เรื่องสั้นที่ผ่านการพิจารณารอการลงพิมพ์
๑. ทำไม...จึงไม่รัก?  ของ  "พริบพันวา"  ฉบับที่ ๒๔๘๖ 

อ่านเรื่องสั้นย้อนหลัง

เรื่องสั้น ฉ.๒๔๘๕

"การมาเยือนของนักเขียน (ใหม่)"

โดย ชิด ชยากร

            ความรู้สึกกระอักกระอ่วนที่ก่อตัวขึ้นก่อนหน้านี้ คล้ายกับว่ากำลังทยอยสูงขึ้นทุกขณะ จิตใจของข้าพเจ้าอึดอัด ไม่อยากจะเจอกับสิ่งกำลังมาเยี่ยมเยียนในไม่กี่นาทีข้างหน้า ข้าพเจ้ายอมรับว่าหวาดหวั่นและขลาดกลัวมาก แต่นั่นเป็นเพียงความรู้สึกของตนเอง คนอื่นที่กำลังจะประสบกับเหตุการณ์เช่นนี้ อาจไม่เป็นเหมือนข้าพเจ้าก็ได้

            และแล้ว...สิ่งนั้นพลันมาถึงหน้าบ้าน

            มอเตอร์ไซค์กลางเก่ากลางใหม่ มากับผู้ขับขี่ข้าพเจ้าคุ้นเสียงมากกว่าคุ้นหน้า แม้ว่าข้าพเจ้าเคยเจอเขาเพียงครั้งเดียว แต่มีอยู่หลายครั้งที่เขาโทรศัพท์มาหา เพื่อปรึกษาเรื่องงานเขียนที่เขาติดขัด ซึ่งข้าพเจ้ายินดีให้คำแนะนำมาโดยตลอด แต่การที่เขามาเยี่ยมข้าพเจ้าถึงบ้านในวันนี้ กลับก่อนความเครียดให้แกสมองข้าพเจ้าอย่างหนักหน่วง

            บุรุษหนุ่มคนนั้นยกมือไหว้ข้าพเจ้าในฐานะผู้อาวุโสกว่า ข้าพเจ้ารับไหว้พร้อมกับลอบเพ่งพินิจหน้าตาท่าทางของเขา

            ผู้มาเยือนวัยไม่เกินยี่สิบห้า รูปร่างสูงโปร่งหน้าตาหล่อนเหลา ดูแล้วเขาไม่น่าก้าวมาอยู่ในวงการบันเทิงน่าจะเหมาะสมกว่า

            สถานที่รับแขกของข้าพเจ้า คือโต๊ะและเก้าอี้ไม้ที่วางอยู่นอกบ้าน ใต้ร่มเงาหูกวางใหญ่โบดก สายลมโชยยามสายทำให้ความโหดร้ายของประกายตะวันผ่อนผันลงไปมาก

            เขาเปิดกระเป๋าใบใหญ่ใหญ่ที่ถือว่า หยิบกระดาษปึกหนาส่งให้ข้าพเจ้า

             “มีหลายเรื่องนะพี่ เป็นเรื่องยาวสองเรื่องเรื่องสั้นห้าเรื่อง พูดถึงเรื่องสั้นแล้ว ผมรู้สึกหนักใจ เขียนทีไรมันจบไม่ลง กว่าจะขมวดให้จบได้ เปลืองกระดาษตั้งเกือบยี่สิบห้า ดูไปดูมากลายเป็นเรื่องยาวไปทุที”

            ข้าพเจ้าลองเปิดเรื่องสั้นที่เขาส่งมาให้ดู

             “อืม...ค่อนข้างยาวเกินไป อย่างนี้ลำบากเรื่องหาสนามลง หน้ากระดาษสำหรับดีพิมพ์เรื่องสั้นในนิตยสารต่างๆ มีจำกัด ทำไมไม่ลองตัดเนื้อหาหรือประเด็นที่ไม่สำคัญออก เรื่องจะได้สั้นและการขับขึ้น”

             “เขาหัวเราะเบาๆ

             “นี่แหละครับคือเหตุผลที่ผมนำมาให้พี่อ่าน ฐานะของพี่คือนักอ่านซึ่งทรงทั้งคุณวุฒิและวัยวุฒิ พี่ต้องชี้แนะข้อบกพร่องให้ด้วย แต่ผมไม่รีบนะ พี่มีเวลาเมื่อไรค่อยอ่านก็ได้”

            ดูสิ เขาไม่ได้บีบคั้นเร่งรัดอะไรเลย แต่ทุกข์ในใจข้าพเจ้ากลับยังไม่ผ่อนคลาย นึกถึงงานเขียนของเขาแล้ว จำได้ว่าเคยผ่านสายตาของข้าพเจ้ามาบ้าง แต่เพียงสามหรือสี่เรื่องเท่านั้น ไม่เลวทีเดียวสำหรับนักเขียนมือใหม่คนนี้ ความตึงใจและความพยายามอยู่ในชั้นสูง ลีลาสำนวนดูแล้วใช้ได้ ถ้าได้รับการขัดเกลาเรื่องภาษาสักเล็กน้อย อนาคตน่าจะไปได้ไกล

             “งั้นขอเวลาสักสองเดือน จะได้มีเวลาพิจารณาให้ละเอียดถี่ถ้วน ถ้าเห็นว่าตรงไหนไม่ดีจะแก้ไขให้ แต่ขอบอกก่อนว่า พี่เป็นแค่คนชอบอ่านหนังสือ...ไม่ใช่นักเขียน”

             “ครับ ที่ผมมาหาพี่เพราะพี่เป็นนักอ่าน ผมอยากจะรู้ถึงความคิดของนักอ่านว่าส่วนดีส่วนด้อยที่ผมเขียน จะแก้ไขต่อเติมอย่างไรจึงจะดีกว่าเดิม พี่ต้องช่วยผมนะ”

            ข้าพเจ้ายิ้มรับคำขอของเขา

             “ได้...เอ แล้วเรื่องยาวสองเรื่องนี้แนวเดียวกันหรือเปล่า” ข้าพเจ้าจำได้ว่าเรื่องจากปลายปากกาของเขา มักจะมีแนวเรื่องคล้ายคลึงกัน

             “คล้ายกันครับ ผมเขียนได้แต่แนวลึกลับซับซ้อนกึ่งไสยศาสตร์ ผมว่ามันน่าอ่านตรงที่พูดถึงกฎแห่งกรรม บาปบุญคุณโทษ เรื่องเหล่านี้มันฝังรากลึกอยู่ในแก่นใจของคนไทย ถ้าจะให้ผมไปเขียนนิยายรักหรือตลกบู๊โชกเลือด ผมเขียนไม่ได้แน่...ยากจะตายไป”

            เขาสารภาพให้ข้าพเจ้าฟังตรงไปตรงมา

             “ไม่เป็นไรนี่ เขียนแนวที่ถนัดเป็นสิ่งแถวต้องแล้ว เพียงแต่ต้องมุ่งมั่นทำให้จริงจังและข้อสำคัญต้องอ่านหนังสือให้มาก การเขียนเรื่องยาวข้อมูลที่เขียนถึงเป็นสิ่งสำคัญมาก และยังต้องอ่านงานเขียนของคนอื่นด้วย ปกติได้อ่านงานนักเขียนอื่นบ้างไหม”

             “ผมชอบเขียน จึงไม่ค่อยมีเวลาอ่านหนังสือ แหม...พี่รู้ได้อย่างไรว่า ผมอ่านหนังสือมาน้อย”

            ข้าพเจ้าไม่บอกเขาหรอกว่า ข้าพเจ้าทราบเรื่องนี้มาจากเพื่อนคนหนึ่ง ซึ่งเป็นนักอ่านที่เขาเคยแวะเวียนไปหา เรื่องของเขาที่ข้าพเจ้าทราบหาได้มีเพียงแค่นี้ไม่

             “รู้...ก็เรื่องที่เคยให้พี่อ่าน บางเรื่องข้อมูลหละหลวม พี่ว่ามันน่าจะมาจากจาดการค้นคว้า หรืออ่านหนังสือมาน้อยกว่าสาเหตุอื่น หรือไม่ค่อยได้ซื้อหนังสือ...”

            เขาหัวเราะเขินๆ เมื่อรู้สึกตัวว่าข้าพเจ้ารู้ทัน

             “บางครั้งยืนอ่านในร้านขายหนังสือ แต่ส่วนมากจะอ่านจากห้องสมุดประชาชน แต่ห้องสมุดประชาชนไม่ดีตรงที่หนังสือมักจะมีไม่ครบชุด นิยายบางเรื่องขาดไปตั้งหลายเล่ม เจ้าหน้าที่บรรณรักษ์บอกว่าโดนขโมยไปบ้าง คนยืนไปอ่านแล้วไม่ส่งคืนบ้าง หนังสือที่ผมชอบอ่านมักจะเป็นนวนิยายเรื่องยาว แนวเดียวกับที่ชอบเขียน”

            เขายกตัวอย่างนักเขียนและนวนิยายที่เขาชื่นชอบให้ผมฟัง

             “นักเขียนที่ผมชอบคือ พนมเทียน ผมเคยอ่านเรื่อง สกาวเดือน แววมยุรา มัสยา และจุฬาตรีคูณ มาแล้วหลายรอบ แต่เรื่องที่คิดจะอ่านมากในตอนนี้คือ เพชรพระอุมา ผมไม่เคยได้สัมผัสกับความยิ่งใหญ่ของ รพินทร์ ด้วยสายตาตนเอง เคยได้ยินเพียงคนโน้นคนนี้พูดถึง อยากรู้จัก ดาริน วราฤทธิ์ อยากรู้จัก แงซาย พี่ว่าถ้าผมเริ่มอ่านเพชรพระอุมาในตอนนี้ จะสายไปหรือเปล่า”

             “คำถามและสายตาที่เขามองข้าพเจ้า คล้ายแฝงไว้ด้วยความหมายลึกซึ้ง

             “ไม่หรอก...ถึงแม้จอมพรานอย่างรพินทร์ไพวัลย์ จะผ่านจุดกำเนิดมาแล้วหลายปี แต่นามของบุคคลผู้นี้ ไม่มีวันตายไปจากความทรงจำของนักอ่านเมืองไทย แล้วเรื่องอื่นไม่คิดอยากอ่านบ้างหรือ”

             “อีกเรื่องที่สนใจ เป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์ของ ยาขอบ เรื่อง ผู้ชนะสิบทิศ ผมอยากอ่านเพราะชอบเพลงที่ชรินทร์ นันทนาคร ร้องไว้ว่า ฟ้าลุ่มอิระวดี คืนนี้มีแต่ดาว แจ่มแสงแวว วาว ฮือ ฮื้อ...อือ...ฮือ...เด่นอะคร้าวสว่างไสว ความไพเราะของบทเพลงนี้ ทำให้ผมอยากกลับเข้าไปในมิติแห่งอดีตกาล”

            คำตอบของเขาสร้างความหวาดวิตกแก่ข้าพเจ้าอย่างรุนแรง แต่ก่อนที่เขาจะพูดอะไรต่อข้าพเจ้าเหมือนกับจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงกล่าวขัดจังหวะกลางคัน

             “ตายละ...แขกมาตั้งนานแล้ว ยังไม่ได้เอาน้ำท่ามาค้อนรับ...นั่งรอสักครู่นะ”

            ข้าพเจ้าไม่รอคำตอบจากเขารีบผลุนผลันจากเก้าอี้เดินเข้าไปในบ้าน ภรรยาของข้าพเจ้ากำลังจัดอาหารว่างเตรียมต้อนรับแขกอยู่ในครัว กาแฟและขนมปังร้อนๆ เสร็จพอดีกับที่ข้าพเจ้าไปถึง

 

            การสนทนาระหว่างอาหารว่าง เนื้อหาวนเวียนอยู่ในแวดวงวรรณกรรม ข้าพเจ้าเห็นใจและเข้าใจในความมุ่งมั่นของเขา จุดอ่อนที่ข้าพเจ้าพบคือ การใช้ภาษาไทยที่ไม่ค่อยลงตัวนัก เขามักใช้ภาษาสมัยใหม่ในเรื่องที่เป็นเนื้อหาสมัยเก่า ซึ่งชายวัยบั้นปลายชีวิตเช่นข้าพเจ้าไม่อาจทำใจกว้างยอมรับกับสิ่งเหล่านี้ได้ ไม่นะ...ข้าพเจ้าไม่ได้ต่อต้านหรืออคติเขา นี่เป็นความรู้สึกจากเบื้องลึกจริงๆ

            คำพูดที่ไม่ขาดช่วงปนกับเสียงหัวเราะในบางครั้ง ดูเหมือนว่าจะเป็นบรรยากาศที่ดีในการสนทนา

            วันวัยที่ผ่านพ้นฝนฟ้ามากกว่าห้าสิบฤดู ทำให้ข้าพเจ้าพอจะรู้ว่า เขาไม่ต้องการแค่พูดคุยกับข้าพเจ้าเท่านั้น เขายังมีจุดประสงค์อื่นในใจแน่ ข้าพเจ้าจะคาดเดาถูกรหือไม่ยังไม่แน่ใจวิธีหยั่งความคิดของเขา ไม่มีอะไรดีไปกว่าแสร้งเปิดทางให้เขาเดิน

             “จะไปดูหนังสือในห้องสมุดของพี่ไหม ถ้าอยากดู...เชิญ”

            ข้าพเจ้าเอ่ยปากชวนเชิญเขา ทั้งที่คำพูดเหล่านี้ข้าพเจ้าไม่อยากจะเอ่ยปากออกมา

            แวบหนึ่งประกายตาของเขาฉาบแววโรจน์ เหมือนสบใจหรือกำลังพบพานสิ่งที่ต้องการปฏิกิริยาที่แสดงออกมาแม้เป็นระยะเวลาเพียงน้อยนิด ก็มิอาจรอดพ้นจากสายตาซึ่งเริ่มฝ้าฟางได้ น้ำร้อนที่ข้าพเจ้าเคยอาบมาก่อน ดูท่าว่ายังจะร้อนจนถึงขณะนี้

             “ถ้าไม่รบกวนความเป็นส่วนตัวของพี่มากเกินไป ผมต้องบอกตรงๆ ว่าอยากดู”

             “งั้นตามมาเลย เผื่อมีหนังสือถูกใจให้อ่าน”

            ประโยคที่ข้าพเจ้าเอ่ย เป็นเพราะมารยาทเจ้าของบ้านเท่านั้น

 

            ข้าพเจ้านำเขาเข้าไปในห้องสมุดส่วนตัว ห้องนี้มีเนื้อที่ยี่สิบห้าตารางเมตร ผนังทั้งสี่ด้านมีชั้นวางหนังสือสูงราวสองเมตร แต่ละชั้นที่มีหนังสือวางแยกประเภทเป็นหมวดหมู่ นี่นับเป็นสมบัติชิ้นหนึ่งที่ข้าพเจ้ารักและหวงแหน แต่คงจะเป็นแค่สิ่งมีค่าในสายตานักอ่านเท่านั้น ส่วนในความคิดคนอื่น มันคงเป็นได้แค่สิ่งรกเรื้อที่กำลังรอการถูกทำลาย ข้าพเจ้านับว่ายังโชคดีที่มีภรรยาเข้าใจในความรู้สึกของคนรักหนังสือ

            ทันทีที่สายตาคมกริบของเขาสัมผัสกับหนังสือบนชั้นวาง ท่าทีตื่นเต้นแปบกใจปรากฎบนสีหน้าแจ่มชัด

             “พี่...ผมคิดว่านี่น่าจะเป็นห้องสมุดประชาชนที่ไหนสักแห่ง ทำไมหนังสือมากมายถึงขนาดนี้”

             “ไม่มาก ยังน้อยกว่าเพื่อนทุกคนที่เป็นนักอ่าน หนังสือพวกนี้เพิ่งจะเก็บได้ประมาณยี่สิบปี ส่วนก่อนหน้านี้ซื้อมาอ่านแล้วไม่ค่อยได้สนใจ ให้คนอื่นบ้างทิ้งไปบ้าง บางส่วนกลายเป็นอาหารของปลวก กว่าจะคิดเก็บอย่างจริงจังก็จวนจะสายไปแล้ว...เดินชมดูได้ตามสบายนะ”

            ข้าพเจ้าปล่อยให้เขาใช้เวลาส่วนตัวอย่างอิสระ ห้องสมุดแม้จะแคบและเล็ก แต่อากาศจากภายนอกถ่ายเทได้สะดวก กระแสลมยามสายช่วยระบายความร้อนได้อย่างดีเยี่ยม

            ขณะที่ก้าวเท้าออกนอกห้อง ข้าพเจ้าพลันรู้สึกว่าความระส่ำระสายของจิตใจก่อตัวขึ้นอีกครั้ง ข้าพเจ้ากังวลและเป็นห่วงกับความเป็นไปในห้องสมุด ความคิดที่เก็บกดทำให้อดคิดไม่ได้ ในที่สุดจำต้องประพฤติตัวแบบคืนสอดรู้สอดเห็น ข้าพเจ้าแอบมองเขาจากมุมหนึ่งของนอกห้อง โดยที่เขาไม่มีโอกาสรู้ตัว

            เขาเดินมองหนังสืออย่างสนอกสนใจ โดยเฉพาะชั้นวางที่เป็นนวนิยายไทย ข้าพเจ้าเห็นเขาหยิบเล่มโน่นเล่มนี้มาดูอย่างพิเคราะห์ บางเล่มถูกเปิดพลิกไปมา เล่มไหนที่สนอกสนใจเป็นพิเศษ เขาจะหยิบออกมาจากชั้นวาง คงตั้งใจเอาไปนั่งอ่านตรงใต้ต้นหูกวาง

            ในใจข้าพเจ้าบอกว่า ไม่ชอบเลยกับอาการพลิกเปิดหน้าหนังสือ ที่เขากระทำอย่างรุนแรงและค่อนข้างหยาบ เขาทำเหมือนกับว่าหนังสือไม่มีชีวิตจิตใจ ไม่กลัวว่ามันจะยับหรือขาด แล้วเขาจะเป็นนักเขียนที่ดีได้หรือ ในเมื่ออาการที่แสดงออกต่อสิ่งซึ่งเรียกได้ว่าเป็นครูของนักเขียน ดูแล้วช่างโหดร้าย ใจของข้าพเจ้าเจ็บแปลบเมื่อเห็นของรักของหวงตกอยู่ในบ่วงการย่ำยี

            ครู่ใหญ่ เขาหอบหนังสือกองโตออกมานั่งที่โต๊ะเดิม ข้าพเจ้ายังคงวนเวียนแอบดูเขาอยู่ห่างๆ เขานั่งตามลำพัง ความคิดของเขาถูกปล่อยให้เลื่อนไหวไปตามครรลองของตัวอักษร ดูท่าทางเขามีความสุขอย่างยิ่งยวด แต่ข้าพเจ้าเล่า...ยิ่งเห็นเขาเปิดหนังสือครั้งใด อยากร้องไห้ตามทุกครั้งไป

            ข้าพเจ้าไม่เป็นอันทำอะไรเพราะจิตใจไม่ปกติ พยายามปลอบตัวเองว่าอย่าคิดอะไรมากนี่เป็นเพียงเหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ ความน่าวิตกที่อยู่ในความคิด รออยู่ข้างหน้าไม่ใช่หรือ...มันน่ากลัวกว่ามาก

            เกือบชั่วโมงที่ข้าพเจ้าปล่อยให้เขาเริงร่าอยู่กับลีลาพยัญชนะ เขาไม่ได้อ่านเพียงอย่างเดียว แต่ยังหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กมาจดโน่นจดนี่ ท่าทีที่ใจจดจ่อต่อหนังสือ ทำให้รู้สึกเห็นใจเขามาก แต่กระนั้นก็เถอะ...สิ่งเหล่านั้นกลับเพิ่มความหนักใจให้แก่ข้าพเจ้านับทวีคูณ

            เมื่อเห็นสมควรแก่กาลเวลา ข้าพเจ้าจึงปั้นหน้าเดินยิ้มแย้มเข้าไปหาเขา

             “อ่านได้มากไหม”

            เขาเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้ข้าพเจ้า

             “ได้ความรู้มากครับ ผมอยากจะมานั่งอ่านหนังสือที่นี่ทั้งวัน แต่วันนี้คงได้แค่นี้เพราะผมมีนัดตอนสิบเอ็ดโมง ผมจะเอาหนังสือไปเก็บนะครับ”

            ข้าพเจ้าเดินไปหองสมุดกับเขา เมื่อถึงที่หมายเขาเอาหนังสือไปวางบนชั้น หนังสือที่ถูกเปิดอย่างไร้การทะนุถนอม คงต้องรอกาลเวลาฟูมฟักรักษาให้คลายความบอบช้ำ และนั่นย่อมนับรวมถึงจิตใจของข้าพเจ้าด้วย

             “เอ๊ะ...พี่” เขาทำท่าแปลกใจเมื่อเห็นบางชั้นวางไม่มีหนังสือ” หนังสือที่วางตรงนี้ล่ะ หายไปไหน”

            ชั้นวางหนังสือที่เขาชี้ให้ข้าพเจ้าดู มีเพียงกระดาษสีขาวแผ่นเด็กเขียนไว้ว่า เพชรพระอุมา ผู้ชนะสิบทิศ แต่หาได้มีหนังสือเรื่องดังกล่าวไม่

             “อ้อ ทั้งสองเรื่องนี้ น้องชายที่อยู่ต่างจังหวัดยืมไปอ่านสองเดือนแล้ว ยังไม่เห็นส่งคืนคงจะยังอ่านไม่จบ เพราะแต่ละเรื่องยาวมาก ถ้าอยากอ่านต้องรอก่อน เขาเอามาคืนเมื่อไรจะบอกให้ทราบ”

            ข้าพเจ้าสังเกตเห็นความรู้สึกในแววตาของเขา แฝงความผิดหวังไว้ไม่น้อย

            ขณะลากลับบ้าน เขาบอกกับข้าพเจ้าว่า

             “วันนี้ผมตั้งใจจะมายืมเพชรพระอุมาทั้งชุด แต่พี่ให้คนอื่นยืมไปแล้ว...ไม่เป็นไรครับ วันหน้าผมจะแวะมาใหม่ เผื่อเขาจะเอามาคืน หรือไม่ก็อาจจะหาเรื่องอื่นสักเรื่องสองเรื่อง”

            เขาจากไปพร้อมกับความโล่งใจของข้าพเจ้า

            เขาจะรู้บ้างไหมว่าทั้ง เพชรพระอุมา และผู้ชนะสิบทิศ เป็นนวนิยายไทยที่ข้าพเจ้าหวงแหนมาก อย่าว่าแต่จะยืมไปเลย แม้เขาจะมาขออ่านที่นี่ ข้าพเจ้าก็ไม่ปรารถนาจะให้อ่าน อีกอย่างนิสัยการยืมแล้วไม่คืนของเขา เคยแว่วมาเข้าหูข้าพเจ้าบ่อยครั้ง ความหวาดวิตกของข้าพเจ้าจึงมาจากจุดนี้เอง

            คงอีกนานกว่าหนังสือทั้งสองเรื่องนี้จะได้ขึ้นชั้นวางอีกครั้ง เพราะขณะนี้มันนอนสงบอยู่ภายในกล่องกระดาษใต้เตียงเรียบร้อยแล้ว

          ต้องขอบคุณเวลาช่วงที่ข้าพเจ้าเดินเข้าครัว เพื่อไปยกอาหารว่างมาต้อนรับเขา เพราะช่วงนั้นข้าพเจ้าพอมีเวลาแวะเข้าไปทำธุระที่ห้องเก็บหนังสือ