|
อ่านเรื่องสั้นย้อนหลัง |
|
เรื่องสั้น
ฉ.๒๔๙๒ "เศษเสี้ยวแห่งความสุข" โดย
ดำเนินทราย ท่านคงเคยได้ยินตลกร้ายเรื่องทำนองนี้มาแล้ว
ในงานบำเพ็ญกุศลศพของสามีที่จากไป
ภรรยาไปเคาะที่โลงศพแล้วปรารภเบาๆ
ว่า ขอให้พ่อไปสู่ที่ชอบๆ
นะจ๊ะ
พลันได้ยินเสียงครวญตัดพ้อต่อว่ามาตามสายลมเย็นวูบ
ทีตอนมีชีวิตอยู่
ไม่เห็นแม่บอกอย่างนี้เลย!
ไม่รู้ว่าการขึ้นต้นเช่นนี้
ผิดสูตรการเขียนเรื่องสั้นหรือไม่
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างสรรค์
ในทัศนะกรรมการตัดสินรางวัลอันโด่งดัง
เมื่อครั้งที่ข้าพเจ้าไม่มีงานทำ
จะเรียกว่า ตกงาน
ก็ได้
เพราะเมื่อเกษียณอายุงานจากบริษัทเอกชน
สัญชาติฝรั่งนั้น
ข้าพเจ้าอายุ ๕๕ ปี
แต่ไม่มีเงินเก็บหรือบำเหน็จเป็นกอบเป็นกำจะฝากธนาคารกินดอกเบี้ยได้สบายๆ
อย่างใครอื่น
เพราะหลังจากใช้หนี้ต่างๆ
แล้ว
ก็เหลือพอกินพออยู่ไปได้ไม่นานก็ร่อยหรอลงไป
ขณะที่ภรรยายังทำงานคนเดียว
เพื่อเลี้ยงดูผู้ชายสี่คนในบ้าน
คือ
ข้าพเจ้าหนึ่งกับลูกชายสามคน
ซึ่งยังเรียนไม่จบแม้แต่คนเดียว
(ก็เพิ่งเจอะเจอเนื้อคู่เอาเมื่ออายุ
๓๕ จะทำไฉนได้เล่า
ไม่ขึ้นคานเป็น ชายโฉดค้างฟ้า
ก็ดีเท่าไหร่แล้ว!)
ดังนั้น
หลังจากมีหน้าที่รับส่งลูกชายที่ยังเรียนไม่จบและหลานที่เป็นลูกของหลานสาวไปโรงเรียนและกลับบ้านแล้ว
ข้าพเจ้าจึงต้องกลับไปทำหน้าที่ครูสอนพิเศษ
ทั้งในโรงเรียนมัธยมและมหาวิทยาลัยดังที่เคยสอนมาแล้วเมื่อ
๒๐ ปีก่อน
ถึงแม้จะลาออกจากราชการไปเป็นลูกจ้างบริษัทเอกชน
ข้าพเจ้าก็ไม่เคยทิ้งอาชีพดั้งเดิมที่เคยศึกษาเล่าเรียนจากโรงเรียนฝึกหัดครูมาก่อนเลย...เพราะที่ลาออกไปด้วยเงินเดือนไม่พอใช้
แต่ข้าพเจ้าก็รักอาชีพ
ครู เสมอ
ทั้งรักและเทิดทูนอาชีพนี้ตลอดมา
เพราะเป็นอาชีพที่ภาคภูมิใจเมื่อทั้งลูกศิษย์และผู้ปกครองต่างก็ยกมือไหว้ด้วยน้ำใสใจจริง
ที่โรงเรียนมัธยม
แม้จะได้ค่าสอนคาบละ ๑๕๐
บาท เสาร์ละ ๓ คาบ
รวมเป็นเงิน ๑,๘๐๐-
๒,๒๕๐ บาทต่อเดือน
แค่พอจะเป็นค่าน้ำมันรถในการรับส่งลูกหลานได้บ้าง
ที่มหาวิทยาลัยเอกชน
เพื่อนรักผู้รู้ใจและเห็นใจ
อุตส่าห์เปิดวิชาการประพันธ์และวรรณกรรมปัจจุบันให้สอน
มีนักศึกษาสมัครเรียนห้องละ
๔๒ คน และ ๔๓ คน สัปดาห์ละ ๔
คาบ
เหนื่อยแต่ก็นับเป็นความเหนื่อยที่น่าภูมิใจ
เมื่อสอนมัธยมศึกษาปีที่
๔-๕
เสร็จประมาณเที่ยงครึ่ง
ข้าพเจ้าแวะไปรับประทานอาหารเที่ยง
ณ
ห้องอาหารควีนบีในโรงพยาบาลเดชา
ถนนศรีอยุธยาเป็นประจำ
เพราะนอกจากจะสะดวกมีที่จอดรถแล้ว
อาหารก็มีรสพอใช้
และคนไม่พลุกพล่านมากนัก
แต่สิ่งจูงใจให้ข้าพเจ้าต้องแวะไปเสมอ
คือ ณ มุมห้องด้านหนึ่ง
มีนักดนตรีอาวุโสมากคนหนึ่งนั่งเล่นอีเล็กโทนไปร้องเพลงไป
ที่แปลกกว่าใครๆ คือ
เขาจะร้องในท่วงทำนองแบบเพลงแจ๊ซซ์ไม่เหมือนต้นฉบับ
หากคงทำนองและจังหวะได้ดีเยี่ยม
อย่างคนที่เชี่ยวชาญด้านดนตรีและการร้องเพลงจะพึงทำ
เหนือสิ่งอื่นใด
เป็นเพลงสุนทราภรณ์เก่าๆ
ที่ข้าพเจ้าหลงใหลมาตั้งแต่วัยรุ่นเสียด้วย
หลายครั้ง...เมื่อข้าพเจ้าเข้าไปบ่อยๆ
จนนักดนตรีผู้ใจดีเริ่มจำได้
เขามักจะยิ้มทักทายและก้มศีรษะน้อยๆ
ให้ข้าพเจ้า
เหตุหนึ่งก็คือหลังจากที่รู้จักหน้าตากันมานานพอควร
ข้พเจ้าเขียนขอเพลงที่ชอบๆ
ไปเหมือนแฟนประจำหลายๆ
โต๊ะที่วัยใกล้เคียงกับเรา
แม้จะคุ้นหนากันมานานพอควร
และมีโอกาสนั่งคุยถึงความงดงามในบทเพลงในยามที่เขาพักเหนื่อยช่วงสั้นๆ
หลายครั้ง
ด้วยอัธยาศัยไมตรีของคนวัยใกล้กันและรักในสิ่งเดียวกัน
เรากลับไม่เคยได้ถามไถ่ชื่อเสียงเรียงนามกัน
ด้วยความเคารพในความเป็นส่วนตัวของกันและกัน
แล้วอยู่มาวันหนึ่งก็มีชายคนที่สามเข้ามาร่วม
ชมรม ของเรา
เขาดูสูงวัยกว่าเราสองคน
แต่แต่งกายและกิริยามารยาทเรียบร้อย
ขี้เกรงใจเช่นเดียวกับเราสองคน
สมาชิกคนที่สามจะดื่มน้ำมะนาวเป็นประจำ
ขณะที่นักดนตรี-นักร้อง
ซึ่งข้าพเจ้าได้ยินเด็กๆ
เรียกว่า ครู ดื่มน้ำชาอุ่นๆ
เขามีกระป๋องชาใบหม่อนเฉพาะที่นำมาจากบ้านของเขาเอง
พอมาถึง
เด็กสาวในห้องอาหารจะมารับกระป๋องชาจากเขาไป
นำไปชงใส่กระติกที่เก็บความร้อนได้เฉพาะมาให้เป็นประจำ
โดยครูเคยบอกข้าพเจ้าว่า
ชาเขียวใบหม่อน
ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า
Mulberry Green Tea นั้น
เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ
จะช่วยลดน้ำตาลในเลือด
ช่วยลดคอเลสเตอรอล
ช่วยลดความดันโลหิต
ช่วยระบายอ่อนๆ
ลดอาการเกิดมะเร็ง
เพราะมีแคลเซียม
โปรแตสเซียม เหล็ก
วิตตามิน บี ๑ บี ๒ และ ซี
ชงดื่มแทนน้ำหรือน้ำชากาแฟได้
เป็นผลิตภัณฑ์ที่กรมส่งเสริมการเกษตรทำเป็นโครงการนำร่องแล้ว
กลุ่มแม่บ้านในบริเวณที่ปลูกหม่อน
ผลิตไหม
นำมาอบแห้งเป็นชาสมุนไพรได้ดี
เป็นสาเหตุให้ข้าพเจ้าทำตาม
ครู มาจนทุกวันนี้ ส่วนข้าพเจ้าดื่มกาแฟเย็นหลังอาหารจานเดียว
ยกเว้นบางครั้งอยากนั่งนานๆ
หรือเพลียมาก
ก็จะสั่งเบียร์เย็นๆ
มาขวดหนึ่ง
ซึ่งแม้คะยั้นคะยอเพียงใด
(หลังจากเราคุ้นเคยกันพอสมควร)
ชายทั้งสองก็ได้แต่ยิ้มและขอบใจข้าพเจ้า
พร้อมกับบอกว่า ปลดระวางแล้ว
เหมือนเป็นประโยคเฉพาะของทั้งสองคน ปรากฏการณ์ใหม่ระหว่างเราสามคนเริ่มดำเนินต่อไปดังนี้
เมื่อสมาชิกคนที่สามรับประทานอาหารและดื่มน้ำมะนาวพอหายเหนื่อยแล้ว
ครู
นักดนตรีก็ยื่นไมโครโฟนที่ตนร้องอยู่ให้คนที่มาใหม่
โดยตนเองเล่นแต่ดนตรีอย่างเดียว
ชายคนที่สาม
ซึ่งข้าพเจ้าได้ยินเด็กๆ
เรียกว่า อาจารย์
ก็จะร้องเพลงเก่าๆ
ที่ข้าพเจ้าบอกว่าหลงใหลนั้นไปทีละหลายเพลง
สลับกับนักดนตรีจนถึงเวลาบ่อย
๒ โมงครึ่ง ก็ถึงเวลาเลิก... ชายคนที่สามจะเดินออกไปก่อน
เพราะมีหลานชายมารับพอดี
ส่วนนักร้อง-นักดนตรีก็บอกว่าจะกลับไปอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับบ่าย
ซึ่งเขาบอกว่าเขาติดเป็นนิสัยจนขาดไม่ได้
แล้วอาจจะเคลิ้มหลับไปจนเย็น
เมื่อรับประทานอาหารเย็นแล้ว
ก็จะอาบน้ำแต่งตัวใหม่
หยิบไวโอลินไปเล่นและร้องเพลงที่ห้องอาหารที่มีเพลงเก่า
ทำนองเดียวกับห้องอาหารควีนบีนี้เช่นกัน ข้าพเจ้ามิอาจละลาบละล้วงถามไปมากกว่านั้น มิตรภาพของเราดำเนินมาเช่นนั้นปีกว่า
ข้าพเจ้าก็ถูกนายเก่าที่บริษัทเก่าเรียกไปช่วยก่อตั้งฝ่ายประชาสัมพันธ์
(ดังที่เราเคยทำด้วยกันมาที่บริษัทเดิม)
ในบริษัทใหม่
เพราะงานประจำที่จำกัดเวลา
ข้าพเจ้าจึงขาดสัมพันธ์ (ดังที่เราเคยทำด้วยกันมาที่บริษัทเดิม)
ในบริษัทใหม่
เพราะงานประจำที่จำกัดเวลา
ข้าพเจ้าจึงขาดสมาชิกภาพใน
ชมรม
ย่อยๆ
อันอบอุ่นแห่งนั้นไปโดยปริยาย ทั้งๆ
ที่เป็นชาวพุทธ
แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่าอาจเป็นพระผู้เป็นเจ้าหรือพระพรหมก็เป็นได้ที่มักจะดลใจให้คนที่มีใจรักหรือชอบในสิ่งเดียวกัน
มีเส้นทางชีวิตมาพ้องพานกันได้ อย่างที่
ครูแก้ว อัจฉริยะกุล
เขียนไว้อย่างซาบซึ้งในเพลง
พรหมลิขิต
ที่ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นภาษากวีที่ยอดเยี่ยม
และเข้าใจแก่นแท้ของมนุษย์เราได้อย่างถึงแก่น พรหมลิขิตบันดาลชักพา
ดลให้มาพบกันทันใด
ก่อนนี้อยู่กันแสนไกล
พรหมลิขิตดลจิตใจ
ฉันจึงได้มาใกล้กับเธอ...
หรือ เราสองคนต้องเป็นเนื้อคู่
เพียงแต่ดูรู้ชื่อโดยพลัน
ก็รู้สึกนึกรักกัน... เพียงแต่ในกรณีของเราสามคนเป็นความเป็นมิตรแบบชายสูงอายุที่รักในเพลงและดนตรีอย่างเดียวกันเท่านั้น แล้ววันหนึ่ง
หลังจากไปเพลินอยู่กับเสียงเพลงและดนตรีในรายการ
บรรเลงรมย์
ยามเย็นวันศุกร์ของหนังสือพิมพ์ค่ายมติชนจนได้ที่แล้ว
น้องนักแต่งเพลงคนหนึ่งก็ขวนไปเยี่ยม
สโมสรนักเพลง
ในซอยลาดพร้าว ๔ ของ
ครูนคร ถนอมทรัพย์
ข้าพเจ้าแทบไม่เชื่อตาตัวเองที่ได้พบนักร้องสมัครเล่นอาวุโส...สมาชิกคนที่สามของชมรมเข้า... ข้าพเจ้าเข้าไปยกมือไหว้และทักทายถามถึงสุขภาพเพียงเล็กน้อย
ก่อนจะขอตัวแยกไปนั่งกับน้องนักแต่งเพลงที่พาข้าพเจ้าไปดูบรรยากาศเป็นกันเองของที่นั่น อาจารย์
มากับหลานชายคนเดิม
แล้วขึ้นไปร้องเพลงที่เขาชอบในบางช่วง
ดังที่สโมสรนักเพลงแห่งนี้เชิญให้แขกแต่ละโต๊ะผลัดเปลี่ยนเวียนกันขึ้นไปร้อง
โต๊ะละเพลง สองเพลง
วนเวียนกันไปคล้ายร้านคาราโอเกะทั่วไปในยุคนี้ ประมาณห้าทุ่มครึ่ง
นักร้องสมัครเล่นของข้าพเจ้าก็เดินออกไปพร้อมหลานชาย
เพื่อนรุ่นน้องของข้าพเจ้าจึงได้ตอบคำถามข้าพเจ้าว่า อาจารย์
ผู้นั้นเคยรับราชการแห่งหนึ่ง
เป็นนักนิยมเพลงอย่างหลงใหลคนหนึ่ง
ชอบเพลงเป็นชีวิตจิตใจ
แต่หลังเกษียณอายุราชการและพออายุมากขึ้น
ภรรยาและลูกๆ
รู้สึกไม่ค่อยชอบที่เห็นเขาไปร้องเพลง
แม้จะร้องอย่างสนุกๆ
ทั้งๆ
ที่เขาร้องได้ดีกว่านักร้องอาชีพระดับหนุ่มสาวดังๆ
ในยุคนี้จำนวนมาก
คนที่อยู่ในสโมสรต่างปรบมือให้เกียรติและชมชอบในน้ำเสียง
ลีลา และอัธยาศัยของ อาจารย์
มีเพียงหลานชายคนเดียวที่เข้าใจในความสุขของตา
เพราะเขาเป็นนักดนตรี
แม้จะเป็นนักดนตรียุคใหม่
แต่ภาษาดนตรีย่อมเป็นภาษาสากล
หลานจึงเป็นเพียงคนเดียวที่จะพาตาไปส่งยังที่ที่ตาอยากไปร้องเพลงหาความสุข
ถึงเวลานัดก็จะไปรับกลับบ้าน
ไม่เคยพากันไปสำมะเลเทเมาที่ไหนเลย
พลอยพาให้นึกถึงผู้อาวุโสหลายๆ
คนที่ข้าพเจ้ารู้จัก
อย่างพนักงานระดับกรรมการผู้จัดการใหญ่คนหนึ่งในบริษัทที่ข้าพเจ้าเคยรู้จัก
ข้าพเจ้ามักจะพบท่านแต่งกายสุภาพสบายๆ
ถือกระติกน้ำดื่มของตนเองไปดูละครไทยที่โรงละครแห่งชาติอยู่เสมอเพียงคนเดียว
เพราะภรรยาของท่านไม่ต้องรสนิยมละครไทย
หรือสุภาพสตรีสูงอายุหลายๆ
คนที่ลูกหลานพาไปส่งไว้ที่สนามหญ้าหน้าสังคีตศาลาในเย็นวันเสาร์และอาทิตย์
เพราะติดละครกรมศิลปากร
พอละครเลิกหลานก็จะมารับกลับบ้าน
ข้าพเจ้าฟังเรื่องของเขาแล้วสะท้อนใจ
ได้แต่มองไปทางประตูที่ตาหลานพากันเนดินออกไป
และหายไปในความมืด... |
