|
อ่านเรื่องสั้นย้อนหลัง |
|
เรื่องสั้น เงือก โดย
ดำเนินทราย
ฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
หรือมันเกิดอะไรขึ้นแก่ฉัน
ฉันจากที่นั่นมากว่า
๕๐ ปีแล้ว
แต่ช่วงนี้ฉันฝันถึงมันบ่อยเหลือเกิน
ฝันถึงคราวใดก็มีทั้งอบอุ่น
แต่ก็แสนจะอาวรณ์และสยอง
เมื่อตื่นขึ้นมา
ฉันก็นึกถึงมันด้วยภาพอันสดใสในคลองสำนึก
แม้ว่าภาพเหล่านั้น
เมื่อฉันเล่าให้หลานฟัง
หลานบอกว่า
ไม่มีภาพที่ฉันเล่าเหล่านั้นเลย
โอ้วัยเยาว์และบ้านเก่าของฉัน...
ภาพบ้านเก่าของฉัน
หมู่บ้านที่เรียกว่า บ้านทุ่ง
บ้านทุ่งของฉันอยู่ห่างจากริมน้ำโขงไม่ถึงครึ่งกิโลเมตร
แต่ในความรู้สึกของเด็ก
ฉันรู้สึกว่ามันห่างเป็นกิโล
เพราะมองไกลไปเสมือนสุดสายตา
กลางทุ่งนามีรถแล่นผ่านขนานกับแม่น้ำโขง
สมัยที่ฉันยังเด็ก
ถนนั้นเป็นเลนในหน้าฝน
และฝุ่นฟุ้งไปทั้งทุ่งในหน้าแล้ง
เมื่อยามรถยนต์ซึ่งนานๆ
จะผ่านมาสักคันก็ทั้งยาก
เมื่อได้ยินเสียงเครื่องยนต์
เราจะรีบวิ่งออกไปดูที่ริมทุ่งนา
เพราะถ้าเป็นหน้าฝน
เรามักจะได้ออกกำลังกาย
ช่วยเข็นรถที่ติดหล่ม
เมื่อล้อรถยนต์ตะกุยโคลนใส่พวกเรา
หน้าตาเลอะเทอะเปรอะโคลน
เราก็จะหัวเราะกันสนุกสนานมาก
แม้ยามหน้าแล้งฝุ่นฟุ้งไปทั้งทุ่งนา
บางครั้งเราก็ต้องไปออกแรงช่วยเพราะรถติดหล่มทราย
ภาพเหล่านั้นไม่มีอีกแล้วในวันนี้
มีแต่ทางราดยาง (พจนานุกรมให้เขียน
ลาดยาง?)
ซึ่งรถยนต์วิ่งไม่กี่นาทีก็พ้นลับหูลับตาไปเสียแล้ว
และมันก็มาบ่อยจนเด็กๆ
ยุคนี้เบื่อที่จะวิ่งออกมาดูเหมือนยามที่พวกฉันยังเยาว์
ไม่ว่าจะหลับตาลืมตา
ในสมองของฉันก็มองเห็นภาพทางเกวียนเก่าๆ
แยกจากถนนเส้นเดียวที่แล่นผ่านทุ่งนา
ผ่านท้องนาเข้าสู่หมู่บ้าน
ตรงทางเข้าหมู่บ้านจะมีซากประดู่ต้นมหึมาซึ่งปู่ย่าตายายเคยเล่าให้ฟังว่าประดู่ต้นนั้นเคยสูงใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขามืดครึ้ม
ยิ่งยามโพล้เพล้หรือค่ำคืน
คนจะไม่กล้าผ่านประดู่นั้นเพียงคนเดียว
เพราะมีเรื่องเล่าน่ากลัวๆ
ให้เราขนหัวลุก
ไม่กล้าเดินผ่านยามค่ำคืน
เมื่อฉันพอจำความได้
ประดู่ถูกฟ้าผ่าครั้งแล้วครั้งเล่า
ยืนตายซากแต่นาคร้ามเกรง
เวลาจะเดินผ่านเราต้องยกมือไหว้ขอความปลอดภัยเสียก่อน
คนแก่คนเฒ่าเล่าว่า
ยามดึกดื่นคืนวันแรม ๑๔-๑๕
ค่ำ หรือวันเพ็ญ
บางครั้งจะมีคนเห็นแสงสว่างดั่งดวงไฟแวววามดั่งดาวลอยวนออกมาจากซากประดู่ไป
หรือบางครั้งก็อ้างว่ามีคนเห็นดวงไฟเช่นนั้นลอยมาจากไหนไม่รู้หายวูบลงไปในซากประดู่นั้น
รอบๆ
หมู่บ้านของเราจะมีป่าไผ่และป่าไม้รวกรอบดูประหนึ่งจะใช้เป็นเหมือนรั้วธรรมชาติ
กอไผ่เหล่านั้นอยู่ตรงหัวนาของใครก็เป็นสิทธิของเจ้าของนาไป
ไม่ว่าจะเป็นหน่อไม้หรือลำไม้ไผ่
ไผ่ที่ปลูกมากที่สุด
ไม่เฉพาะไผ่มีหนามเท่านั้น
หากมีไผ่ชนิดไม่มีหนามที่ชาวบ้านทุ่งเรียกว่า
ไม้เซียงไพ ซึ่งฉันไม่รู้จนบัดนี้ว่าภาษากลางเขาเรียกว่ากระไร
แต่ไม้ไผ่ชนิดนี้ใช้งานทำประโยชน์ในชีวิตประจำวันมากมาย
ฉันจำภาพทางเดินที่ลัดเลาะผ่านบ้านคนโน้นคนนี้
ซอกแซกไปทั่วหมู่บ้านได้ดี
เพราะหมู่บ้านเราไม่ใหญ่โตเท่าใดนัก
และที่ฉันช่ำชองซอกแซกที่สุด
เพราะมีแก๊ง ๓-๔ คน วิ่งเอา ไก่ตี (ไก่ชน)
เที่ยวไป ตีไก่ กับเพื่อนๆ
บ้านโน้นบ้านนี้
จนชาวบ้านร้องด่าไม่เว้นแต่ละวัน
จนกระทั่งวันหนึ่ง
ฉันวิ่งตามไก่ตีตัวเก่งของฉันที่วิ่งหนีไก่ของเพื่อน
ลอดไม้ไผ่ชนิดที่ว่า
ซึ่งเขาใช้มีดลิดกิ่งไม่หมด
กลายเป็นกิ่งแหลม
มันบาดตรงกลางหลังของฉันเจ็บแปลบเข้าถึงหัวใจ
เอามือคลำดูก็มีเลือดแดงเปรอะเปื้อนนิ้วมือจนฉันเสียใจ
เมื่อถึงบ้านนอกจากแม่จะฟาดด้วยฝ่ามือหลายฉาดก่อนใส่ยาแดงแล้ว
พี่ชายคนที่สองยังพูดจนใจหายว่า
มองเห็นกระดูกขาวรำไรจากแผลนั้น
พร้อมสำทับว่านั่นละกรรมตามทัน
เพราะฉันชอบทรมานไก่
ฉันต้องหยุดตีไก่ไปนานกว่าแผลจะหายและเข็ดอย่างยิ่งตั้งแต่นั้นมา
ถึงวันนี้
ฉันจำเพื่อนๆ
ที่วิ่งตีไก่ เล่นหมากอี่ (ไม้หึ่ง)
ชักว่าว ลูกข่าง
และแกว่งโหวดด้วยกันหลายๆ
คนไม่ได้เสียแล้ว
จำได้แต่คนที่สนิทที่สุดที่ชื่อ
เถียน
บ้านของเถียนอยู่ค่อนไปมุมหนึ่งของหมู่บ้าน
เดินจากบ้านของฉันผ่านต้นมะไฟใบหน้า
๓ ต้น
ที่ร่มครึ้มตลอดเวลาทั้งปี
ผ่านลานบ้านของย่าออกสู่ถนนผ่านกลางหมู่บ้าน
ผ่านต้นมะปรางใหญ่ร่มครึ้ม
บ้านผู้ใหญ่แก้ว
ซึ่งเป็นเสมือนพ่อทูนหัวของฉัน
ผ่านดงมะม่วงและมะปรางหวาน
(ที่เราเรียกว่าหมากผู -
ภาษากลางเรียกว่ามะยงชิด)
ผ่านต้นขนุนหน้าบ้าน
และป่ามะม่วง...บ้านของเถียนอยู่กลางสวนที่แวดล้อมด้วยไม้ผลนานาชิด
ฉันชอบแวะไปบ้านเถียน
ซึ่งพ่อของเขาเป็นผู้ใหญ่บ้าน
จึงมีหนังสือรูปภาพและหนังสืออะไรๆ
น่าอ่านมากกว่าที่บ้านฉัน
(ซึ่งมีเพียงหนังสือเรียนเก่าๆ
ของพี่ๆ)
แปลกที่เถียนรู้จักเพลงพวงมาลัย
(เอ้อระเหยลอยมา...)
ที่เขาได้รับการสั่งสอนจากพ่อ
รู้จักเพลงอะไรไม่รู้ที่ขึ้นต้นว่า
ระบำดงไหนเล่าเอย
ระบำของขาวบ้านไร่
เอ้อระเหยลอยมา ชะ
ลอยมาไม่ใกล้ไม่ไกล
ดงไหนเอย - เอ่อ-เอ้ย- ลำไย
หอมหวนอยู่ในดวงเอย
ดงเอ๋ย...ลำไยหอมหวนอยู่ในดงเอย
ซึ่งดึงดูดใจให้ฉันชอบไปบ้านเถียนมาก
เราทั้งสองดูสนิทกันมาก
คงเป็นเพราะนิสัยก็ชอบอ่านหนังสือเหมือนกัน
เถียนเป็นคนเรียบร้อยเหมือนกัน
ไม่ชอบเล่นแรงๆ
ไม่ชอบพูดคำหยาบ
เพราะทั้งพ่อแม่ของเถียนและแม่ของฉันไม่ชอบให้ลูกพูดมึง-กู
อย่างมากให้พูด โต)
(ตัว) เฮา
เรา
ก็พอ บางครั้งก็ให้พูด เจ้า (บุรุษที่
๒) กับ ข้อย (ออกเสียงคล้าย
ข่อย =
ข้า)
นอกจากเถียนจะเป็นเพื่อนที่ฉันชอบสนิทกว่าเพื่อนคนอื่น
เพราะเถียนไม่ชอบเอาเปรียบใคร
แล้วถ้าใครจะมาแกล้งฉันหรือเอาเปรียบฉัน
เถียนจะช่วยเข้าข้างฉันเสมอ
ด้วยฉันค่อนข้างอ่อนแอ
นิสัยเรียบร้อยจนถูกเพื่อนล้อว่าเป็นพวกผู้หญิง
ที่ชอบมากที่สุด
เพราะฉันเป็นเด็กกำพร้าพ่อ
เมื่ออายุได้ ๗ ขวบ พ่อของเถียนซึ่งเป็นเพื่อนรักกับพ่อจึงมักจะให้ฉันทำอะไรๆ
พร้อมๆ กับที่สอนเถียนในสิ่งที่ลูกผู้ชายควรทำ
เช่น ไปตกเบ็ด วิดปลา
แม้กระทั่งไปหาเห็ด
หรือหาหน่อไม้อย่างที่ผู้หญิงชอบไป
พ่อของเถียนก็มักจะให้เถียนชวนฉันไปด้วยเสมอ
แม้ว่าบ้านเราค่อนข้างห่างกันก็จริง
แต่เวลามีข้าวปลาอาหารก็มักจะแบ่งปันกันเสมอตามประเพณีของหมู่บ้านทางภาคอีสานมักจะทำ
สิ่งสำคัญที่มักจะขาดไม่ได้คือ
เราจะเดินไปโรงเรียนและกลับพร้อมกัน
รวมทั้งตอนเช้าก่อนไปโรงเรียนก็มักจะเอาปิ่นโตไปส่งหลวงพ่อแก้วที่วัดด้วยกันก่อนเสมอ...
ด้วยเหตุนี้
เมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญในชีวิตของเถียน
ฉันจึงเป็นคนแรกที่รู้เรื่องนี้
และเป็นความทรงจำอันรันทดมาจนถึงวันนี้
ทั้งๆ
ที่ผ่านมากว่า ๕๐
ปีได้แล้ว!
ตอนนั้นเป็นตอนโรงเรียนปิดภาคฤดูร้อน
ซึ่งในหมู่บ้านเราจะมีประเพณีในช่วงสงกรานต์เป็นต้นไป
เราจะมีประเพณีสรงน้ำพระเป็นประจำ
โดยที่วัดจะเชิญพระพุทธรูปองค์ใหญ่มาตั้งบนปะรำกลางลานวัด
มีรางน้ำที่ทำด้วยไม้ทั้งลำเจาะเป็นร่องเหมือนเรือ
ทำเป็นรูปพญานาค
ตรงปากพญานาคเป็นที่ที่น้ำจะไหลลงรดองค์พระพุทธรูปพอดี
ส่วนรางน้ำจะมีดอกไม้และของหอมๆ
เช่น ส้มมะกรูด ส้มเกลี้ยง
น้ำอบไทยที่ชาวบ้านมารดน้ำพระพุทธรูปได้ตลอดช่วงเดือนนั้น
นอกจากในตอนกลางวันที่มีการสรงน้ำพระแล้ว
ตอนบ่ายๆ
พวกชาวบ้านโดยเฉพาะหนุ่มๆ
สาวๆ ทั้งเด็กรุ่นๆ
อย่างพวกเรา
จะพากันออกไปนอกหมู่บ้าน
เพื่อไปเก็บดอกไม้ป่า
เช่น
ดอกคูนและดอกไม้ป่านานาชนิด
ซึ่งค่อนข้างอุดมสมบูรณ์
ตอนออกไปป่านั้นก็จะมีคนนำกลองหาง
(กลองยาว) ฆ้อง ฉิ่ง ฉาบ
ตีบรรเลงไปด้วย
พวกหนุ่มสาวก็จะร้องรำทำเพลงกันสนุกสนาน
ทั้งหยอกล้อเกี้ยวพาราสีกันได้อย่างเป็นกันเอง
ยกเว้นบางครั้ง
อาจมีหนุ่มๆ หมู่บ้านอื่น
ซึ่งอยู่ใกล้กันเกิดยกขบวนมาเก็บดอกไม้เจอกันเข้า
บางทีก็ร่วมสนุกด้วยการแข่งตีกลองกัน
เสียงกลองดังลั่นไปทั้งป่าละเมาะไปไกลเป็นที่ครึกครื้น
และบางครั้งอาจเขม่นด้วยการไม่ชอบใจที่มีหนุ่มต่างถิ่นมาเกี้ยวพาราสีสาวๆ
ซึ่งอาจเป็นที่หมายปองของตน
หรือเป็นน้องสาวพี่สาวของตนก็อาจกระทบกระทั่งถึงลงไม้ลงมือกันก็มี
เมื่อเก็บดอกไม้ได้พอเวลาจนตะวันคล้อยไปมากก็จะรีบพากันกลับวัด
เอาดอกไม้ไปบูชาพระทั้งบนรางรดน้ำและในศาลาการเปรียญ
ซึ่งในตอนกลางคืนจะมีการทำวัตร
สวดมนต์บูชาพระรัตนตรัย
มักจะตมด้วยการเทศน์เป็นปกติวิสัย
กิจกรรมประเพณีเช่นนี้
เป็นการทำให้ชาวบ้านได้ร่วมทำบุญกิจกรรมเพิ่มความสามัคคี
และที่ขาดเสียมิได้คือเป็นหนทางที่หนุ่มสาวจะได้มาพบปะกัน
รู้จักมักคุ้น
สนิทสนมจนกลายเป็นความรัก
นำไปสู่การครองเรือนตามวิถีชีวิตอันดีงามของหมู่บ้าน
วันหนึ่ง
หลังการสรงน้ำพระแล้ว
แทนที่จะออกไปเก็บดอกไม้กับพี่ๆ
หนุ่มๆ สาวๆ
เราพากันตามพี่ๆ
เขาไปขนทรายที่หาดทราย
แม่น้ำโขงในหน้าแล้ง
น้ำจะลงจากฝั่งลงไปมาก
ขณะเดียวกันทรายที่น้ำพัดพามายามน้ำหลากก็จะจมและก่อตัวขึ้น
พอน้ำลดมากๆ
หาดทรายก็ปรากฏทั่วไปตามริมแม่น้ำโขง
บางทีก็เป็นเนินทรายสูงและกว้างยาวสุดลูกหูลูกตาก็มี
บางแห่งหาดทรายแทบจะกั้นทางเดินของน้ำไปค่อนแม่น้ำโขง
จนเป็นอุปสรรคต่อการเดินเรือกำปั่นในบางช่วงบางตอน
การที่มีหาดทรายยื่นยาวลงไปในน้ำโขง
ทำให้พวกเราสนุกสนานกับการขนทรายเข้าวัดไว้ก่อพระทรายและประกอบการก่อกำแพงหรือก่อกุฎิถือปูน
ส่วนพวกเด็กๆ
อย่างพวกเราก็พลอยสนุกตรงที่ได้ลงเล่นน้ำ
เพราะหาดทรายเป็นน้ำตื้น
ไม่น่ากลัวเหมือนยามหน้าน้ำหลาก
ซึ่งไหลแรงและลึก
อาจจมน้ำได้ง่าย
เย็นนั้นเราจับกลุ่มกันได้เกือบสิบคนทั้งผู้หญิงผู้ชายต่างแบ่งกลุ่มเล่นเอาเถิดบ้าง
เล่นวิดน้ำใส่กัน
สาดน้ำใส่กัน
สารพัดอย่างด้วยความสนุกสนาน
เพราะผู้ใหญ่ก็ไว้วางใจ
ไม่ต้องห่วงกลัวจะจมน้ำลึก
เราเล่นกันอยู่ริมเวิ้งน้ำที่ไม่ลึกสักเท่าไร
นานเท่าใดไม่รู้จนฉันรู้สึกเหนื่อย
จึงมองหาเพื่อนสนิทคือเถียน
จะชวนขึ้นจากน้ำเพื่อแวบไปเก็บถั่วฝักยาว
หรือมะเขือเทศหรือใช้ไม้และมือขุดหาถั่วลิสงหรือมันแกวที่ไร่ผักของพี่สาวที่อยู่ใกล้ๆ
นั้น
แต่มองหาเถียนเท่าไรก็ไม่พบ
เราไม่รู้ว่าเถียนหายไปไหน
ตั้งแต่เมื่อไร
ฉันจึงรีบบอกเพื่อนๆ
ให้ช่วยกันร้องหาเถียน
พี่ๆ
พวกหนุ่มๆ สาวๆ
เห็นดังนั้นก็เริ่มหันมาช่วยกันหาเถียน
ต่างตะโกนหากันให้วุ่น
ถามว่ามีใครเห็นว่าเถียนแอบขึ้นจากน้ำไปก่อนหรือไม่
ฉันวิ่งไปดูกางเกงและเสื้อที่เราถอดกันไว้
ปรากฏว่าของเถียนยังกองอยู่ข้างๆ
ของฉันเรียบร้อยทุกตัว
จึงเกิดการโกลาหลขึ้น
พร้อมกับเสียงบ่นระคนเสียงร้องไห้ของเด็กผู้หญิงบางคน
พี่ๆ
เรียกพวกเราขึ้นจากน้ำหมดทุกคน
ผู้ใหญ่ๆ
ต่างพากันลงไปงมตามริมน้ำ
ตามร่องน้ำช่วงที่เว้าเป็นแอ่ง
หาเท่าไรก็ไม่พบ
แม้กระทั่งผู้ใหญ่ที่รู้เรื่องรีบจุดกระบอง
(ไต้)
และถือไฟฉายมาช่วยกันค้นหาด้วยเป็นเวลาโพล้เพล้แล้ว
บางคนก็ใช้แหและอวนออกมาเหวี่ยงหาและลากดูก็ไม่พบ...
ตอนผู้ใหญ่ช่วยกันค้นหานั้น
พวกเราเด็กๆ
ถูกไล่ขึ้นมานับเรียงลำดูปรากฏว่าขาดเถียนเพียงคนเดียวจริงๆ
เสียงร้องไห้เริ่มจะแพร่ออกไปทุกที
โดยเฉพาะแม่และพี่สาวของเถียน
พ่อของเถียนซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้าน
ซักไซ้ไล่เลียงเราทุกคน
โดยเฉพาะเพื่อนสนิทคือฉันเอง
ซึ่งตอบไปร้องไห้สะอื้นไปด้วย
ทุกคนกระซิบกระซาบไม่กล้าพูดแรงๆ
ว่า เถียนคงถูก เงือก พาไปแล้ว
ตั้งแต่ผู้ใหญ่เฝ้าค้นหาด้วยวิธีการต่างๆ
ตั้งแต่เช้าจรดเย็นย่ำค่ำกลางคืนอยู่
๒ วันเต็มๆ
ก็ไม่ปรากฏร่างของเถียน
พอวันที่
๓ ก็มีคนเห็นซากของเถียนลอยอยู่ใกล้ๆ
หาดที่พวกเราเล่นน้ำอย่างน่าอัศจรรย์
ผู้ใหญ่ไม่ยอมให้เราไปดูเป็นอันขาด
ได้ยินแต่ว่า ศพของเถียนลอยอืดเท่ากับคนเสียชีวิต
๓ วันไม่มีผิด
แม่ของเถียนไม่กินข้าวกินปลาหลายวันป่วยแทบแย่
ส่วนพ่อของเถียนกำชับแม่ของฉันว่า
ห้ามฉันลงเล่นน้ำโขงตั้งแต่นั้นมา...
จนฉันเกือบจมน้ำตายตอนสอบวิชาลูกเสือเมื่อเรียนชั้นมัธยม
เพราะแม่ไม่ให้ลงเล่นน้ำโขง
จึงไม่มีโอกาสว่ายน้ำแข็งเหมือนคนอื่น...
ทุกวันนี้ฉันนึกถึงเรื่องและหน้าของเพื่อนคนอื่นไม่ออกเลย
แต่จำเรื่องของเถียนได้ไม่เคยเลือนไปจากความทรงจำ
ทั้งๆ
ที่เหตุการณ์นั้นผ่านมากว่าครึ่งศตวรรษ!
หมายเหตุ
เงือก ในความเข้าใจของชาวบ้านริมแม่น้ำโขง
หมายถึง
สัตว์มหัศจรรย์ซึ่งเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์
เข้าใจกันว่ามีลักษณาการเหมือนงูหรือพญานาค
สามารถดูดเลือดสัตว์และมนุษย์ได้ถึงแก่ชีวิต
มิใช่เงือกในวรรณคดี
ซึ่งท่อนบนเป็นคน
ท่อนล่างเป็นปลาน่ารักอย่างในเรื่องพระอภัยมณี
และมิใช่นกเงือกที่มีตำนานรักอมตะ
หรือปลาพะยูนที่น่าสงสารในวิชาสัตวศาสตร์ |
