|
อ่านเรื่องสั้นย้อนหลัง |
|
เรื่องสั้น
ฉ.๒๔๙๐ "เรื่องสั้นข้างห้อง" โดย
ทวีสิทธิ์ ประคองศิลป์
ผมมีชีวิตอยู่กับตัวหนังสือมานานหลายสิบปี
เคยทำหนังสือพิมพ์มาก็หลายฉบับ
แต่ละฉบับมักจะอยู่ไม่ได้นาน
ก็ขนาดบางฉบับเมื่อตอนผมเข้าไปทำใหม่ๆ
อุตส่าห์พิมพ์นามบัตรให้ผมเสียดิบดี
ยังไม่ทันแจกให้นักร้องหรือหมอนวดปรากฎว่าสายป่านขาดเสียแล้ว
ถึงตอนนั้นก็ไม่รู้จะเอานามบัตรไปแจกใคร
จำต้องทิ้งไปทั้งกล่องโชคยังดีที่ทางหนังสือพิมพ์เขาพิมพ์ให้ฟรี
ถ้าพิมพ์เสียเงินผมคงกลุ้มใจแน่
เพราะเสียดายเงินครับ
แม้จะล้มลุกคลุกคลาน
อดมื้อกินมื้อแต่ก็ไม่ยักเข็ด
ยังตั้งหน้าตั้งตาปั้นตัวอักษร
ให้ออกมาโลดเต้นอยู่อย่างไม่ท้อถอย
ไส้จะกิ่วหิวใจจะขาดก็ยอมทดเพราะผมรักอาชีพนี้เข้ากระดูกดำเสียแล้ว
ผมเขียนหนังสือส่งไปตามนิตยสารบ้าง
หนังสือพิมพ์ที่มีสนามให้ทดสอบฝีมือบ้าง
ซึ่งก็ใช้เวลานานพอสมควรในการรอคอยเรื่องที่จะลงตีพิมพ์
วันไหนเห็นเรื่องได้รับการตีพิมพ์ก็ให้สุดแสนจะดีใจ
หายเหนื่อยจากการรอคอยเป็นปลิดทิ้งไปเลย
แต่ก็มีอยู่ไม่น้อยที่ส่งเรื่องไปแล้วคอยลุ้นด้วยใจระทึกปรากฏว่าหายต๋อมไม่ยอมโผล่ออกมาให้เห็นเลย
ซึ่งนั่นย่อมหมายความว่าเรื่องที่ส่งไปให้บก.พิจารณายังไม่ดีถึงขนาด
มีข้อบกพร่องอยู่บางส่วนเลยถูกหย่อนลงตะกร้าข้างโต๊ะ
และดูเหมือนว่าเรื่องของผมจะได้รับการลงตะกร้าเสียเป็นส่วนใหญ่
แต่ก็ไม่ยอมหมดกำลังใจง่ายๆ
ยังคงมุมานะสร้างผลงานต่อไปทุกวันโดยหวังว่าสักวันหนึ่งเรื่องของผมคงได้รับการตีพิมพ์ทุกเรื่องที่ส่งให้บก.พิจารณา
เหมือนเช่นนักเขียนชื่อดังหลายๆ
คน
เช้าวันนี้ผมทำท่าไม่อยากจะลุกจากที่นอน
เพราะเมื่อคืนไปร่วมงานเปิดตัวหนังสือของดารานางแบบคนหนึ่งที่หันมาเขียนหนังสือ
ที่ดูเหมือนจะโชคดีกว่านักเขียนอาชีพหลายเท่า
โดยอาศัยชื่อเสียงของตนเป็นจุดขาย
สำนักพิมพ์หลายต่อหลายแห่งต่างขอให้ดาราเขียนหนังสือกันเป็นแถว
พร้อมแบะท่ายินดีซื้องานเขียนนั้นด้วยราคาแพงลิบลิ่ว
ที่นักเขียนอาชีพทั้งหลายรู้ตัวเงินแล้วอยากจะร้องไห้
แม้ขนาดบางคนเขียนไม่เป็นก็ยังหาคนเขียนแทนให้
โดยใส่ชื่อของดาราผู้นั้นไว้บนปกหนังสือ
คนเขียนตัวจริงที่อยู่เบื้องหลังหรือที่เรียกว่านักเขียนฝีมือถึงกับซ้ำใจ
เมื่อปรากฏว่าหนังสือเล่มนั้นขายดีติดอันดับ
ใครต่อใครกล่าวขวัญกันว่าเขียนหนังสือดีเหลือเกิน
ไปปรากฏตัวที่ไหนก็ถูกล่าลายเซ็น
ได้ค่าลิขสิทธิ์เป็นแสนเป็นล้านแต่นักเขียนผีได้แค่ค่าเขียนเพียงไม่กี่หมื่น
น่าอิจฉาชะมัด!!
ผมทำท่าจะหลับตาเพื่อขอนอนต่ออีกสักงีบ
แต่ก็ต้องรีบผุดลุกขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อบังเอิญได้ยินเมียคนข้างห้องร้องปลุกผัวด้วยเสียงอันดัง
ตื่น!!
ตื่นได้แล้วไอ้แก่
ออกไปทำมาหาแดกได้แล้ว
ฝ่ายผัวคงเป็นคนขี้เกรงใจเมียเลยไม่ได้ยินเสียงโต้แย้งอะไรสักคำ
เพราะเพียงครู่เดียวผมก็เห็นอีตาผัวแต่งตัวเดินก้มหน้างุดๆ
ออกจากบ้านไป
มันเป็นภาพที่คุ้นชินแก่ผมมาโดยตลอด
ห้องที่ผมซุกหัวนอนอยู่ทุกวันนี้เป็นห้องเช่าในราคาเดือนละแปดร้อยบาท
เป็นห้องที่ไม่ใหญ่โตนักเหมาะสำหรับครอบครัวเล็กๆ
ที่มีสมาชิกไม่เกินสี่คน
สำหรับผมตัวคนเดียวจึงค่อนข้างอยู่สบายไม่ถึงกับอึดอัด
เฟอร์นิเจอร์ในห้องมีอยู่ไม่กี่ชิ้นนอกจากเตียงไม้เก่าๆ
แล้ว
ก็มีตู้เสื้อผ้าพลาสติกซึ่งบรรจุเสื้อผ้าอยู่สี่ห้าชุด
หม้อหุงข้าวไฟฟ้าใบเล็กกะทัดรัด
กาต้มน้ำร้อน
วิทยุราคาไม่กี่ร้อยบาท
พัดลมราคาถูก
และเครื่องพิมพ์ดีดกระเป๋าหิ้วเครื่องเก่าๆ
ซึ่งเป็นเครื่องมือหากินเลี้ยงชีวิตผมมาตลอดหลายสิบปีอีกหนึ่งเครื่อง
มันเป็นสมบัติขึ้นเดียวที่ค่อนข้างจะมีราคา
เพราะบางเดือนเงินขาดมือไม่มีค่าเช่าห้อง
ผมก็จะพามันเข้าโรงรับจำนำโดยฝากให้อาเฮียช่วยดูแล
ครั้นได้เงินมาก็ไปรับมันกลับมาอยู่กับผมเหมือนเดิม
มันจึงเป็นเสมือนเพื่อนคู่ชีพที่ผมรักมากที่สุด
ผมจะไม่ยอมทอดทิ้งมันเป็นอันขาด
ถึงแม้ว่านักเขียนยุคปัจจุบันส่วนใหญ่จะหันมาใช้เครื่องคอมพิวเตอร์พิมงานกันแล้วก็ตาม
แต่ผมก็ยังพอใจที่จะใช้พิมพ์ดีดผลิตผลงานต่อไป
ผมเก็บที่หลับที่นอนเข้าที่เรียบร้อยแล้วก็ลุกขึ้นไปทำธุระในห้องน้ำ
กลับออกมามองหากาแฟอันเป็นอาหารประจำทุกเช้า
ปรากฏว่าเช้าวันนี้กาแฟหมดพอดี
ผมรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยอารมณ์เริ่มหงุดหงิด
นึกด่าตัวเองที่ดันลืมซื้อกาแฟเอาไว้ตั้งแต่เมื่อเย็นวานก่อนไปงาน
เหลือบดูนาฬิกาข้างฝาซึ่งก็บอกเวลาแปดโมงเศษๆ
อันใกล้จะได้เวลาทำงานของผมแล้ว
แต่เช้าวันนี้คงต้องทำงานสายแล้วล่ะ
เพราะเดี๋ยวผมจะต้องออกไปซื้อกาแฟที่หน้าปากซอยเสียก่อน
กว่าจะกลับเข้ามาคงเลยเวลาทำงานไปหลายนาที
ผมคว้าเสื้อยืดมาใส่หวีผมอย่างลวกๆ
ตรวจดูเงินในกระเป๋าก็พบว่าค่าเรื่องที่เพิ่งได้รับมาเมื่อไม่กี่วันก่อนยังมีเหลืออยู่เกือบห้าร้อยบาท
แม้จะไม่มากในสายตาคนอื่นแต่สำหรับผมมันไม่น้อยเลย
เพราะหลังจากชำระค่าเช่าห้องแล้ว
ยังมีเงินเหลือพอประทับชีวิตไปได้อีกหลายวัน
กว่าจะได้รับค่าเรื่องงวดใหม่ที่ผมเขียนส่งไปเมื่อสามสี่เดือนก่อน
และได้รับไปรษณีย์บัตรตอบรับกลับมาจากบรรณาธิการนิตยสารฉบับนั้นว่าเรื่องของผมกำลังจะได้ลงพิมพ์ในฉบับหน้านี้
มันทำให้ผมมีกำลังใจในการจะผลิตงานชิ้นใหม่ขึ้นอีก
ผมออกจากห้องเช่าในช่วงเวลาที่ผู้คนแถบนั้นกำลังสัญจรไปมา
ส่วนใหญ่จะออกไปทำงานแม้จะอยู่บ้านใกล้ชิดติดกัน
แต่เวลาเจอะเจอกันก็เพียงแค่ยิ้มให้กันเท่านั้น
ผมเองเมื่อออกมาเดินแถวหน้าบ้านก็มักจะถูกใคร่ต่อใครจับตามองอยู่ตลอดเวลา
ด้วยสายตาประหลาดๆ
เพราะพวกเขาเหล่านั้นคงเห็นผมขลุกอยู่แต่ในห้องทั้งวัน
ไม่เห็นออกไปทำมาหากินเหมือนคนอื่น
ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาของคนกรุงเทพฯ
ที่ผู้คนมักจะตั้งแง่เอากับคนที่ไม่มีงานทำ
แต่จริงๆ
แล้วพวกเขาไม่รู้หรอกว่าทุกวันนี้ผมก็ทำงานอยู่อย่างสม่ำเสมอ
เป็นงานที่ใช้สมองและความคิด
ก็งานเขียนหนังสือนั่นแหละ!!
ลุงชิตอาชีพขับรถแท็กซี่มีห้องพักอยู่ใกล้ๆ
กับผม
ครอบครัวของแกมีอยู่ด้วยกันสามีชีวิตนอกจากแกแล้วก็มีเมียและลูกชายวัยสิบเอ็ดสิบสองขวบ
ร้องทักทายผมพร้อมรอยยิ้มแห่งการเป็นเพื่อนบ้าน
เมื่อบังเอิญออกจากบ้านพร้อมกัน
สวัสดีครับคุณ
ออกไปทำงานแต่เช้าเชียว
ผมยิ้มตอบแกออกไปว่า
เปล่าครบ
ผมจะออกไปซื้อกาแฟน่ะลุง
อ้าว!!
แกอุทานทำสีหน้าประหลาดใจ
ผมนึกว่าคุณจะออกไปทำงานเสียอีก
ผมทำงานอยู่ที่บ้านครับ
แกจ้องหน้าผมเขม็งก่อนถาม
ทำงานอะไรเรอะคุณ
เขียนหนังสือครับ
อ้อ
คุณเป็นนักเขียนนะสิ
ใช่ครับ
เขียนประเภทไหนล่ะ
แกย้อนถาม
เรื่องสั้นครับ
ผมตอบย้อนถามกลับไปว่า
ลุงเคยอ่านมั้ยครับพวกเรื่องสั้น
ผมจะเอาเวลาที่ไหนมาอ่านกันล่ะคุณ
แกตอบไปตามความจริง ต้องทำงานตั้งแต่เช้ายันดึก
เวลาพักผ่อนก็แทบจะไม่มีรายได้จากการเขียนหนังสือคงจะดีสินะครับ
คำถามประโยคนี้ทำให้ผมคิดอยู่นานว่าจะบอกความจริงแกดีหรือไม่
แต่ที่สุดก็บอกออกไปว่า พออยู่ได้ครับ
แกพยักหน้า
ก่อนจะถามอีกว่า เออ
พ่อหนุ่มเขาว่าเป็นนักเขียนนี่ไส้แห้งจริงหรือเปล่า
ก็มีส่วนจริงเหมือนกัน
ผมยอมรับความจริง นอกจากนักเขียนอาชีพที่มีชื่อเสียงแล้ว
สามารถเขียนหนังสืออย่างเดียวก็เลี้ยงตัวได้
และไม่ไส้แห้งเหมือนผม
ลุงชิตหัวเราะ คุณกับผมนี่มันหัวอกเดียวกันเลย
ขับแท็กซี่ทุกวันนี้ก็แทบอดตายเหมือนกัน
อ้าว!!
ผมอุทานเป็นฝ่ายสงสัยขึ้นมาบ้าง
ไหงเป็นงั้นล่ะครับ
รายได้จากการขับรถแท็กซี่น่าจะดีนะ
ลุง
ดีกะผีอะไรกันคุณ
แกตอบ เดี๋ยวนี้ผู้คนเขาประหยัดยังกะอะไรดี
ถ้าไม่จำเป็นแล้วไม่ยอมเสียเงินค่าแท็กซี่เด็ดขาด
แถมบางทีเจอเอาผู้โดยสารโจรเข้าอีกก็ซวยไป
ลุงเคยเจอผู้โดยสารที่ว่าบ้างหรือเปล่าครับ
เคยอยู่หนหนึ่ง
แกตอบ นึกว่าจะไม่รอดซะแล้ว
เรื่องมันเกิดเมื่อปีที่แล้วนี่เอง
แหม
น่าตื่นเต้น ผมแสดงอาการสนใจขึ้นมา
ลุงลองเล่าให้ผมฟังบ้างสิครับ
คุณจะฟังผมก็จะเล่าจะให้ฟัง
ลุงชิตเริ่มต้นเล่าเหตุการณ์เมื่อครั้งอดีตให้ผมฟังอย่างอารมณ์แจ่มใส
คืนนั้นผมไปส่งคนที่ประตูน้ำเสร็จแล้วก็วิ่งรถผ่านมาทางโรงแรมอินทรา
มีชายสองคนโบกมือให้ผมจอดรับ
ไอ้ผมก็นึกว่าเป็นผู้โดยสารทั่วๆ
ไป
ผมก็ปราดเข้าไปจอดมันบอกให้ผมไปส่งที่ซอยรางน้ำ
คนหนึ่งนั่งเบาะหน้าอีกคนนั่งเบาะหลัง
เจ้าคนหน้าชวนผมคุยมาตลอดทาง
ไม่มีทีท่าว่าจะเป็นผู้ร้ายเลยสักนิดครั้นวิ่งมาถึงซอยเล็กๆ
ซอยหนึ่งซึ่งค่อนข้างเงียบและมืด
มันบอกให้ผมเลี้ยวเข้าไป
ผมรู้สึกเอะใจเพราะซอยนั้นไม่มีบ้านคนอยู่เลย
แต่ยังไม่ทันจะทำอะไรเจ้าคนนั่งหน้าก็ชักคัตเตอร์ออกมาจ่อที่คอหอย
ขู่ให้ผมนั่งนิ่งๆ
บอกอย่างสุภาพว่าขอเงินเอาไปใช้หน่อย
แล้วเจ้าคนนั่งหลังก็จัดการล้วงกระเป๋าเอาเงินที่ผมหาได้จากการวิ่งรถทั้งหมดพันห้าร้อยบาทไปพร้อมไล่ผมลงจากรถก่อนไปมันยังมีแก่ใจส่งเงินให้ผมเป็นค่ารถกลับบ้านอีกหึ่งร้อยบาท
คืนนั้นผมกลับบ้านชนิดไม่เหลืออะไรเลย
มีชีวิตรอดกลับมากลับมาก็บุญแล้วล่ะครับลุง
เราสองคนเดินคุยกันมาแม้ว่าการได้พูดคุยกับลุงชิตจะทำให้ผมเพลิดเพลินเจริญใจและมีความสุขยิ่งนัก
แต่ถึงอย่างไรผมก็ไม่ลืมภาระหน้าที่อันเป็นที่รักของตน
เดี๋ยวผมต้องกลับมาเขียนหนังสือให้เสร็จก่อนค่ำ
เพราะช่วงกลางคืนผมไม่อยากให้เสียงเคาะพิมพ์ดีดไปรบกวนคนที่อยู่ข้างห้อง
ครั้นเมื่อมาถึงยังที่ซึ่งลุงชิตเอารถแท็กซี่มาจอดแกเป็นฝ่ายชวนผมว่า
คุณนักเขียนจะออกไปหน้าปากซอยไม่ใช่เรอะ?
ติดรถผมไปก็ได้ครับ
จะได้ไม่ต้องเสียค่ารถมอเตอร์ไซค์
ผมทำท่าจะปฏิเสธแกก็พยายามคะยั้นคะยอจนใจอ่อนต้องขึ้นไปนั่งคู่กับแกจนได้
แกพาผมมาส่งลงหน้าปากซอย
ผมกล่าวขอบคุณ
ภายหลังลงจากรถเรียบร้อยแล้วผมก็เดินเข้าไปในห้างเพื่อหาซื้อกาแฟ
ครั้นได้สิ่งที่ต้องการแล้วผมก็นั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างให้มาส่งยังที่พัก
จัดแจงต้มน้ำร้อนเตรียมชงกาแฟ
ขณะรอให้น้ำร้อนเดือดผมก้าวไปทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้หน้าโต๊ะเขียนหนังสือ
ลากพิมพ์ดีดมาไว้ตรงหน้า
หยิบกระดาษว่างเปล่าสอดเข้าไปในเครื่อง
เพราะตอนนี้พล็อตเรื่องใหม่กำลังอัดแน่นและเคลื่อนไหวอยู่ในสมอง
เพื่อรอให้ผมระบายมันออกมาบนหน้ากระดาษ
มันคงเป็นเรื่องสั้นที่ดีไม่แพ้เรื่องอื่นๆ
ที่ผ่านมา
ผมจะเขียนถึงเรื่องราวของลุงคนขับแท็กซี่ที่ชื่อชิต!! |
