เรื่องสั้นที่ผ่านการพิจารณารอการลงพิมพ์
๑. ดั่งร่มไม้ใบบัง ของ บงกชเพชร ฉบับที่ ๒๔๗๔

อ่านเรื่องสั้นย้อนหลัง

เรื่องสั้น ฉ.๒๔๗๓
"เอี่ยน"
"ดำเนินทราย"


พ่อแม่มีลูก ๕ คน เป็นชาย ๔ คน ผู้หญิงคนเดียวอยู่ตรงกลาง
ผมเป็นลูกชายคนเล็ก เรากำพร้าพ่อเมื่อผมอายุได้ ๗ ปี หลังจากพ่อนอนป่วยอยู่นาน โดยมีผมนอนป่วยอยู่ข้างๆ
ผู้มีความรู้ด้านดูดวงกล่าว่า ถ้าพ่อไม่จากไป ผมคงเป็นคนไป
แต่เนื่องจากดวงของผมยังไม่ถึงฆาต และแรงกว่าดวงของพ่อ พ่อจึงจากไป
เมื่อผมรู้เรื่อง ถ้าเป็นอย่างนั้นผมเสียใจมากที่ทำให้พ่อจากไป โดยที่ผมยังไม่มีโอกาสได้เรียนรู้ชีวิตการครองตัวแบบลูกชายจากพ่อให้เพียงพอ
จะได้มีโอกาสตอบแทนบุญคุณของพ่อกับแม่เมื่อผมโตพอ
แต่หลวงตาปลอบผมว่า พ่อคงไม่ปรารถนาให้ผมต้องทำงานหนักเป็นชาวนาเหมือนพ่อ พ่อจึงเสียสละจากไปเสียเอง
ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้น เพราะว่าเมื่อพ่อจากไป พวกเราก็เลิกทำนาโดยปริยาย นับแต่นั้นเป็นต้นมา
นาแปลงของเราที่ปู่ย่าแบ่งให้จึงต้องฝากให้อาเป็นคนทำต่อ เช่นเดียวกับ "นาน้อย" นาแปลงเล็กๆ พ่อแม่ไปบุกเบิกขึ้นมาได้เองก็ต้องให้คนอื่นทำต่อ
ทั้งอาและ "คนอื่น" ที่ทำนาของเรา ให้ข้าวเราเป็นผลตอบแทนเสมือนค่าเช่านาของเรา แล้วแต่เขาจะแบ่งให้
ที่ผมว่าพ่อเสียสละให้ผมนั้น เพราะพ่อจากไปตอนผมยังเด็กเกินไปที่จะได้ลงมือทำนาเหมือนพี่ๆ
ภาพความสุขในทุ่งนาที่แวบเข้ามาในคลองสำนึกบางครั้งจึงเป็นเพียงภาพรางๆ จำภาพของพ่อได้เพียงว่าเป็นชายร่างใหญ่บึกบึน แต่อบอุ่นนุ่มนวลเมื่อผมขึ้นขี่คอ หากจำใบหน้าของพ่อไม่ได้เลยในชีวิต
เมื่อเราเลิกทำนา พี่ๆ จึงต้องแยกย้ายกันไปอยู่ในความอุปการะของญาติๆ
พี่ชายคนโตจบประถมปีที่ ๔ แล้วก็ไปสมัครเป็นตำรวจ ผมจำได้ว่าพี่ชายเป็น "พลสมัคร" อยู่นานมาก กว่าพี่จะได้เป็นนายสิบ จวนๆ จะเกษียณจึงได้เป็นนายร้อย
พี่ชายคนรองอาศัยอยู่กับญาติข้างแม่ ซึ่งอยู่ในอำเภอที่ห่างจากบ้านเราถึง ๘ กิโลเมตร ได้อาศัยอยู่เพื่อเรียนชั้นมัธยม ซึ่งต่อมาสุขภาพไม่สมบูรณ์ จึงออกบวชซึ่งเพิ่มความอ่อนแอมากยิ่งขึ้น เพราะนอนกับพื้นซีเมนต์ ซึ่งหมอบอกว่า เป็นผลให้เป็นโรคเหน็บชาในกาลต่อมา
และเป็นโรคเรื้อรังที่ทำให้พี่ชายคนรองอ่อนแอมาตลอดชีวิต
ส่วนพี่สาวคนเดียวของผม คุณอาผู้หญิง ซึ่งเป็นภรรยาของเจ้าเมืองรับเอาไปอยู่ที่ "โฮงหลวง" หรือ "คุ้ม" ของเจ้าเมืองในอำเภอ
พี่สาวจึงได้เรียนหนังสือไปด้วย และได้รับการอบรมกิริยามารยาทผู้ดีจาก "โฮงหลวง" ด้วย
พี่ชายคนที่สี่คือคนถัดจากผมขึ้นไป หลวงพี่ซึ่งเป็นญาติข้างแม่รับอาสาอุปการะให้เล่าเรียน เป็นศิษย์วัดอยู่ในอำเภอซึ่งไม่ห่างไกลพี่ชายคนรองและพี่สาวมากนัก
พี่สามคนจึงได้มีโอกาสพบกันบ้างแม้ไม่บ่อย ทั้งๆ ที่อำเภอนั้นไม่ใหญ่โตนัก
ที่ผมเล่าถึงพี่ๆ แต่ละคนมานี้ เพื่อจะบอกว่าตอนเรียนชั้นประถมนั้น ผมจึงต้องอยู่กับแม่ที่บ้านทุ่งเพียง ๒ คน
เว้นแต่ช่วงโรงเรียนหยุด พี่ๆ จึงอาจจะมีโอกาสกลับไปเยี่ยมผมกับแม่บ้าง
ความจริงนั้น แม่ก็เกิดในอำเภอ ต้นตระกูลของแม่ก็เป็นตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่งในอำเภอ เพราะเคยเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เช่นเดียวกับสามีของคุณอาผู้หญิง หากแต่อยู่คนละ "คุ้ม"
"คุ้ม" ของตระกูลฝ่ายแม่อยู่ฝ่ายเหนือ และ "คุ้ม" ของฝ่ายคุณอาอยู่ฝ่ายใต้
ใครๆ พูดกันว่า แม่น่าจะพาลูกกลับไปอยู่ในอำเภอเพื่อให้พวกผมได้เล่าเรียน และมีความเป็นชาวเมืองไม่ใช่เด็กบ้านทุ่งบ้านป่าอย่างที่บ้านของพ่อ
แต่แม่รักชีวิต "บ้านนอก" เสียแล้ว ที่สำคัญคือ มีที่ดินซึ่งปู่ย่าแบ่งให้เราอยู่ มีที่นาและสมบัติของเราเอง เช่นที่สวนที่พ่อแม่หักร้างถางพงจับจองทำขึ้นมาปลูกสับปะรดและไม้ไผ่ไว้
รวมทั้ง "นาน้อย" อันเป็นสมบัติที่เกิดจากเรี่ยวแรงของพ่อกับแม่ขุดร้างถางพงขึ้นมา
เมื่อยามเยาว์วัยราเคยต่อว่าทำไมแม่ไม่ทำอย่างที่ใครๆ เขาว่า
มารู้ว่าการอยู่ในเมืองนั้นต้องมีค่าใช้จ่ายมาก ยากที่จะอยู่ได้โดยขาดรายได้อย่างในหมู่บ้านทุ่งของเรา
และที่สำคัญ ที่ดินและบ้านเดิมของแม่ แม่ได้ยกให้น้องชายคนเดียวของแม่ไปเสียแล้ว ในฐานะที่น้าชายกำพร้าของแม่ไม่มีสมบัติอื่นใด
และน้าก็มีครอบครัว มีลูกของน้าอยู่แล้ว...!
ในช่วงที่ผมต้องอยู่กับแม่ที่บ้านทุ่งกันเพียง ๒ คนนี่เอง ที่บางครั้งเราต้องกินข้าวกับเกลือจริงๆ คือ ทำข้าวเหนียว "ปั้นจี่"
มีบ่อยครั้งที่นึ่งข้าวเหนียววันนี้แล้วอีก ๒ วันจึงจะนึ่งอีกครั้ง เพราะข้าวที่นึ่งไว้กินกันไม่หมด เพราะกับข้าวไม่ค่อยมีอะไร
แม่เป็นผู้หญิงร่างเล็ก ผอมบางแทบจะปลิวไปกับลม และเจ็บออดๆ แอดๆ บ่อยมาก หลังจากที่พ่อจากไป
แม่ไม่มีอาชีพอะไรเลยเมื่อเลิกทำนาเสียแล้ว จะทำมาค้าขายอะไรก็ไม่สันทัด นอกจากไม่มีความรู้อะไรแล้ว บ้านทุ่งก็ไม่มีใครจ้างใครทำอะไรด้วย
ที่สำคัญคือไม่มีทุนรอนทำอะไรได้...
นานๆ จะได้รับเงินที่พี่ชายคนโตส่งให้ โดยฝากใครมาสักครั้ง แล้วเราสองคนแม่ลูกก็จะใช้อย่างกระเบียดกระเสียนไปเป็นเวลานาน
หลายครั้งที่ผมเคยคิดว่า เราจะมีชีวิตรอดอยู่ได้นานเพียงไรกว่าที่พี่ๆ จะเรียนจบ พอออกทำงานหาเงินได้ (ตามคำปลอบของแม่)
ส่วนผมเองนั้น ความที่เป็นลูกคนเล็ก และกำพร้าพ่อแต่เล็ก การดำรงชีวิตอย่างลูกชาวบ้าน จึงขาดตกบกพร่องกว่าเพื่อนๆ รุ่นราวคราวเดียวกันมาก
หลายสิ่งหลายอย่างที่เพื่อนๆ เขาเล่น เขาทำกันได้ผมก็เล่นไม่เป็น เช่น ลูกข่างขึ้นเดินโดยไม้โยกโยก ทำโหวด เป่าแคน หรือการล่าสัตว์และตกปลา...
นอกจากนั้น ผมยังเป็นคนชอบแต่จะอ่านหนังสือ ไม่ถนัดออกป่าหรือลงน้ำเช่นเพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน แถมยังอ่อนแอ ขี้โรคเสียด้วย...
สิ่งที่พอจะทำได้ก็คือ ถ้าเพื่อนๆ ชวนไปวิดปลา ตกเบ็ด หาเห็ด หาหน่อไม้ ขุดกบเขียดก็พอทำได้บ้าง
การดักจับ "เอี่ยน" เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมจำเป็นต้องทำ เพื่อเลี้ยงชีวิต แม้ว่าแม่จะไม่กินด้วย แต่ผมก็จำเป็นต้องทำ
ในหน้าน้ำที่น้ำท่วมทุ่งนา นอกจากลงเบ็ดคันและเบ็ดราวแล้ว สิ่งที่ผมมักจะทำได้ไม่ยากคือไปจับเอี่ยนนี่แหละ
ที่บ่อน้ำที่กลางทุ่งนานั้น เมื่อน้ำท่วมทุ่งนาจนถึงปากบ่อ สิ่งที่ผมชอบไปนั่งดูหรือเวลาเอี่ยนมันขึ้นมาหายใจ ซึ่งนั่นคือโอกาสที่ผมจะจับมัน
คุณคงจะรู้ว่า "เอี่ยน" มันฉลาดแค่ไหน มันโผล่ขึ้นมาหายใจแค่เสี้ยวนาที แล้วก็รีบดำดิ่งลงไปอย่างเดิม
นอกจากมันจะรู้สึกตัวรวดเร็วยังกะงูแล้ว ตัวมันยังลื่น เพราะมีเมือกช่วยในการว่ายและหนีเอาตัวรอดได้ดียิ่งนัก
มีญาติผู้ใหญ่บางคนแนะนำผมว่าวิธีจะจับเอี่ยนนั้นไม่ยากคือ หากิ่งไผ่ยาวสักเท่าแขนหรือกว่านั้นเล็กน้อย แล้วเอาเบ็ด (ตกปลา) มาผูกที่ปลายกิ่งไผ่นั้น สัก ๓-๔ เงี่ยง โดยหันเงี่ยงของเบ็ดออกด้านนอก แต่ต้องผูกให้แน่น เพราะเอี่ยนมันดิ้นแรงและหลุดได้ง่าย
ผมก็ไปยืนเงียบๆ อยู่ริมบ่อ เสี่ยงต่อการถูกปลิงมากัด และดูดเลือดจากบ้านเราบ้าง แต่ต้องพยายามอดทน ไม่ทำน้ำให้กระเพื่อม เพราะเอี่ยนมันรู้ตัวเร็วนัก
พอเอี่ยนมันโผล่ขึ้นมาหายใจ ซึ่งมันมักขึ้นมาทีละ ๒-๓ ตัว ผมก็จะตวัดกิ่งไผ่ที่ผูกเบ็ดไว้นั้นไปดักมัน
บางวันก็ดูจะซวยเอามากๆ เพราะนอกจากมันไม่ค่อยโผล่มาให้เห็นแล้ว ยังตวัดปลายไม้ไม่ถูกมันเสียเลย
แต่วันที่มันขึ้นมาบ่อย ก็จะได้ไม่ยาก ซึ่งผมก็จะดักเอาเพียงตัวเดียวก็พอแล้ว เนื่องจากเวลามันดิ้นกระแด่วๆ นั้น บางครั้งเมื่อเบ็ดไม่ปักลึกในเนื้อมันนัก มันก็จะดิ้นโดยแรงจนเนื้อมันฉีกขาด ตกลงน้ำไปได้อีก
เหลือแต่เลือดแดงจางๆ บนผิวน้ำให้ดูต่างหน้า ซึ่งผมจะใจเสียแทบจะเลิกเพราะสงสารมัน
หากแต่ปลอบตัวเองว่ามันคืออาหารของมนุษย์เหมือน ปลา กบ เขียด หอย กุ้ง ปู จึงหัดใจ
เมื่อได้เอี่ยนสักตัวกลับบ้าน ก่อนจะให้แม่ทำอะไร ผมจำเป็นต้องทำให้มันตายก่อน โดยไม่ให้แม่เห็น เพราะถ้ามันยังเป็นๆ แม่จะไม่ยอมฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอีกเลย
เมื่อผมเอาเอี่ยนที่สิ้นชีวิตไปวางบนเขียงหรือบนถาดแล้ว แม่จะเอาใบข่อยหรือใบพืชที่มีคุณสมบัติเหมือนใบข่อยมารูดเมือกเอี่ยนออก ก่อนจะทำความสะอาดและทำอาหารให้ต่อไป
แม้ว่ากลิ่นของเอี่ยนที่ย่างไฟหรือผัดเผ็ดหรือแกงจะส่งกลิ่นหอมเย้ายวนเพียงไร แม่ไม่กินกับผมเลย
จนกระทั่งผมเริ่มจะโตเป็นหนุ่มนั่นแหละ จึงเกิดเรื่องที่ทำให้ผมเข้าใจว่าทำไมแม่จึงไม่กินเอี่ยน และผมก็เริ่มวัตรปฏิบัติอย่างแม่
วันนั้นเพื่อนมาชวนไปตกเบ็ดเอี่ยนด้วยกัน โดยเพื่อนมีหลานตัวเล็กประมาณ ๕ ขวบไปด้วย
ขณะที่ผมกำลังเตรียมเบ็ดอยู่นั้น เสียงของหลานชายตัวเล็กก็ร้องไห้จ้าขึ้นอย่างน่าตกใจ
เพื่อนผมนะสิ...
แทนที่เบ็ดจะเกี่ยวเอาเอี่ยนที่มันโผล่ขึ้นไป มันกลับตวัดไปติดนิ้วโป้งของหลานตัวเล็กเข้าจนติดเงี่ยงสุดจะดึงออกได้ เพราะยิ่งดึงยิ่งเจ็บ
เลยต้องเลิกความคิดจะทำบาปกัน รีบประคองหลานชายที่ร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดและความตกใจกลัว พากันกลับบ้าน
ผมเองเป็นคนประคองคันเบ็ดที่มันปักมือหลานไปด้วยอาการสั่นเทา เห็นเลือดแล้วแทบจะเป็นลม
เราถูกผู้ใหญ่ทำโทษกันคนละหลายตุ๊บ สาเหตุที่ห้ามไม่ให้ไปตกเบ็ดโดยเอาหลานตัวเล็กไปด้วยอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งเห็นว่าเป็นการทารุณสัตว์เกินไป
นอกจากนั้น ผู้ใหญ่ยังบอกว่า จะเอาเบ็ดเกี่ยวจมูกเราคนละข้างแล้วตวัดขึ้นเหมือนเราตกเบ็ดเอี่ยนให้มันดิ้น...เอาไหมล่ะ?
ลองดูซิว่าเราจะเจ็บเหมือนเอี่ยนที่ดิ้นกระแด่วๆ หรือไม่
กว่าผู้ใหญ่จะหาวิธีปลดเบ็ดออกจานิ้วของหลานได้ ผมเกือบจะเป็นลม เพราะความหวาดเสียวที่เห็นหลานร้องไห้จนหมดเสียงและหมดน้ำตา แถมเลือดออกมาจนแห้งแล้วแห้งอีก!!
ผมเดินหน้าซีดกลับบ้าน แม่เห็นหน้าผมแล้วดึงผมเข้าไปกอด ไม่ดุด่าว่ากล่าวอะไรแม้แต่คำเดียว
ผมบอกกับแม่วันนั้นว่าผมจะไม่ไปตกเบ็ดเอี่ยนอีกแล้ว
แล้วผมก็เลิกกินมันตั้งแต่วันนั้นมาจนบัดนี้ ไม่ว่าใครจะทำปลาไหลผัดเผ็ดหรือแกงเผ็ดปลาไหลหรือปลาไหลย่างกลิ่นหอมหวนชวนน้ำลายไหลเพียงใดก็ตาม!
ในใจผมคิดถึงแต่คำพูดของลุง "ผู้ใหญ่" ซึ่งแอบมากระซิบผมว่า "ลุงจะบอกอะไรให้ ที่ลุงให้กินเอี่ยนอย่างที่แม่เอ็งไม่กินน่ะ มีคนเขาว่า เอี่ยนมันกินศพแถวป่าช้าด้วยนะเว้ย"