|
อ่านเรื่องสั้นย้อนหลัง |
|
เรื่องสั้น
ฉ.๒๔๗๕ ชีวิตในตะกร้า ดวงลดา
สวัสดีครับ
ผมชื่อโฟโต้
เป็นหมาน้อยเมืองกรุงธรรมดาอาศัยอยู่ในบ้านพี่นิก
ผมเป็นหมาในสังกัดของพี่นิกเขาแหละครับ
พี่นิก
ลูกพี่ของผมเขามีพี่สาวอยู่หนึ่งคน
ชื่อพี่แน็ก โห
ผมขอนินทาหน่อยเถอะครับ
คุณพี่เขาดุอย่างเยี่ยมยอดไปเลย
เพราะคุณพี่แน็กเขาไม่ค่อยชอบพวกสัตว์สี่ขา
หน้าชนในตระกูลมาพูเดิ้ลอย่างผมเท่าไหร่
เห็นคุณพี่เขาบ่นๆ
ว่าพวกผมเป็นพันธุ์ปากเปราะ
อะไรนิดก็เห่า
อะไรหน่อยก็เห่า
ลมพัดก็เห่า
ใบไม้กระดิกก็เห่า...โธ่
ก็มันธรรมชาติของผมนี่คร้าบ
อย่างไรก็ตาม พี่แน็กไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำหรอกครับ
เพราะผมไม่เคยโดนพี่แน็กแกล้งสักกะที
คุณพี่เขาแค่ไม่ชอบเลี้ยงสัตว์เพราะไม่อยากมีภาระจุกจิกนั่นเองแหละ
อันนี้ผมก็เข้าใจ
ยิ่งผมเป็นหมาพิการด้วยแล้ว
ยิ่งหาความน่ารักมากเกลื่อนภาระประดามีไม่ได้เอาเสียเลย
เรื่องราวของผมเริ่มต้นเอาในวันหนึ่ง
ที่พี่นิกอุ้มผมในวัยสามเดือนเข้าบ้าน
ตอนนั้นผมยังไม่พิการครับ
ผมกำลังหลับสบายใจในอ้อมกอดอุ่นๆ
ก็พลันสะดุ้งโหยงเมื่อได้ยินเสียงแหลมปรี๊ดกรีดร้องก้องบ้าน
จ๊าก
ยายนิกเรียกผมเสียหมดรูป
ก็ตอนเด็กๆ
พวกผมเวลานอนก็จะขดตัวเสียกลมปี๋
มองเห็นก็แต่ขนหยิกหยองเป็นหลอดๆ
ดูรวมๆ แล้วเป็นก้อนๆ
น่าเอ็นดูจะตาย
สรุปว่า
สองศรีพี่น้องดีกันบ้านแทบแตกเพราะการมาของผม
พี่แน็กก็ไม่ยอมให้เลี้ยงผมท่าเดียว
ส่วนพี่นิกก็ไม่ยอมพี่แน็ก
จะเลี้ยงผมให้ได้ท่าเดียวเหมือนกัน
(รวมกันเป็นสองท่า)
เจ้าตัวปัญหาอย่างผมได้แต่นั่งลิ้นห้อยทำหน้าเป็น
สุดท้าย พี่นิกก็ใช้ไม้ตายที่เคยใช้ได้มาตั้งแต่อายุหนึ่งขวบจนปัจจุบัน
(ซึ่งอายุสิบแปดขวบ
เรียนมหาวิทยาลัยปีสองแล้ว)
นั่นคือ ร้องไห้มันซะเลย
ด้วยความสามารถที่ฝึกฝนมากดี
พี่นิกนั่งร้องไห้ทุกรูปแบบ
ตั้งแต่กระซิกๆ จนถึงโฮๆ
ร่วมชั่วโมง ในที่สุด
พี่นิกก็ชนะ เนื่องจากพี่แน็กในวัยยี่สิบสอง
ผู้ซึ่งเพิ่งเรียนปริญญาโทปีแรก
แต่คิดว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่กว่ามากเลยจำต้องยกธงขาวให้น้องสาวบังเกิดเกล้า
โปรดสังเกตว่าคุณพ่อคุณแม่ไม่ได้ยื่นมือเข้ามาตัดสินเรื่องนี้เลย
นั่นเป็นเพราะตอนนั้น
ทั้งคู่ไปสัมมนาถึงเชียงใหม่นั่นเอง
พี่แน็กเลยถือโอกาสแต่งตั้งตัวเองเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในบ้านตอนพ่อแม่ไม่อยู่
เพื่อเป็นการเอาใจพี่สาว
พี่นิกก็เลยอุตส่าห์ยอมให้พี่แน็กเป็นคนตั้งชื่อให้ผม
อันนี้เป็นงานอดิเรกแสนโปรดปรานของพี่แน็กเลยล่ะครับ
คุณพี่เขาชอบการตั้งชื่อมากขนาดรถโฟล์คเต่าสีขาวของเธอยังมีชื่อเลย
ด้วยความที่มันสามวันดีสี่วันไข้
มันเลยชื่อเจ้า บุโรทั่ง
แถมเธอมีชื่อสำหรับลูกสาวลูกชายในอนาคตของเธอชนิดที่ว่า
ถ้าจะได้ใช้ให้ครบทุกชื่อละก็
คุณพี่เธอต้องมีลูกอย่างน้อยสองโหลล่ะครับ
และผมก็ได้ชื่อ โฟโต้
มา...นั่นเป็นการประกาศว่า
พี่แน็กกำลังเห่อการเล่นกล้องอย่างไม่ต้องสงสัย
อ๋อ เจ้ากล้องนิคอน รุ่งเอฟสาม
อันแสนหนักที่คุณพี่เขาใช้ก็มีชื่อครับ
มันซึ่งเจข้า ล่ำบึ้ก
เพราะพี่แน็กกำลังจะกล้ามขึ้นกับการแบกมันอยู่รอมร่อแล้วครับ
กว่าคุณพ่อคุณแม่จะกลับมาบ้าน
ผมก็เที่ยวอีอี่เรี่ยราดไปรอบบ้านเป็นการประกาศอาณาเขตไปเรียบร้อย
ผมค่อนข้างชนครับ
งานอดิเรกที่ผมโปรดปรานคือการวิ่งไปมาในบ้าน
(ย้ำว่าในบ้านครับ
ไม่ใช่นอกบ้าน)
กระโดดข้ามสิ่งกีดขวางทุกอย่างที่ขวางหน้า
เช่นกองหนังสือการ์ตูนของพี่แน็ก
และตัวพี่แน็ก
ก็เธอชอบนอนอ่านหนังสืออยู่กับพื้นบ้านนี่ครับ
หนักๆ เข้าที่แน็กก็พลอยเล่นกับผมไปด้วย
เธอเริ่มจากการเอาหนังสือมาตั้งล่อให้ผมข้ามกองละน้อยๆ
เล่นก่อน
ต่อมาก็ต่อสูงขึ้น
จนกลายเป็นผมกระโดดชนหนังสือล้มไปทั้งกอง
จากนั้นก็มีประยุกต์อีกแน่ะ
ด้วยการเอาหนังสือไปกองข้างๆ
พี่นิกผู้ซึ่งกำลังหลับอยู่กับพื้น
(คนบ้านนี้ชอบลงไปนอนพื้นจริงๆ
ครับ) พอผมกระโดดข้ามปุ๊บ
ตัวผมก็ลอยลิ่ว
และสี่เท้าน้อยๆ
ของผมก็เลยลงจอดเหยียบที่หน้าพี่นิกพอดีเลยครับ
ผมบอกหรือยังครับว่างานอดิเรกอีกอย่างของพี่แน็กก็คือการแกล้งน้องนี่แหละครับ
เรื่องเศร้าของผมเกิดขึ้นในวันหนึ่ง
ตอนนั้นผมยังไม่เต็มขวบดีเลยครับ
ก็ด้วยความซนของผมเองแหละครับ
วันนั้นผมวิ่งเล่นอยู่ในสนามหน้าบ้าน
พอคุณพ่อเปิดประตูรั้วบ้านเพื่อถอยรถออก
ผมก็วิ่งปรู๊ดเดียวออกนอกรั้วไปเลยครับ
ก็แหม
โลกกว้างใหญ่ข้างนอกมันเย้ายวนใจจะตายไป
พอผมออกไปวิ่งก๋าอยู่หน้าบ้านปั๊บ
เจ้าอัลเซเชียนตัวเบ้อเริ่มสองตัวที่อยู่บ้านข้างๆ
วิ่งพรวดเข้ามาคาบผมไปทันทีเลยครับ
คาบไม่คาบเปล่า...ตัวหนึ่งคาบส่วนหัว
อีกตัวคาบส่วนหาง
แล้วก็แย่งกันอย่างกับผมเป็นชิ้นเนื้อ
ผมร้องแอ๊กได้คำเดียวถึงกับสลบไปเลยครับ
มาฟื้นอีกที
ก็ได้ยินเสียงพี่นิกร้องไห้โฮๆ
อยู่ข้างๆ
และผมก็พบว่าตัวผมเองแข็งโป๊กเลยครับ
ก็คุณหมอจักดารเข้าเฝือกผมทั้งตัวจนดูเป็นหมาหุ่น
เรื่องของเรื่องก็คือกระดูกสันหลังผมหักแบบละเอียดไม่มีชิ้นดีเกินเยียวยา
และเส้นประสาทหลายเส้นฉีกขาด
สรุปก็คือว่า
ผมจะเดินจะวิ่งด้วยขาทั้งสี่ไม่ได้อีกต่อไป
พูดง่ายๆ
ผมเหมือนเป็นง่อยไปอย่างช่วยไม่ได้
พี่นอกไม่ได้ยอมแพ้แค่ที่คุณหมอบอกหรอกครับ
พอผมถอดเฝือก
เราก็หอบหิ้วกันไปหาคุณหมอถึงโรงพยาบาลสัตว์ของมหาวิทยลับเกษตรศาสตร์
เพื่อทำกายภาพบำบัดโดยการกระตุ้นเส้นประสาทด้วยไฟฟ้าอ่อนๆ
ทำให้มาอยู่เป็นเดือนๆ
ดูเหมือนผมไม่ดีขึ้นเลย
อันที่จริงผมชอบนะครับ
ได้นั่งโฟล์คเต่าชูคอออกไปเที่ยวทุกสัปดาห์
มีพี่แน็กเป็นสารถี
พอนั่งบนเตียงเพื่อถูกกระตุ้น
มันก็อุ่นๆ และรู้สึกจิ๊กจั๊กๆ
เพลินจนเกือบหลับแน่ะครับ
ในที่สุดพี่นิกก็ยอมแพ้
ส่วนผมก็เหลือสองขาหน้าไว้เดินตะกุยตะกายไปมา
เอาก้นไถไปกับพื้น ไถมากๆ
เข้าก้นก็ด้านเป็นไต
พี่นิกก็เลยจับผมนั่งในตะกร้าเสียบ้างเป็นการถนอมก้น
ผมกับตะกร้าก็ผูกพันกันแต่นั้นมา
และผมก็เริ่มใช้เสียงในการเห่านั่นเห่านี่มากกว่าเดิมจากนั้นมาเช่นกัน
ก็เดินไปไม่ได้ก็ต้องโวยวายเอานั่นเอานี่สิครับ
เรื่องธรรมด๊า ธรรมดา...
เล่ามาถึงตอนนี้
ผมก็ใช้ชีวิตอยู่ในตะกร้ากับขาทั้งสองที่ใช้งานได้มาห้าปีกว่าแล้วครับ
ด้วยความเอาใจใส่เป็นอย่างดีของพี่นิก
บางทีพี่เขาก็เอาผ้าคล้องขาหลังของผมเอาไว้
แล้วพาออกไปเดินเล่นรอบ้านอยู่บ่อยๆ
ตามความว่างของพี่เขา
ซึ่งหลังๆ
พอพี่เขาเรียนจบ
เริ่มทำงานทำการ
เวลาจะให้ผมก็น้อยลงไป
อันนี้ไม่ว่ากันครับ
กิจวัตรวันๆ
ของผมก็คือนั่งดูนู่นดูนี่จากในตะกร้า
ถึงเวลาหิวก็เห่าบึงเบ๊งส่งสัญญาณให้คุณป้าแม่บ้านเอาอาหารมาตั้ง
กินแล้วผมก็หลับปุ๋ยอยู่ในตะกร้า
แถมมีกรนด้วยครับ พี่แน็กเคยฟ้องพี่นิกให้ผมได้ยิน
ตื่นมาอีกทีก็อาจจะโดนจับอาบน้ำโดยฝีมือคุณป้า
แล้วก็นุ่งผ้าอ้อมเพื่อให้ผมคลานไปมารอบบ้านได้
จนถึงเวลาอาหารเย็น
พอผมทานข้าวเย็นเสร็จก็ถึงเวลาเข้าไปนั่งในตะกร้ารอพี่นิกกลับมาจากที่ทำงาน
เวลาพี่นิกขับรถเข้ามาจอด
(ตอนนี้ เจ้า บุโรทั่ง
โฟล์คเต่าคันนั้นของพี่แน็ก
ถูกพี่นิกยึดไปแล้วครับ)
ผมงี้
เห่าขรมด้วยความดีอกดีใจสุดฤทธิ์
เป็นที่น่าหมั่นไหว้สำหรับพี่แน็กมาก
กิจวัตรประจำวันทั้งหมดที่ว่านี้
อยู่ในสายตาของพี่แน็กโดยตลอด
แต่เป็นแบบห่างๆ นะครับ
เพราะคุณพี่เขาไม่ชอบการมีภาระกับผม
แต่ถ้าแหย่ผมเล่นเพื่อแกล้งพี่นิกล่ะก็
เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
คุณพี่เขาอาจจะเดินมาเติมน้ำในถ้วยให้ผมบ้าง
ยกตะกร้าพาผมไปวางเพื่อชมวิวตรงระเบียงนอกบ้านบ้าง
แต่ถ้าเมื่อไหร่ผมอึหรือฉี่
หรือเห่าบ๊งเบ๊งล่ะก็พี่แน็กเป็นเดินหนีไปหลังบ้านเพื่อตัดรำคาญ
แถมบางที ถ้าผมเห่ามากๆ
พี่แน็กเขาก็แกล้งปาม้วนหนังสือพิมพ์เฉียดตะกร้าผมไปแบบหวุดหวิด
เพื่อให้ผมสงบปากสงบคำแต่ไม่ค่อยสำเร็จหรอกครับ
บอกแล้วว่าผมมันพันธุ์ปากเปราะ
สาเหตุที่พฤติกรรมผมอยู่ในสายตาของพี่แน็กเกือบตลอด
ก็เพราะพอพี่แน็กจบโทนิเทศน์ศาสตร์
คุณพี่เขาก็กลายเป็นนักเขียนบทละครโทรทัศน์เนื้อหอม
โดยเขียนให้กับผู้จัดละครซึ่งเป็นรุ่นพี่ชี้ปึ้กที่คณะ
(เล่นแล้วนี่เอง)
งานการส่วนใหญ่คุณพี่เขาก็เลยอยู่หน้าจอคอมพิวเต้อร์ที่บ้าน
เบื่อๆ
ก็ลุกไปเดินดูต้นไม้รอบบ้านบ้าง
ดูโทรทัศน์บ้างอ่านหนังสือบ้าง
ไม่ค่อยชอบออกไปไหนเหมือนคนอื่นเขา
แต่ถ้าไป
คุณพี่เขาก็ไปแบบลากกระเป๋าใบโตหายไปซะหลายวัน
เป็นชีวิตที่น่าอิจฉาไม่แพ้ชีวิตผมเลย
แค่ผมอยู่ในตะกร้าแค่นั้นแหละ
สรุปแล้ว วันๆ พี่แน็กก็อยู่บ้านกับผมเป็นส่วนใหญ่
บางทีผมก็เกิดอยากจะเห่าขึ้นมาในเวลาที่พี่เขานั่งปั้นสมาธิทำงาน
ม้วนหนังสือพิมพ์เลยเริ่มปลิวเฉียดใกล้หัวผมเข้าไปทุกวัน
พี่แน็กไม่ค่อยจะจี้จ๋าอะไรกับผม
ผมก็เข้าใจ
ก็เขาไม่ได้อยากเลี้ยงผมไว้ตั้งแต่ทีแรกนี่ครับ
ที่แย่หน่อยก็คือ
ผลของการเห่ามากๆ ของผม
ทำให้ผมโดนพี่นิกดุเข้าให้ในวันหนึ่ง
จ๋อยเลยล่ะครับ
แต่มีคนจ๋อยกว่าผม
คืนนั้นผมยังไม่อยากนอนเลย
(เข้าใจว่านอนกลางวันมากไปหน่อย)
แต่ทุกคนในบ้านเล่นปิดไฟหมด
แล้วหนีไปนอน
ทิ้งผมไว้ในตะกร้าหน้าห้องนอนของพี่นิกกับพี่แน็ก
(สองคนนี่นอนห้องเดียวกัน
ฉะนั้น
ผมไม่มีสิทธิเจ๋อเข้าไปนอนกับพี่นิกในห้องอยู่แล้ว)
ด้วยความว้าเหว่
ผมก็เริ่มครางงี้ง๊าดๆ
ครางไปครางมาก็เริ่มคำรามเบาๆ
แล้วก็เริ่มเห่าเวลาผมเห่า
ผมจะเห่าสลับหอนมันทุกสองนาทีเลยครับ
ฮ่งฮ่ง
ฮ่งฮ่ง ฮ่งฮ่ง โฮ้วววว...
ผมจะเห่าแบบนี้แหละ
พี่นิกคงอดรนทนไม่ได้
เพราะตัวเองทำงานมาเหนื่อยๆ
แล้วยังต้องตื่นแต่เช้าในวันรุ่งขึ้นอีก
ครั้นพอจะเคลิ้มๆ
ก็ดันมีเสียงเห่าหอนของผมรบกวนอีก
เธอก็เลยงัวเงียลุกขึ้นนั่งแล้วตวาดแว้ดผม
โฟโต้
เงียบ!
เสียงจากในห้องทำให้ผมชะงักไปนิดเดียวด้วยความงง
แล้วผมก็เห่าของผมต่อ
ฮ่ง
ฮ่ง
โฟโต้เงียบ!
ฮ่ง
เงียบ!
เราคงมีสงครามเสียงเห่าและตวาดอยู่อีกนาน
ถ้าไม่เป็นเพราะพี่แน็กผู้กำลังหลับอย่างสุขารมณ์พลอยตื่นขึ้นมา
พอผมเห่าอีกทีและพี่นิกตวาดอีกทีเท่านั้นแหละ
ฮ่ง
เงียบ!
นิก
แกนั่นแหละ เงียบ!
เสียงที่สามที่แทรกขึ้นมาเนี่ยแหละครับ
ทำเอาเงียบไปทั้งคนทึงหมาเลย
ผมบอกแล้วว่ามีคนจ๋อยกว่าผม
พี่แน็กดุกว่าหมาดุๆ
เสียอีก (ในสังคมหมา
เป็นคำชมที่เจ๋งที่สุดเลยนะครับ)
เข้ามาผมเลยโดนพี่นิกเขกกะโหลก
โทษฐานที่ทำให้ตัวพี่นิกจ๋อยกลางดึก
จากนั้น พี่แน็กเลยยิ่งหมายเมินผมใหญ่เลยครับ
ยิ่งวันไหนอากาศร้อนๆ
แล้วมีเสียงผมเห่าประกอบฉากด้วย
พี่แน็กทำงานทำการไม่ได้เลยครับ
สมาธิแตกกระเจิง เห็นพี่แน็กเปรยๆ
กับพี่นิกว่า
ให้ปรุงยาชนิดที่ให้หมากินแล้วไม่เห่าให้ผมสักขนาน
(ผมบอกหรือยังว่า พี่นิกเป็นเภสัชกร)
โห โหดครับ
ถ้าผมไม่ได้เห่า
มีหวังท้องอืดท้องเฟ้อแย่
พี่นิกเลยเปรยๆ
ว่าจะปรุงยาลดความโหดให้พี่สาวตัวเองสักขนาน
ความสัมพันธ์ของผมกับพี่แน็กเลยชักแย่
หลังๆ พี่แน็กไม่แตะเนื้อต้องตัวผมเลยครับ
เพราะผมพออยู่ในตะกร้าเข้าปีที่หก
ผมก็มีความเครียดของผมบ้าง
เวลาคุณป้าแม่บ้านจะจับผมอาบน้ำ
ผมงี้
เห่าคอเป็นเอ็นเลยครับ
ผมให้พี่นิกจับอาบน้ำได้คนเดียว
ซึ่งก็ปาเข้าไปหลายวันกว่าจะได้อาบ
ตัวผมเลยเริ่มมีกลิ่นแบบที่พี่แน็กเหม็นนักเหม็นหนา
แต่ผมว่าหอมแฮะ
เวลาผมเห่าๆ
อย่างนี้ พี่แน็กรำคาญมากครับ
บางทีคุณพี่เขาก็เลยใช้วิธีเถียงกับผมด้วยการเห่ากลับ
เอ้อ
คนเราบางทีก็ทำอะไรที่หมาไม่เข้าใจเหมือนกันนะครับ...
สรุปว่าบ้านเราเสียงขรมยิ่งกว่าเดิมเลยครับ
เพราะผมนึกว่าพี่แน็กอยากจะประสานเสียงด้วย
ถึงตอนนี้ พี่แน็กยิ่งหัวฟัดหัวเหวี่ยงกว่าเดิมอีกแน่ะ
แล้ววันนี้ผมก็ตื่นมาพบว่าอากาศเย็นสบายจนเรียกได้ว่าหนาวเลยล่ะครับ
อันนี้เป็นปรากฏการณ์ที่นานๆ
จะเกิดขึ้นทีที่กรุงเทพฯ
ผมงี้นอนขดในตะกร้าสบาย
แถมตัวก็จะไม่ค่อยมีกลิ่นเหม็นด้วย...พี่แน็กอารมณ์ดีเลยล่ะครับ
ตามประสาศิลปินที่รู้สึกนู่นรู้สึกนี่ไปกับบรรยากาศรอบตัว...ผมเห็นพี่แน็กอารมณ์ดีขนาดนั้นก็พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะไม่สร้างเสียงเห่ามาทำลายบรรยากาศดีๆ
แต่เช้า...แต่ แหม
ผมชักหิวข้าวเช้าแฮะ
ในที่สุด ผมก็เห่า...ด้วยความเกรงใจพี่แน็กนิดหน่อย
ฮ่ง
ฮ่ง
ป้าคร้าบ
อาหารเช้าผมล่ะคร้าบ
เสียงเห่าผมแปลว่าอย่างนี้
พร้อมกับย่นคอ หลังตาปี๋
เผื่อจะมีม้วนหนังสือพิมพ์ปลิวเฉียดหัวผมอีก
บ๊อก
บ๊อก
เอ๋ เสียงอะไร
ผมชะงักนิดหน่อยด้วยความงง
เลยเห่าหยั่งเชิงอีกที
ฮ่ง
ฮ่ง
บ๊อก
บ๊อก
เสียงพี่แน็กนี่เอง
กำลังแกล้งเห่าล้อเลียนผมอยู่
ท่าทางอารมณ์ดีเยี่ยมยอด
ขอบคุณลมหนาวครับ ไม่งั้น
ผมโดนพี่แน็กขว้างด้วยหนังสือพิมพ์แน่
ผมว่าเวลาพี่แน็กอารมณ์ดี
เขาได้ยินเสียงผมเห่าเป็นเสียงบ๊อก
บ๊อก
ซึ่งน่ารักกว่าเสียงเห่าปกติของผมเยอะ
หูคนเรามันขึ้นอยู่กับความรู้สึกของเราเองเหมือนกันนะครับ
อันนี้ผมไม่ได้ทำท่าเป็นหมาแก่แดดพูดจาเป็นปรัชญาอะไรหรอกครับ
คุณพี่เขาบอกผมน่ะครับ
วันนี้คุณพี่เขาเป็นคนยกข้าวมาเสิร์ฟผมเองเลย
แล้วยังมีแก่ใจนั่งรำพันให้ผมฟังอีก
นี่โฟโต้...เวลาฉันได้ยินแกเห่าฮ่งๆ
ฉันจะบ้าตาย
แต่วันนี้พอฉันลองนึกว่าเสียงแกเห่ามันดังบ๊อกๆ
ปั๊บ
ฉันว่าแกเห่าได้น่ารักน่าเอ็นดูขึ้นเยอะ
เวลาคนเราอารมณ์ดีๆ
รู้สึกดีๆ
ได้ยินได้ฟังอะไรมันก็ดีไปหมดนะ
โฟโต้นะ...
สรุปว่าพี่แน็กสารภาพว่า
ขอเลือกที่จะปรับตัว
หรืออีกนัยหนึ่งคือปรับหูให้เข้ากับเสียงเห่าผม
ด้วยการเลือกได้ยินเสียงผมแบบที่ฟังแล้วอารมณ์ดี
ผมก็ดีใจครบ
เพราะไงผมก็เลิกเห่าไม่ได้
พี่แน็กกระซิบว่า
คนฉลาดกว่าหมา
ฉะนั้นคนฉลาดมากก็ต้องเลือกที่จะคิดแบบมีความสุขได้ดีกว่าคนฉลาดน้อย
หรือหมาฉลาดน้อยอย่างผม
...คนเราสบายใจหรือไม่
ก็อยู่ที่วิธีคิด...คิดให้สบายใจก็สบายใจ
คิดให้ทุกข์ใจก็ทุกข์ใจ...ปรัชญาเท่ห์ๆ
อย่างนี้ พี่แน็กคิดครับไม่ใช่ผม...
พี่แน็กคิดได้อย่างนี้
ผมอนุโมทนาครับ
ต่อไปนี้ผมจะได้เห่าได้อย่างเป็นสุขเสียที...โฮ่ง... |
