|
อ่านเรื่องสั้นย้อนหลัง |
|
เรื่องสั้น
ฉ. ๒๔๙๔ "อันชนนี...นี้รักเจ้า" โดย
ศรีสุภางค์ สุขโข
พ่อแม่ก็แก่เฒ่า จำจากเจ้าไม่อยู่นาน
นี่คืองานเขียนชิ้นหนึ่งที่ปรากฏในหนังสือ
บนเส้นทางชีวิต
เล่ม ๑ ชองอาจารย์ประเวศ
วะสี
ที่ฉันอ่านเจอเมื่อเดือนก่อน
สำหรับบางคนอาจดูเหมือนพื้นๆ
ไม่มีค่าโดดเด่นอะไร
หรือกินความหมายอะไรเป็นพิเศษ
แต่สำหรับฉันแล้วมันมีความหมายมากมายที่เกาะกินใจและประทับอยู่ในความรู้สึก
อาจเป็นเพราะฉันเคยเป็นเด็กหัวดื้ออย่างร้ายกาจกับบุพการีมาก่อน
งานเขียนชิ้นนี้จึงเป็นเสมือน
ข้อเตือนใจ ได้เป็นอย่างดี
ฉันนำมันไปถ่ายเอกสารแล้วนำไปติดไว้เหนือหัวนอนสำหรับอ่านเตือนใจตัวเองทุกค่ำคืน
และนำมาอ่านทุกครั้งที่มีโอกาสอย่างไม่รู้เบื่อ...
ไม่รู้ว่าจะมีเด็กสาวสักกี่คนบนโลกนี้ที่ดื้อเหมือนฉันหรือดื้อมากกว่าฉัน??
ฉันเพิ่งสำนึกจากประสบการณ์ได้ว่า
ชีวิตนี้ไม่ใช่ของง่ายเลย
มันเป็นเรื่องยาก
จำเป็นที่จะต้อง เพ่งพินิจ
พิจารณา และมีการ
ชั่งน้ำหนัก ถึงการกระทำต่างๆ
ที่เราได้กระทำไปแล้ว
กำลังกระทำอยู่
และจะทำในอนาคต
น่าจะได้นำการกระทำของตัวเราเองมาประมวลผล
อันไหนดีก็รักษาไว้ให้เหนียวแน่น
ประหนึ่ง เกลือที่รักษาความเค็ม
อันไหนไม่ดีก็ขว้างทิ้งไปแล้วเริ่มต้นใหม่ด้วยสิ่งที่ดีกว่า
ส่วนตัวของฉันเองก็ได้ลงมือทำการบ้าน
ประมวลผลการกระทำ
ของตนเองอยู่
จนเกิดความกระจ่างมากยิ่งขึ้น
ได้พอแลเห็นหนทางว่าสิ่งใดผิด
สิ่งใดไม่ดี
สิ่งใดต้องแก้ไขปรับปรุง
และสิ่งใดต้องพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น
แบบฝึกหัดแห่งการกระทำของฉันได้หลั่งไหลออกมาเป็นฉากๆ
ในห้วงของความคิดคำนึง...ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่แม่อบรมสั่งสอน
กระตุ้นเตือน
ระคนตัดพ้ออยู่ในที...โดยเฉพาะเรื่องที่ผ่านมาไม่นานนี้...
เครื่องจักรเครื่องนี้มันเหนื่อยล้าเต็มที
เหนื่อยมาทั้งชีวิต
ทำงานหนักๆ มาตลอด
สมควรแก่การที่จะหยุดพัก
รอแต่กบ
เมื่อไหร่ถึงจะทำงานเป็นหลักสักทีหนึ่ง
แม่รอ เฝ้าแต่รอ
รอจนเหนื่อยอ่อนและเกือบจะหมดหวังเสียแล้วลูก
กบอายุก็มากขึ้นทุกทีๆ
ถ้าเรียนจบคราวนี้รีบมาทำงานเสีย
ถ้าทำงานเป็นหลักแม่ก็จะยื่นใบลาออกจากราชการ
แม่คงไม่ทน
อยากให้ช่วงบั้นปลายของแม่ได้ตื่นสายบ้าง
นอนอย่างเต็มที่
หลับสบายไร้กังวลและตื่นขึ้นมาพร้อมกับความสดชื่น
ไม่ต้องรีบร้อนตะเกียกตะกายไปทำงานเหมือนกับเช่นทุกวันคลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา
อย่าคิดว่าตนเองเรียนจบปริญญาโท
คนสมัยนี้จบปริญญาโทเป็นว่าเล่น
ไม่ต้องมัวเลือกอาชีพ
ต้องคิดว่าเราทำอาชีพอะไรก็ได้
อยู่กับใครตรงไหนก็ได้
ไม่จำเป็นว่าจะต้องไปเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย
หรือสถาบันราชภัฏ
ซึ่งก็ต้องแข่งขันกันมากมาย
พอทำงานไปสักพักก็ต้องแข่งขันกันทำด็อกเต้อร์ต่อไปอีก
ชีวิตมันดูจะมีแต่การแข่งขันและความเครียดตลอดไป
ชีวิตเราก็สั้นเท่านี้
เราจะทะเยอทะยานเอาอะไรกันมากละลูกเอ๋ย
สู้ทำงานอย่างมีความสุขดีกว่า
การทำงานอย่างมีความสุขก็เปรียบเสมือนการให้รางวัลกับชีวิตอย่างหนึ่ง
ทำงานอย่างเป็นสุขคืออย่างไร?
ก็คือหนึ่งได้ทำงานในสิ่งที่เรารัก
จะทำให้เรามีความกระตือรือร้นที่อยากจะทำ
จะส่งผลให้ผลงานออกมาดี
และนำไปสู่ความเจริญก้าวหน้าในอาชีพได้
สองคืองานที่ไม่ต้องอยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วยบรรยากาศของการแข่งขันช่วงชิงจนมากเกินไป
แม่คิดว่าอย่างนั้นนะ...
กบก็โตมากแล้ว
ปีนี้ก็สาวใหญ่แล้วนะลูก
อายุลูกย่างเข้าสามสิบสองแล้ว
ยังไม่มีงานทำเป็นหลัก
อาศัยเกาะแม่ไปวันๆ
นี่ถ้าแม่ไม่ให้เงินค่าเทอมแล้วจะมีปัญญาไปเอาจากไหนมาเรียนได้
นี่เป็นเพราะผลของการไม่เชื่อแม่
เกเรเหลวไหลมาตลอด
จึงพลาดโอกาสดีในชีวิตไปตั้งมากมาย
งานที่โรงเรียนวังแม่ก็ฝากให้จนได้แล้วเราก็ไม่เอา
แทนที่จะเอางานก่อนแล้วค่อยไปเรียนทีหลังก็ไม่ยอม
พูดสอนอย่างไรก็ไม่เชื่อ
แล้วเป็นยังไง
หลงทะนงตนว่าต้องเรียนให้จบทีเดียวก่อนแล้วค่อยไปทำงานทีหลัง
พอเศรษฐกิจทรุดหนักกว่าเดิม
ครั้นจะไปหางานทำก็หาไม่ได้
ก็เคว้ง
กลายเป็นนักศึกษาปริญญาโทอายุสามสิบสองที่มีแต่ความรู้
แต่ยังไม่มีงานทำเป็นหลักมั่นคง
ก็ต้องอาศัยแม่ต่อไป
แม่เองก็แก่ตัวลงทุกวัน
ปีนี้อายุห้าสิบหกแล้ว
รับราชการต่อไปได้ก็อีกสี่ปี
แล้วสุขภาพก็อ่อนแอลงเรื่อยๆ
จะเอาปัญญาที่ไหนไปช่วยลูกได้ตลอด
เป็นห่วงแต่ว่าเมื่อไหร่ลูกจะช่วยตัวเองได้เสียที
เมื่อไหร่จะทำงานเป็นหลักให้แม่หายห่วง
แม่เป็นพยาบาลมาก่อน
แม่รู้ตัวว่าสุขภาพแม่ไม่ค่อยดี
รู้ไหมอายุแม่อย่างยืนยาวนะคงไม่เกินหกสิบห้าหรอก
ขอให้ลูกจงเตรียมตัวเตรียมใจไว้ให้ดี
เรานะเป็นคนที่สบายที่สุด
คนที่ลำบากทำงานงกๆ
ก็คือแม่
คนที่เป็นฐานให้เราได้มีเงินใช้อย่างสบายก็คือแม่กับผัวเรา
กบจะเอายังไงกับชีวิต
ไอ้ที่เลิกกับผัวนะแม่ไม่ว่า
แล้วแม่ก็ไม่ยุ่งด้วย
เรื่องส่วนตัวของเรา
ส่วนไอ้ที่เอาลูกมาฝากให้แม่เลี้ยงแม่ก็ช่วย
แล้วจะเอายังไงต่อไป
ทำงานเสียทีสิ
อย่าลืมลูกมันโตขึ้นเรื่อยๆ
ต้องใช้เงินเราก็ต้องเป็นหลักให้ลูกได้
แม่ก็ช่วยเท่าที่แม่จะช่วยได้เท่านั้น
เราต้องโตและยืนอยู่บนลำแข้งของตัวเองให้ได้
ผัวเรามันก็ต้องไปมีเมียใหม่ลูกใหม่
มันก็ต้องสร้างฐานะสำหรับครอบครัวใหม่ของมันต่อไป
มันก็ต้องหยุดการช่วยเหลือเงินทองเราเร็วๆ
นี้ อันนี้ก็โทษเขาไม่ได้
ต้องโทษที่ตัวเราที่ไม่รู้จักทำตัวให้เป็นคนมีค่า
คนเราจะมีค่าได้มันขึ้นอยู่กับการมีงานทำเป็นหลัก
จำเอาไว้
โดยเฉพาะผู้หญิงต้องทำงานนอกบ้าน-
ทำงานในบ้าน -ดูแลปรนนิบัติลูกผัว
มันถึงจะมีค่าได้
ไม่ใช่เอาแต่เรียน...เรียน...เรียน...ผู้หญิงไทยเรียนไปมากบางทีมันก็เท่านั้น
อย่างไรเสียก็ต้องเป็นช้างเท้าหลังอยู่ดี
ยิ่งเรียนมากกว่าผัว
ผัวมันก็เบื่อก็เซ็ง
ที่ไปดีกว่า
ฉลาดกว่าหรือรู้ทันมัน
เรานะเป็นลูกผู้หญิง
ยังไงเสียแม่ก็อดห่วงไม่ได้
ยิ่งห่วงเสียมากกว่าลูกผู้ชายอีก
ผู้ชายยังไงมันก็ถูไถเอาตัวรอดไปได้ไม่ยากนัก
แต่เราผู้หญิงลำบากกว่านะ
เราทำให้แม่เป็นห่วงมากมายหลายเรื่อง
แม้กระทั่งเรื่องส่วนตัว
อายุขนาดนี้ไม่ใช่ตัวเปล่าแล้ว
มีผัวมาแล้ว
แถมมีลูกติดอีกหนึ่งคน
เราคิดหรือว่าผู้ชายไทยคนไหนมันอยากจะได้เรา
สันดานผู้ชายมันก็อยากได้แต่ของมือหนึ่งทั้งนั้น
มันไม่สนใจหรือเห็นใจผู้หญิงหรอกว่า
เขาผิดพลาดมายังไง
เพราะอะไร
มันคิดแต่เพียงว่ามันจะได้อะไร
เท่าไร คุ้มไหม เท่านั้น
จะไปหาผู้ชายไทยที่ดีๆ
ใจกว้างความคิดกว้างไกลมีเหตุผลกับเรื่องแบบนี้ได้ที่ไหนกัน
แล้วจะมีสักกี่คน
แล้วคนเหล่านั้นเราจะได้เจอไหม
ข้อนี้แม่ยังเป็นห่วงอยู่มาก
คำพูดของแม่ทุกคำยังก้องกังวานและสะท้านไปถึงความรู้สึกส่วนลึกของฉัน
แม้ว่าน้ำเสียงแห่งความจริงใจบริสุทธิ์ใจและความปรารถนาดีของท่าน
จะผสมผสานไปด้วยอารมณ์อันหลากหลาย
ทั้งแข็งกร้าวดุดัน
น้อยเนื้อต่ำใจ
ไม่ได้ดังใจ
ที่ถ่ายทอดอย่างตรงไปตรงมา
ซึ่งทำเอาฉันนิ่งอึ้งอย่างยอมรับในความผิดนั้นโดยดุษฎี
จำนนต่อหลักฐานที่ได้ก่อเหตุเอาไว้
และยอมรับชะตากรรมจากคำพิพากษานั้น
เฮ้อ!
คิดแล้วฉันก็อดทอดถอนใจไม่ได้
จริงสินะ
จริงอย่างที่แม่ว่าแม่พูดทุกอย่าง
ไอ้เรามันคนหัวดื้อ
ความดันทุรังสูง นอกคอก
เดินแตกแถวอยู่เรื่อย
เดินหลงทางมาตลอด
เห็นกรงจักรเป็นดอกบัวอยู่เสมอ...ชีวิตมันก็เลยชอกช้ำย่ำเดินอยู่บน
เส้นทางที่โรยไปด้วยขวากหนาม
ไม่รู้จบ ทั้งๆ
ที่ชีวิตของเรามันสามารถไปได้ดีกว่านี้อีกตั้งมากมาย
เพราะผู้ใหญ่ได้ถางทางไว้ให้แล้ว
โทษใครไม่ได้นอกจากต้องโทษที่ตัวเรา...ต้องแก้ไขที่ตัวเรา
อย่างนี้ คิดใหม่
ทำใหม่ ก็เอามาใช้ได้เสมอ
ฉันเหม่อมมองออกไปยังเบื้องหน้า...ข้างบนเป็นท่องฟ้ากว้างใหญ่...สีฟ้ากับสีขาวล้อเล่นกันไปมา...สีฟ้าชอบอยู่สงบนิ่ง
หากแต่สีขาวชอบแปลงกายเป็นรูปต่างๆ
ไม่หยุดนิ่ง...บางทีก็แปลงกายเป็นยักษ์...ดอกไม้...กระต่าย...เครื่องบิน...สุดแล้วแต่มันจะทำ...แดดอ่อนๆ
ยามเช้านี้ให้ความอบอุ่นราวกับแม่ที่รักกำลังปลอบโยนลูกให้คลายทุกข์
และให้พลังใจในการต่อสู้บนเวทีชีวิตต่อไป...ใจฉันยามนี้หวนคำนึงถึงปรัชญาชีวิตของท่านผู้หนึ่งที่ได้กล่าวไว้อย่างงงดงามว่า ...แม้จริงแล้ว...ชีวิตคือการมีตาลืมขึ้นมองโลก ถ้าเป็นดังที่ท่านผู้นี้กล่าวไว้จริง...ฉันก็รับรู้และสนุกแล้วว่า... |
