เรื่องสั้นที่ผ่านการพิจารณารอการลงพิมพ์
๑. คเชนทร์เป็นเอดส์ ของ "้เหมือนใจ" ฉบับที่ ๒๔๗๙

อ่านเรื่องสั้นย้อนหลัง

เรื่องสั้น ฉ.๒๔๗๗

"โธ่เอ๊ย..."

 โดย พริบพันวา

            เขาขับรถออกจากบ้านหลังใหญ่ราวกับคฤหาสน์นั้นในเวลาเดียวกับทุกๆ วัน แสงแดดแผดกล้าร้อนแรงยามใกล้เที่ยงจะต้องตกกระทบรถสีแดงคันหรูเป็นมันปลาบสะท้อนเข้าตาชาวบ้านร้านถิ่นเข้าแน่ๆ ...เขาคิด

            เครื่องปรับอากาศชั้นดีทำงานของมันอย่างเต็มที่ ขับไล่ความร้อนระอุภายในรถให้จางหายไปอย่างรวดเร็วทันใจ รถแล่นผ่านตรอกซอกซอยในย่านของผู้มีอันจะกินเข้าสู่ถนนใหญ่ สู่ห้วงของการจราจรอันอุ่นหนาฝาคั่งด้วยรถเล็กรถใหญ่ในกรุงเทพมหานคร สู่ความสับสนวุ่นวายของบรรดาผู้คนที่มากมายเหมือนมดปลวก บ้างก็เดินขวักไขว่อยู่บนทางเท้า บ้างก็ยืนรถรถเมล์เหงื่อไหลไคลย้อย...เขาเหลือบมองอย่างสมเพชแล้วยิ้มหยัน ความรู้สึกหนึ่งวาบขึ้นมาในใจ

            โธ่เอ๊ย...ไอ้พวกหาเช้ากินค่ำ ต้องทนนั่งรถเมล์อยู่ทั้งปีทั้งชาติ ยืนตากแดดรอรถอยู่เป็นนานยังไม่พอ ขึ้นรถได้ก็ยังต้องห้อยโหนราวกับลิงค่าง...เขาคลี่ยิ้มหยันๆ ให้กว้างขึ้นไปอีกจนแทบจะหัวเราะออกมา...พวกมันคงอิจฉาเขาแทบบ้า ก็ใครสักกี่คนกันที่จะมีโอกาสได้ขับรถยี่ห้อดังที่มีเพียงไม่กี่คันในเมืองไทยอย่างที่เขากำลังทำอยู่

            เขาเหยียบคันเร่งลึกลงไปอีกอย่างคะนองใจ รู้สึกคึกคักขึ้นอีก ก็การได้ขับรถคันหรูออกมาฉวัดเฉวียนอวดได้พวกคนเดินดินเล่นอย่างนี้ มันช่างทำให้เกิดความรู้สึกว่าตัวเองสูงส่งเสียนี่กระไร เมื่อใกล้ถึงสี่แยกแห่งหนึ่ง สัญญาณไฟสีเหลืองเตือนให้รถทุกคันชะลอความเร็วลง ทันทีที่รถจอดสนิท เสียงเคาะกระจกก็ดังขึ้นข้างหู ไอ้เด็กรูปร่างผอมเกร็งไม่มีหัวนอนปลายตีนที่ไหนก็ไม่รู้ มันมาเคาะกระจกรถเขา พร้อมกับชูไม้ชูมือที่เต็มไปด้วยพวงมาลัยหลากสีขึ้นแกว่งไปมา เขารู้สึกเลือดขึ้นหน้า รีบกดปุ่มเลื่อนกระจกไฟฟ้า มันค่อยๆ เลื่อนลงอย่างนุ่มนวล

             “อย่าแตะต้องรถ ฉันไม่ซื้อ ไปขายที่อื่น” เค้นเสียงลอดไรฟันออกไปแล้ว เขาก็กดปุ่มเลื่อนกระจกรถไฟฟ้าขึ้นตามเดิม

            ...โธ่เอ๊ย...ไอ้เด็กเหลือขอ มันช่างน่ารำคาญที่ไม่มีใครจัดการกับพวกมันให้เด็ดขาดไปเสียที ทั้งกีดขวางการจราจร ทั้งรบกวนความสงบของคนดีๆ ที่ต้องการใช้ถนนอย่างสะดวกสบาย จะไม่ต้องมาคุยพะวงกับพวกเศษขยะตามสี่แยก ปะเหมาะเคราะห์ร้ายชนมันตายโครมครามขึ้นมาก็เป็นเรื่องเป็นราวกันไปอีก ข้างพ่อแม่จนๆ ของมันก็โง่เง่าไม่มีอะไรเปรียบ ไม่มีปัญหาจะหาเลี้ยงลูก ก็ยังจะปล่อยให้มันเกิดมายั้วเยี้ยยังกับมดกับแมง พลอยทำให้ชาวบ้านชาวช่องเขาเดือดร้อนไปด้วย ความคิดคำนึงสะดุดลง เมื่อภาพของคนกลุ่มหนึ่งผ่านเข้ามาในสายตา พวกเขาเดินจากเกาะกลางถนน ลัดเลาะผ่านหน้ารถเขาไปอย่างรีบเร่ง

            ...โธ่เอ๊ย...ไอ้พวกบัดซบ ทางม้าลายก็มี สะพานลอยหรือก็ทนโท่อยู่นั่น ทำไมมันไม่ข้าม เที่ยวมาลัดเลาะเกาะแกะ โน่น เห็นไหม ไฟแดงมาแล้ว เดี๋ยวก็ได้ชนกันตายมั่งหรอก แต่อย่าดีกว่า เป็นเรื่องเป็นราวกับคนพวกนี้ ขี้คร้านจะเสียเปรียบพวกมันวันยังค่ำ ฉวยมันเกิดไม่ตายขึ้นมา คงสูบเลือดสูบเนื้อเราเป็นผีปอบเทียวล่ะ ยิ่งเห็นว่าเขาขับรถคันโก้อย่างนี้ล่ะก็...

            ความคิดคำนึงหยุดลงอีกเมื่อสัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียว เขาเหยียบคันเร่งพารถคันหรูทะยานออกไป พลางเหลือบดูนาฬิกา รถไม่ค่อยติดอย่างนี้ทำให้ใช้เวลาไม่มากนักในการไปถึงที่หมาย กระนั้นเขาก็เร่งความเร็วของรถขึ้นอีก ทันใดรถคันหลังที่เขาเห็นว่ามันแสนจะปุโรทั่งก็พุ่งแซงจากทางขวา ปาดหน้าเปลี่ยนเลนไปทางซ้ายมือหน้าตาเฉย

            ...โธ่เอ๊ย...ไอ้คนมารยาททราม มันไม่มีตาหรือยังไงวะ หรือมันจะหมั่นไส้ที่เห็นเขาขับรถหรูยี่ห้อดังเลยแกล้งขับปาดหน้าเล่น ดูแต่รถของมันนั่นปะไร เขาเรียกโบราณวัตถุแล้วนะนั่น มันน่าจะเอาไปปลูกสะระแหน่งเสียให้รู้แล้วรู้รอด คิดแล้วก็อดนึกขำไม่ได้

            เขาขับรถต่อไปด้วยความระมัดระวังมากขึ้น เมื่อรถแล่นผ่านถนนสายหนึ่ง หางตาเขาเหลือบเห็นรถสองคันที่ประสบอุบัติเหตุจอดแอบอยู่ข้างทาง คันหนึ่งท้ายบุบ อีกคันไฟหน้าแตกกระจายเต็มถนน เจ้าของรถทั้งสองก็กำลังโต้เถียงกันหน้าดำคร่ำเครียดอยู่ใกล้ๆ นั้นเอง...เขายิ้มที่มุมปาก

            ...โธ่เอ๊ย...ไอ้พวกหน้าโง่ การขับรถในกรุงเทพฯ มันก็ไม่ต่างอะไรกับเกมส์การแข่งขันที่ต่างคนต่างก็ต้องรีบเร่งไปให้ถึงจุดหมายของตนให้เร็วที่สุด ใครถึงที่หมายได้เร็วและปลอดภัยก็หมายถึงผู้ชนะไป ส่วนไอ้พวกที่มะงุมมะหงาหลาเชื่องช้าง แถมยังไม่ทันเกมส์เขาก็ต้องเจอแบบนี้

            ใกล้ถึงที่หมายเข้ามาทุกที โน่นยังไง มันคืออาคารสวยหรูสูงสามสิบชั้น ตั้งเด่นเป็นสง่าจนสามารถมองเห็นได้ในระยะไกล รถแล่นผ่านย่านธุรกิจใจกลางเมืองหลวง ทำให้เกิดการจราจรติดขัดพอสมควร แต่เขาก็ฆ่าเวลาด้วยการมองสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว นั่นยังไง อาคารสูงอีกแห่งหนึ่งที่สูงใกล้เคียงกับที่หมายของเขา เขาเห็นคนงานก่อสร้างจำนวนหนึ่งที่กำลังทำงานบนตึกสูงนั้น มองดูราวกับมดตัวเล็กๆ ที่กำลังไต่อยู่บนก้อนขนมอันมหึมา

            ...โธ่เอ๊ย...ไอ้คนบ้านนอกคอกนา เฮโลเข้ามาทำงานในกรุง หวังจะได้งานสบายเงินเดือนงามอย่างคนอื่นเขา ที่ไหนได้เจอแต่กองขยะ งานหนัก เงินเดือนไม่พอยาไส้ ก็ยังจะขนกันเข้ามาแออัดยังกะมดปลวก มาแย่งอากาศคนกรุงเขาหายใจ ดูแต่ตัวเขาเองสิ ทั้งๆ ที่เป็นคนกรุงโดยกำเนิด ชินชากับภาพซ้ำซากของเมืองหลวงจนเห็นเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว แต่กว่าจะได้มาขับรถคันโก้คันนี้ มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

            เพราะได้สัมผัสกับความหรูหราในรถคันงามอยู่ทุกวี่ทุกวัน แต่ต้องมานั่งทนมองภาพอันไม่โสภาทั้งหลายผ่านกระจกไฟฟ้าใสแจ๋ว มันทำให้เห็นถึงความแตกต่าง ใครนะ...เรียกมันว่าช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย ความสูงกับความต่ำ ความมีกับความไม่มี มันห่างไกลกันมาก...มากจนเขาเองก็บอกไม่ถูก รู้แต่ว่ามีคนรวยก็ต้องมีคนจน มันก็ยุติธรรมดี เหมือนที่เขาว่ามีสีขาวก็ต้องมีสีดำ...อะไรแบบนั้นน่ะ

            ในที่สุด เขาก็ขับรถมาถึงที่หมายอย่างปลอดภัย เขาจอดรถอย่างนิ่มนวล แล้วก็คว้ากระเป๋าเอกสารสีดำก้าวลงจากรถด้วยท่าทางมาดมั่น พลันก็สัมผัสกับอากาศอันร้อนระอุภายนอก ยังมิทันจะก้าวไปที่ใด ประตูด้านหลังของรถสีแดงคันหรูก็เปิดออก ใครคนหนึ่งก้าวลงมายืนอยู่เบื้องหน้าเขา แล้วก็คว้ากระเป๋าเอกสารไปถือไว้เสียเอง

             “สายไปห้านาที เย็นนี้มารับฉันเวลาเดิม” ใครคนนั้นกล่าวจบแล้วก็เดินจากไป ทิ้งให้เขายืนอยู่ท่ามกลางแสงแดดแผดกล้าที่กระทบรถสีแดงคันหรู เขายกแขนเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดขึ้นซับเหงื่อไคลที่เริ่มไหลย้อยลงมา