เรื่องสั้นที่ผ่านการพิจารณารอการลงพิมพ์
๑. อยากขึ้นสวรรค์  ของ  โกมล กุดโอภาส  ฉบับที่ ๒๔๘๙
๒. เรื่องสั้นข้างห้อง   ของ  ทวีสิทธิ์  ประคองศิลป์  ฉบับที่ ๒๔๙๐

อ่านเรื่องสั้นย้อนหลัง

เรื่องสั้น ฉ.๒๔๘๘

"จากเด็กหญิงมิโกะ...ถึงเด็กชายลูกบอล"

โดย ศรีสุภางค์ สุขโข

             “ว่ายังไงฮึ...มามี้โปโกะ/กูลิโกะ” เด็กชายวัยหกขวบหยอกล้อมารดาเสียงดังอย่างมีความสุข สีหน้าฉายแววสนุกสนาน เจ้าเล่ห์และท้าทาย

             “เดี๋ยวเถอะแม่จะตีให้ก้นลายเชียว...ล้อเล่นดีนัก” ว่าแล้วผู้เป็นแม่ก็ตรงเข้าไปหยิกพวงแก้มใสสีขาวอมชมพูนั้นอย่างรักใคร่เอ็นดู ยื่นจมูกเป็นสันโด่งงามของเธอเข้าไปเกลือกกลิ้งอยู่บนหน้าผากโหนกนูนของลูกชายตัวน้อยอย่างมีความสุข           

             “คิดยังไงถึงล้อแม่เล่นแบบนี้ ไอ้กูลิโกะเนี่ยแม่รู้ว่ามันเป็นขนมหวานเคลือบช็อกโกเลต สตรอว์เบอรี่ของโปรดของหนู แต่ไอ้มามี้โปโกะมันคืออะไรมาจากไหน แม่ฟังแล้วไม่เห็นรู้เรื่องเลย” ผู้เป็นแม่ยิงคำถาม

             “ก็ชื่อของผ้าอ้อมสำเร็จรูปเอาไว้ให้เด็กใส่แทนกางเกงในกันฉี่กันอึราดไงแม่ เหมือนพวกแพมเพอร์สนะแหละ แหม! แม่เชยจังเลย” ลูกชายตอบตรงไปตรงมาอย่างไร้เดียงสา แววตาขี้เล่น

             “อ้อเหรอ! รู้สึกไอ้ที่หนูล้อแม่เล่นทีไร ส่วนมากมักไม่พ้นของกินไปได้เลยนะ มิน่าละตัวถึงได้อ้วนกลมเหมือนลูกหมูอย่างนี้ แล้วตอนนี้หิวหรือยังล่ะ

             “หิวแล้วคร้าบบบบบบบบ คุณแม่หมู” ลูกชายล้อเสียงยาว หูตาแวบวาบ

             “แล้วมื้อนี้อยากกินอะไร”

             “ข้าวผัดอเมริกัน ใส่ไส้กรอกเยอะๆ ใส่ซอสมะเขือเทศ ใส่ไก่ทอด ใส่ไข่ดาวกรอบๆ เอาข้าวเยอะๆ เพราะบอลกำลังเจริญเติบโต คุณครูบอกว่าต้องกินเยอะๆ จะได้เติบโตแข็งแรงและมีพลังเหมือนซุปเปอร์แมนและก็ยอดมนุษย์อุลตร้าแมน” พูดเสร็จก็ทำท่าทางประกอบไปด้วย

             “เอาผักไหม” ถามอย่างขึงขัง

             “ไม่เอา...เอาก็ได้ แต่เอานิดเดียว ครูบอกว่าต้องกินเนื้อสัตว์มากๆ เพราะเนื้อสัตว์มีโปรตีนทำให้ร่างกายเจริญเติบโตและฉลาด แม่โกะไม่กินเนื้อสัตว์ไม่ดีเลย เดี๋ยวก็ไม่ฉลาดหรอก เอาอย่างบอลสิ”

             “ก็แม่ไม่โตแล้วนี่นา เก็บเอาไว้ให้ลูกบอลกินดีกว่า ลูกบอลยังต้องโตอีกตั้งเยอะ”

            สองคนแม่ลูกยังวิวาทะกันต่อไปเรื่อยๆ ลูกยังคงพูดจาเจื้อยแจ้วสนุกสนานไม่หยุด ส่วนแม่คุยต่อในบางจังหวะ สองคนเดินเข้าครัวไปพร้อมๆ กันอย่างมีความสุขและไม่ยี่หระต่อสิ่งใดราวกับมีเพียงกันสองคนบนโลกนี้ ดูไปเหมือนกับเป็นเพื่อนตายของกันและกัน...

            วัยที่ห่างกันถึงยี่สิบห้าปีไม่เป็นอุปสรรคแม้เพียงเล็กน้อยในการพูดคุยของคนทั้งสอง ที่ช่างหาเรื่องมาเจรจาหยอกล้อกันได้ตลอดเวลาอย่างสนุกสนานเต็มไปด้วยความสุข ส่วนใหญ่ผู้เป็นแม่จะเป็นฝ่ายที่นิ่งฟังผู้เป็นลูกพูดขึ้นก่อนเสมอ แล้วเธอจึงสานต่อ ลูกมักมีเรื่องเล่าแปลกๆ ชวนหัวตามประสาเด็กมาเล่าให้ฟังเสมอ บางทีก็เป็นเรื่องเล่าจากโรงเรียน บางคราวก็เป็นเรื่องเล่าจากบ้านของคุณยาย บางทีก็เป็นเรื่องเล่าจากโทรทัศน์ หรือก็เป็นเรื่องเล่าจากจินตนาการของเด็กน้อย ซึ่งแต่ละเรื่องล้วนทำให้โลกของเธอเปิดกว้างและเต็มไปด้วยอารมณ์อันสดชื่นเป็นส่วนใหญ่และเธอก็แสดงความกระตือรือร้นยินดีที่จะฟังเรื่องเล่าของลูกทุกเรื่องเหมือนกับเกรงว่าถ้าพลาดแม้แต่เพียงเรื่องเดียวจะทำให้สูญเสียโอกาสที่ดีอย่างมหาศาล เรื่องเล่าของลูกทุกเรื่องจึงมีค่าสำหรับเธอ ประหนึ่ง “ความคิดทองคำ” ที่จะชักนำให้เธอได้รู้จักติดตามความเป็นไปและพัฒนาการของลูกในแต่ละขั้นตอนได้อย่างเข้าใจ

           

             “แม่ครับ คุณครูพิมบอกว่า ถ้ากินไส้กรอกมากๆ จะทำให้เป็นมะเร็ง ต่อไปนี้บอลจะไม่กินสไส้กรอกแล้วนะ”

            เด็กชายรายงานแม่เสียงแจ๋ว แต่อีกไม่นานก็กลับมากินไส้กรอกของโปรดเหมือนเดิม ลืมเรื่องที่พูดกับแม่ไปเสียสนิท

 

             “แม่ครับ ยายให้ตังค์บอลไปโรงเรียนยี่สิบห้สบาท บอลไม่พอกินเลย” บางทีก็เอาเรื่องมาฟ้อง

             “แล้วบอลเอาไปใช้อะไรหมดละ มื้อเช้าก็กินข้าวที่บ้านยายไปแล้ว เหลือมื้อกลางวันกับพักเล็กตอนบ่ายก็น่าจะพอนะลูก เพราะยายบอกแม่เองว่าข้าวจานละแค่ห้าบาท อย่างมากบอลก็กินไม่เกินสองจานก็แค่สิบบาท เหลืออีกตั้งสิบห้าบาท ตีเสียห้าบาทเป็นค่าขนมตอนกลางวัน เหลือไว้กินตอนเย็นอีกสิบบาท ก็น่าจะพอนะ เพราะค่าน้ำก็ไม่ต้องเสีย บอลกดน้ำดื่มกินไม่ใช่เหรอ”

             “ใช่ครับ”

            ภายหลังจึงให้ยายสืบสวนดู ก็ปรากฏว่าที่ไม่พอนั้นเพราะเอาไปซื้อขนามกินเล่นในตอนเช้าเสียเกือบหมด

 

             “แม่ครับบอลอยากเป็นยอดมนุษย์อุลตร้าแมน เพราะมันเก่ง มันช่วยคนดี กำจัดคนชั่ว แล้วมันก็เหาะได้ด้วย อย่างงี้ไง เห็นไหม” ทำท่าทางและให้เสียงประกอบมากมาย

             “แต่หนูจะเหาะแบบอุลตร้าแมนไม่ได้นะลูก เพราะอุลตร้าแมนเป็นยอดมนุษย์ไม่ใช่คนธรรมดาอย่างพวกเรา และก็เป็นหนังการ์ตูนที่เขาสร้างให้เด็กดู บอลจะเหาะตามอย่างในหนังไม่ได้นะ อย่างตอนที่กระโดดตึกอะไรพวกนี้ เพราะถ้าบอลทำตามบอลก็จะตายแล้วจะไม่ได้เห็นหน้าแม่อีกเข้าใจไหม”

             “เข้าใจครับ”

            ผู้เป็นแม่ต้องอธิบายและชี้แจงเหตุผลให้เข้าใจ ว่าทำไมถึงทำตามไม่ได้ เพราะเด็กสมัยนี้ฉลาดมีเหตุผล ถ้าผู้ใหญ่ไม่ถูกเขาจะเถียงขึ้นมาทันที และก็ไม่ยอมเชื่อด้วย

 

             “แม่ครับ เดี๋ยวนี้บอลกับไหมไม่ได้เป็นแฟนกันแล้วนะ บอลกับไหมเป็นเพื่อนกัน แต่ตอนนี้บอลไม่เล่นกับไหมแล้วแหละ เพราะบอลเบื่อไหม ไม่เขาเป็นผู้หญิงชอบเล่นแบบผู้หญิง บอลไม่ชอบเล่นด้วย ไม่สนุก เล่นกับเพื่อนผู้ชายสนุกกว่า”

             “เหรอ แต่หนูก็เล่นกับเขาบ้างนะ เขาจะได้ไม่น้อยใจ ก็เมื่อก่อนบอลยังสนิทกับเขาเลย”

             “ไม่เป็นไรหรอกแม่ ไหมเขาไม่ว่าบอลหรอก เดี๋ยวนี้ไหมเขามีเพื่อนใหม่แล้ว”

 

            วันก่อนก็เอารูปที่วาดเขียนระบายสีสวยงามส่งครูพิมมาให้ดู พร้อมบรรยายให้ฟังยืดยาวว่า

             “แม่เห็นไหม เนี่ยเป็นรูปรถไฟฟ้าบีทีเอสที่แม่พาบอลไปขึ้นตอนที่ปิดเทอมที่แล้ว ข้างๆ เป็นตึกสูงนะแม่ เดี๋ยวพอปิดเทอมหน้าแม่พาบอลไปเที่ยวกรุงเทพฯและไปขึ้นรถไฟฟ้าอีกนะ บอลช้อบชอบ”

 

            ลูกบอลกลมๆ สุดที่รักใบนี้จึงทำให้เธอมีความสุขได้เสมอ แม้บางครั้งก็อดที่จะกังวลและห่วงใยตามประสาแม่ลูกไม่ได้ เธอหยิบจดหมายที่แอบเขียนนเอาไว้มาอ่านตามลำพัง ในจดหมายนั้นมีใจความว่า

            ๒๘ มีนาคม ๒๕๔๐

            ถึงลูกบอลใบน้อยสุดที่รักของแม่...

            ในวันนั้นที่แม่ได้ตัดสินใจมอบหนูให้อยู่ในความดูแลเลี้ยงดูของคุณยายนั้น หัวใจแม่แทบขาด มันร้าวรานเหลือทน แต่แม่ก็บอกตนเองว่าต้องอดทนต้องอดทนให้ได้ ถึงวันนี้เราจะต้องจากกัน แต่ก็เป็นการจากชั่วคราว แม่ยังมีโอกาสที่จะไปหาหนูได้ แต่ถ้าแม่ยอมยกหนูให้กับพ่อของหนู เราก็อาจไม่มีโอกาสได้พบกันอีกเลย หรือหนูอาจถูกอบรมสั่งสอนไปในอีกแบบหนึ่งอย่างที่แม่เล็งเห็นแล้วว่า เป็นแนวทางที่ไม่ถูกต้อง ไม่ดีงามสำหรับลูกของแม่ ที่ต้องมีพื้นฐานและสิ่งแวดล้อมที่ดีเพียงพอสะสมไว้ใช้สำหรับการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า ถ้าลูกไปอยู่กับพ่อๆ ของเขาอาจกีดกันแม่ในการที่จะพบลูกแต่ละครั้ง โดยเฉพาะญาติๆ ของเขานั้นต้องกีดกันแม่อย่างที่สุดเป็นแน่...แม่จึงคิดว่าในบรรดาความผิดพลาดของแม่ที่ได้กระทำมาและส่งผลกรรมนั้นมาถึงหนูโดยที่หนูไม่ได้มีความผิดอันใดเลยนั้น อย่างน้อยที่สุดคราวนี้ก็จะเป็นการกระทำและตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดของแม่แล้ว

            ลูกบอลของแม่คงไม่รู้หรอกว่าแม่รู้สึกผิดต่อหนูเหลือเกิน ผิดที่แม่ไม่อาจสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก-ความอบอุ่น-ความเข้าใจและความสุข อย่างที่เด็กอย่างหนูทุกคนต้องการให้เป็นได้ ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน สมัยที่อยู่กันพร้อมหน้าพ่อ-แม่-ลูก แม่ยังจำได้ว่าลูกบอลใบนี้ของแม่มีสภาพจิตใจที่ย่ำแย่มาก แม่คิดว่าคงเป็นเพราะหนูได้เห็นภาพที่พ่อกับแม่ทะเลาะกันเกือบทุกวัน แรกๆ ก็แบบเบาๆ หลังๆ ก็เพิ่มความรุ่นแรงขึ้นเรื่อยๆ จนลูกบอลของแม่เกิดอาการหวาดผวา มีแววตาที่หวาดระแวง เหมือนกับคอยมองว่าพ่อกับแม่จะทะเลาะกันเมื่อไหร่ พอเห็นเค้าของความไม่พอใจระหว่างพ่อแม่ผุดขึ้นมา และพ่อแม่เริ่มพูดจาด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าวใส่กันเท่านั้นแหละ ลูกบอลของแม่ก็จะเริ่มร้องไห้ขึ้นมา และจะวิ่งหาใครสักคนเป็นที่ยึดเหนี่ยว ลูกของแม่น่าสงสารมากในตอนนั้น ลูกไม่รู้หรอกว่าภาพที่ไม่โสภาและบ่อนทำลายจิตใจของลูกนั้น มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ และทำไม? มันเริ่มต้นมาจากการที่พื้นฐานของพ่อแม่เป็นเด็กมีปัญหามาก่อน และมาจากครอบครัวที่แตกแยก มาได้เสียกันและอยู่ด้วยกัน และก็มีหนูขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ นี่ก็เป็นระเบิดเวลาอันหนึ่งที่ตั้งเอาไว้และได้ย้อนมาทำลายครอบครัวของเรา

            วันหลังจากที่ยายรับหนูไปแล้ว ยายได้เล่าให้แม่ฟังว่า ยายเองก็อดสะเทือนใจไม่ได้จนถึงกับน้ำตาไหล หนูยอมเดินตามยายไปอย่างว่าง่าย ซึ่งผิดวิสัยของหนูในยามปกติ หน้าตาหนูแดงน้ำตาซึม พูดพร่ำเพ้อไปตลอดทางว่า “แม่ไม่รักบอลแล้วเหรอๆ ถึงส่งบอลไปอยู่กับยาย ไม่มีใครรักบอลแล้วเหรอ ฮือๆ” พอไปถึงสายใต้ ยายพาหนูขึ้นรถในช่วงที่รถทัวร์เลี้ยวโค้งขึ้นสะพาน หนูหันหน้ากลับมามองกรุงเทพฯอีกครั้งด้วยน้ำตาอาบแก้มแล้วพูดว่า “ลาก่อนนะแม่ แล้วค่อยเจอกันใหม่” แม่ฟังยายเล่าก็ร้องไห้ตามยายไปด้วย มันเป็นเรื่องที่สะเทือนใจทุกคน ทั้งพ่อหนู ทั้งแม่ ทั้งหนูและทั้งยาย จริงๆ เพราะยายเองก็อยากให้อยู่ด้วยกันเป็นครอบครัว ซึ่งก็ไม่ต่างกับแม่และหนู แต่ในความเป็นจริงแล้วมันเป็นไปไม่ได้เลย ไม่ว่าหนทางใดก็ตาม ไม่ใช่ว่าแม่พูดพล่อยๆ ง่ายๆ แต่แม่ได้ใช้ความพยายามทุกวิถีทางจนถึงที่สุดแล้ว ทางออกที่สวยงามที่สุดจึงออกมาในรูปนี้ คือแยกทางกัน พ่อไปทาง แม่ไปทาง หนูไปทาง แต่ยังไงหนูก็ต้องมีอนาคตที่ดีแน่นอน เพราะทางพ่อก็ช่วยส่งค่าใช้จ่ายรายเดือนและค่าเทอมให้กับหนู ส่วนแม่เมื่อทำงานเป็นหลักกว่านี้ก็จะขอรับภาระนี้เสียเอง ส่วนยายก็เป็นเสมือนตัวแทนของแม่คอยอบรมเลี้ยงดูสั่งสอนหนูให้เป็นคนดี รู้ถูกรู้ผิด แม่เห็นว่าอย่างไรความโชคร้ายของหนูในการที่ต้องพรัดพรากจากพ่อและแม่ก็ยังมีความโชคดีแฝงอยู่ สักวันข้างหน้าหนูจะเป็นเด็กที่แข็งแกร่งเข้มแข็งทั้งร่างกายจิตใจสมชายชาตรี สามารถอยู่และเอาตัวรอดในสังคมได้เป็นอย่างดี เพราะผลงานของยายในการเลี้ยงดูหนูจะเป็นตัวบอกแม่ จากเวลาที่ผ่านมามาพอสมควรในการที่ยายได้เอาหนูไปเลี้ยงแทนแม่นั้น ทุกครั้งที่แม่ไปเยี่ยมหนู แม่ได้แลเห็นสิ่งดีๆ ในตัวหนูมากมายที่เกิดจากการอบรมสั่งสอนอย่างถูกต้องและไม่เคยเป็นมาก่อนในตัวของหนูสมัยที่หนูเคยอยู่พร้อมหน้ากับพ่อแม่ แม่เห็นหนูเป็นเด็กที่ไม่เอาแต่ใจตัวเองเหมือนเมื่อก่อน มีความอดทนมากขึ้น รู้จักที่จะรอคอยสิ่งต่างๆ ได้ หนูมีระเบียบวินัยในการทำการบ้านหรือทำงานต่างๆ รู้จักช่วยยายทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ที่เด็กหกขวบสามารถทำได้ หนูรู้จักช่วยเหลือตัวเอง ทั้งอาบน้ำ ใส่เสื้อผ้าและทานข้าวเอง ซึ่งเมื่อก่อนโน้นต้องอ้อนให้แม่ทำให้ตลอด เวลายายไม่สบายหนูก็คอยดูแลยายตามที่แม่สั่งไว้ โดยหายาดมมาให้ยายในเวลาที่ยายเป็นลมและหาน้ำมาให้ยายกินยา แม่สบายใจขึ้นมากที่เห็นหนูกับยายเข้ากันได้ดี ซึ่งเมื่อก่อนยายมักสร้างช่องว่างขึ้นมาระหว่างหนูกับตัวยายเสมอ เพราะยายมัวแต่คิดไม่พอใจกับอดีตว่าหนูเป็นลูกของไอ้ผู้ชายที่ยายไม่เคยต้องการอยากได้เป็นลูกเขยแม้แต่น้อย

            ส่วนแม่เองอยู่ทางนี้ก็ไม่ได้สบายไปกว่าหนูเลย แม่กับพ่อแยกทางกันเป็นการถาวร ต่างคนต่างอยู่กันคนละที่ ต่างมีชีวิตส่วนตัวเป็นของตนเอง ต่างก็มีสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน และเป็นไปอย่างแน่นอนจากปากและจากจิตใจของพ่อและแม่ว่าไม่มีวันและไม่มีทางที่เราจะกลับมาร่วมชีวิตผัวเมียกันอีก แต่เราทั้งสองก็ไม่โกรธเคืองกันอย่างเอาเป็นเอาตายเหมือนกับคู่ผัวเมียไทยคู่อื่นๆ เรามีความคิดค่อนข้างเป็นฝรั่งในเรื่องแบบนี้ และสามารถแยกส่วนแยกเรื่องได้ ก็เป็นแค่เพื่อนร่วมโลกหรือคนเคยรู้จักกันมาก่อน หรือเป็นเพียงอดีตผัวเมียกันเท่านั้น ตอนนี้พ่อเขาก็ใช้ชีวิตของเขาอย่างเสรี อยากกิน อยากเที่ยว อยากดื่ม หรืออยากอะไรเขาก็ทำตามใจของเขาอย่างเสรี ไม่มีแม่เป็นเสี้ยนหนามชีวิตเขาอีกต่อไป เท่าที่ดูท่าทีแล้วเขาคงจะมีครอบครัวใหม่ในไม่ช้า แต่คงมีเป็นตัวเป็นตนไม่สุกเอาเผากินหรือลักลอบเหมือนตอนที่อยู่กับแม่ ซึ่งแม่เองก็ขอภาวนาเอาใจช่วยให้เขาจงเลิกความประพฤติเหลวแหลกไร้ระเบียบและมักง่ายที่ผ่านมาในอดีตเสีย แล้วไปตั้งต้นใหม่กับผู้หญิงดีๆ ที่คู่ควรกับเขาสักคน เพราะแม่ไม่มีความรู้สึกใดๆ หลงเหลืออยู่กับพ่อของลูกเลย ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์รัก อารมณ์เกลียด อารมณ์โกรธ อารมณ์น้อยใจ หรือทุกๆ อารมณ์ที่แม่เคยมีกับเขามันสูญหายไปอย่างหมดสิ้นในวันที่แม่ได้ตัดสินใจเด็ดขาดที่จะแยกทางกับเขา หลังจากที่แม่ได้พยายามแก้ไขปรับปรุงติดตามประเมินผลพฤติกรรมของเขาและแม่มานานพอสมควร แล้วตาชั่งของแม่มันก็ออกมาที่ “แยกทาง” เป็นคำตอบสุดท้าย หนูอย่าได้ห่วงว่าแม่จะทุกข์โศกในเรื่องแบบนี้เลย แม่พ้นทุกข์แล้วนะลูก นอกจากนี้แม่ก็ดำเนินชีวิตไปตามวิถีทางที่แม่ได้เลือก แม่มีอิสระ แม่ศึกษาเพิ่มเติม แม่ทำงานมีรายได้ ถึงแม้จะไม่มากและไม่มั่นคงนก แต่เร็วๆ นี้จะมั่นคงและรับผิดชอบส่งเสียให้การศึกษาเพื่ออนาคตของลูกได้ แม่พบผู้ชายคนใหม่ที่แม่เห็นว่าเขาสามารถเป็นสามีที่ดี และเป็นหลักให้กับครอบครัวได้ และมีทัศนคติที่กว้างไกล พบผู้ชายคนใหม่ที่แม่เห็นว่าเขาสามารถเป็นสามีที่ดี และเป็นหลักให้กับครอบครัวได้ และมีทัศนคติที่กว้างไกล ตลอดจนมีความเป็นผู้ใหญ่เพียงพอในการใช้ชีวิตคู่ ที่สำคัญเขาสามารถรับสภาพความจริงของแม่และสามารถรับลูกได้ แต่แม่ก็จะไม่ผลีผลามปล่อยตัวปล่อยใจให้อารมณ์พาไปเหมือนอย่างที่ผิดพลาดมาในคราวที่ได้กับพ่อของลูก ลูกไม่ต้องห่วงแม่ แม่จะดูจะพิจารณาให้ดีที่สุดก่อนที่จะตัดสินใจร่วมชีวิตกับใครอีกสักครั้ง และแม่ขอรับประกันว่าถึงแม้พ่อกับแม่ของลูกต่างก็แยกทางกัน และต่างก็ไปมีครอบครัวใหม่ด้วยกันทั้งคู่แล้วลูกจะสูญเสียทั้งพ่อและแม่หรือสูญเสียความรักจากพ่อและแม่ไปนั้น สำหรับแม่เป็นไปไม่ได้เลย ความรักและสายใยระหว่างความเป็นแม่ลูกของเราไม่มีอะไรมาสลายได้ แม่จะไม่กีดกันในการที่ลูกจะไปเยี่ยมไปเที่ยวหาพ่อของหนูเด็ดขาด หนูยังไปมาได้เสมอ ระหว่างครอบครัวของแม่และครอบครัวของพ่อ และแม่ก็ยังรักหนูเท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

            ท้ายนี้ขอบอกลูกว่าแม่จะรีบศึกษาให้จบ ทำงานเป็นหลัก และสร้างฐานะเพื่อให้เราได้อยู่ร่วมกันตามประสาแม่ลูกอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งถ้าหนูไม่สะดวกใจจะอยู่กับยายเป็นการถาวร แม่ก็ไม่ขอขัดใจ เพราะยายเองก็ต้องการอย่างนั้น และลูกจะเทียวไปเทียวมาระหว่างบ้านแม่บ้างบ้านพ่อบ้างก็ไม่เป็นไร

รักลูกบอลที่สุด

จากแม่ผู้ผิดพลาด