
ต้นไม้ที่ใกล้ฝั่ง มีหรือหวังอยู่นานได้
วันหนึ่งคงล้มไป ทิ้งฝั่งไว้ให้วังเวง

            นี่คืองานเขียนชิ้นหนึ่งที่ปรากฏในหนังสือ ‘บนเส้นทางชีวิต เล่ม ๑’ ชองอาจารย์ประเวศ วะสี ที่ฉันอ่านเจอเมื่อเดือนก่อน สำหรับบางคนอาจดูเหมือนพื้นๆ ไม่มีค่าโดดเด่นอะไร หรือกินความหมายอะไรเป็นพิเศษ แต่สำหรับฉันแล้วมันมีความหมายมากมายที่เกาะกินใจและประทับอยู่ในความรู้สึก อาจเป็นเพราะฉันเคยเป็นเด็กหัวดื้ออย่างร้ายกาจกับบุพการีมาก่อน งานเขียนชิ้นนี้จึงเป็นเสมือน ‘ข้อเตือนใจ’ ได้เป็นอย่างดี ฉันนำมันไปถ่ายเอกสารแล้วนำไปติดไว้เหนือหัวนอนสำหรับอ่านเตือนใจตัวเองทุกค่ำคืน และนำมาอ่านทุกครั้งที่มีโอกาสอย่างไม่รู้เบื่อ...

            ไม่รู้ว่าจะมีเด็กสาวสักกี่คนบนโลกนี้ที่ดื้อเหมือนฉันหรือดื้อมากกว่าฉัน?? ฉันเพิ่งสำนึกจากประสบการณ์ได้ว่า ชีวิตนี้ไม่ใช่ของง่ายเลย มันเป็นเรื่องยาก จำเป็นที่จะต้อง ‘เพ่งพินิจ’ ‘พิจารณา’ และมีการ ‘ชั่งน้ำหนัก’ ถึงการกระทำต่างๆ ที่เราได้กระทำไปแล้ว กำลังกระทำอยู่ และจะทำในอนาคต น่าจะได้นำการกระทำของตัวเราเองมาประมวลผล อันไหนดีก็รักษาไว้ให้เหนียวแน่น ประหนึ่ง ‘เกลือที่รักษาความเค็ม’ อันไหนไม่ดีก็ขว้างทิ้งไปแล้วเริ่มต้นใหม่ด้วยสิ่งที่ดีกว่า

            ส่วนตัวของฉันเองก็ได้ลงมือทำการบ้าน ‘ประมวลผลการกระทำ’ ของตนเองอยู่ จนเกิดความกระจ่างมากยิ่งขึ้น ได้พอแลเห็นหนทางว่าสิ่งใดผิด สิ่งใดไม่ดี สิ่งใดต้องแก้ไขปรับปรุง และสิ่งใดต้องพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น

            แบบฝึกหัดแห่งการกระทำของฉันได้หลั่งไหลออกมาเป็นฉากๆ ในห้วงของความคิดคำนึง...ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่แม่อบรมสั่งสอน กระตุ้นเตือน ระคนตัดพ้ออยู่ในที...โดยเฉพาะเรื่องที่ผ่านมาไม่นานนี้...

 

             ‘เครื่องจักรเครื่องนี้มันเหนื่อยล้าเต็มที เหนื่อยมาทั้งชีวิต ทำงานหนักๆ มาตลอด สมควรแก่การที่จะหยุดพัก รอแต่กบ เมื่อไหร่ถึงจะทำงานเป็นหลักสักทีหนึ่ง แม่รอ เฝ้าแต่รอ รอจนเหนื่อยอ่อนและเกือบจะหมดหวังเสียแล้วลูก กบอายุก็มากขึ้นทุกทีๆ ถ้าเรียนจบคราวนี้รีบมาทำงานเสีย ถ้าทำงานเป็นหลักแม่ก็จะยื่นใบลาออกจากราชการ แม่คงไม่ทน อยากให้ช่วงบั้นปลายของแม่ได้ตื่นสายบ้าง นอนอย่างเต็มที่ หลับสบายไร้กังวลและตื่นขึ้นมาพร้อมกับความสดชื่น ไม่ต้องรีบร้อนตะเกียกตะกายไปทำงานเหมือนกับเช่นทุกวันคลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา’

             ‘อย่าคิดว่าตนเองเรียนจบปริญญาโท คนสมัยนี้จบปริญญาโทเป็นว่าเล่น ไม่ต้องมัวเลือกอาชีพ ต้องคิดว่าเราทำอาชีพอะไรก็ได้ อยู่กับใครตรงไหนก็ได้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องไปเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย หรือสถาบันราชภัฏ ซึ่งก็ต้องแข่งขันกันมากมาย พอทำงานไปสักพักก็ต้องแข่งขันกันทำด็อกเต้อร์ต่อไปอีก ชีวิตมันดูจะมีแต่การแข่งขันและความเครียดตลอดไป ชีวิตเราก็สั้นเท่านี้ เราจะทะเยอทะยานเอาอะไรกันมากละลูกเอ๋ย สู้ทำงานอย่างมีความสุขดีกว่า การทำงานอย่างมีความสุขก็เปรียบเสมือนการให้รางวัลกับชีวิตอย่างหนึ่ง ทำงานอย่างเป็นสุขคืออย่างไร? ก็คือหนึ่งได้ทำงานในสิ่งที่เรารัก จะทำให้เรามีความกระตือรือร้นที่อยากจะทำ จะส่งผลให้ผลงานออกมาดี และนำไปสู่ความเจริญก้าวหน้าในอาชีพได้ สองคืองานที่ไม่ต้องอยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วยบรรยากาศของการแข่งขันช่วงชิงจนมากเกินไป แม่คิดว่าอย่างนั้นนะ...’

             ‘กบก็โตมากแล้ว ปีนี้ก็สาวใหญ่แล้วนะลูก อายุลูกย่างเข้าสามสิบสองแล้ว ยังไม่มีงานทำเป็นหลัก อาศัยเกาะแม่ไปวันๆ นี่ถ้าแม่ไม่ให้เงินค่าเทอมแล้วจะมีปัญญาไปเอาจากไหนมาเรียนได้ นี่เป็นเพราะผลของการไม่เชื่อแม่ เกเรเหลวไหลมาตลอด จึงพลาดโอกาสดีในชีวิตไปตั้งมากมาย งานที่โรงเรียนวังแม่ก็ฝากให้จนได้แล้วเราก็ไม่เอา แทนที่จะเอางานก่อนแล้วค่อยไปเรียนทีหลังก็ไม่ยอม พูดสอนอย่างไรก็ไม่เชื่อ แล้วเป็นยังไง หลงทะนงตนว่าต้องเรียนให้จบทีเดียวก่อนแล้วค่อยไปทำงานทีหลัง พอเศรษฐกิจทรุดหนักกว่าเดิม ครั้นจะไปหางานทำก็หาไม่ได้ ก็เคว้ง กลายเป็นนักศึกษาปริญญาโทอายุสามสิบสองที่มีแต่ความรู้ แต่ยังไม่มีงานทำเป็นหลักมั่นคง ก็ต้องอาศัยแม่ต่อไป แม่เองก็แก่ตัวลงทุกวัน ปีนี้อายุห้าสิบหกแล้ว รับราชการต่อไปได้ก็อีกสี่ปี แล้วสุขภาพก็อ่อนแอลงเรื่อยๆ จะเอาปัญญาที่ไหนไปช่วยลูกได้ตลอด เป็นห่วงแต่ว่าเมื่อไหร่ลูกจะช่วยตัวเองได้เสียที เมื่อไหร่จะทำงานเป็นหลักให้แม่หายห่วง แม่เป็นพยาบาลมาก่อน แม่รู้ตัวว่าสุขภาพแม่ไม่ค่อยดี รู้ไหมอายุแม่อย่างยืนยาวนะคงไม่เกินหกสิบห้าหรอก ขอให้ลูกจงเตรียมตัวเตรียมใจไว้ให้ดี’

             ‘เรานะเป็นคนที่สบายที่สุด คนที่ลำบากทำงานงกๆ ก็คือแม่ คนที่เป็นฐานให้เราได้มีเงินใช้อย่างสบายก็คือแม่กับผัวเรา กบจะเอายังไงกับชีวิต ไอ้ที่เลิกกับผัวนะแม่ไม่ว่า แล้วแม่ก็ไม่ยุ่งด้วย เรื่องส่วนตัวของเรา ส่วนไอ้ที่เอาลูกมาฝากให้แม่เลี้ยงแม่ก็ช่วย แล้วจะเอายังไงต่อไป ทำงานเสียทีสิ อย่าลืมลูกมันโตขึ้นเรื่อยๆ ต้องใช้เงินเราก็ต้องเป็นหลักให้ลูกได้ แม่ก็ช่วยเท่าที่แม่จะช่วยได้เท่านั้น เราต้องโตและยืนอยู่บนลำแข้งของตัวเองให้ได้ ผัวเรามันก็ต้องไปมีเมียใหม่ลูกใหม่ มันก็ต้องสร้างฐานะสำหรับครอบครัวใหม่ของมันต่อไป มันก็ต้องหยุดการช่วยเหลือเงินทองเราเร็วๆ นี้ อันนี้ก็โทษเขาไม่ได้ ต้องโทษที่ตัวเราที่ไม่รู้จักทำตัวให้เป็นคนมีค่า คนเราจะมีค่าได้มันขึ้นอยู่กับการมีงานทำเป็นหลัก จำเอาไว้ โดยเฉพาะผู้หญิงต้องทำงานนอกบ้าน- ทำงานในบ้าน -ดูแลปรนนิบัติลูกผัว มันถึงจะมีค่าได้ ไม่ใช่เอาแต่เรียน...เรียน...เรียน...ผู้หญิงไทยเรียนไปมากบางทีมันก็เท่านั้น อย่างไรเสียก็ต้องเป็นช้างเท้าหลังอยู่ดี ยิ่งเรียนมากกว่าผัว ผัวมันก็เบื่อก็เซ็ง ที่ไปดีกว่า ฉลาดกว่าหรือรู้ทันมัน’

             ‘เรานะเป็นลูกผู้หญิง ยังไงเสียแม่ก็อดห่วงไม่ได้ ยิ่งห่วงเสียมากกว่าลูกผู้ชายอีก ผู้ชายยังไงมันก็ถูไถเอาตัวรอดไปได้ไม่ยากนัก แต่เราผู้หญิงลำบากกว่านะ เราทำให้แม่เป็นห่วงมากมายหลายเรื่อง แม้กระทั่งเรื่องส่วนตัว อายุขนาดนี้ไม่ใช่ตัวเปล่าแล้ว มีผัวมาแล้ว แถมมีลูกติดอีกหนึ่งคน เราคิดหรือว่าผู้ชายไทยคนไหนมันอยากจะได้เรา สันดานผู้ชายมันก็อยากได้แต่ของมือหนึ่งทั้งนั้น มันไม่สนใจหรือเห็นใจผู้หญิงหรอกว่า เขาผิดพลาดมายังไง เพราะอะไร มันคิดแต่เพียงว่ามันจะได้อะไร เท่าไร คุ้มไหม เท่านั้น จะไปหาผู้ชายไทยที่ดีๆ ใจกว้างความคิดกว้างไกลมีเหตุผลกับเรื่องแบบนี้ได้ที่ไหนกัน แล้วจะมีสักกี่คน แล้วคนเหล่านั้นเราจะได้เจอไหม ข้อนี้แม่ยังเป็นห่วงอยู่มาก’

            คำพูดของแม่ทุกคำยังก้องกังวานและสะท้านไปถึงความรู้สึกส่วนลึกของฉัน แม้ว่าน้ำเสียงแห่งความจริงใจบริสุทธิ์ใจและความปรารถนาดีของท่าน จะผสมผสานไปด้วยอารมณ์อันหลากหลาย ทั้งแข็งกร้าวดุดัน น้อยเนื้อต่ำใจ ไม่ได้ดังใจ ที่ถ่ายทอดอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งทำเอาฉันนิ่งอึ้งอย่างยอมรับในความผิดนั้นโดยดุษฎี จำนนต่อหลักฐานที่ได้ก่อเหตุเอาไว้ และยอมรับชะตากรรมจากคำพิพากษานั้น

            เฮ้อ! คิดแล้วฉันก็อดทอดถอนใจไม่ได้ จริงสินะ จริงอย่างที่แม่ว่าแม่พูดทุกอย่าง ไอ้เรามันคนหัวดื้อ ความดันทุรังสูง นอกคอก เดินแตกแถวอยู่เรื่อย เดินหลงทางมาตลอด เห็นกรงจักรเป็นดอกบัวอยู่เสมอ...ชีวิตมันก็เลยชอกช้ำย่ำเดินอยู่บน ‘เส้นทางที่โรยไปด้วยขวากหนาม’ ไม่รู้จบ ทั้งๆ ที่ชีวิตของเรามันสามารถไปได้ดีกว่านี้อีกตั้งมากมาย เพราะผู้ใหญ่ได้ถางทางไว้ให้แล้ว

            โทษใครไม่ได้นอกจากต้องโทษที่ตัวเรา...ต้องแก้ไขที่ตัวเรา อย่างนี้ ‘คิดใหม่ ทำใหม่’ ก็เอามาใช้ได้เสมอ

            ฉันเหม่อมมองออกไปยังเบื้องหน้า...ข้างบนเป็นท่องฟ้ากว้างใหญ่...สีฟ้ากับสีขาวล้อเล่นกันไปมา...สีฟ้าชอบอยู่สงบนิ่ง หากแต่สีขาวชอบแปลงกายเป็นรูปต่างๆ ไม่หยุดนิ่ง...บางทีก็แปลงกายเป็นยักษ์...ดอกไม้...กระต่าย...เครื่องบิน...สุดแล้วแต่มันจะทำ...แดดอ่อนๆ ยามเช้านี้ให้ความอบอุ่นราวกับแม่ที่รักกำลังปลอบโยนลูกให้คลายทุกข์ และให้พลังใจในการต่อสู้บนเวทีชีวิตต่อไป...ใจฉันยามนี้หวนคำนึงถึงปรัชญาชีวิตของท่านผู้หนึ่งที่ได้กล่าวไว้อย่างงงดงามว่า

...แม้จริงแล้ว...ชีวิตคือการมีตาลืมขึ้นมองโลก
ได้เห็นท้องฟ้า เมฆขาว แสงแดด และผู้คน
ได้รับรู้ยิ้มแย้มของยอดมิ่งปิยมิตร
ได้ยินสรรพสำเนียง ทั้งกึกก้องและแผ่วเบา
ได้ลิ้มรสหอมหวานของพืชผล
ได้สัมผัสอกอุ่นแห่งมารดา
ทั้งยังสามารถตรองตรึกนึกคิด และจดจำ
ดังนั้น
ชีวิตคือส่งทรงคุณค่าแสนประเสริฐ
เป็นสิ่งวิเศษ เป็นปาฏิหาริย์มหัศจรรย์
เหนืออิทธิปาฏิหาริย์ใดๆ
และเป็นสิ่งควรทะนุถนอมและพัฒนา

 

ถ้าเป็นดังที่ท่านผู้นี้กล่าวไว้จริง...ฉันก็รับรู้และสนุกแล้วว่า...
ชีวิตอันเน่าๆ ของฉันนี้...ได้มียอดมิ่งปิยมิตรที่ประเสริฐสุดก็คือแม่...
ชีวิตเป็นสิ่งมีคุณค่ามหัศจรรย์เหนือปาฏิหาริย์ใดๆ ก็เพราะได้เกิดมาเป็นลูกของแม่คนนี้...
ชีวิตเป็นสิ่งที่น่าทะนุถนอมและพัฒนาต่อไปก็เพื่อเป็นของขวัญให้กับแม่...
ฉันยอมรับอย่างจำนนต่อหลักฐานทุกอย่างบนโลกนี้แล้วว่า ... ‘อันชนนี...นี้...รักเจ้า’...โดยแท้จริง