|
อ่านเรื่องสั้นย้อนหลัง |
|
เรื่องสั้น
ฉ.๒๔๙๑ "ฐานันดรสี่" โดย
มานะ
มาติธรรม
จันทร์ครึ่งเสี้ยวทอแสงหม่นมัว
แต่ดาวพราวระยิบ
เหมือนกะพริบแสงแข่งกับกองไฟบนลานดิน
นกกลางคืนกรีดเสียงร้องดังแว่วมากับลมหนาว
ป่าเป็นเงาดำไหววูบตามแรงลมเห็นพล่าเลือน
ชายหนุ่มนั่งอยู่ข้างกองไฟ
นานครั้งเขาจะหยิบท่อนฟืนสุมเข้าไป
ให้ไฟลุกโชนขับไล่ความหนาว
ใบหน้าคมเข้มนั้นราบเรียบสงบ
จ้องมองเปลวไฟที่ปะทุลามเลียเนื้อฟืนแห้ง
ขณะชายชราที่นั่งอยู่ใกล้กันมีสีหน้าวิตก
เห็นชัดกลางแสงไฟ
เลิกล้มความตั้งในเสียเถิดพ่อหนุ่ม
แกเอ่ยขึ้น
ไม่หรอกลุง!
ชายหนุ่มส่ายหน้า
พลางเหลือบมองดูคู่สนทนาที่เป็นหัวหน้าหมู่บ้าน
ซึ่งเขาเดินทางมาพักแรมระหว่างทางในค่ำคืนนี้
เชื่อลุงเถิด!
เลิกล้มความตั้งใจของเจ้าเสีย
ลุงอยู่ที่นี่มานาน
รู้ดีเรื่องกองกำลังอะไรนั่น
ไม่มีใครอยากเฉียดผ่านเข้าใกล้
มันอันตรายเหลือเกิน ชายชราหยุดพูด
ชายหนุ่มยังคงนั่งนิ่ง
แกเล่าต่อ
คนในหมู่บ้านออกไปเก็บผักหาหน่อไม้
หลงป่าไปยังป่าที่ดำมืด
เงาตะคุ่มของภูเขาเห็นลางเลือน
ชายหนุ่มยังคงนิ่งเฉย
มองเปลวไฟ
แกพยายามหว่านล้อม
นับประสาอะไรกับคนแปลกหน้าอย่างเจ้า
ลุงยังไม่เห็นหนทางที่เจ้าจะรอดพ้นออกมาจากป่าได้เลย
ลุงไม่ได้แช่งหรอกนะ
แต่เป็นห่วงพ่อหนุ่มเสียจริงๆ
แกว่า
ผมจำเป็นจะต้องไปทำข่าว
จะเสี่ยงตายแค่ไหน
ผมก็ไม่เลิกล้มความตั้งใจ!
เขายังยืนยัน
ข่าวยาเสพติดนั่นเรอะ?
แกพูดสียงดังเหมือนไม่พอใจ
ข่าวนี้มันสำคัญนักหรือ?
ถึงขนาดพ่อหนุ่มยอมเสี่ยงตาย
ข่าวทุกข่าวสำคัญแหละลุง!
ข่าวที่เกิดขึ้นได้เองนั้น
ไม่มีหรอกบนโต๊ะทำงานของผม
ไม่มีในห้องสี่เหลี่ยมที่ผมนั่ง
แต่มันมีอยู่ข้างนอกทุกรูปแบบ
ผมถึงได้ออกมาหาเอาที่ข้างนอกไงล่ะลุง!
เขาหยุดพูดและไม่ได้สนใจนักหรอกว่า
ชายชราจะเข้าใจหรือไม่ก็ตาม
เว้นข่าวนี้สักข่าวเดียวไม่ได้เชียวรึพ่อหนุ่ม?
แกยังไม่ละความพยายาม
ไม่ได้หรอก
ยาเสพติดเป็นปัญหาสำคัญ
ไม่เพียงแต่ล้างผลาญชีวิตผู้คนให้ตายทั้งเป็น
ยังทำลายอนาคตเยาวชนของชาติมากมา
ทำลายสังคม
ที่นี่เป็นแหล่งสำคัญของการผลิตและการขนส่ง
เป็นต้นตอปัญหาใหญ่ทีเดียว
ชายหนุ่มว่า
เจ้าเพียงลำพังจะคิดล้อมกองกำลังทั้งขบวนการนี่รึ?
ไม่เห็นพ่อหนุ่มมีดาบมีปืน
แกว่าพร้อมกับเอามือจับชายผ้าห่มที่คลุมไหล่ให้กระชัยแน่นขึ้น
กระดาษกล้องถ่ายปากกานี่ไงล่ะ!
ชายหนุ่มเอามือตบกระเป๋าสะพายที่วางข้างกาย
ของแค่นั้นจะทำอะไรได้?
แกว่า
ของเหล่านี้ถึงจะไม่ใช่อาวุธประหัตประหารคน
แต่เป็นเครื่องมือที่ผมใช้ตามภาระหน้าที่
เป็นเครื่องมือที่ก่อให้เกิดความสงบแก่สังคม
ผมไม่ต้องการเครื่องมือเข่นฆ่า
บางทีการไปทำข่าวครั้งนี้
อาจจะนำความร่มเย็น
นำความสุขมาสู่ชีวิตผู้คนก็ได้
ก็เพราะเครื่องมือเหล่านี้แหละ
เขาพูดยืดยาว
การไปทำข่าวครั้งนี้
เจ้ารู้ได้ไงว่าจะกลับมาปลอดภัย?
ชายชราสวนขึ้น
เขาติดต่อมานัดพบสัมภาษณ์
เมื่อเขาต้องการให้ไปทำข่าว
ผมจะนิ่งเฉยเป็นนักหนังสือพิมพ์ขี้ขลาดได้ยังไง?
เขาหยุดพูดเหมือนคิดอะไรบางอย่างแล้วเอ่ยต่อ
เผื่อบางทีอาจมีข้อเรียกร้องแลกเปลี่ยนกับการเลิกค้ายาเสพติดก็ได้
ผมก็พร้อมจะเป็นสื่อ
ถ้าเป็นจริงก็เป็นเรื่องดี
ที่ขบวนการค้ายาเสพติดสลายตัว
หรือยุติลงไปได้เพียงบางส่วน
ก็เหมือนช่วยหยุดชีวิตผู้คนมากมาย
ไม่ต้องตกเป็นทาสของมัน
พูดจบเขาหยิบท่อนฟืนสุมเข้ากองไฟ
เขาติดต่อมาจริงๆ
หรือ? คงมีใครสักคนเล่นตลกซะมากกว่า
ชายชราพึมพำ
เผื่อเป็นพวกเขาติดต่อมาจริงๆ
คงมีประโยชน์มากนะลุง
พวกเขาจะยอมให้เจ้ารู้ความลับหรือ?
เขาคงจะลวงเจ้ามาน่ะสิ
เป็นไปไม่ได้ที่จะล้มเลิกค้ายาอย่างที่คิด
ขบวนการนี่มีมานมนานก่อนเจ้าก่อนลุงเกิดซะอีก!
ชายชรายังคงมีสีหน้าวิตกกังวล
เพื่อชีวิตผู้คนมากมายไม่ต้องตายทั้งเป็น
ผมก็ไม่รีรอที่จะไปทำข่าว
คงจะเสียงพบพวกมันหน่อยนะ
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับผมก็ตาม
ชายหนุ่มยังยืนยันความตั้งใจ
พวกมันจะยอมให้เจ้าทำข่าวป่าวประกาศไปให้รู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองรึ?
ตลอดเวลาพ่อหนุ่มลงข่าวยาเสพติดนั่นบ่อยๆ
แต่ครั้งนี้คิดจะเข้าถึงตัว
พวกมันไม่เจ็บแค้นเจ้าหรอกรึ?
แกหันหน้ามองชายหนุ่มเหมือนรอคำตอบ
ผมทำตามภาระหน้าที่
เขาพูดสั้นๆ
ภาระหน้าที่!
เช้อะ! ภาระหน้าที่! ชายชราทวนคำเหมือนไม่พอใจ
แกว่า พวกมันจะรุมฆ่าเจ้ากลางป่านะสิ!
ชายหนุ่มมองหน้าคู่สนทนา
เอ่ยเสียงเรียก
ลุง!
ผมเป็นนักหนังสือพิมพ์
ที่คิดถึงภาระหน้าที่
เมื่อคิดจะทำสิ่งใด
ผมไม่เคยเลิกล้มความตั้งใจ
ถ้าหากวาระสุดท้ายมาถึง
ผมก็ไม่ปฏิเสธ
แม้แต่ความตาย! เสียงเขาหนักแน่น
และจ้องมองชายชราเต็มตา
เชื่อลุงเถิด!
เก็บชีวิตของเจ้าเอาไว้
เสียงแกอ่อนเบาลง
เหมือนวิงวอน
ชายหนุ่มเอามือลูบรอยพับแขนเสื้อให้คลี่ออกมาทั้งสองข้างและติดกระดุม
อากาศเริ่มหนาวขึ้น
เขาเหยียดขายื่นยาวออกไปข้างหน้าให้คลายเมื่อย
จากท่าที่นั่งชันเข่า
ขึ้นเรือนนอนก่อนเถิดพ่อหนุ่ม
รุ่งเช้าค่อยว่ากันใหม่
แกลุกขึ้นยืน
เอื้อมฝ่ามือบีบไหล่ชายหนุ่ม
พยักหน้าชวนอีกครั้ง
ขึ้นเรือนนอน
เดี๋ยวจะไม่สบาย
น้ำค้างลงจัด แกส่งสายตามองอย่างห่วงใย
ขอบคุณ
ผมขอตัวนั่งสักครู่ เขายกมือไหว้
ยังไม่สายเกินไปนะที่เจ้าจะคิดเปลี่ยนใจ
แกไม่ลืมที่จะหันมาเตือนอีก
พลางเดินขึ้นเรือน
ปล่อยให้ชายหนุ่มนั่งอยู่ข้างกองไฟเพียงลำพัง
ชายหนุ่มเอามือปัดฝุ่นบนกางเกงยีนส์และเสื้อ
ก่อนจะเอนหลังนอนบนแผ่นไม้กระดานข้างกองไฟ
เอากระเป๋ากล้องถ่ายหนุนศีรษะแทนหมอน
เขาส่งสายตามองไปยังเบื้อบนฟ้ากว้าง
จันทร์ครึ่งเสี้ยวลอยคว้างอยู่กลางฟ้า
ดาวดวงหนึ่งทอแสงพริบพราวอยู่เดียวดาย
อ้างว้างห่างไกลไร้เพื่อน
เหมือนเขาที่เดินทางมาเพียงลำพัง
เขาคิดถึงเพื่อนนักหนังสือพิมพ์อย่างแสงนภา
หล่อนยังคงทำข่าวประจำอยู่ที่ทำเนียบ
และธำมรงค์ที่เป็นคอลัมนิสต์ซุบซิบข่าวสังคม
ส่วนวุฒิไกรยังคงทำงานข่าวทั้งข่าวการเมืองและบันเทิง
เพื่อนทั้งสามเคยเอ่ยชวนเขาไปอยู่ด้วยกัน
อยากให้เขาสะดวกสบาย
ไม่ต้องกระเสือกกระสนลำบากอยู่อย่างนี้
ไม่ต้องกระเซอะกระเซิงมาหาข่าวในพื้นที่กว้างในป่าในดง
เขาตัดสินใจใช้ชีวิตนักหนังสือพิมพ์ภูธรอย่างไม่ต้องเสียเวลาคิด
เพราะชีวิตผู้คนในชนบทยงอยู่กันตามยถากรรม
ยังมีอีกมากมายนักเหมือนอยู่กันอย่างสิ้นความหวัง
หลายสิ่งหลายอย่างยังขาดแคลน
บ้านนอกก็ยังล้าหลัง
ผู้คนยังลำบาก
แต่ยังมีพวกเสนียดคอยซ้ำเติม
ด้วยการคอร์รัปชั่นถนนหนทาง
สะพาน และโครงการต่างๆ
ที่เกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขา
บ้างก็สูบเลือดจากผลผลิตพืชไร่
กดขี่ราคาเหมือนข่มเหงกันตลอดปีตลอดชาติ
เขาคอยปกป้องและเสนอข่าวสาร
เพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่
แม้จะเสี่ยงชีวิตต่อการขัดขวางพวกเสนียดก็ตาม
เบื้องหลังงานข่าวแต่ละชิ้นของเขา
เหมือนเสี่ยงชีวิตแทบจะปลิดไป
เขาไม่ใส่ใจนักหรอกว่าบรรณาธิการจะเหลียวมองส่งสายตามาเห็นความทุกข์ยากลำบาก
สภาพชีวิตเขาเป็นเช่นไรก็เป็นอยู่อย่างนั้น
บ่อยครั้งที่นอนกลางดินกินกลางป่าเหมือนเช่นยามนี้
ผจญต่ออากาศหนาวเย็นมาชินชา
ฝากเลือดเนื้อตัวอยู่กลางเหลือบริ้นยุงในป่ามาอย่างสะบักสะบอม
กองไฟหรี่แสงเหลือเพียงเถ้าถ่านอยู่แดงวาบ
แต่ไฟในกายชายหนุ่มยังลุกโชนกล้า
เขายังตั้งหน้าตั้งตาเสาะแสวงหาความจริงบนแผ่นดิน
ด้วยเลือดเนื้อและชีวิตแห่งความเป็นนักหนังสือพิมพ์
ละออหมอกยามเช้าลงห่มคลุมอยู่ทั่วป่า
เงาตะคุ่มของสุมทุมพุ่มไม้เริ่มเห็นลางเลือน
ชายชราลงจากเรือนไปที่กองไฟ
ไม่เห็นเงาร่างของชายหนุ่ม
แกตื่นตระหนกตกใจ
รีบเดินสู่เส้นทางข้างล่าง
แกก้าวเดินจนดูเกือบเหมือนวิ่ง
ความรีบร้อนว่องไวของแกนั้น
ดูขัดกับสภาพสังขารร่างกายที่เห็นอยู่
ชายชรามีจุดหมายปลายทางอย่างเร่งรีบ!
ตะวันสาดแสงสีเหลืองเรืองรอง
แสงแยงลอดผ่านป่าเป็นด่างดวงเหลืองสว่างอยู่ตามต้นไม้ใบหญ้า
ชายหนุ่มก้าวเดินจนเหงื่อโซมร่าง
ลอดเถาวัลย์รากไม้ที่ห้อยระโยงระยาง
เสียงนกร้องดังเซ็งแซ่อยู่รอบกาย
บ้างก็ตกใจบินพรูออกจากพุ่มพงดงไม้
เมื่อเขาผ่านเข้าใกล้
ชายหนุ่มไม่มีเวลาแม้จะหยุดพัก
ชายหนุ่มมีจุดหมายปลายทางอย่างเร่งรีบเช่นกัน!
กางเกงของเขาซึมซับหยาดน้ำค้างจนเปียกโชก
เขาวางกระเป๋ากล้องถ่ายไว้บนไหล่
บางครั้งก็ชูขึ้นเหนือศีรษะไม่ให้เปียกน้ำ
เขาเดินลัดเลาะผ่านป่าหญ้าคาที่ขึ้นสูงเทียมไหล่
เนื้อตัวเปียกปอนและหนาวเย็น
เขายังจำได้ถึงข้อความในโทรศัพท์ที่อีกฝ่ายนัดหมายมาเมื่อวันก่อน
ให้เขาเดินทางมุ่งหน้าตรงไปทางทิศเหนือของหมู่บ้าน
เดินไปเรื่อยๆ จะพบธารน้ำ
และให้เดินเลียบลำธารไปทางทิศเหนือ
จะพบฐานที่มั่นกองกำลังยาเสพติด
ชายหนุ่มเหลียวมองรอบกาย
เดินผ่านต้นผกาที่ชูฝักแบบสีดำแก่รอปริแตก
ฝูงกระรอกส่งเสียงร้องวิ่งพล่านอยู่บนตาคบไม้
บ้างกระโจนแผล็วไปยังกิ่งไทร
ที่ออกผลแดงสดดกอยู่ทั่วกิ่งก้าน
เขามองดูนกหลากสีสันสวยงาม
เห็นมามากมายตลอดระยะทางที่เดินผ่าน
หลบดงไผ่และก้าวย่ำสสวบสาบไปตามใบไม้ใบหญ้า
ครู่ต่อมาเขาก็พบลำธารน้ำและโขดหินปรากฏอยู่เบื้องหน้าเป็นร่องแนวยาวกลางป่า
เสียงน้ำไหลกระทบโขดเนินผา
ผสานกับเสียงร้องของเหล่าสัตว์ดังระงมป่า
เขาคิดถึงเหตุการณ์ข้างหน้าจะเป็นเช่นไร
ก็ไม่ประหวั่นพรั่นพรึง
เขารู้สึกตื่นเต้นต่อข่าวชิ้นใหม่
ที่จะอุบัติขึ้นในเวลาไม่นานนัก
จะทำหน้าที่สุดความสามารถ
หากไม่โชคร้ายจนเกินไป
ถึงอย่างไรเขาก็มาตามคำมั่นสัญญา
ที่อีกฝ่ายย้ำถามเขาเพื่อความมั่นใจ
ฝ่าเท้าลื่นไถลอยู่ในรองเท้าหุ้มข้อ
น้ำซึมซับเข้าไปจนรู้สึกลื่นเปียกเหนอะหนะ
มองดูฝักเพกา
ฝักปริแตกเมล็ดบางเบาติดปีกสีขาวลอยคว้าง
ถลาร่อนเหมือนหมู่นก
เขาตัดสินใจหยัดริมลำธาร
ยื่นฝ่ามือวักน้ำล้างหน้า
ปัง!
เสียงปืนแผดก้องกังวาน
สัตว์ป่าแตกเพริด
ฝูงนกพากันกระพือปีกบินขวับตัดกันว่อน
เขาถูกยิงทางด้านหลังโดยไม่รู้ตัว
และไม่ทันได้พบเห็นกระบอกปืน
หรือสิ่งเคลื่อนไหวใดๆ
ล่วงหน้าเลย
ร่างล้มหายเหยียดยาวนิ่งสนิทอยู่ริมลำธาร
ไม่นานต่อมา
ศพชายหนุ่มถูกค้นหาจนพบ
ชายชราหัวหน้าหมู่บ้านนั่นเอง
แกรีบไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวณชายแดน
ให้รีบเดินทางมายับยั้งห้ามปราม
หากไม่เชื่อฟังตั้งใจว่า
จะช่วยกันจัดมัดลากเขาออกมาจากป่าให้ได้
แกพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ประมาณสิบนาย
รีบพากันเดินตามหาชายหนุ่ม
จนกระทั่งถึงลำธารเห็นน้ำไหลปะปนสีแดง
ชายชราก็ตะลึงใจหายวาบ!
รีบพากันเดินตามรอยสวนทางสายน้ำขึ้นไปเรื่อยๆ
จนพบสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาอยู่เบื้องหน้า
แกจำได้ถึงเสื้อผ้าที่ชายหนุ่มสวมใส่
ชายชราวิ่งเข้าไปหาร่างที่เหยียดยาว
แต่ถูกเจ้าหน้าที่นายหนึ่งตะครุบไหล่แกไว้ทัน
เป็นการห้ามปราม
รอให้เจ้าหน้าที่เคลียร์พื้นที่เสียก่อน
เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว
แกรีบวิ่งเข้าไปกอดศพ
ละล่ำละลักน้ำตาพรู
เรามาไม่ทัน
พ่อหนุ่มเอ๋ย
เอกพล!
เจ้าหน้าที่นายหนึ่งจำได้
เรียกชื่อด้วยเสียงสั่นสะท้าน
เจ้ามองโลกในแง่ดีเกินไป
ชายชราพึมพำขึ้นเบาๆ
ขณะเอามือลูบเปลือกตาให้หลับสนิท
เจ้าหน้าที่คนอื่นๆ
ลูบคลำสัมผัสมือ
จับร่างขึ้นด้วยความอาลัยหดหู่
หยาดน้ำตาหลั่งรินด้วยใจสะท้าน
ความหมองเศร้าเหมือนปกคลุมอยู่ทั่วป่า
ทุกคนหลั่งน้ำตาอาวรณ์กันทั่วหน้า
แม้จะต่างอาชีพทุกคนก็กระทำภารกิจเพื่อแผ่นดิน
ชีวิตของเจ้ายังมีค่าต่อแผ่นดิน
และผู้คนอีกมากมายนัก
เสียดายเหลือเกิน! ชายชราเอ่ยขึ้น
น้ำตานองแก้ม
ขณะเจ้าหน้าที่ต่างก้มหน้าสะอื้น
น้ำตารินรดลงบนใบไม้ใบหญ้า
ปะปนหยาดน้ำค้างท่ามกลางบรรยากาศที่หนาวเย็น
ชายชรายกหลังมือปราดหยาดน้ำตา
เหมือนพยายามหักห้ามความทุกข์โศก
เมื่อจุดจบของชายหนุ่ม
แกเข้าใจเป็นอย่างดี
ถึงภาระหน้าที่และปณิธานอันสูงส่ง
ความตั้งใจอันแน่วแน่
เพื่อสังคมและผู้คนบนแผ่นดิน
อย่างที่ชายหนุ่มเคยพร่ำพูดให้แกฟัง
ต่อมาข่าวการตายของเอกพล
มีค่าเพียงแค่เนื้อหาข่าวไม่กี่บรรทัด
สั้นกว่าข่าวรัฐมนตรีมีเมียศักดิ์ศรีของนักหนังสือพิมพ์ไม่มีความสำคัญถึงขนาดพาดหัวตัวใหญ่
เหมือนข่าวดาราแค่ถูกตัดต่อภาพแก้ผ้าผ่านอินเทอร์เนต
ความตายของนักหนังสือพิมพ์
ผู้เสียสละอย่างยิ่งใหญ่ต่อแผ่นดินบ้านเมืองและพี่น้องประชาชนนักหนังสือพิมพ์ผู้ยึดมั่นอุดมการณ์
เทิดทูนจรรยาบรรณอย่างสูงส่ง
ทำหน้าที่เสาะแสวงหาความจริงมารายงานต่อผู้คน
ทำงานให้สังคม
ด้วยความมุ่งหวังทำความจริงให้ปรากฏ
เขาตายทั้งที่
กลายเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย!
อนิจจา! อนาถหนอ!
นักหนังสือพิมพ์แห่งเมืองไทย
งานศพเอกพลเต็มไปด้วยความเหงาเศร้า
อาลัยกันในหมู่ญาติสนิทและเพื่อนใกล้ชิด
พวงหรีดจากผู้ใหญ่ในบ้านเมือง
ที่มองเห็นคุณงามความดี
ยังพอมีประดับให้เห็นอยู่บ้าง
วุฒิไกร แสงนภา
และธำรงค์
เดินทางมาด้วยรถส่วนตัวคนละคัน
ทันงานศพในคืนสุดท้ายพอดี
ไอ้เอก!
มันรนหาที่ตายชัดๆ พูดจบวุฒิไกรชำเลืองมองโลงไม้สีขาว
ราวกับกลัวว่าเจ้าของร่างจะได้ยืนตื่นขึ้นมาหักคอ
ชวนไปอยู่ด้วยกัน
มันก็ไม่ไป ธำรงค์บอกพลางเหลือบมองดูภาพถ่ายใบหน้าชายหนุ่มคมสัน
ผมสั้น
วางเด่นสง่าท่ามกลางหรีดดอกไม้
เอกเขายอมเหนื่อยมากกว่ายอมสบาย
ชอบเป็นนักเพ้อฝัน
กินแต่อุดมคติอยู่นั่นแหละ
แสงนภาว่า
คืนนี้เราจะพักกันในเมืองที่นี่หรือ?
วุฒิไกรถาม
พักได้ไง
พรุ่งนี้งานวันเกิดท่านรัฐมนตรี
แสงนภาบอก
เออ
ใช่!
จะกี่ร้อยกิโลก็ทนขับรถกลับ
ไม่ต้องอยู่รอเผา
เจ้าเอกมันไม่ว่าอะไรหรอก
งานนี้ไม่รู้ว่าท่านจะแจกอะไรให้อีก
ถึงยังไงก็ต้องกลับกันละ
ธำรงค์พูดยืดยาว
ผมเพิ่งได้รถใหม่มา
ท่านรัฐมนตรีดาวน์ให้ วุฒิไกรชูพวงกุญแจให้ดู
แกมันโชคดีเสมอละ
นี่ฉันคงจะได้คันใหม่อยู่เหมือนกัน
ได้ยินท่านบ่นว่ารถเริ่มจะเก่าแล้ว
เห็นใจที่ฉันเดินตามหลังท่านมานาน
แสงนภาเล่า
รถเก่าคนก็เก่า
ตกลงเปลี่ยนรถหรือเปลี่ยนคนกันแน่?
ธำรงค์กระเซ้า
รถเปลี่ยนแต่คนไม่เปลี่ยน
แสงนภาอมยิ้ม
ธำมรงค์แกก็โชคดีเหมือนกัน
รับซองขาวซะเมื่อยมือ วุฒิไกรว่า
เสร็จงานวันเกิดท่านรัฐมนตรี
ยังมีงานของนักการเมืองคนนั้นคนนี้
งานอื่นๆ จ่อคิวยาวเหยียด
เหมือนฝนมันตกชุกทั้งปี
ธำรงค์พูดจบ
ทั้งสามหัวเราะกันอย่างครื้นเครง
พากันดีอกดีใจกับสิ่งของกำนัล
ราวกับลืมไปว่ากำลังนั่งอยู่ในงานศพ
ยิ่งกว่านั้น
เหมือนพากันลืมบรรดาศักดิ์
ฐานันดรสี่ ลืมเกียรติยศศักดิ์ศรีแห่งความเป็นนักหนังสือพิมพ์! |
