|
อ่านเรื่องสั้นย้อนหลัง |
|
เรื่องสั้น
ฉ.๒๔๙๓ "นวอุบาสิกา" โดย
พรายแพรว
อากาศภายนอกศาลาวัด
หน้าเมรุเผาศพยังคงเย็นเยียบจนเด็บบี้ต้องกระชับผ้าพันคอให้แน่นขึ้น
เพราะตอนออกจากบ้านหล่อนพันมันเอาไว้หลวมๆ
เพื่อให้เสื้อยืดแขนยาวคอปาดแนบเนื้อสีเทาดูเก๋ไก๋ขึ้นกว่าเดิมเท่านั้น
ไม่ได้ใช้มันป้องกันลมหนาวในช่วงปีใหม่นี้
ตีห้าห้าสิบแล้วฟังยังมืดสลัว
บรรยากาศรอบๆ
วัดเริ่มเคลื่อนไหว
พระส่วนหนึ่งกำลังตึงแถวบิณฑบาท
พ่อค้าแม่ขายเริ่มจัดแต่งหน้าร้านให้พร้อม
แสงไฟจากร้านเหล่านี้
สาดส่องมาถึงศาลาด้านหน้าเมรุที่เด็บบี้ยืนอยู่
สอบถามแล้วยังไม่มีใครเห็นรถโดยสารของคณะผ้าป่าที่จะไปทอดยัง
๙ วัด มาเลยแม้แต่คันเดียว
เอ๊ะ...หรือเราจำวันผิดนะเกินเวลานัดมาตั้ง
๒๐ นาทีแล้ว
คุณป้าวารีคนนัดยังไม่มาจะโทรตามก็ไม่ได้เพราะแกไม่ใช้มือถือ
จะโทรไปที่บ้านก็ยังเช้าอยู่มาก
รอก่อนดีกว่า
บางครั้งอาจะมีการเปลี่ยนแปลงในรายการบางอย่างที่เราไม่รู้...หรือถ้าวันนี้เราพลาดไม่ได้เดินทางกับคณะญาติธรรมของคุณป้าวารี
เราน่าจะไปแวะชิมอาหารมังสวิรัติรสเลิศที่ศานติอโศกอีกสักครั้ง
ก็น่าจะดีนะสำหรับวันหยุดที่ยังว่างเปล่าไร้จุดหมายแบบนี้
หกโมงสิบห้าง...ฟ้าเริ่มสางแล้ว
ไฟฟ้าในศาลาเริ่มปิด
ถนนบริเวณหน้าเมรุยังโล่งอยู่
บรรยากาศภายนอกที่รายรอบศาลา
๗-๘
มีคนกำลังทำอาหารบางอย่าง
อาจจะมีการเลี้ยงอาหารเช้าก็เป็นได้
เสียโห่เบาๆ
ดังมาจากโบสถ์ที่อยู่ด้านขวาของเมรุ
ใครหนอมาทำอะไรที่โบสถ์ในเวลาเช้าตรู่
อ้อ...มีคนกำลังตั้งขบวนแห่นากเดินรอบโบสถ์นั่นเอง...แสงสว่างยังคงสลัวอยู่มาก
ทำให้เด็บบี้มองไม่เห็นหน้าผู้ที่บวชชัดนัก
ว่าหนุ่มมาก
หรือหนุ่มน้อย
แต่ที่น่าสังเกตคือมีเด็กผู้ชายอายุประมาณ
๓-๑๐
ขวบร่วมอยู่ในขบวนมากกว่า
๐ คน
หรือจะเป็นลูกหลานของนากน...ช่างเถอะ...เด็กทุกคนที่อยู่ในขบวนอ้วนท้วน
จ่ำม่ำ น่ารัก
แต่งตัวสะอาดสะอ้าน
ทันสมัย...คงไม่ใช่เด็กวัดแน่นอน!!
ยังคงไร้วี่แววของคณะผ้าป่า
๙ วัด
เธอตั้งใจจะรอจนถึงเจ็ดโมงเช้า
แล้วจะไปลิ้มรสอาหารมังสวิรัติตามที่ได้ตั้งใจไว้
ที่ศานติอโศก คลองกุ่ม
โน่น...
ใกล้เจ็ดโมงเช้าแล้ว
พระเริ่มกลับจากบิณฑบาต
หลายรูปเดินกลับเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบ
มีบางรูปกลับมาพร้อมกับรถรับจ้างประจำซอย
หรือที่เรียกทั่วไปว่า ระกะป๊อ
เอ๊ะ...หรือว่าท่านไปบิณฑบาตไกล
หรือมีคนมานิมนต์ไป
โดยเฉพาะ...ช่างเถอะ...เป็นวิถีของท่านอย่าคิดสนใจเลย
น่าจะพลาดแล้วมั้งเรา
เจ็ดโมงสิบห้าแล้ว...ยังไม่เห็นคณะไหนมาตั้งขบวนที่หน้าเมรุเลย
แม้แต่คณะเดียว...เด็บบี้
เริ่มเดินสำรวจบริเวณรอบๆ
วัด
ตอนนี้แสงสว่างภายนอกสว่างจ้า
แสงแดดยามเช้าอบอุ่นเสมอ...ในทุกๆ
วัน...
ที่วัดนี้มีศาลาขนาดใหญ่
สำหรับประกอบศาสนาพิธีณาปศพอยู่กว่า
๑๐ ศาลา
มีเมรุเผาศพขนาดใหญ่ที่เห็นเด่นชัดอยู่
๑ แห่ง
เด็บบี้พึ่งมาวัดนี้เป็นครั้งแรก
แต่เธอเคยผ่านมาแถวหน้าวัดหลายครั้งแล้ว
เพราะหนุ่มเกษตรคนรักคนแรกของเธอ
มีนิวาสถานอยู่ในซอยตรงปากทางเข้าวัด...
เด็บบี้
เรียนในคณะที่ผู้ชายเรียนเป็นส่วนใหญ่
ในสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยี
เธอจึงมีลักษณะเป็นสาวมั่น
ปราดเปรียว
จนเป็นที่กล่าวขวัญของใครที่ได้พบ
เธอได้งานทำทันทีที่จบการศึกษา
เพราะช่วงนั้นเศรษฐกิจกำลังเบ่งบาน
งานในสาขาเธอใครๆ
ก็ต้องการ
ไม่ว่าจะเป็นหญิง หรือชาย
แต่ฝีมือยังเป็นอีก
เรื่องว่าใครจะเจ๋งกว่ากัน
เด็บบี้ทำงานมาได้ ๔
ปีกว่า เศรษฐกิจเริ่มแย่
แต่เธอก็เก็บเงินมาได้มากพอที่จะแยะออกไปทำกิจการส่วนตัวที่ชื่นชอบได้...เธอไปเปิดร้ายขายของตกแต่งบ้าน
และส่วนหนึ่งเป็นงานหัตถศิลป์ของเธอเอง...ในปีแรก...ร้านเริ่มกิจการไปได้ด้วยดีและดีมากในปีถัดมา...เธอเริ่มขยายกิจการออกไปเรื่อยๆ
จาก ๑ สาขา เป็น ๒ สาขา...และแล้วมันก็เริ่มชะลอตัว
เมื่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
ส่อแววแย่
และแย่ที่สุดในปลายปี ๔๐-๔๑
ลูกค้า
หลายรายถูกฟ้องล้มละลายเป็นใบไม้ร่วง
เด็บบี้ประคับประคองกิจการของเธอมาได้จนกระทั่ง
เดือนตุลาคม ๔๔
ทุกอย่างก็จบสิ้นและปิดตัวลงไปด้วยความเศร้า...เธอเหลือเงินก้อนสุดท้ายที่จะต้องตามเก็บกับลูกค้าที่กำลังถูกฟ้องล้มละลายเพียง
๓ หมื่นบาทเท่านั้น!!!
วัด
เป็นสถานที่แรก
ที่เด็บบี้เข้าไปพึ่งพาหาความสงบทางใจ
แวบแรกที่เดินเจ้าไปบริเวณวัดกลางกรุงแห่งนั้น
เธอมีความตั้งใจเพียงอยากจะทำบุญเลี้ยงเพลพระจำนวน
๓ รูป
และทำสังฆทานเพื่ออุทิศส่วนบุญกุศลให้กับแม่ที่เสียไปเมื่อ
๒๐ ปีก่อน
ในสถานการณ์ถังแตกยับเยินอย่างเธอคงไม่มีปัญญาทำอะไรให้กับแม่ได้มากไปกว่านี้
ที่วัดกลางกรุงแห่งนั้น...ด้านหน้าวัดติดกับศูนย์การค้า
๒ แห่ง
ถนนทางเข้าวัดเป็นถนนที่มีชื่อว่ารถติดหนาแน่นเป็นที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ
แต่ไม่น่าเชื่อเลยว่าเมื่อเดินเข้ามาในบริเวณวัด
โดยเฉพาะพื้นที่ที่ใช้ประกอบพิธีทางศาสนา
กลับมีความร่มรื่นและมีความสงบเหมือนตั้งอยู่ในพื้นที่ชนบทที่ไกลโน้น
ศาลามุงจาก
ที่ท่านเจ้าอาวาสใช้เป็นที่ทำบุญเลี้ยงพระและประกอบศาสนกิจต่างๆ
เป็นสิ่งก่อสร้างที่เรียบง่ายแต่มีอรรถประโยชน์มากมาย
บ่อยครั้งที่ท่านใช้เป็นที่สนทนาธรรมแทนกุฎิไม้ทรงไทยที่ท่านพำนักประจำ
ศาลามุงจาก
มีโครงก่อด้วยไม้ที่ค่อนข้างเก่าตามกาลเวลาพื้นศาลาปูด้วยกระเบื้องดินเผาและปูนฉาบไว้อย่างหยาบๆ
มีเสื่อปู่ไว้แถมหนึ่งสำหรับญาติโยม
อุบาสก อุบาสิกา
นั่งฟังธรรมและประกอบพิธีทางศาสนา
อีกแถบหนึ่งเป็นแถวเก้าอี้นั่งเรียงไว้
๔ แถว
สำหรับผู้สูงอายุที่นั่งพับเพียบนานๆ
ไม่ได้
ส่วนด้านหลังเป็นโต๊ะไม้สักรับประทานอาหารขนาดใหญ่จำนวน
๑๖ ที่นั่ง
ในกรณีที่ญาติโยมต้องการเลี้ยงพระ
หรือจัดเลี้ยงเป็นพิเศษ
ทุกพื้นที่สอดประสานกลมกลืนอยู่ในบริเวณ
สี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ตรงกลางเป็นต้นไทรขนาดใหญ่
ร่มเงาของต้นไทรแผ่ปกคลุมหลังคาของศาลาและบริเวณโดยรอบ
ใบไม้และเถาวัลย์ที่มีอยู่อย่างหนาแน่นทำให้แสงแดดในตอนกลางวันสามารถลอดผ่านได้เพียงรำไร...สำหรับบริเวณที่สงฆ์นั่งประอบศาสนพิธี
เป็นพื้นไม้ยกไว้อย่างเตี้ยๆ
สูง ประมาณ ๕๐ เซนติเมตร
ด้านหนึ่งมีพระพุทธรูปพร้อมเครื่องสักการะบูชา
บริเวณที่นั่งพระสงฆ์นั่งได้
๒ แถว นั่งได้ประมาณ ๒๐ รูป
ผนังด้านหลังเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ขณะทอดพระเนตรโครงการในพระราชดำริซึ่งท่านเจ้าอาวาสเป็นผู้ถวายงาน
จำนวน ๒ รูป...ทุกพื้นที่ในศาลาไม่มีสิ่งที่เรียกว่าฟุ่มเฟือยใดๆ
อุปกรณ์ที่จัดวางเต็มไปด้วยประโยชน์ของการใช้สอยและได้รับการดูแลทำนุบำรุงเป็นอย่างดี...สะอาด...สะดวก...และสงบ...เป็นสิ่งแรกที่สัมผัสได้ในศาลามุงจากแห่งนี้
เด็บบี้รู้สึกประทับใจในการใช้พื้นที่ของวัดเป็นอย่างมาก
แม้ในตอนแรกเธอจะเข้าใจว่าที่นี่ก็คงไม่แตกต่างจากวัดในกรุงโดยทั่วไป
ที่มีโรงเรียน
บ้านเรือนและชุมชนปะปนกันจนแยกไม่ออกว่าบริเวณใด
เป็นวัด
เป็นกุฎิพระเป็นที่ชุมชน
เป็นที่จอดรถ ฯลฯ
ในวัดมีแต่ความจอแจ
วุ่นวายของคน และคน
พร้อมสิ่งที่ฟุ่มเฟือยต่างๆ
เช่น เครื่องปรับอากาศ
โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ
ซึ่งจะโทษใครไม่ได้
เพราะเป็นสิ่งที่ญาติโยมบริจาค
มาให้ทั้งสิ้น...
อีกสิ่งหนึ่งที่เธอเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีเป็นอย่างยิ่งของวัดนี้คือ
หลังจากที่ญาติโยมนำอาหารมาเลี้ยงเพลแล้ว
พระท่านจะให้เอาอาหารส่วนที่เหลือไปเลี้ยงญาติโยมกันเอง...ที่บริเวณโรงอาหาร
ญาติโยมที่มาทำบุญในวันนั้นๆ
ไม่ว่าจะยาก ดี มี
จนทั้งหลาย
ถ้าไม่หยิ่งถือตัวจนเกินไปนัก
แบบกินข้าววัดร่วมกับใครไม่ได้
ก็จะได้รับประทานอาหารกลางวันร่วมกันแบบบุบเฟท์
เรียงแถวตักอาการตามสะดวก
แล้วท่านก็จะพบว่าวัฒนธรรมการกินอาหารของเราต้องปรับปรุง
กันอีกมากมาย
เมื่อรับประทานเสร็จทุกคนก็จะต้องไปล้างจาน
ล้างแก้วของตัวเองไปเก็บไว้ที่บริเวณ
วัดจัดให้ชุลมุน ชุลเก
กันทุกครั้งไป
นี่ก็เป็นอีกวัฒนธรรมหนึ่งที่เราเข้าแถวกันไม่เป็น
ไม่เคยอ่านเลยว่าที่บริเวณอ่างล้างเค้าเขียนเอาไว้ว่าสำหรับล้างจาน
หรือล้างแก้ว น้ำที่ ๑ หรือ
น้ำที่ ๒
มาถึงอ่างล้างก็จะล้าง...จะล้าง...มาก่อนมาหลังไม่รู้...ฉันจะล้าง...ฉันจะล้าง...ฉันจะล้าง
๕ คน รุมล้างในอ่างเดียว!!!!
ทั้งๆ
ที่ทางวัดจัดพื้นที่ล้าง
พร้อม sticker ตัวเท่าหม้อแกงว่า...ที่ทิ้งเศษอาหาร...น้ำยาล้างจาน...น้ำล่างที่
๑...น้ำล้างที่ ๒ ...ที่ล้างแก้วโดยเฉพาะ...น้ำยาล้างแก้ว...น้ำล้างที่
๑ น้ำล้างที่ ๒...สิ่งหนึ่งที่ได้จากการร่วมรับประทานอาหารในวัดนี้
คือ
ไม่ว่าคนเราจะยากดีมีจาแตกต่างกันอย่างไร
ทุกคนหิว กระหายเหมือนกัน
ทุกคนต้องการอาหาร
เพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตให้อยู่รอด...และที่เหมือนกันอย่างน่าแปลกใจคือ
เรามีวัฒนธรรมการกินที่ไม่เคยเหลือเผื่อใคร...นอกจากพวกของตัวเอง...
สำหรับวัดอื่นๆ
ในกรุงเธอไม่รู้ว่ามีระเบียบปฏิบัติเช่นนี้หรือไม่
แต่เธอเคยไปวัดต่างจังหวัด
หลังจากที่ปะเคนอาหารให้พระแล้ว
ก็วงใคร วงมัน
จะร่วมกันก็ในกรณีที่เป็นงานบุญใหญ่หรืองานประจำปีของวัด
เจ้าหน้าที่ที่วัดนี้ส่วนใหญ่
เป็นผู้หญิงสูงอายุ แบบ ๔๕
++ หน้าตาเป็นมิตรไมตรี
แต่งกายเรียบร้อย
ผ้าถุงดำ หรือกระโปรงดำ
เสื้อขาว สะอาดสะอ้าน
ทุกคนมีอาการสำรวมพูดเท่าที่ถาม
และมีภาระหน้าที่ทำให้เห็นชัดเจน
ไม่มีแบบเดินไป เดินมา
หรือเม้าท์แตก
สำหรับผู้ชายใส่เสื้อม่อฮ่อม
หรือเสื้อซาฟารีสีน้ำเงินเข้ม
ทุกคนเข้าข่ายผู้สูงอายุ
ติดบัตรแสดงชื่อและรูปถ่ายเหมือนพนักงานบริษัท...
หลังจากถวายเพลพระ
และรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันแล้ว
ที่วัดนี้จะมีธรรมเนียมพิเศษอีกอย่าง
คือเจ้าอาวาสจะเชื้อเชิญให้
ญาติโยม อุบาสก
อุบาสิกาทั้งหลายขึ้นไปที่ศาลาใหญ่
ซึ่งใช้เป็นที่ปฏิบัติธรรม
และศาสนกิจ
ในกรณีที่เป็นราชพิธีพิเศษ
ของวัด
ฟังเทศนาธรรมก่อนกลับ
โดยทางวัดจะเริ่มต้นด้วยเทปบทสวดมนต์ที่เป็นมงคล
เช่น บทบูชาพระรัตนตรัย
บทพาหุง เป็นต้น
แล้วต่อด้วยเทศนาธรรม
ที่เทศน์โดยท่านเจ้าอาวาส
หรือพระที่มีชื่อเสียงต่างๆ
จนถึงบ่ายสามโมงเย็น
ใครอยากจะสวดมนต์
นั่งสมาธิ
ต่อท่านก็ไม่ห้าม
ศาลานี้ปิดถึง ๓ ทุ่ม...
เมื่อเด็บบี้มาถือศีลอุโบสถที่วัดนี้ถึงได้รู้ว่า
ที่ศาลาแห่งนี้
มีเทศนาธรรมให้ฟัง
ตลอดวัน เช้า สาย บ่าย เย็น
ค่ำ โดยช่วง ๗ โมงครั้ง
ถึงแปดโมงเช้า
ท่านเจ้าอาวาสวัดจะเทศน์สดๆ
ออกโทรทัศน์
ในเวลาที่เหลือก็จะเป็นเทปบ้าง
สดบ้าง แล้วแต่โอกาส...
เธอรู้จักกับคุณป้าวารีที่นี่...หลังจากมาทำบุญเลี้ยงพระในวันพระ
สัปดาห์ที่ ๓
ของเดือนธันวาคม
และครั้งนี้
เด็บบี้ตั้งใจว่าจะทำเป็นครั้งสุดท้าย
และพักไว้ก่อนเพราะเงินในกระเป๋าเธอพร่องไป
เกือบหมดแล้ว
ก็เธอกลายเป็นคนว่างงานไปแล้วจะมีรายได้จากที่ไหนมาเติมนอกจากกินเงินเก่าที่มีอยู่...เด็บบี้เจอคุณป้าในห้องครัวกำลังเทข้าวมันไก่ใส่จานเตรียมถวายพระในส่วนของนั้นเธอจัดเตรียมไว้เสร็จแล้ว
เอาถุงพลาสติกไปทิ้งขยะด้วยนะอย่าลืม
เสียงเจ้าหน้าที่วัด
กำชับคุณป้า
คงกลัวว่าจะทิ้งเกะกะไว้เหมือนกับคนอื่นๆ
ที่มักง่าย
เป็นนิสัยหรือพวกที่มักคิดว่าการเก็บเศษขยะ
หรือเศษถุงใส่อาหารเป็นหน้าที่ของวัด
ตัวเองเอาอาการมาถวายพระอย่างเดียวก็พอแล้ว
ไม่ต้องรับรู้เรื่องอื่น...
รอบๆ
ตัวคุณป้ามีอาหารคาว
หวานหลายอย่างรอบตัวนอกจากมีข้าวมันไก่
ยังมีขนมชั้น ขนมทองหยิบ
ฝอยทอง เกาเหลา กุนเชียง
ไข่เค็ม อีก
เด็บบี้เข้าไปช่วยคุณป้าจัดเตรียมอย่างเต็มใจช่วย
พร้อมทั้งยกไปถวายพระให้พร้อมคุณป้าชวนเธอคุยอย่างมีมิตรไมตรีเป็นอย่างยิ่ง
ภายใต้กิริยากระฉับกระเฉง
และรอยยิ้มที่แจ่มใส
ใครหนอจะเชื่อว่าคุณป้ามีอายุย่าง
๗๓ ปี เข้าไปแล้ว
คุณป้าวารีเป็นผู้หญิงร่างสูงใหญ่
มีผมหงอกแซมเพียงเล็กน้อย
พูดไปพร้อมรอยยิ้มที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าเสมอ
คุณป้าเป็นคนพูดคุยสนุกและไม่เครียด
เท่าที่ท่านเล่า
ตอนนี้ท่านอยู่บ้านเพียงคนเดียว
เพราะสามีท่านเสียไปกว่า
๑๐ ปีแล้ว ท่านมีลูกชาย ๓
คน แต่งงานกันไปหมด
บ้านที่ท่านอยู่เป็นทาวน์เฮาส์เล็กๆ
เมื่อไม่นานมานี้ท่านไปชวนหลานชาย
พร้อมหลานสะใภ้มาอยู่ด้วย
ทำให้บ้านไม่เหงาจนเกินไป
ท่านออแสวงบุญ
และปฏิบัติธรรมมานานกว่า
๑๐ ปี ทุกวันพระ
ท่านจะไปนอนวัดถือศีลอุโบสถ
เป็นประจำ
ท่านไปมาหมดแล้วสำหรับวัดต่างๆ
ที่มีชื่อเสียงในประเทศนี้
เหนือ ใต้ ออก ตก
ท่านบอกได้หมดว่าวัดไหนอยู่ที่ไหน
และเป็นอย่างไร
หลวงพ่อนี่ อยู่วัดนั่น
หลวงพ่อนั่นอยู่วัดนี่
องค์นี้เทศน์เรื่องนั้น
องค์นั้นเทศน์เรื่องนี้...
ท่านชวนเด็บบี้มาปฏิบัติธรรมและถือศีล
๘
ที่วัดนี้ในวันพระสุดท้ายของปี
พร้อมส่งท้ายปีใหม่ ๕ วัน ๕
คืน
ซึ่งธรรมดามากในการปฏิบัติของท่าน
ท่านเคยถือศีลและปฏิบัติธรรมต่อเนื่องกันมาแล้วกว่า
๓ เดือน
ที่สถานปฏิบัติธรรมหนึ่งในภาคเหนือ
ลองดูนะ...หนู...การศึกษาธรรมอย่างจริงจัง
และปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างถูกต้องเป็นเรื่องที่ควรจะทำเป็นอย่างยิ่งของพุทธบริษัททั่วไปนะลูก...
เสียงของท่านนุ่มนวลเลื่อมใสจริงซิ
เธอไม่เคยนึกถึงเรื่องเหล่านี้เลยในเวลาที่ผ่านมา
ทุกชั่วโมง
ทุกนาทีที่ผ่านไปในแต่ละวันเธอนึกถึงแต่เรื่องการทำมาหากิน
นึกถึงแต่เรื่องเงิน เงิน
เงิน พอใช้ ไม่พอใช้...ซื้อโน่น...ซื้อนี่...ซื้อๆๆๆๆ
...ไม่เคยมีอะไรพอเพียงสำหรับชีวิต...ต้องมีรถ...จึงจะมีหน้า...มีตาทัดเทียมเพื่อนฝูง...มีบ้านหลังสวยไว้อวด...ไว้จัดงานปาร์ตี้ให้เพื่อนตื่นใจ...ชื่นชมอิจฉา...ต้องหางานที่ดี
มีเกียรติในสังคมทำ
จึงจะมีคนยกย่องชมเชย...เหนือสิ่งอื่นใด...มีเงินไว้ให้มากๆ
จนถึงมากที่สุดจึงจะดีที่สุด
ในใจล้วนแต่มีสิ่งรุ่มร้อนแผดเผาทุกวัน...และเมื่อทำไม่ได้อย่างที่คาดหวัง
ก็เหมือนตกนรกทั้งที่มีชีวิตอยู่นี่แหละ...
เด็บบี้ไม่ได้ตอบตกลงคุณป้าในทันที
เธอไม่เคยรู้จักสังคมของวัดมาก่อน
และกลัวที่จะต้องปรับตัวปรับใจให้เข้ากับสังคมใหม่ๆ
...เธอจึงเพียงแต่ยิ้มให้กับคุณป้าและบอกเพียงว่าจะลองกลับไป
clear งาน
และหาเวลาดูว่าจะว่างมั้ย?...
คำพูดของเธอดูดีน่าเชื่อถือ...เหมือนคนมีงาน
มีการมากมาย...หาเวลาไม่ได้...ไม่ว่าง...แล้วก็หันหนีไปจากวัดในที่สุด...โถ...เด็บบี้เอ๋ย...จนป่านนี้ก็ยังวางฟอร์มไม่เลิก...ทั้งๆ
ที่การมาถือศีล ๘
ที่วัดไม่ต้องเตรียมตัวเตรียมใจปรับตัวให้มากมายอะไรเลย
ไม่ต้องมีฟอร์ม ฉันแน่
ฉันเก่ง...ขอเพียงให้ทุกคนตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรม
บำเพ็ญศีล สมาธิ
ให้จิตใจสะอาด ผ่องใส
เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว...
สังคมของคุณป้าวารี
เป็นสังคมของอุบาสิกาที่เคร่งครัดในการถือศีลปฏิบัติธรรมมาเกินกว่า
๕ ปี
กลุ่มคนเหล่านี้มีอยู่ทุกวัดทั่วกรุง
จะมีอายุประมาณ ๔๕
ปีขึ้นไปจนกระทั่ง ๘๐ กว่า
แต่ที่สนิทที่สุดในกลุ่มคุณป้าก็มีประมาณ
๖-๗ คน
และจะมาถือศีลอุโบสถพร้อมกันในวันพระใหญ่
ที่วัดนี้เป็นประจำ
ผู้ที่อายุน้อยที่สุดในกลุ่มคือคุณน้าแอ๊วอายุ
๕๖ ย่าง ๕๗
เกือบทุกท่านเดินทางมาปฏิบัติธรรมด้วย
รถไฟฟ้าบ้าง รถเมล์บ้าง
มีเพียง ๒ ท่าน ที่ลูกๆ
มาส่ง ไม่ใช่ลูกๆ
ของท่านเหล่านี้อกตัญญู
เพียงแต่ท่านไม่อยากเป็นภาระลูกอีกทั้งการเดินทางมาวัดนี้สะดวกมาก
มาได้หลายทางและทุกท่านก็ยังสุขภาพดี
ไปไหนมาไหนได้คนเดียวได้ไม่ต้องใครตามดูแล
เด็บบี้เข้ามาเป็นสมาชิกกลุ่มได้อย่างแนบสนิทใจ
ด้วยวัย ๓๐ กว่าๆ
ของเธอเทียบเท่าลูกๆ
หลานๆ
แต่ดูเหมือนความสัมพันธ์นี้ไม่มีช่องว่างระหว่างวัยให้เป็นปัญหา...เธอเรียนรู้
วัตรปฎิบัติจากคุณน้า
คุณป้าในกลุ่ม
ด้วยความปิติยินดี
แทนที่จะเกิดความอึดอัดและขัดข้องใจ
เนื่องด้วยเธอมีความรู้ในวัตรปฏิบัติต่างๆ
พร้อมทั้งคำสอนในพุทธศาสนาน้อยมาก
เสียแรงที่ขึ้นชื่อว่า
เป็นพุทธบริษัทจริงๆ ...คำแนะนำ...คำบอกกล่าวของเหล่าอุบาสิกาผู้สูงวัยเปี่ยมไปด้วยความมีเมตตา
ความปรารถนาดี
และจริงใจอย่างเห็นได้ชัด
ท่านไม่ได้คาดหวังหรือคาดคั้นให้เด็บบี้
เปลี่ยนแปลง
และปฏิบัติได้ในทันทีเช่นเดียวกับกลุ่มของท่านในปัจจุบัน
ทุกอย่างต้องอาศัยเวลาและศรัทธา...ทั้งนี้...ขึ้นอยู่กับตัวเด็บบี้เองเป็นสำคัญ
ไม่มีคำดุด่า...หรือว่ากล่าวในกรณีที่ปฏิบัติไม่ถูกต้องเช่น
มีวันหนึ่งเด็บบี้ขึ้นมาทำวัตรเช้าที่ศาลาช้าไปประมาณ
๕ นาที
เพราะตั้งนาฬิกาปลุกสายไปนิด
ที่นี่ทำวัดเช้าตอนตีสี่
คุณป้าวารีกับกลุ่มเพื่อน
ไม่ใส่ใจในเรื่องนี้
ทุกคนตั้งใจสวดมนต์เช้าจนจบ
คุณป้าบอกว่าเพียงเราตั้งใจมาปฏิบัติธรรม
บุญกุศล
ก็เกิดขึ้นในใจของเราแล้ว
ถ้าเราทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
หรือไม่สบายใจในเรื่องใด
เราก็เปลี่ยนแปลงแก้ไขใหม่ให้ถูกต้องและทำให้ดีขึ้น
ค่อยๆ แก้ไขไป
มันก็จะดีเอง
เรื่องบางเรื่องเช่นการทำวัตรเช้า
เราอาจจะไม่ชินในการที่ต้องตื่นแต่ตีสามก็ไม่เป็นไร
เราก็ค่อยๆ
ปรับนาฬิกาในตัวของเราให้คุ้นชิน
โดยนอนพักให้เร็วขึ้น
ในโลกของคนทำงานทั่วไปถือว่าตีสามยังอยู่ในเวลาพักผ่อนอยู่เป็นเป็นที่เข้าใจกัน
การเข้ามาถือศีลอุโบสถและปฏิบัติธรรม
หากเราทำได้ไม่ครบในข้อกำหนด
ก็ไม่ใช่ว่าเราเป็นคนชั่วร้าย
เราไม่ได้ทำผิดต่อใคร
เราเพียงแต่ผิดสัญญากับตัวเราที่ได้รับศีลมาแล้วปฏิบัติไม่ได้
เมื่อเกิดข้อกังวลใจ
ใจเราก็ขุ่นมัว
ใจไม่บริสุทธิ์เสียแล้ว
การปฏิบัติธรรมก็ไม่เกิดผล
เท่านั้นเอง
ดังนั้นเราก็ต้องปรับปรุงตัวเราใหม่
เราปรับปรุงแก้ไขตัวเราให้ดีขึ้นได้ทุกวัน
ทุกเวลา...
คำพูดของคุณป้าวารีจับใจเด็บบี้
ยิ่งนัก ตลอดเวลา ๕
วันที่เธออยู่วัดมีความสุข
สงบเย็นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เป็นความเบิกบานใจ
ที่เธออธิบายไม่ถูก ทั้งๆ
ที่เธอเองก็ปฏิบัติถูกบ้าง
ผิดบ้าง งกๆ เงิ่นๆ
เหมือนคนที่เพิ่งหัดขับรถใหม่ยังไม่คุ้นชินกับการควบคุมพวงมาลัยรถที่หมุนวงแคบไปบ้าง
กว้างเกินไปบ้าง...ความสบายใจที่ว่านั้นแม้จะมองย้อนกลับไปพิจารณา
ถึงภาวะล้มเหลวทางธุรกิจที่เธอเผชิญอยู่
ก็ไม่รู้สึกหดหู่
และเศร้าโศกอาดูรเหมือนเมื่อก่อน
แม้จะยังรู้สึกหวาดหวั่นใจอยู่บ้างก็ตาม...เธอยังหาทางแก้ไขให้กับปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้
ทุกอย่างยังคงมืดมน
ไร้ทางออก...หรือเธอจะปล่อยวางไว้ก่อนดี?
การมีหนี้สินที่ไหนทิ้งไว้โดยไม่รีบสะสาง
เป็นเรื่องที่ไม่ดี
และไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง...เด็บบี้รู้ดีแก่ใจแต่เธอจะทำอย่างไร
ในเมื่อหนทางการหารายได้มาชดใช้ยังคงตีบตันเธอต้องพยายามต่อไป...อย่าได้ท้อถอย...ถ้ามันจะเกิดเรื่องที่เลวร้ายไปกว่าเดิม...ก็จงรับกับมันอย่างมีสติ
เพราะเป็นเรื่องที่เกิดจากการกระทำของเธอเอง...
กรรม
ที่เขาว่านี้เป็นอย่างไรกันนะ
คนนี้มีกรรมมาก
ถึงได้หากินลำบาก
ยากจนเข็ญใจ จริงรึ? ไม่รู้ซิ...เธอเคยได้ยินญาติๆ
และเพื่อนๆ พูดบ่อยๆ ว่า
เธอเป็นคนมีกรรมมาก
จึงได้หากินลำบาก
เหนื่อยยาก
กว่าจะได้เงินมาเทียบกับคนอื่น
เค้านั่งทำงาน offfce สบายๆ
วันๆ
ไม่เห็นต้องออกแรงอะไร
เหมือนเธอ
ไหนจะต้องเหนื่อยติดต่อนั่น
ติดต่อนี่
ยังต้องมานั่งคิดทำของขายเองให้เหนื่อยสมอง
เหนื่อยกายเข้าไปอีก...ทำทำไม...เธอเลือกทำอาชีพนี้เองโดยสมัครใจต่างหากไม่มีใครบังคับ
เธอภูมิใจในสินค้าของเธอ
อาชีพนี้แม้จะเหนื่อยยากกว่าจะได้เงินมา
แต่เธอก็ไม่รู้สึกอึดอัดใจ
เธอเต็มใจที่จะทำเอง... กรรมก็คือการกระทำของเรานั่นเองแหละนะ
...เราเลือกที่จะทำในสิ่งที่ยุ่งยากมันก็ต้องยุ่งยาก...เราเลือกที่จะทำในสิ่งที่ง่าย
มันก็ง่าย
ไม่เห็นจะมีปาฎิหาริย์จากพระเจ้าองค์ใดมาตัดสินใจ
หรือทำแทนเราได้สักอย่างเดียว...เด็บบี้ประติดประต่อธรรมะที่เธอคิดของเธอเองขึ้นมาอย่างง่ายๆ
หลังจากปฏิบัติธรรมได้ ๕
วัน เธอยังคงหาทางแก้ไข
ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเธอยังไม่ได้เหมือนเดิม
แต่ก็คิดหาแนวทางที่จะตั้งรับกับมันให้ได้...
เจ็ดโมงสามสิบแล้ว
ยังไม่มีคณะทอดผ้าป่า ๙
วัด ไหน มา ปรากฏ
ที่ศาลาตรงข้ามเมรุมีเพียงคณะบวชนากคณะเดียวเท่านั้น
เด็บบี้เดินออกจากศาลา
และสำรวจรอบๆ
บริเวณวัดอีกครั้ง
ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม...เธอตัดสินใจเรียกมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่วิ่งผ่านวัดให้ไปส่งปากซอย
แล้วขึ้นรถต่อไปยังศานติอโศกเพื่อทานอาหารมังสวิรัติที่แสนอร่อย
ตามที่เธอชื่นชอบ...
เก้าโมงเช้าเด็บบี้
เปิดประตูเดินเข้าบ้าน
อย่างอ่อนเพลีย
เธอรู้สึกง่วงมาก
แล้วล้มตัวลงนอนอย่างเป็นสุข...แม้เมื่อคืนเธอแทบจะไม่ได้นอนเลยทั้งคืน
เธอตื่นมาดูนาฬิกาทุกๆ
สองชั่วโมง...และลุกขึ้นมาเตรียมตัวตั้งแต่ตีสี่...แต่แล้วเธอก็พลาดนัดกับคุณป้าวารี...ไม่มีความรู้สึกโกรธขึ้ง...หรือรุ่มร้อนในใจเหมือนเมื่อก่อน...เธอไม่รู้สึกอะไร...ทุกอย่างมันต้องมีเหตุ...ผลมันจึงเกิด...ต้องมีเหตุบางอย่างในการนัดครั้งนี้แน่นอน...
สองทุ่มแล้ว
ขณะที่เด็บบี้กำลังนั่งดูข่าวภาคค่ำเสียงโทรศัพท์ก็ดังแทรกขึ้น
ขอสายหนูเด็บบี้ค่ะ...
เสียงคุณป้าวารีนั่นเอง
โถ...เมื่อเช้าหนูไปรอป้าหรือเปล่าลูก...
ไปค่ะ...หนูไปรอคุณป้าที่ศาลาหน้าเมรุ
จนถึงเจ็ดโมงครึ่ง...ไม่เห็นรถเลยนะคะ...พวกคุณป้าได้ไปวัดกันหรือเปล่าคะ?
เธอตอบด้วยน้ำเสียงปกติ
ไปลูก...แต่รถเค้าไม่ได้เข้าไปจอดในวัด...มันเป็นรถบัส
๒ ชั้นคันใหญ่...เข้าซอยวัดลำบากเค้าเลยจอดที่ปากทางแยกตรงถนนใหญ่
ก่อนเข้าซอยวัดมาหนูเห็นรถบัสสีเขียวๆ
หรือเปล่า?...ป้าเป็นห่วงหนูเลยให้มอเตอร์ไซค์ขับเข้าไปดู
ว่ามีคนมารอที่ศาลาวัดหน้าเมรุหรือเปล่าถ้ามีก็ให้รับมาด้วย
ป้ารอจนถึงหกโมงเช้านะ...มอเตอร์ไซค์เค้าบอกไม่เห็นมีใคร...เลยคิดว่าหนูอาจจะไม่มาหรือติดธุระมาไม่ได้...โถ...โมทนาสาธุ...ลูกเอ๊ย...อุตส่าห์มารอจนถึงเจ็ดโมงครึ่ง
คุณป้าพูดยาวเลย
คงเป็นห่วงเธอตามน้ำเสียงที่พูดจริงๆ
เรื่องนี้ถ้าคุณป้าใช้โทรศัพท์มือถือกัน
ก็คงไม่เป็นปัญหา
แต่มันจำเป็นด้วยเหรอ? เธอไม่โทษไปที่ใครเลย...เธอไม่สังเกตเองตรงทางแยกเข้าวัดทั้งๆ
ที่เห็นว่ามีรถบัสจอดอยู่...แทนที่จะเข้าไปถามซักนิดก็เปล่า...ตรงดิ่งไปศาลาหน้าเมรุทันที...จริงซินะ...ถนนทางเข้าวัดเป็นถนนแคบ...คงไม่สะดวกแน่ถ้าจะเอารถบัส
คันใหญ่เข้ามา
ไม่เป็นไรเลยค่ะคุณป้า...อย่ากังวลนะคะ
พรุ่งนี้หนูจะไปทำบุญวันพระที่วัดเหมือนเดิมค่ะ...แล้วเจอกันใหม่นะคะ
โมทนาสาธุ
ลูก...ดีเลย
เราเจอกันที่ศาลามุงจากเหมือนเคยนะ
ป้าจะเตรียมอาหารไปเผื่อ
อ้อ...หนูอย่าลืมเอาชุดขาวไปด้วยนะ...พอรับศีลเสร็จ...เราจะได้นอนที่วัดด้วยกัน...
คุณป้าชักชวนไปถือศีลอุโบสถในวันพระอีกครั้ง
ค่ะ...แล้วเจอกันนะคะ
สวัสดีค่ะ เด็บบี้รับคำชวนด้วยความเต็มใจเป็นอย่างยิ่ง
เด็บบี้เดินเข้าไปเปิดตู้เสื้อผ้าซึ่งขณะนี้มีชุดขาว
สำหรับปฏิบัติธรรมเพิ่มมาอีก
๒ ชุด
เธอเตรียมของใช้ส่วนตัวด้วยความคล่องแคล่ว
ไม่เห็นยุ่งยากอะไรเลยสักนิด...เตรียมใจไปวัดด้วยความสดชื่น...แจ่มใสเป็นเรื่องง่ายๆ
แค่นี้เอง... |
