เรื่องสั้นที่ผ่านการพิจารณารอการลงพิมพ์
๑.เรื่องสั้นข้างห้อง   ของ  ทวีสิทธิ์  ประคองศิลป์  ฉบับที่ ๒๔๙๐

อ่านเรื่องสั้นย้อนหลัง

 

เรื่องสั้น ฉ.๒๔๘๙

"อยากขึ้นสวรรค์"

โดย โกมล กุดโอภาส

            เป็นเวลาหนึ่งทุ่ม หลังจากหลวงพ่อซึ้งเป็นเจ้าอาวาสทำวัตรและสรงน้ำเรียบร้อยแล้ว ท่านก็ได้พูดทางหิกระจายเสียงประจำวัดเพื่อเชิญชวนชาวบ้าามาปรึกษาหารือเกี่ยวกับงานทอดผ้าป่าที่จะมีขึ้นในวันสงกรานต์ที่จะมาถึงอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

            อากาศกลางเดือนธันวาคมเหน็บหนาว ลมแห้งๆ โชยมาจาทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เสียงว่าวสนูของใครบางคนออดอ้อนคล้ายใครครวญ เสียงนั้นดังไปไกลเนื่องจากมีลมแรงและว่าวก็ขึ้นสูง

            หลังจากหลวงพ่อเก็บอุปกรณ์ที่มีไว้ให้ท่านใช้เวลาต้องการประชาสัมพันธ์แล้ว ท่านก็เดินลงมาจากกุฏิหลังเก่าที่สร้างด้วยไม้ ผ่านความมืดพอสลัวตรงไปยังกุฏิหลังใหม่ที่สร้างด้วยคอนกรีต

            เณรจัดเตรียมน้ำร้อนไว้ให้หลวงพ่อเรียบร้อย พระสามรูปกำลังนั่งดูทีวีอยู่ โดยทิ้งกุฏิหลังเก่าไว้เพียงลำพัง หลวงพ่อนั่งสูบบุหรี่อยู่ข้างนอกก่อนที่จะเข้าไปฉันโอวัลตินที่เณรชงไว้แล้วข้างใน

             “เอ้า” หลวงพ่อทักขึ้น พลางยื่นเครื่องพิมพ์ดีดชนิดกระเป๋าหิ้วให้พระพรรษาน้อยรูปหนึ่งที่กำลังนั่งดูละครก่อนข่าวทุ่มครึ่ง “ช่วยหลวงพ่อพิมพ์ราชื่อผู้บริจาคหน่อย”

             “ครับ” พระรูปนั้นพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนน้อม

            หลวงพ่อส่งกระดาษรายชื่อให้พระพรรษาน้อย ก่อนที่พระรูปนั้นจะเอ่ยขึ้น

             “จะเขียนใบโมทนาบัตรหรือครับ”

             “ครับ” หลวงพ่อตอบแล้วพูดต่อ “บริจาคคนละนิดละหน่อย ตั้งแต่ปีก่อนโน้น”

            พระพรรษาน้อยขมวดคิ้ว “บริจาคสร้างเมรุหรือครับ”

             “ครับ ขาดเหลือแต่ทาสี” หลวงพ่อว่า

             “ผมนึกว่าเมรุมันเก่าเองไม่ใช่หรือครับ” พระรูปนั้นสงสัย เนื่องจากเพิ่งมาจำพรรษาที่วัดไม่นาน

            ทีวีมาถึงรายการข่าวทุ่มครึ่ง พระพรรษาน้อยไม่พูดอะไร ได้แต่ก้มหน้าพิมพ์ดีด ปล่อยให้หลวงพ่อกับพระรูปอื่นคุยกันเกี่ยวกับข่าวที่ได้ดูได้ฟัง

            เมื่อก่อนวัดบ้านป่าแดงมีเพียงกุฏิไม้หลังเก่าคร่ำค่ากับศาลาไม้ผุๆ หลังหนึ่ง ผ่านไปหลายปี ก่อนที่ความเจริญจะมาถึง ท่านเจ้าอาวาสรูปก่อนเป็นผู้ริเริ่มหักร้างถางพงบริเวณวัดโดยรอบ จากที่เคยเป็นวัดป่าจนกลายเป็นวัดบ้านที่มีพื้นที่กว้างขวาง ท่านเป็นผู้นำการสร้างกำแพง สร้างโบสถ์ จนล่วงมรณภาพ ต่อมาท่านเจ้าอาวาสรูปปัจจุบันสานต่อจากท่าน โดยการสร้างเมรุ เพื่อให้ความสะดวกและเป็นฌาปนกิจสถาน เผาแบบกองฟอน

            ในความมืดของบริเวณวัด บนศาลาและกุฏิหลังเก่า เปิดไฟไว้เพียงสองดวง ส่วนลานวัดมีหลอดไฟติดเสาไว้ให้ความสว่างแก่ใครไปมา

            ผู้หลักผู้ใหญ่เริ่มทยอยกันเข้าวัด โดยมุ่งไปยังกุฏิหลังใหม่ของท่านหลวงพ่อ ว่ากันว่ากุฏิหลังนี้สร้างด้วยเงินหลวงพ่อล้วนๆ

            หลวงพ่อกับผู้นำชาวบ้านประชุมกันจนล่วงเวลาเกินข่าวจบไปหลายชั่วโมง ส่วนพระพรรษาน้อยปลีกตัวกลับกุฏิของตนตั้งแต่ข่าวจบ

            เสียงในที่ประชุมโขม่งโฉ่งฉ่าง ยกเว้นหลวงพ่อเท่านั้นที่ค่อนข้างพูดน้อย คงได้แต่ยิ้มรับยิ้มปฏิเสธ แนะนำชาวบ้านเป็นครั้งคราว

ในที่ประชุมคุยกันเรื่องเงินกองกลางประจำหมู่บ้านว่ามีบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างไร ขาดเหลือเท่าไหร่ พอสรุปใจความได้ว่า งานทอดผ้าป่าปีนี้เจ้าภาพจากกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นคนบ้านป่าแดงที่ไปทำมาหากินอยู่ทางโน้นจนร่ำรวย เขาจะรับเป็นเจ้าภาพนำผ้าป่ามาถวาย โดยเงินจำนวนนี้ทางเจ้าภาพขอให้ใช้สร้างประตูโขงเข้าวัดในวงเงินหนึ่งแสนบาท ไม่เกินมากไปกว่านี้

ประเด็นหลักที่ถกเถียงกันแม้แต่การประชุมเสร็จแล้วก็ยังหาข้อยุติไม่ได้ว่าเงินจำนวนนี้จะขอเจียดเป็นค่าสีทาเมรุได้ไหม

             “คงไม่ได้ แค่หนึ่งแสนก็ไม่รู้จะพอค่าประตูหรือเปล่า” ผู้ใหญ่บ้านพูดส่งท้ายก่อนเดินลับเข้าไปในความมืดเพื่อกลับบ้านของตน

             “ผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่” เสียงตะโกนไล่หลัง “ไม่ไปดูตาอินกับพวกเราหน่อยหรือ”

             “ไม่หรอก วันหน้าก็แล้วกัน เดี๋ยวเมียจะหลับเสียก่อน” ผู้ใหญ่บ้านตอบอย่างมีเลศนัย มีเสียงหัวเราะร่วนบนถนนมุ่งสู่บ้านตาอิน ความคิดพิลึกของผู้ใหญ่บ้านเกิดขึ้นหลังออกจากวัดไม่นาน

 

            ที่บ้านของตาอินซึ่งกำลังป่วยหนัก แกป่วยเป็นโรคตับ ล้มหมอนนอนเสื่อมาหลายเดือนแล้ว ชาวบ้านลือกันว่า แกกินเหล้าไม่ขาดแม้เว้นวันจนกลายเป็นโรคตับแข็ง คนสนิทชิดเชื้อกับตาอินบอกต่อๆ กันว่า ตาอินคงไม่รอดแน่ ท้องของแกป่อง ในขณะที่ส่วนอื่นผอมเหลือง ตาเหลืองซ่าน

            ลมหนาวเสียดแทงเข้าไปในเสื้อที่นุ่มหนา ตาจันทร์กับตาพันธ์ขอตัวกับตาอินที่นอนแบบอยู่นั้น แกทั้งสองเดินคุยกันไปตามถนน ในความมืดของฤดูหนาวหมาเห่ากันขรม เสียงว่าวสนูดังอิดออดไม่รู้เหน็ดเหนื่อย

            วื่อวือๆ ...ตาอินนอนฟังเสียงว่าวสนูก่อนที่จะพูดอย่างแผ่วเบา

             “ฉันคงไม่รอดแน่”

            เมียตาอินซึ่งนั่งเฝ้าอยู่ข้างๆ พูดขึ้น “แกอย่าคิดมากเลยอินเอ้ย ไม่ต้องห่วงหรอกเรื่องข้างหลัง”

             “ขอทีเถอะ” น้ำเสียงตาอินสั่นเครือ

             “ทำบุญให้ฉันมากๆ หน่อยนะ”

            เมียตาอินฝืนยิ้ม ดวงตาละห้อยทอดสู่เบื้องล่าง

 

            วาสนาบารมี มันแข่งกันได้หรือ” ตาจันทร์พูดกับตาพันธ์ ขณะเคร่งเครียดระหว่างที่เดินไปบนทางสายเดียวกัน

             “ได้หรอกมั้ง”

             “ขอถามเถอะ”

            ตาพันธ์หัวเราะ “ตายแล้วก็ไร้ค่า”

             “นั่นน่ะสิ” ตาจันทร์พูดโพล่ง “ตายแล้วจะไปอยู่ไหน”

             “เมรุไง” ตาพันธ์ตะลึงพรึงเพริด “นี่แกอยากเกิดมาเป็นคนอีกหรือ”

             “เออสิวะ” แกหัวเราะ

            ทั้งสองเดินมาถึงทางแยกระหว่างบ้านใครบ้านมัน

             “แกอยากเกิดก็เกิดไปเถอะ” พูดจบก็คล้อยหลังเข้าไปในซอยบ้านของตน

            ตาจันทร์ได้ผลสรุปอย่างน่าพิศวงว่า ตายแล้วเราควรทำอย่างไรเพื่อให้ได้เกิดใหม่

            เผาศพให้ดูดีหน่อย คือคำตอบหนึ่งทีแกนึกได้

            หลายวันต่อมาตาอินก็ถึงแก่กรรม จัดให้มีการสวดศพอยู่สองวันสองคืน บางคนว่าตาอินหมดเคราะห์หมดโศกเสียที ลูกหลานญาติพี่น้องต่างได้รับคำเชิญให้มาร่วมงานในพิธีศพด้วย บางคนไปกรุงเทพฯทางบ้านก็โทรเลขหรือโทรศัพท์ไปบอก หากไม่จำเป็นจริงๆ พวกเขาก็มา

            บริเวณตั้งศวดศพมีกลิ่นอายของเหล้ายาปลาปิ้งจนฉุน อับ คาว รวมไปถึงกลิ่นธูปไหว้ศพ กลิ่นแรงคละคลุ้ง บริเวณบ้านทั้งกลางวันกลางคืน พลุกพล่านไปด้วยผู้คนที่ต่างก้มหน้าก้มตาเล่นไพ่ ไฮโล กันอย่างโงหัวไม่ขึ้น เพราะไม่ผิดกฎหมาย จนกว่าจะถึงพิธีส่งศพเข้าเมรุ เศรษฐกิจในหมู่บ้านถึงเวลาเงินสะพัดในชั่วข้ามวันข้ามคืน ไม่เว้นแม้แต่เงินจากบ้านอื่นไหลเข้าและเงินของแต่ละคนไหลออก คือเงินสำรองเพื่อแสวงกำไร

            เวลาบ่ายสองโมง เสียงประทัดก็ดังขึ้น ชาวบ้านต่างทยอยกันไปส่งตาอินเข้าวัดเพื่อทำการเผา โลงศพถูกตั้งไว้บนเมรุตระหง่าน เมรุสร้างขึ้นตามรูปแบบทั่วไป ชนิดราคาถูก แต่ก็มีลายจำหลักสวยงามไม่แพ้เมรุวัดอื่นที่ใหญ่โตระโหฐานเกินความจำเป็น มันเป็นศิลปกรรมอย่างหนึ่ง ที่รองรับศีลธรรมอันดีของคนเรา บางคนถามเหมือนตาจันทร์ ตายแล้วคนเราจะไปไหน เกิดใหม่ใช่หรือไม่ ไม่จริงหรอก บางคนบอก แต่บางคนกลับเห็นด้วยกับตาจันทร์ คือตายแล้วย่อมไปเพื่อเกิดใหม่ เรื่องนี้น่าสงสัย แต่ในใจของแทบทุกคนล้วนมีคำตอบที่คิดในแง่งาม คือความปรารถนา ความใฝ่ฝัน ความต้องการอันไม่สิ้นสุดของคนเรา

            บางคนที่มาร่วมงานเผาศพตาอินเอ่ยขึ้น

             “มันคงไม่ตายก่อนที่เมรุจะดีกว่านี้นะ” ใครคนนั้นพูดติดตลก

             “แกนี่” หญิงวัยกลางคนปัดมือที่แขน “พูดไม่เป็นมงคลเสียเลย”

            หญิงคนนั้นอุบปาก เป็นเรื่องธรรมดาที่งานหนึ่งจะกลายเป็นเรื่องอื่น

             “มันน่าจะดีกว่านี้” ผู้พูดเปรยถึงความหลัง

             “แกกำลังบอกว่าเมรุไม่ได้ทาสีเพราะอะไร ใช่มั้ย”

             “เปล่า” ผู้พูดบอกปัด “มันจะสวยงามมากกว่านี้ ถ้าหากทาสีสักหน่อย”

             “ดูลวดลายสิ”

            พระกำนัลรับผ้าบังสกุล แต่เสียงผู้ร่วมงานก็จอแจมิใช่น้อย

 

            เมรุถูกใช้อีกครั้งหนึ่ง ตามความต้องการของญาติผู้ตาย ศพตาอินถูกเผาเมื่อตะวันบ่ายคล้อย ผู้ร่วมงานต่างทยอยกันกลับบ้าน โดยทิ้งปล่องควันลอยโขมงไว้เบื้องหลัง ควันสีดำลอยขึ้นบนท้องฟ้าก่อนจางหายไป

            ...สัปเหร่อยืนโงนเงนอยู่หน้าเตาบนเมรุตระหง่าน...