เรื่องสั้นที่ผ่านการพิจารณารอการลงพิมพ์

อ่านเรื่องสั้นย้อนหลัง

 

เรื่องสั้น ฉ.๒๔๘๒

"นกลาคกับกิ่งหลิว"

โดย พนมพร

            เย็นนี้ เหอลี่กำลังยุ่งกับอาหารมื้อค่ำของตัวเองเหมือนอย่างเคย ภายในห้องพักเล็กๆ บนชั้น ๒๔ ของคอนโดมิเนียมกลางมหานครปักกิ่ง เธอไม่รู้สึกว้าเหว่หรือเงียบเหงา เธอชินเสียแล้วกับชีวิตแบบนี้นับสิบปีหลังสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ด้วยวิชาเลือกภาษาไทยทำให้เธอเข้ารับราชการในสถานีวิทยุเสียงปักกิ่งภาคภาษาไทย แม้เงินเดือนจะน้อยไปหน่อยแค่สองพันหยวน อาจไม่มากเท่าเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยบางคนที่เลือกทำงานกับบริษัทต่างชาติก็ตาม แต่เธอก็สนุกกับงานในหน้าที่มีทั้งงานแปลข่าว อ่านข่าว และเขียนบทความภาษาไทย นับเป็นโอกาสดีที่เธอจะได้ฝึกฝนวิชาภาษาไทยที่ร่ำเรียนมา

            นี่เป็นสันทางชีวิตที่เธอเลือกเอง แทนที่จะอยู่กับพ่อแม่ในบ้านเกิดที่หางโจว เหมือนกับน้องสาวของเธออีก ๒ คน ซึ่งเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาภาคบังคับและช่วยพ่อขายของ เหอลี่นั้นใฝ่เรียนมาตั้งแต่เด็ก และรัฐก็ให้โอกาสแก่เธอในการเลือกเรียนภาษาอื่นเป็นภาษาที่สอง เธอเลือกเรียนภาษาไทยที่ยังเรียนกันไม่มากนัก

            เสียงพูดทางโทรศัพท์ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ

             “เหวย...เหว...นี่เราเองนะ”

             “จำได้ มีอะไรหรือเมิ่งอิง”

             “กำลังทำอะไรอยู่”

             “เสร็จงานเมื่อทุ่มหนึ่ง กลับจากสถานีก็มานั่งกินข้าวเย็นอยู่นี่แหละ” เหอลี่เรียกที่ทำงานของเธอสั้นๆ ว่าสถานี”

             “เลยกินอิ่มหรือยังล่ะ”

             “เรียบร้อยแล้ว มีอะไรกับเราหรือ”

             “ฉันจะแนะนำเพื่อนให้เธอรู้จักคนหนึ่ง เป็นคนนิสัยดีมาก พรุ่งนี้เย็นเลิกงานเร็วหน่อยนะ ไปพบกันที่ร้านสุกี้ตงหลายซุ่นนะ”

             “ตกลง” เหอลี่ตอบรับอย่างง่ายๆ เธอเป็นคนชอบทานสุกี้มาก โดยเฉพาะร้านตงหลายซุ่น ที่ตั้งอยู่บนถนนหวางหูจิ่งเป็นร้านโปรดของเธอทีเดียว น้ำจิ้มของเขารสชาดตัดกว่าที่อื่น และก็ไม่ใช่เรื่องแปลกของเธอ เมิ่งอิงขยันพาเพื่อนใหม่มาให้ใหม่มาให้รู้จักอยู่บ่อยๆ

             “อ้อ อย่าลืมแต่งตัวให้สวยหน่อยนะ” เมิ่งอิงกำชับก่อนวางหู

 

            วันรุ่งขึ้น เหอลี่พิถีพิถันแต่งตัวเป็นพิเศษอย่างอารมณ์ดีโดยไร้สาเหตุ นั่งแปลข่าวภาษาไทยไปได้ ๒-๓ ข่าว และเขียนบทความสารคดีจบไปตอนหนึ่ง เธอเหลียวดูนาฬิกาข้างฝา ในใจเร่งให้ถึงเวลานัดเร็วๆ ‘เย็นนี้เมิ่งอิงจะพาใครมาพบเราหนอ ทำลึกลับตามเคย ถึงถามก็คงไม่ยอมบอก...เดี๋ยวก็รู้เอง’

            พอได้ยินเสียงนาฬิกาข้างฝาตีดัง ๕ ทีบอกให้รู้ว่าใกล้เวลานัดเต็มที เห่อลี่เก็บงานใส่แฟ้ม จัดโต๊ะทำงานให้เรียบร้อย ลุกไปเข้าห้องน้ำผัดหน้าทาปากอีกสักหน่อย สำรวจพูผมเผ้าว่าเรียบร้อยดี แล้วเดินไปขออนุญาตหัวหน้าข่าวว่า “วันนี้ขอกลับก่อนเวลา...เพราะมีนัด”

            เธอไม่ได้ “มีนัด” กับใครมานานโดยเฉพาะนัดกับชายหนุ่ม มัวแต่ทำงานจนลืมคิดถึงเรื่องผู้ชาย แม่โทร.มาเดือนเสมอว่า ‘หาผู้ชายดีๆ สักคนและแต่งงานได้แล้ว ปีนี้ก็ย่างเข้า ๓๐ แล้ว น้อยนักที่มีผู้หญิงอายุเท่าเธอยังครองโสดอยู่ในเมืองจีน’

            แม่แต่งงานกับพ่อตั้งแต่อายุ ๑๘ ปี แล้วก็เป็นแม่เย้าเฝ้าเรือนมาตลอด ก็เพราะฝีมือของเหมยเหยิน (แม่สื่อ) นี่เอง แต่สำหรับคนสมัยใหม่อย่างเหอลี่ไม่ยอมให้แม่สื่อแม่ชักเข้ามาวุ่นวายกับชีวิตหรอก แม้แม่จะอยากให้แม่สื่อมาจัดการให้ แต่ก็เกรงเหอลี่จะไม่พอใจ

            เธอเคยคุยกับแม่เมื่อคราวกลับไปเยี่ยมบ้าน

             “แม่จัดการชีวิตของน้องๆ อีกสองคนก็พอ ชีวิตของเหอ เหอขอนะ” แม่ยอมรับปากโดยดีแม้จะไม่เต็มใจนัก

 

            เมิ่งอิงนั่งคอยอยู่ก่อนในร้านสุกี้ตงหลายซุ่น ผู้คนนั่งกันแน่นเต็มทุกโต๊ะ แม้อากาศจะยังไม่หนาวเต็มที่ สุกี้เป็นอาหารยอมนิยมของชาวปักกิ่งโดยเฉพาะในช่วงอากาศหนาวจัดช่วยให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น มีผู้ชายร่างใหญ่สวมแว่นหนานั่งจิบน้ำชาอยู่ตรงข้ามกับเมิ่งอิง เห่อลี่รู้สึกไม่คุ้นหน้า ดูเหมือนชายธรรมดาทั่วไปไม่มีอะไรน่าสนใจนัก เมื่อเมิ่งอิงแนะนำให้รู้จัก เหอลี่มองหน้าเขาแวบหนึ่ง ดูเฉย ดูเชย และดูแก่ด้วย เขาเองมองหน้าเหอลี่ตรงๆ สายตาของเขาเฉยชานัก เธอจึงมองตอบเขาอย่างที่ว่างเปล่า

            เหอลี่นั่งลงข้างๆ เมื่ออิง ฟังเมิ่งอิงที่ทำตัวคล้ายเป็นเหมยเหยินเข้าทุกที กำลังทำหน้าที่หาคู่หรือซัวเหมยอยู่ ด้วยการแนะนำประวัติของเขาเสียยาวเหยียด เทียนจินอยู่มาได้จนอายุ ๓๖ ปีแล้ว เขาทำงานอยู่สำนักข่าวซินหัวในปักกิ่ง รู้จักแต่งานบัญชีที่กองสูงเท่านั้น งานอดิเรกของเขาอ่านหนังสือเกือบทุกประเภท ยกเว้นนวนิยาย

            เหอลี่คิดในใจว่าเขาเป็นหนอนหนังสือที่จือชือที่สุด ไม่น่าสนใจเลยจนนิด เธอเป็นฝ่ายเงียบคอยฟังเขาโต้ตอบกับเมิ่งอิงไปเรื่อยๆ เตือนตัวเองว่า ‘พึงระวังตัวเป็นดีนะเหอลี่ เดี๋ยวเขาจะเข้าใจผิดว่าเราปลื้มเขา’

            หลังจากอาหารมิ่งอิงชวนเทียนจินเดินไปส่งเหอลี่ถึงห้องพัก เมิ่งอิงแอบกระซิบเบาๆ ว่า “เทียนจินเขายังโสตนะ กำลังอยากมีแฟน”

            เหอลี่แอบหัวเราะแล้วกระซิบตอบว่า

             “ท่าทางเชยแบบนี้ คงต้องโสดไปอีกนาน”

             “ไม่สนหรือ” เหอลี่ส่ายหน้า รีบบอกโดยเร็ว

             “ไม่ใช่สเปคเรา” พลางนึกขำคำพูดที่เชยๆ พอกับท่าทางของเขาว่า “อนุญาตให้ผมส่งอีเมล์มาหาคุณบ้างนะครับ”

             “แล้วไป” เสียงของเมิงอิงไม่ได้เคี่ยวเข็ญอะไร ค่อยสบายใจหน่อย

            สองอาทิตย์ต่อมา ระหว่างทำงานเหอลี่เปิดอีเมล์ประจำวัน เธอประหลาดใจกับจดหมายฉบับแปลกเขียนเป็นบทกวีสั้นๆ ว่า

             “ฉันนั่งอยู่ริมหน้าต่างบานเขียว

            ทอดสายตายังต้นหลิวใหญ่หน้าบ้าน

            มันหลาดตัวสวยกับเสียงหวานเสนาะหู

            แล้วจะไดยลยินเสียงนี้อีกหรือเปล่า”

            เทียนจิน

            เหอลี่หัวเราะกับบทกวีของเขา...ช่างน่าขันนัก ใช้เวลาถึงสองอาทิตย์กว่าจะส่งอีเมล์สำนวนเชยๆ อย่างนี้มาให้ เก็บไว้ก่อนสักสองวันแล้วค่อยตอบ ที่จริงเธอไม่ได้คิดจะแกล้งเขาแต่ยังคิดไม่ออกว่าจะตอบกลับอย่างไรดี พอครบสองวันเข้าคอมพิวเตอร์ในสถานีมีปัญหาต่ออินเตอร์เน็ตไม่ได้ขึ้นมาเฉยๆ กว่าจะตามช่างมาแก้ไขกันเสร็จก็เกือบอาทิตย์หนึ่ง

            เหอลี่นึกสนุกเขียนอีเมล์ตอบเขาเป็นกวีจีนบ้าง นับเป็นครั้งแรกหลังจากเรียนจบ เธอไม่ค่อยถนัดในเรื่องบทกวี การเล่นคำและการสัมผัสยากพอดู แต่ก็จะอยากลอง เธอเขียนแล้วแก้...แก้แล้วเขียนอยู่นานกว่าจะเสร็จ

             “น่าเสียดาย...หลิวใหญ่ไร้นกเกาะ

            ลาดอาจร้องเพลงบนต้นอื่นที่ร่มรื่น

            มัวแต่ช้า มัวแต่คอย...มัวแต่ชะแง้หา

            ไม่รุกเข้าใกล้...ฤาจะได้ยลยิน”

            เหอลี่

            บทกวีของมือใหม่ไม่ค่อยสัมผัสถูกส่งไปแล้ว เมื่อคลิกปุ่ม Send นึกอายในใจเขาจะขำสำนวนของเธอหรือเปล่า เขาจะเข้าใจความหมายหรือไม่หนอ นั่งคิดอยู่สักครู่อยากคลิกตรงคำว่า “ยกเลิก” แต่...สายเกินไป...มันได้ไปส่งไปเรียบร้อยแล้ว

            เธอเช็เมส์ทุกวันจากนั้นมา ไม่มีวี่แววของเขาอีก นับได้ครบสองอาทิตย์พอดี คงเป็นเพราะเขาไม่สนใจ ‘เราเขียนเจ้ากลอนบ้าๆ บทนั้นออกมาได้ยังไง ป่านนี้เขาคงนั่งหัวเราะเรา’ พอคิดขึ้นมาอารมณ์ก็ไม่ดีขึ้นมาเสียเฉยๆ ทำให้ทำงานอย่างไม่ยิ้มแย้ม เขียนบทความผิดๆ ถูกๆ เหมือนคนใจลอย พอตกเย็นยังไม่อยากกลับห้องพัก อาสาทำงานล่วงเวลาเพื่อให้หยุดคิดเรื่องวุ่นกวนใจ

            แล้วเธอก็ได้รับเมล์ใหม่ฉบับหนึ่ง...ไม่ใช่บทกวีตอบจากเขา แต่ดีกว่านั้นหลายเท่านัก เธออ่านทวนไปมาหลายรอบแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง ข่าวดีที่สุดในรอบปีทีเดียว เหอลี่หัวเราะเสียงดังหลังจากหายตื่นเต้น เธอพิมพ์ข้อความในอีเมล์ออกมา และถือเข้าไปในห้องให้หัวหน้าอ่าน

             “ยินดีด้วย คุณเก่งมากเหอลี่” หัวหน้าชม

             “เหอขอลาไปเรียนสักหนึ่งปี”

             “ได้เลย ผมสนับสนุนเต็มที่”

            เพื่อนในสำนักข่าวรู้กันหมด ต่างผลัดกันมาแสดงความยินดีกับเธอ เธอนั่งหน้าบานรับคำชมด้วยความภูมิใจตลอดทั้งวัน

            พอได้เวลาเลิกงาน เหอลี่กลับห้องพักอย่างคนอารมณ์ดี ขณะกำลังจะเดินไปสถานีรถไฟใต้ดิน เธอก็เหลือบเห็นชายร่างใหญ่หน้ากลมกับแว่นตาโตของเขา สวมสเว็ตเตอร์สีดำยืนซุ่มอยู่ตรงมุมตึก เป็นใครไปไม่ได้นอกจากตาทึ่มที่ชื่อเทียนจิน เหอลี่ใจเต้นแรงขึ้นมาทันที นึกถึงบทกวีสำนวนเชยของเขา และสำนวนน้ำเน่าของตัวเอง

 

             “ไปทานข้าวเย็นกันมั้ยเขาเอ่ยปากชวน

            เหอลี่พูดไม่เป็นเสียแล้วพยักหน้าแทนคำตอบ วันนี้เป็นวันดีของเธอจริงๆ ได้รับข่าวดีที่รอคอยและยงพบว่าเขามายืนคอยอีก

            เขาพาเธอไปกินอาการเสฉวยในระแวกนั้น เป็นครั้งแรกที่กินอาหารด้วยกันสองต่อสอง เหอลี่นึกเรื่องคุยไม่ออก เทียนจินเริ่มคุยเรื่องถนัดของเขา ก็เรื่องของกวีนิพนธ์เพราะเขาเป็นนักอ่าน เขาว่าบทกวีคือจิตรกกรรมไร้รูป ถ้าเราเขียนรูปได้ อ่านบทกวีและเขียนภาพตามจินตนาการออกมา อาจได้พบภาพที่งดงามลึกซึ้ง ที่เขาชอบบทกวีของจีนก็เพราะกวีจินมักมีแรงบันดาลใจจากความดื่มด่ำในธรรมชาติ และความรักสันโดษ อย่างเช่นหลีไป๋กวีมวลชนคนเสฉวยบ้านเดียวกับเขา มีอายุอยู่ในยุคพันกว่าปีที่แล้ว บทกวีนับพันบทของเขายังกินใจชาวจีนในทุกวันนี้ เขาทบทวนความทรงจำตั้งแต่วัยเด็กออกมา บทกวีชื่อ “จิง ซื่อ เหย่” ที่แปลว่า “ความคิดคำนึงในคืนสงบ” เธอเองก็จำได้ดี

            หน้าเตียงแสงจันทร์กระจ่าง

            ประดุจน้ำค้างแข็งบนพื้นดิน

            เงยหน้ามองดูพระจันทร์

            ก้มหน้านึกถึงบ้านเกิด

            เขานิยมกวีเอกอีกหลายคน อย่างเช่น ตู้มู้ เถาหยวนหมิง และไป๋จวีอี้ เขาชอบไป๋จวีอี้กับบทกวีอี้เจียงหนาน ซึ่งพรรณนาถึงความงดงามของเจียงหนาน ไป๋จวีอี้เคยใช้ชีวิตอยู่ในถิ่นนี้ ระหว่างรับราชการเป็นเจ้าเมือง เขาจดจำทิวทัศน์ของเจียงหนานในฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้สีแดงบานสะพรั่งตัดกับสีเขียวของน้ำใส เจียงหนานก็คือมณฑลเจียงชูและเจ้อเจียงในอดีตกาล และได้ชื่อว่าเป็นดินแดนที่งดงามที่สุด

            เหอลี่ไม่ถนัดเรื่องบทกวีเท่าใดนัก เธอรู้สึกทึ่งเขาขึ้นมา เปลือกนอกของเขาอาจดูเฉยและเชย แต่ภายในกลับซ่อนความโรแมนติกไว้

            เธอเล่าถึงงานของเธอในสถานีวิทยุบ้างเพื่อไม่ให้ดูน้อยหน้า เธอเพิ่งเขียนบทความภาษาไทยเรื่องการเสด็จเยือนจีนของพระราชวงศ์ไทยเสร็จ กำลังเตรียมบันทึกเสียงออกอากาศในสัปดาห์หน้าความยาว ๓ ตอนจบ

             “ราชาศัพท์ของไทย ยากมาก เป็นปัญหาใหญ่ของเหอเสมอ” เหอลื่ออธิบายให้เขาฟัง

             “คุณเรียนรู้เรื่องราชาศัพท์จากไหน” เขาถาม

             “เหอหาหนังสือเกี่ยวกับราชาศัพท์ไทยมาอ่าน แล้วก็ถ้าไม่แน่ใจก็ถามจากคุณรายาหัวหน้าข่าวภาคภาษาไทย เธอเป็นนักเขียนชาวไทยที่แต่งงานกับชาวปักกิ่ง คุณรายาช่วยเหอได้มากทีเดียว”

             “คุณเก่งจัง ผมนิยมผู้หญิงที่ใฝ่รู้”

            เขาชมว่าเธอเก่งและใฝ่รู้ โชคดีที่เจาไม่ได้การเอ่ยถึงบทกวีสำนวนเชยของเธอให้เธอได้อาย เหอลี่ไม่กล้าถามถึง เกรงจะได้คำตอบที่ไม่อยากได้ยิน

            หลังอาหารเขาชวนเธอเดินไปเรื่อยๆ เดินไปคุยไป ลมแรงเดือนพฤษภาคมพัดเอาละอองเล็กๆ สีขาวๆ ของดอกหยางปลิวตามลงมาปะทะตัวตลอดเวลา แต่ไม่ทำให้เหอลี่นึกรำคาญเหมือนทุกครั้ง ใช้เวลาเดินเป็นชั่วโมงกว่าจะถึงห้องพักของเธอ แต่เธอกลับรู้สึกว่าเวลาผ่านไปรวดเร็วนัก คืนนั้นเธอนอนหลับฝันดีตลอดทั้งคืน

 

            เทียนจินหายหน้าไปอีกครั้ง ไม่มีข่าวคราวทึงอีเมล์หรือโทรศัพท์เหมือนเคย เหอลี่ตั้งตาคอยจนเบื่อเกือบ ๒ อาทิตย์ หลินเพื่อนที่ทำงานในโรงละคอนส่งตั๋วคอนเสิร์ตมาให้เธอ ๒ ใบ บอกว่าต้องไปชมให้ได้ เพราะเป็นโปรแกรมคอนเสิร์ตออเครสตร้าวงใหญ่ ผสมกับเครื่องดนตรีพื้นเมืองของคณะดนตรีและนาฎศิลป์แห่งชาติจีนที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก...นานทีจะมีโอกาสชมกัน เครื่องดนตรีโบราณที่เธอชอบที่สุดก็คือกู่เจิ้ง เสียงไพเราะกังวานเทียบได้ว่าเป็นเปียโนตะวันออก และเครื่องดนตรีผีผาที่มีรูปร่างคล้ายถูกแพร์ผ่าครึ่ง บางคนว่าคล้ายกีต้าร์

            เธอตั้งใจจะบอกข่าวดีของเธอแก่เขา จึงตัดสินใจโทรศัพท์ไปชวนเขา เธอบอกเขาว่าเพื่อนของเธอให้ตั๋วคอนเสิร์ตมาสองใบ เป็นโปรแกรมที่น่าสนใจมาก น้ำเสียงของเขาตื่นเต้นและไม่ปฏิเสธเธอ ทั้งสองนัดพบกันที่ค็อฟฟี่ช็อปใกล้ๆ โรงละคอนประมาณ ๑ ทุ่ม

            เขานั่งดื่มกาแฟคอยเธออยู่ก่อนแล้ว เธอมองเขาหวีผมเรียบใส่สูทสีเทาเข้มสวมทับเสื้อสีขาวอย่างพึงพอใจ เขาดูสะอาดและเรียบร้อยดี ส่วนเธอเกล้าด้วยผมแทนที่จะปล่อยให้ยาวหยิกเหมือนเคย แต่งชุดราตรีสายเดี่ยวสีดำช่วยให้รูปร่างบางของเธอกลับเพรียวขึ้นไปอีก ส่วนผ้าคลุมไหล่ผืนบางสีดำขลิบทองทำให้ดูโก้ขึ้น เขามองเธออย่างไม่วางตา

            ค็อฟฟี่ช้อปหรือคาเฟ่เปิดขึ้นมามากมายในกรุงปักกิ่ง กาแฟต่างประเทศรสชาดหอมน่าดื่มมีมากขึ้น ขณะที่ร้านน้ำชาหรือฉ่ำกว่าดีๆ กลับหายาไปทุกที และราคาก็แพงมากด้วยตามร้านทั่วไปจะมีก็แค่น้ำชาพื้นๆ อย่างชาเขียว หรือลี่ฉำ แบ๊คทีหรือหงฉำ และชาเก๊กฮวยธรรมดา ค่านิยมเก่าๆ กำลังจะหายไปอย่างน่าเสียดาย แม้ว่าร้านขายใบชาเก่าแก่บางแห่งพยายามจัดมุมสาธิตการชงชาแบบดั้งเดิมให้กับผู้เข้ามาในร้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นแขกคนสำคัญและนักท่องเที่ยว

            คอนเสิร์ตคืนนี้ไพเราะกว่าทุกครั้ง กว่าจะจบก็เกือบห้าทุ่ม บรรยากาศคืนนี้ดีเหลือเกิน อากาศเย็นกำลังสบายแค่ผ้าคลุมไหล่ผืนเดียวก็อุ่นพอ พระจันทร์คืนนี้ก็เกือบเต็มดวง เขาส่งเธอกลับห้องพักด้วยรถไฟใต้ดินเหมือนเคย ระหว่างค่อยรถอยู่เหอลี่มองหน้าเขาแล้วบอกว่ามีเรื่องสำคัญคุยกับเขา

             “เทียนจิน เหอได้รับทุนไปเรียนหนังสือที่เมืองไทย ๑ ปี ในคณะศิลปศาสตร์มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่ง กำหนดการละเอียดยังไม่ได้ออกมา แต่คาดว่าจะต้องเดินทางประมาณอีก ๑ เดือนข้างหน้า นี่เป็นโอกาสดีที่เหอใฝ่ฝันมานาน การไปเรียนต่อคราวนี้จะช่วยให้ภาษาไทยของเหอก้าวหน้าขึ้นอีกมาก เหออาจจะมีโอกาสเปลี่ยนงานที่ดีกว่านี้ ไม่แน่นะ สักวันหนึ่งเหออาจได้เป็นล่ามระดับประเทศของสถาบันต่างประเทศหรือกระทรวงวัฒนธรรมจีน”

            เทียนจินเงียบไปพักใหญ่ แล้วบอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบจนเหมือนไร้ความรู้สึก “ดีครับ ดีใจด้วย เก่งจริงๆ นะ คุณมีอนาคตอีกไกล”

            เขาเองก็มีเรื่องจะบอกเหมือนกัน เรื่องนี้เกิดขึ้นหลังวันที่พบกันครั้งแรก เขาถูกย้ายไปคุมบัญชีของสำนักข่าวซินหัวในประเทศเคนยา ต้องออกเดินทางอีกสองอาทิตย์ข้างหน้า ระหว่างนี้เขากำลังยุ่งกับการทำเอการการเดินทาง เก็บข้าวของลงกระเป๋า และคืนห้องพักในปักกิ่ง อาทิตย์สุดท้ายเขาอาจกลับบ้านที่เฉิงดูเพื่ออำลาพ่อและแม่

             “ผมชอบคุณมากนะ เหอลี่ คุณเป็นผู้หญิงสวย ฉลาด และทำงานเก่ง” เขาบอกเฉยๆ และพูดต่ออย่างสุภาพ

             “แต่ผมไม่รู้ว่าจะต้องทำงานที่เคนยานานแค่ไหน อาจจะปีหนึ่งหรือหลายปีก็ได้ เพราะเหตุนี้ผมจึงไม่ได้กล้าติดต่อกับคุณอย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรก ผมไม่อยากให้คุณเสียเวลากับผม แต่เมื่อรู้ความในใจของคุณจากบทกวีไพเราะที่ส่งตอบมา ทำให้ผมต้องคิดหนักว่าเราควรคบกันต่อหรือไม่”

            ทุกถ้อยกระทงความของเขาชัดเจนนัก มันเข้าไปกระทบใจของเธออย่างจัง ไม่รู้ว่าควรดีใจหรือเสียใจ

            เหอลี่ยืนหันหลังให้เขา เธอสะอื้นขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ เขารู้ตัวว่าจะต้องเดินทางไปไกลถึงเคนยาแต่เขากลับไม่แพร่งพรายออกมา ถ้าเธอไม่เริ่มบอกเรื่องทุนของเธอขึ้นมา เขาก็คงไม่เล่า ทำไม...ใจดำนัก...เราชอบเขาหรือ? เปล่าสักหน่อย...แต่ทำไมร้องไห้ออกมา เดี๋ยวเขาก็เห็นหรอก

            เขาไม่ทันสังเกตทำท่าจะคุยต่อ พอดีรถไฟใต้ดินมาถึงชานชลา เหอลี่วิ่งขึ้นรถอย่างรวดเร็วโดยไม่บอกลา เธอได้ยินเสียงเขาตะโกนเรียกชื่อเธอตามหลัง เมื่อเธอหันกลับไปมอง ใบหน้าของเขามีสายน้ำตาของเธอบดบังไปหมด เหอลี่ยังคงนั่งร้องไห้ไปเรื่อยๆ จนพอ เขาว่าผู้หญิงไม่ค่อยมีเหตุผลเป็นอย่างนี้เอง

            รุ่งขึ้นเทียนจินรีบโทรศัพท์มาแต่เช้า ถามด้วยความเป็นห่วงว่าเมื่อคืนเป็นอะไรไป ทำไมวิ่งขึ้นรถเร็วจนเขาตามไปทัน เหอลี่ว่าดีใจด้วยกับการไปทำงานต่างประเทศของเขา เขายังข้องใจอยู่ ถามว่า

             “เหมือนเหอร้องไห้นะ...มีอะไรหรือเปล่าเหอลี่ตอบเขาไปว่า

             “ไม่มีอะไร คงเป็นเพราะดีใจ น้ำตาก็ไหลออกมา”

            เขาก็ว่า...โล่งใจไปที ว่าแล้วก็วางหูโทรศัพท์ลง

            ก่อนเดินทางหนึ่งวัน เขาโทร.มาบอกลาอีกครั้ง และชวนทานข้าวเย็นด้วยกัน อาหารเย็นมื้อสุดท้ายก่อนจากอร่อยเหลือเกิน กินไปคุยไป เขาเป็นคนสุภาพ อ่อนโยนและอบอุ่นในความรู้สึกของเหอลี่ไปแล้ว เหอลี่รีบตักตวงเวลาที่เหลืออยู่น้อยนิดอย่างเต็มที่ เขาเริ่มพูดถึงอนาคตอีกหลายปีข้างหน้าเมื่อเขากลับมา

             “พอกลับมา ผมอาจได้เงินเดือนขึ้น และสามารถซื้อห้องชุดของตัวเองขนาดใหญ่กว่านี้”

             “คุณคงทำได้ไม่ยาก แต่เหยสิคงจะยาก เพราะรัฐให้โอกาสผู้ชายซื้อห้องพักได้ก่อนผู้หญิงอยู่แล้ว ดูอย่างเมิ่งอิงเขาทำงานบริษัทไอบีเอ็มของต่างชาติเงินเดือนสูงกว่าเหอมากแต่สวัสดิการน้อย ส่วนสามีของเขาเป็นข้าราชการที่มีอายุงานและเงินเดือนพอๆ กับเหอ เขามีสิทธิซื้อห้องชุดขนาดใหญ่ให้เมิ่งอิงอยู่ ขณะที่เหอได้แค่เช่าห้องพักเท่านั้น”

             “ถ้าเหอรอผมได้ เราจะมีห้องชุดขนาดใหญ่แบบนั้นบ้าง เหอจะได้อยู่อย่างสุขสบาย”

            เหอลี่ยิ้มออกมา แต่...อีกนานแค่ไหนหนอ

 

            เหอลี่ไปส่งเขาถึงสนามบินตามสัญญา “หากโทรศัพท์ไม่สะดวก ก็อีเมล์คุยันก็ได้นะ” เธอบอกเขาเบาๆ เขายิ้มเดินเข้ามาชิดตัวเธอ แอบจูบแก้มเธอเบาๆ เสียทีหนึ่งตอนเผลอ แล้วพูดว่า

             “ถ้าเรามีเวลาคบกันมากกว่านี้ เราอาจจะแต่งงานกันนะ เหอลี่”

            เหอลี่อายหน้าแดงเหมือนลูกท้อ แล้วเขายื่นการ์ดเล็กๆ มาให้แผ่นหนึ่ง เธอเปิดการ์ดของเขาขึ้นมาอ่าน ทันทีที่เขาเดินลับไป บทกวีอีกแล้ว

 

            ดีใจนัก...นกลาคพบคู่แล้ว

            บนไม้หนานในแดนไกล

            แม้ไกล...ก็เหมือนอยู่ใกล้

            เข้าใกล้...กลับไกลห่าง

            เหอไม่แน่ใจว่ารู้จักเขาดีพอมั้ย? ทำไมถึงร้องไห้ หรือว่านี่คือความรัก อีกสองอาทิตย์ เหอก็จะเดินทางไปประเทศไทยเพื่อเรียนหนังสือเหมือนกัน เราอยู่ใกล้กันคนละมุมโลกแต่ก็เหมือนอยู่ใกล้กันหรือเปล่า เหอลี่คงตอบไม่ได้ แต่จะคอยรับอีเมล์จากเขาต่อไป แม้จะนานสักหน่อย...