เรื่องสั้นที่ผ่านการพิจารณารอการลงพิมพ์
๑. มืออาชีพ  ของ  เข็มพลอย  ฉบับที่ ๒๔๘๗
๒. จากเด็กหญิงมิโกะ...ถึงเด็กชายลูกบอล  ของ  ศรีสุภางค์  สุขโข  ฉบับที่ ๒๔๘๘

อ่านเรื่องสั้นย้อนหลัง

เรื่องสั้น ฉ.๒๔๘๖

"ทำไม...จึงไม่รัก?"

โดย พริบพันวา

            ดอกลิลลี่สีขาวช่อใหญ่ถูกส่งมาถึงมือหล่อนเหมือนกับทุกเช้าที่ผ่านมา...

            อนามิการับมันจากคนส่งดอกไม้มาถือไว้ในอ้อมแขนอย่างอย่างทะนุถนอม หล่อนดึงการ์ดสีแดงที่ติดมาด้วยโยนลงในถังขยะ หันมาสูดกลิ่นหอมชื่นใจของมันแล้วก็ค่อยจัดแจงพรมน้ำให้ความชุ่มชื้นแก่ดอกไม้ราคาแพงนั้น จนพอใจแล้วนั่นแหละถึงนวยนาดไปแต่งตัว

            ใครนะบอกว่าหล่อนแต่งสีดำได้สวย เพราะมันช่วยส่งให้หล่อนดูโฉบเฉี่ยว มั่นใจและเป็นผู้หญิงยุคใหม่เต็มที่ หญิงสาวยิ้มให้กระจกเงาอย่างปลื้มๆ พลางฉีดน้ำหอมยี่ห้อดังจากฝรั่งเศสเข้าที่ข้อพับ ที่หลังใบหูและที่จะลืมเสียมิได้ก็ที่ร่องอก หล่อนเชื่อเสมอมาว่ามันจะช่วยให้กลิ่นหอมที่แสนจะเย้ายวนเพศตรงข้ามนี้คงอยู่ได้นานเป็นวันทีเดียว

            เสียงเพลงสากลในจังหวะมันๆ จากเสียงร้องของนักดนตรีวงดังจากอเมริกาต้องสะดุดหยุดลงกะทันหันเมื่อหล่อนกดรีโมทปิดสเตอริโอและเคลื่อนกายออกจากห้องชุดหรูในคอนโดมิเนียมใจกลางเมืองนั้นพร้อมกับช่อลิลลี่สีขาวที่บรรจงตระกองกอดมาในอ้อมแขน

            ที่ทำงานของหล่อนอยู่ไม่ไกลจากที่พักนัก ยิ่งเช้าๆ อย่างนี้ขับรถไม่ถึงยี่สิบนาทีก็ถึงที่หมายอนามิกาหอบข้าวของ “สำคัญ” ทั้งหมดขึ้นลิฟต์ปะปนกับเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ หล่อนสังเกตเห็นบางคนปรายตาไปที่ช่อลิลลี่สีขาวแล้วแอบสบตากัน แต่เมื่อเหลือบมาเห็นสายตาของหล่อนที่มองอยู่ก่อนแล้ว ก็รีบหลบตาไปทันทีที่เห็นรอยยิ้มท้าทายของหญิงสาวสวยในชุดสีดำ

            โต๊ะทำงานตัวนั้นยังว่างเปล่า ไม่มีร่องรอยว่าเจ้าของโต๊ะมาใช้งานมันในเช้าวันนี้ อนามิกาบรรจงวางช่อดอกไม้งามนั้นลงไปและไม่ลืมวางการ์ดใบเล็กสีแดงสดไว้เคียงข้าง ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปยังทิศทางตรงกันข้าม หญิงสาวเดินตรงไปอีกมุมหนึ่งของห้อง จัดการวางกระเป๋าถือและแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะทำงานของหล่อน ทันใดสัญชาตญาณก็บ่งบอกว่ามีใครคนหนึ่งกำลังจับตามองหล่อนอยู่

            ใครคนนั้นเพิ่งมาถึงโต๊ะทำงานของเขา และกำลังมองหล่อนด้วยสายตาอย่างที่...หล่อนก็อธิบายไม่ถูก ได้แต่มองตอบกลับไปแล้วเหยียดยิ้มที่มุมปาก เอียงคอแล้วยักไหล่นิดๆ อย่างมีจริต ส่วนเขาก็ยืนถือช่อดอกไม้เก้ๆ กังๆ อย่างไม่รู้ว่าจะเอามันไปวางที่ตรงไหนดี...มันช่างเป็นอากัปกริยาที่อนามิกาเห็นว่า “น่ารัก” ในแบบที่ไม่ซ้ำใคร

             “ดอกไม้สื่อรักจากใจใครคนหนึ่ง...” เสียงล้อเลียนจากเพื่อนโต๊ะข้างๆ ทำให้ทศาต้องถอนหายใจหนักเข้าไปอีก เขายิ้มรับแห้งๆ ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ รู้สึกเหนื่อยทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เริ่มต้น ทำงานเลยสักนิดเดียว หัวสมองเขาเริ่มวนเวียนอยู่กับคำถามเดิมๆ ที่ถามตัวเองซ้ำซากมาเป็นเดือนแล้วว่า เขาจะทำยังไงกับผู้หญิงคนนี้ดี?

            ชีวิตทำงานของหนุ่มนักโฆษณาอย่างเขาดำเนินไปด้วยดีมาตลอด แม้จะไม่เรียบร้อยเป็นผ้าพับไว้แต่มันก็ไม่ถึงขนาดโลนโผนโจนทะยานอะไรนัก แล้ววันหนึ่งมันก็เริ่มสะดุด...สะดุดแบบที่เรียกว่าหัวคะมำเลยก็ว่าได้ ตั้งแต่หญิงสาวสวยผู้พกความมั่นใจมาเต็มกระเป๋าอย่างอนามิกา...เดินเชิดหน้าเข้ามาในชีวิตของเขา

            แม้จะไม่ใช่คนสอดรู้ แต่ชายหนุ่มก็พอรู้มาบ้างว่าหญิงสาวผู้นั้นเพิ่งกลับมาจากสหรัฐอเมริกา ดีกรีปริญญาโทด้านโฆษณาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศนั้นสามารถการันตีได้ดีถึงความสามารถของหล่อน และด้วยเวลาเพียงไม่กี่เดือน หญิงสาวก็สามารถพิสูจน์ตัวเองได้ว่าหล่อนเป็นคนทำงานที่มีฝีมือไม่เป็นสองรองใคร ขณะที่ฝีมือเรื่อง “อื่นๆ” ของหล่อนก็ทำเอาคนทั้งออฟฟิศตื่นหูตื่นตาไม่เว้นแต่ละวัน

            ทศาไม่ปฏิเสธว่าหล่อนเป็นคนสวย ทั้งหน้าตา ผิวพรรณ รูปร่างแถมพกด้วยสมองและฐานะที่ไม่เป็นรองใคร ก็เพราะคุณสมบัติของหล่อนนี่แหละที่เป็นสีสันใหม่ๆ ให้แก่ออฟฟิศนี้ โดยเฉพาะรูปลักษณ์และการแต่งกายที่ “in trend” ราวกับเพิ่งเดินลงมาจากเวทีแฟชั่น และรัศมีความงามและโดดเด่นของหล่อนก็ทำให้เพื่อนร่วมงานหญิงที่เรียกได้ว่าหน้าตาสวยกลายเป็นคน “หน้าตางั้นๆ” และทำให้หญิงสาวธรรมดาๆ บางคนกลายเป็นคนขี้เหร่ไปเลย

            แต่ในทางตรงกันข้าม “สีสัน” ที่จัดจ้านเกินไปก็อาจเป็นพิษกับสายตาและอารมณ์ของเพื่อนร่วมงานได้เหมือนกัน

            แน่นอน...สำหรับเพศเดียวกัน ไม่มีใครชอบหล่อน ทั้งความสวยที่มากเกินไป ทั้งความสามารถที่โดดเด่นและอุปนิสัยมั่นอกมั่นใจ กล้าพูด กล้าแสดงความคิดเห็นโดยไม่อ้อมค้อมแบบชาวตะวันตก ก็เหลือแต่หนุ่มๆ ที่เห็นอกเห็นใจหญิงสาวผู้มาใหม่ ผัดเปลี่ยนกันไปผูกมิตรและขายขนมจีบไปพร้อมๆ กัน

            เขาเองก็ไม่ต่างกับคนอื่นๆ ตรงที่ผูกมิตรกับหล่อนอย่างเพื่อนร่วมงานปกติ ด้วยนึกสงสารเวลาที่ได้ยินเพื่อนร่วมงานสาวๆ จับกลุ่มนินทาหล่อนทุกวัน บ้างก็เล่าขวัญกันเสียๆ หายๆ ไปถึงเรื่องในมุ้ง เขาเองฟังแล้วยังตกใจ บางทีมนุษย์ผู้หญิงก็มีอะไรที่น่ากลัวกว่าที่คิด...

            แล้วสายตาแสดงความเห็นอกเห็นใจของเขาก็คงสื่อสารไปถึงหล่อนได้ ก่อนเที่ยงวันนั้นอนามิกาเดินมาที่โต๊ะทำงานของเขาด้วยท่าทางมาดมั่น

             “ทานกลางวันกันค่ะ คุณทศา” ช่างเป็นคำพูดที่ไม่เผื่อเนื้อที่ไว้สำหรับคำปฏิเสธบ้างเลย เขาคิดแค่แวบเดียวเท่านั้นก่อนจะลุกเดินออกไปพร้อมกันกับหล่อน มื้อเที่ยงวันนั้นหล่อนเป็นคนเลือกร้านอาหาร มันเป็นร้านอาหารอิตาเลียนที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากที่ทำงานนัก...แรกๆ เขารู้สึกอึกอัดกับสายตาของคนรอบข้างที่เหลือบมองหญิงสาวสวยที่นั่งประจันหน้ากับเขา แต่แล้วความช่างพูดช่างเจรจาของหล่อนก็ทำให้เขาผ่อนคลายไปได้มาก หล่อนเล่าเรื่องเกี่ยวกับตัวเองอย่างเปิดเผย ทั้งเรื่องครอบครัว ฐานะความเป็นอยู่ การใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศเพียงสำพังมานานกว่าสิบปี รวมทั้งเรื่องราวของความรัก...

            ฟังดูก็รู้ว่าหล่อนร่ำรวยคนรัก หญิงสาวสวยที่พร้อมด้วยความรู้ความสามารถก็เหมือนดอกไม้หอมที่ใครๆ ก็อยากเชยชม

             “แต่นางก็ยังสนุกกับการเป็นแบบนี้ มีคนรักมากๆ ดีกว่าไม่มีเลย คุณทศาว่าจริงไหม” หล่อนถามโดยไม่ต้องการคำตอบแล้วก็หัวเราะเบาๆ

            ...อดรู้สึกไม่ได้ว่าหล่อนพูดเหมือนคนขาดความรักยังไงก็ไม่รู้ แล้วเขาก็โพล่งออกไปอย่างที่ใจคิด แปลก...ที่ใบหน้าหล่อนเผือดสีลงก่อนจะเข้มขึ้นด้วยสีหน้าท่าทางเหมือนคนหลงทางในเขาวงกตที่จู่ๆ ก็ค้นพลทางออก

            แล้ววันนั้นก็เป็นเหตุโยงใยมาจนถึงวันนี้...

 

            เขาช่างน่ารัก...อาการหลบตาและท่าทางเขินอายนั้นเหมือนเด็กๆ ที่ถูกครูจักได้เวลาแอบกินขนมในชั้นเรียนไม่มีผิด อนามิการู้ดีว่าเขาคงรับมือไม่ถูกกับความจริงใจในแบบของหล่อน แต่ทำยังไงได้ เมื่อหล่อนรักใคร มันผิดตรงไหนที่จะประกาศให้เขาและใครๆ รู้ ยุคนี้สมัยนี้ผู้คนน่าจะเปิดใจกว้างในเรื่องแบบนี้ได้แล้วนะ...หล่อนว่า

            ทศาเป็นผู้ชายในแบกที่หล่อนชอบ เขาเป็นผู้ชายหน้าตาดีที่ไม่ทะนงตัว ไม่หลงตัวเองและค่อนข้างขี้อายนิดๆ เสียด้วยซ้ำ หล่อนว่าเขาเป็นความท้าทายที่น่าลองอย่างไรบอกไม่ถูก และถ้าจะพูดถึงนิสัยใจคอแล้วล่ะก็ หล่อนว่าเขาเป็นคนหนักแน่น มั่นคงและเป็นคนมีน้ำจิตน้ำใจต่อคนอื่น ที่สำคัญเขาเป็นคนฉลาดที่สามารถรู้จักและเข้าใจหล่อนแม้เพียงรู้จักกันไม่นาน คำพูดเถรตรงที่ว่า “ฟังดูเหมือนคุณเป็นคนขาดรัก” ฟังเหมือนคำสบประมาท แต่อนามิกากลับรู้สึกว่าชายหนุ่มคนนี้สัมผัสได้ถึงส่วนเสี้ยวอันลึกล้ำในหัวใจของหล่อนอย่างที่คนอื่นไม่อาจทำได้

            ...คนรอบข้างหลายคนรู้ว่าหล่อนสนุกเหลือเกินกับการสะสมความรัก ยิ่งได้มากเท่าไรก็อยากได้เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ยินดีปรีดาทุกครั้งที่มีคนมารัก และไขว่คว้าเสมอในทุกๆ โอกาส แม้บางครั้งเล็กๆ ในใจร้องเตือนว่ามันมากเกินพอ หล่อนยังไม่ยินยอมสดับฟัง แต่ผู้ชายคนนี้เป็นใครกัน พบกับเพียงไม่นานแต่เขารู้จักหล่อนดีถึงเพียงนี้ได้อย่างไร

            ในไม่ช้า อนามิกาได้ข้อสรุปว่าคนอย่างทศานี่แหละที่คู่ควรกับความรักของหล่อน คู่ควรกับทุกๆ ความทุ่มเท คุ้มค่ากับการเปิดเผยหัวใจรัก แม้วันนี้เขาไม่ซึ้งแต่สักวันหล่อนจะทำให้เขาซึ้ง...

 

            แม้จะมีเรื่องวุ่นๆ แต่วันนั้นทศาทำงานของเขาอย่างมีสมาธิเต็มเปี่ยม...เพลินจนลืมเวลาว่านี่มันปาเข้าไปเกือบห้าโมงเย็นแล้ว ห้าโมงเย็น! เวลาที่เขาหวั่นใจใกล้จะมาถึงอีกครั้งแล้ว

            มือทั้งสองข้างเริ่มชื้นเหงื่อ อาการสะบัดร้อนสะบัดหนาวคล้ายคนเป็นไข้เพิ่มมากขึ้นทุกทีที่เข็มยาวของนาฬิกาหมุนใกล้ถึงเลขสิบสอง ทันใด กลิ่นหอมแรงที่เขาเริ่มคุ้นเคยก็กระจายอยู่ทุกอณูรอบๆ ตัว ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตานิ่งๆ นั้นมีวี่แววของการตัดสินใจเด็ดขาด

             “คุณทศาว่างแน่ๆ เลย วันนี้ใช่ไหมคะ” มาอีกแล้ว คำถามที่ไม่ต้องการการปฏิเสธของหล่อน เขาพยักหน้า “ครับ ผมว่าง” พูดได้เพียงเท่านั้นอนามิกาก็บอกจุดประสงค์ของหล่อนในการชวนเขาไปเป็นเพื่อนซื้อของให้แก่ญาติผู้ใหญ่ของหล่อน

             “เอารถนางไปก็ได้ค่ะ หล่อนเสนอ เขาสนองตอบด้วยการพยักหน้าอีกตามเคย และดูจะกลายเป็นกริยาที่เขาทำบ่อยที่สุดในเย็นวันนั้นก็ว่าได้ หลังจากซื้อข้าวของเสร็จแล้ว หญิงสาวชวนเขารับประทานอาหารเย็นในเรสเตอรองท์หรูตามรสนิยมของหล่อน

            อาหารฝรั่งทั้งคอร์สใช้เวลารับประทานไม่ใช่น้อย แต่หญิงสาวบอกว่าต้องกับรสนิยมและโรคประจำตัวของหล่อน ครั้นเห็นสีหน้างงงันของเขา อนามิกาก็อธิบายเสียงใส

             “กระเพาะนางย่อยไม่ค่อยดีน่ะค่ะ เวลาทานต้องค่อยๆ เคี้ยว ยิ่งเวลาหิวมากๆ อย่างนี้ ทานเร็วๆ ไม่ได้เลย ย่อยไม่ทัน”

            อาการพยักหน้าครั้งที่ร้อยแปดสิบของชายหนุ่มบ่งบอกว่าไม่ติดใจสงสัยอะไร อนามิกาแอบซ่อนยิ้ม...ใช้ไปอีกเล่มเกวียนแล้วเรา ก็อยากอยู่กับเขานานๆ ก็ต้องลงทุนแช่งกระเพาะอาหารของตัวเองหน่อย ฟังดูแล้วก็น่าเชื่อถือดีออก

             “คุณอนามิกาครับ ผมอยากคุยกับคุณมาหลายวันแล้ว...” ทศาอึกอัก ยิ่งเห็นสีหน้ายิ้มปลื้มของหล่อน เขาก็ยิ่งพูดลำบาก

             “ขอบคุณสำหรับดอกไม้ แต่มันไม่เหมาะกับผมเลย ผมคิดว่าคุณคงเข้าใจ”

             “คุณทศาลำบากใจที่จะรับดอกไม้” หล่อนอุทานอย่างแปลกใจจริงๆ “ไม่เป็นไรค่ะ จริงๆ แล้วมันก็เป็นเพียงสัญลักษณ์ถึงความนัยบางอย่างเท่านั้น อย่าซีเรียสกับมันเลยค่ะ”

            ชายหนุ่มมองหล่อน ดวงตาของเขาจ้องตรงที่ดวงตาของหล่อนไม่หลบ “ผมทราบว่าคุณไม่ซีเรียส แต่สำหรับผม ผมลำบากใจที่จะรับมันจากคนที่ผมไม่ได้รัก”

            หล่อนกำลังนึกสนุกกับการหาถ้อยคำตอบโต้อยู่ทีเดียว แล้วจู่ๆ เขาก็ระเบิดคำพูดที่หล่อนไม่อยากได้ยินขึ้นมาเสียเฉยๆ อย่างนั้นแหละ หญิงสาวเม้มปาก แล้วก็ยิงคำถามไปที่เป้าหมายอย่างไม่อ้อมค้อม

             “คุณมีคนรักแล้ว

             “ไม่ครับ ผมไม่มีใคร” ทศาตอบไปตามความจริง เขาไม่นึกว่าการโกหกจะเป็นวิธีแก้ปัญหา เท่าที่เขามองเห็น ผู้หญิงคนนี้เป็นคนจริงคนหนึ่ง ถ้าเขาบอกว่าไม่ หล่อนก็น่าจะยอมรับได้

             “แล้วทำไมคุณไม่รักนาง เคยมีผู้หญิงคนไหนทำอะไรให้คุณขนาดนี้ไหมคะ”

             “ไม่เคยครับ” เขาเลือกตอบคำถามแรกก่อน ไม่อยากจะบอกเลยว่าสิ่งที่หล่อนทำนั้นเขาไม่ได้ชื่นชมอะไรนักหนา ส่วนเหตุผลของความไม่รักนั้น ส่วนหนึ่งมันก็มีสาเหตุจากสิ่งที่หล่อนทำนั่นแหละ “ถ้าจะให้พูดกันตรงๆ ผมไม่เคยพบผู้หญิงคนไหนที่ทุ่มเททำเพื่อความรักมากเท่าคุณมาก่อน และผมยอมรับว่าคุณเป็นผู้หญิงที่...มีความสามารถและ...สวย แต่สำหรับผม สิ่งที่คุณมีมันอาจจะมากกว่าที่ผมต้องการ”

             “คุณกำลังจะพูดเหมือนกันว่าดิฉันดีเกินไป” หล่อนเปลี่ยนคำเรียกแทนตัวเอง “เบื่อคำพูดอะไรแบบนี้จังค่ะ ไหนๆ พูดกันตรงๆ แล้ว ก็ตรงให้ตลอดเถอะค่ะ ดิฉันอยากได้เหตุผลที่ดีกว่านี้” ท้ายเสียงของหล่อนห้วนจัด

            ชายหนุ่มถอนใจ รู้สึกฉุนขึ้นมานิดๆ “คุณจะหาเหตุผลจากความรักหรือไม่รักไม่ได้หรอกนะ คุณอนามิกา ผมชี้แตงให้คุณฟังเป็นข้อๆ ไม่ได้ มันเป็นเรื่องของความรู้สึก มีคนถมไปที่ไม่ได้รักใครเพราะเขาดีเลิศ แต่รักเพราะเขาเป็นเขา บางทีความเป็นเขาอาจจะแสนเลวร้าย แต่ถ้าเรารักมันก็รัก และถ้าไม่รัก มันก็ไม่รัก...

            ...มีใครไหมที่มารักคุณแล้วคุณไม่รักตอบเขา ลองทบทวนดู แล้วคุณจะเข้าใจความรู้สึกของผม”

 

             “มีใครไหมที่รักคุณแล้วคุณไม่รักตอบเขา”

            เสียงของ “ผู้ชายคนนั้น” ยังดังก้องกลับไปกลับมาในโสดประสาทของหล่อน วินาทีแรกที่ได้ยินคำถาม คำตอบก็ผุดขึ้นในใจโดยอัตโนมัติ...เยอะแยะไป คนที่หล่อนไม่รักตอบ คนที่หล่อนบอกปัดความรักอย่างไม่ไยดี บางคนเหมือนจะรักแต่ลงท้ายแล้วหล่อนก็เบื่อและเป็นฝ่ายทอดทิ้งเขาก่อนเสียทุกที

            แต่คนที่ไม่รักตอบหล่อนนี่สิ...อนามิกาไม่อยากจะรับกับตัวเองเลยว่า “เขา” ...เขาเป็นคนแรก มันยากเหลือเกินที่จะทำใจกับความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคยนี้ ไม่เข้าใจเลย...มันยากอะไรตรงไหนกับการรักผู้หญิงดีๆ อย่างหล่อน ผู้หญิงที่ทั้งรูปสวย รวยทรัพย์ และฉลาด แล้วตัวเขาเองล่ะมีดีเท่าบรรดาชายหนุ่มที่เคยมาสยบอยู่แทบเท้าหล่อนหรือก็เปล่า

            หญิงสาวอัดควันบุหรี่เข้าสู่ปอด หล่อนรู้สึกเครียดจัด คือที่ผ่านมาคือวันเวลาอันแสนยืดยาวในความรู้สึกของหล่อน ความคิดคำนึงวนเวียนอยู่แต่คำว่า “ทำไม” แม้บางครั้งหล่อนรู้สึกเหมือนว่าคำตอบอยู่ใกล้แค่ปลายจมูกนี่เอง

            เสียงทุ้มๆ ของนาฬิกาเรือนใหญ่ตีบอกเวลาหกโมงเช้า ทันใดเสียงกริ่งก็ดังขึ้น เท้าทั้งสองข้างพาหล่อนไปหยุดยืนอยู่หน้าประตูห้องโดยอัตโนมัติ หญิงสาวเปิดประตูเพื่อรับดอกลิลลี่สีขาวช่อใหญ่จากคนส่งดอกไม้ การ์ดสีแดงแจ้งรักใบนั้นแนบมาด้วยเหมือนกับทุกครั้ง แต่เช้าวันนี้เป็นครั้งแรกที่หล่อนหยิบมันขึ้นมาเปิดอ่านแทนที่จะโยนลงถังขยะ

             “ดอกลิลลี่สีขาวแทนความรักอันบริสุทธิ์ที่ผมมีต่อคุณ...ภากร”

            ความรักอันบริสุทธิ์...หญิงสาวทวนอย่างงงๆ นึกถึงชายหนุ่มเจ้าของดอกไม้ที่เปี่ยมไปด้วยคุณสมบัติอันดีเลิศไม่แพ้หล่อน เขาหล่อ รวย ฉลาดและหลงรักหล่อนเต็มหัวใจ น่าเสียดาย แต่ว่า...หล่อนไม่รักเขา

            หญิงสาวก้มลงมองดอกลิลลี่สีขาว พลันกลีบสวยๆ ของมันถูกหยาดน้ำใสตกต้องปะปนไปกับหยาดน้ำที่พรมพร่าง พร้อมๆ กับที่อนามิกาได้พบคำตอบแล้วว่า

           “ทำไมจึงไม่รัก