เรื่องสั้นที่ผ่านการพิจารณารอการลงพิมพ์
๑.นวอุบาสิกา   ของ  พรายแพรว  ฉบับที่ ๒๔๙๓
๒.อันชนนี...นี้รักเจ้า   ของ  ศรีสุภางค์ สุขโข  ฉบับที่ ๒๔๙๔

อ่านเรื่องสั้นย้อนหลัง

 

เรื่องสั้น ฉ.๒๔๙๒

"เศษเสี้ยวแห่งความสุข"

โดย ดำเนินทราย

            ท่านคงเคยได้ยินตลกร้ายเรื่องทำนองนี้มาแล้ว

            ในงานบำเพ็ญกุศลศพของสามีที่จากไป ภรรยาไปเคาะที่โลงศพแล้วปรารภเบาๆ ว่า “ขอให้พ่อไปสู่ที่ชอบๆ นะจ๊ะ”

            พลันได้ยินเสียงครวญตัดพ้อต่อว่ามาตามสายลมเย็นวูบ

             “ทีตอนมีชีวิตอยู่ ไม่เห็นแม่บอกอย่างนี้เลย”!

            ไม่รู้ว่าการขึ้นต้นเช่นนี้ ผิดสูตรการเขียนเรื่องสั้นหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การสร้างสรรค์ ในทัศนะกรรมการตัดสินรางวัลอันโด่งดัง”

            เมื่อครั้งที่ข้าพเจ้าไม่มีงานทำ จะเรียกว่า “ตกงาน” ก็ได้ เพราะเมื่อเกษียณอายุงานจากบริษัทเอกชน สัญชาติฝรั่งนั้น ข้าพเจ้าอายุ ๕๕ ปี แต่ไม่มีเงินเก็บหรือบำเหน็จเป็นกอบเป็นกำจะฝากธนาคารกินดอกเบี้ยได้สบายๆ อย่างใครอื่น เพราะหลังจากใช้หนี้ต่างๆ แล้ว ก็เหลือพอกินพออยู่ไปได้ไม่นานก็ร่อยหรอลงไป

            ขณะที่ภรรยายังทำงานคนเดียว เพื่อเลี้ยงดูผู้ชายสี่คนในบ้าน คือ ข้าพเจ้าหนึ่งกับลูกชายสามคน ซึ่งยังเรียนไม่จบแม้แต่คนเดียว

            (ก็เพิ่งเจอะเจอเนื้อคู่เอาเมื่ออายุ ๓๕ จะทำไฉนได้เล่า ไม่ขึ้นคานเป็น “ชายโฉดค้างฟ้า” ก็ดีเท่าไหร่แล้ว!)

            ดังนั้น หลังจากมีหน้าที่รับส่งลูกชายที่ยังเรียนไม่จบและหลานที่เป็นลูกของหลานสาวไปโรงเรียนและกลับบ้านแล้ว ข้าพเจ้าจึงต้องกลับไปทำหน้าที่ครูสอนพิเศษ ทั้งในโรงเรียนมัธยมและมหาวิทยาลัยดังที่เคยสอนมาแล้วเมื่อ ๒๐ ปีก่อน

            ถึงแม้จะลาออกจากราชการไปเป็นลูกจ้างบริษัทเอกชน ข้าพเจ้าก็ไม่เคยทิ้งอาชีพดั้งเดิมที่เคยศึกษาเล่าเรียนจากโรงเรียนฝึกหัดครูมาก่อนเลย...เพราะที่ลาออกไปด้วยเงินเดือนไม่พอใช้

            แต่ข้าพเจ้าก็รักอาชีพ “ครู” เสมอ ทั้งรักและเทิดทูนอาชีพนี้ตลอดมา เพราะเป็นอาชีพที่ภาคภูมิใจเมื่อทั้งลูกศิษย์และผู้ปกครองต่างก็ยกมือไหว้ด้วยน้ำใสใจจริง

            ที่โรงเรียนมัธยม แม้จะได้ค่าสอนคาบละ ๑๕๐ บาท เสาร์ละ ๓ คาบ รวมเป็นเงิน ๑,๘๐๐- ๒,๒๕๐ บาทต่อเดือน แค่พอจะเป็นค่าน้ำมันรถในการรับส่งลูกหลานได้บ้าง

            ที่มหาวิทยาลัยเอกชน เพื่อนรักผู้รู้ใจและเห็นใจ อุตส่าห์เปิดวิชาการประพันธ์และวรรณกรรมปัจจุบันให้สอน มีนักศึกษาสมัครเรียนห้องละ ๔๒ คน และ ๔๓ คน สัปดาห์ละ ๔ คาบ เหนื่อยแต่ก็นับเป็นความเหนื่อยที่น่าภูมิใจ

            เมื่อสอนมัธยมศึกษาปีที่ ๔-๕ เสร็จประมาณเที่ยงครึ่ง ข้าพเจ้าแวะไปรับประทานอาหารเที่ยง ณ ห้องอาหารควีนบีในโรงพยาบาลเดชา ถนนศรีอยุธยาเป็นประจำ เพราะนอกจากจะสะดวกมีที่จอดรถแล้ว อาหารก็มีรสพอใช้ และคนไม่พลุกพล่านมากนัก

            แต่สิ่งจูงใจให้ข้าพเจ้าต้องแวะไปเสมอ คือ ณ มุมห้องด้านหนึ่ง มีนักดนตรีอาวุโสมากคนหนึ่งนั่งเล่นอีเล็กโทนไปร้องเพลงไป ที่แปลกกว่าใครๆ คือ เขาจะร้องในท่วงทำนองแบบเพลงแจ๊ซซ์ไม่เหมือนต้นฉบับ หากคงทำนองและจังหวะได้ดีเยี่ยม อย่างคนที่เชี่ยวชาญด้านดนตรีและการร้องเพลงจะพึงทำ

            เหนือสิ่งอื่นใด เป็นเพลงสุนทราภรณ์เก่าๆ ที่ข้าพเจ้าหลงใหลมาตั้งแต่วัยรุ่นเสียด้วย  

            หลายครั้ง...เมื่อข้าพเจ้าเข้าไปบ่อยๆ จนนักดนตรีผู้ใจดีเริ่มจำได้ เขามักจะยิ้มทักทายและก้มศีรษะน้อยๆ ให้ข้าพเจ้า เหตุหนึ่งก็คือหลังจากที่รู้จักหน้าตากันมานานพอควร ข้พเจ้าเขียนขอเพลงที่ชอบๆ ไปเหมือนแฟนประจำหลายๆ โต๊ะที่วัยใกล้เคียงกับเรา

            แม้จะคุ้นหนากันมานานพอควร และมีโอกาสนั่งคุยถึงความงดงามในบทเพลงในยามที่เขาพักเหนื่อยช่วงสั้นๆ หลายครั้ง ด้วยอัธยาศัยไมตรีของคนวัยใกล้กันและรักในสิ่งเดียวกัน

            เรากลับไม่เคยได้ถามไถ่ชื่อเสียงเรียงนามกัน ด้วยความเคารพในความเป็นส่วนตัวของกันและกัน

            แล้วอยู่มาวันหนึ่งก็มีชายคนที่สามเข้ามาร่วม “ชมรม” ของเรา เขาดูสูงวัยกว่าเราสองคน แต่แต่งกายและกิริยามารยาทเรียบร้อย ขี้เกรงใจเช่นเดียวกับเราสองคน

            สมาชิกคนที่สามจะดื่มน้ำมะนาวเป็นประจำ ขณะที่นักดนตรี-นักร้อง ซึ่งข้าพเจ้าได้ยินเด็กๆ เรียกว่า “ครู” ดื่มน้ำชาอุ่นๆ เขามีกระป๋องชาใบหม่อนเฉพาะที่นำมาจากบ้านของเขาเอง พอมาถึง เด็กสาวในห้องอาหารจะมารับกระป๋องชาจากเขาไป นำไปชงใส่กระติกที่เก็บความร้อนได้เฉพาะมาให้เป็นประจำ

            โดยครูเคยบอกข้าพเจ้าว่า “ชาเขียวใบหม่อน” ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Mulberry Green Tea นั้น เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ จะช่วยลดน้ำตาลในเลือด ช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยลดความดันโลหิต ช่วยระบายอ่อนๆ ลดอาการเกิดมะเร็ง เพราะมีแคลเซียม โปรแตสเซียม เหล็ก วิตตามิน บี ๑ บี ๒ และ ซี ชงดื่มแทนน้ำหรือน้ำชากาแฟได้ เป็นผลิตภัณฑ์ที่กรมส่งเสริมการเกษตรทำเป็นโครงการนำร่องแล้ว กลุ่มแม่บ้านในบริเวณที่ปลูกหม่อน ผลิตไหม นำมาอบแห้งเป็นชาสมุนไพรได้ดี เป็นสาเหตุให้ข้าพเจ้าทำตาม “ครู” มาจนทุกวันนี้

ส่วนข้าพเจ้าดื่มกาแฟเย็นหลังอาหารจานเดียว ยกเว้นบางครั้งอยากนั่งนานๆ หรือเพลียมาก ก็จะสั่งเบียร์เย็นๆ มาขวดหนึ่ง ซึ่งแม้คะยั้นคะยอเพียงใด (หลังจากเราคุ้นเคยกันพอสมควร) ชายทั้งสองก็ได้แต่ยิ้มและขอบใจข้าพเจ้า พร้อมกับบอกว่า “ปลดระวางแล้ว” เหมือนเป็นประโยคเฉพาะของทั้งสองคน

ปรากฏการณ์ใหม่ระหว่างเราสามคนเริ่มดำเนินต่อไปดังนี้ เมื่อสมาชิกคนที่สามรับประทานอาหารและดื่มน้ำมะนาวพอหายเหนื่อยแล้ว “ครู” นักดนตรีก็ยื่นไมโครโฟนที่ตนร้องอยู่ให้คนที่มาใหม่ โดยตนเองเล่นแต่ดนตรีอย่างเดียว ชายคนที่สาม ซึ่งข้าพเจ้าได้ยินเด็กๆ เรียกว่า “อาจารย์” ก็จะร้องเพลงเก่าๆ ที่ข้าพเจ้าบอกว่าหลงใหลนั้นไปทีละหลายเพลง สลับกับนักดนตรีจนถึงเวลาบ่อย ๒ โมงครึ่ง ก็ถึงเวลาเลิก...

ชายคนที่สามจะเดินออกไปก่อน เพราะมีหลานชายมารับพอดี ส่วนนักร้อง-นักดนตรีก็บอกว่าจะกลับไปอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับบ่าย ซึ่งเขาบอกว่าเขาติดเป็นนิสัยจนขาดไม่ได้ แล้วอาจจะเคลิ้มหลับไปจนเย็น เมื่อรับประทานอาหารเย็นแล้ว ก็จะอาบน้ำแต่งตัวใหม่ หยิบไวโอลินไปเล่นและร้องเพลงที่ห้องอาหารที่มีเพลงเก่า ทำนองเดียวกับห้องอาหารควีนบีนี้เช่นกัน

ข้าพเจ้ามิอาจละลาบละล้วงถามไปมากกว่านั้น

มิตรภาพของเราดำเนินมาเช่นนั้นปีกว่า ข้าพเจ้าก็ถูกนายเก่าที่บริษัทเก่าเรียกไปช่วยก่อตั้งฝ่ายประชาสัมพันธ์ (ดังที่เราเคยทำด้วยกันมาที่บริษัทเดิม) ในบริษัทใหม่ เพราะงานประจำที่จำกัดเวลา ข้าพเจ้าจึงขาดสัมพันธ์ (ดังที่เราเคยทำด้วยกันมาที่บริษัทเดิม) ในบริษัทใหม่ เพราะงานประจำที่จำกัดเวลา ข้าพเจ้าจึงขาดสมาชิกภาพใน “ชมรม” ย่อยๆ อันอบอุ่นแห่งนั้นไปโดยปริยาย

ทั้งๆ ที่เป็นชาวพุทธ แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่าอาจเป็นพระผู้เป็นเจ้าหรือพระพรหมก็เป็นได้ที่มักจะดลใจให้คนที่มีใจรักหรือชอบในสิ่งเดียวกัน มีเส้นทางชีวิตมาพ้องพานกันได้

อย่างที่ ครูแก้ว อัจฉริยะกุล เขียนไว้อย่างซาบซึ้งในเพลง “พรหมลิขิต” ที่ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นภาษากวีที่ยอดเยี่ยม และเข้าใจแก่นแท้ของมนุษย์เราได้อย่างถึงแก่น

 “พรหมลิขิตบันดาลชักพา ดลให้มาพบกันทันใด ก่อนนี้อยู่กันแสนไกล พรหมลิขิตดลจิตใจ ฉันจึงได้มาใกล้กับเธอ...” หรือ

 “เราสองคนต้องเป็นเนื้อคู่ เพียงแต่ดูรู้ชื่อโดยพลัน ก็รู้สึกนึกรักกัน...”

เพียงแต่ในกรณีของเราสามคนเป็นความเป็นมิตรแบบชายสูงอายุที่รักในเพลงและดนตรีอย่างเดียวกันเท่านั้น

แล้ววันหนึ่ง หลังจากไปเพลินอยู่กับเสียงเพลงและดนตรีในรายการ “บรรเลงรมย์” ยามเย็นวันศุกร์ของหนังสือพิมพ์ค่ายมติชนจนได้ที่แล้ว น้องนักแต่งเพลงคนหนึ่งก็ขวนไปเยี่ยม “สโมสรนักเพลง” ในซอยลาดพร้าว ๔ ของ ครูนคร ถนอมทรัพย์ ข้าพเจ้าแทบไม่เชื่อตาตัวเองที่ได้พบนักร้องสมัครเล่นอาวุโส...สมาชิกคนที่สามของชมรมเข้า...

ข้าพเจ้าเข้าไปยกมือไหว้และทักทายถามถึงสุขภาพเพียงเล็กน้อย ก่อนจะขอตัวแยกไปนั่งกับน้องนักแต่งเพลงที่พาข้าพเจ้าไปดูบรรยากาศเป็นกันเองของที่นั่น

 “อาจารย์” มากับหลานชายคนเดิม แล้วขึ้นไปร้องเพลงที่เขาชอบในบางช่วง ดังที่สโมสรนักเพลงแห่งนี้เชิญให้แขกแต่ละโต๊ะผลัดเปลี่ยนเวียนกันขึ้นไปร้อง โต๊ะละเพลง สองเพลง วนเวียนกันไปคล้ายร้านคาราโอเกะทั่วไปในยุคนี้

ประมาณห้าทุ่มครึ่ง นักร้องสมัครเล่นของข้าพเจ้าก็เดินออกไปพร้อมหลานชาย เพื่อนรุ่นน้องของข้าพเจ้าจึงได้ตอบคำถามข้าพเจ้าว่า

 “อาจารย์” ผู้นั้นเคยรับราชการแห่งหนึ่ง เป็นนักนิยมเพลงอย่างหลงใหลคนหนึ่ง ชอบเพลงเป็นชีวิตจิตใจ แต่หลังเกษียณอายุราชการและพออายุมากขึ้น ภรรยาและลูกๆ รู้สึกไม่ค่อยชอบที่เห็นเขาไปร้องเพลง แม้จะร้องอย่างสนุกๆ ทั้งๆ ที่เขาร้องได้ดีกว่านักร้องอาชีพระดับหนุ่มสาวดังๆ ในยุคนี้จำนวนมาก คนที่อยู่ในสโมสรต่างปรบมือให้เกียรติและชมชอบในน้ำเสียง ลีลา และอัธยาศัยของ “อาจารย์”

            มีเพียงหลานชายคนเดียวที่เข้าใจในความสุขของตา เพราะเขาเป็นนักดนตรี แม้จะเป็นนักดนตรียุคใหม่ แต่ภาษาดนตรีย่อมเป็นภาษาสากล หลานจึงเป็นเพียงคนเดียวที่จะพาตาไปส่งยังที่ที่ตาอยากไปร้องเพลงหาความสุข ถึงเวลานัดก็จะไปรับกลับบ้าน ไม่เคยพากันไปสำมะเลเทเมาที่ไหนเลย

            พลอยพาให้นึกถึงผู้อาวุโสหลายๆ คนที่ข้าพเจ้ารู้จัก อย่างพนักงานระดับกรรมการผู้จัดการใหญ่คนหนึ่งในบริษัทที่ข้าพเจ้าเคยรู้จัก ข้าพเจ้ามักจะพบท่านแต่งกายสุภาพสบายๆ ถือกระติกน้ำดื่มของตนเองไปดูละครไทยที่โรงละครแห่งชาติอยู่เสมอเพียงคนเดียว เพราะภรรยาของท่านไม่ต้องรสนิยมละครไทย

            หรือสุภาพสตรีสูงอายุหลายๆ คนที่ลูกหลานพาไปส่งไว้ที่สนามหญ้าหน้าสังคีตศาลาในเย็นวันเสาร์และอาทิตย์ เพราะติดละครกรมศิลปากร พอละครเลิกหลานก็จะมารับกลับบ้าน

            ข้าพเจ้าฟังเรื่องของเขาแล้วสะท้อนใจ ได้แต่มองไปทางประตูที่ตาหลานพากันเนดินออกไป และหายไปในความมืด...