เรื่องสั้นที่ผ่านการพิจารณารอการลงพิมพ์
๑. "เอี่ยน" ของ "ดำเนินทราย" ฉบับที่ ๒๔๗๓
๒. ดั่งร่มไม้ใบบัง ของ บงกชเพชร ฉบับที่ ๒๔๗๔

อ่านเรื่องสั้นย้อนหลัง

เรื่องสั้น ฉ.๒๔๗๒

หมองูตายเพราะงู

พอลีน เทวอักษร

            ท้องฟ้าในช่วงฤดูฝนปกคลุมไปด้วยกลุ่มเมฆหมอกอันหนาทึบสีเทาที่ค่อยๆ เลื่อนลอยต่ำลงมา อีกไม่กี่นาทีหลังจากนั้นฝนก็เริ่มกระหน่ำลงมาอย่างลืมหูลืมตาไม่ขึ้น ดูเหมือนว่าสวรรค์จะเปิดอ้า ปล่อยให้น้ำที่ขังอยู่เบื้องบนไหลลงสู่พื้นดินจนเจิ่งนองไปทั่ว น้ำจากสายฝนตกลงมากระทบหลังตาสังกะสีที่ใช้มุงบ้านแบบบังกาโลหลังเล็กเท่าแมวดิ้นตายของอนงค์ ทำให้เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว กระตุ้นความหงุดหงิดของหญิงสาวเจ้าของบ้านเป็นทบเท่าทวีคูณ

            อนงค์หย่อนกายนั่งลงบนเก้าอี้โยกตัวเก่าที่ตั้งอยู่ในห้องนอนแคบๆ กระโปรงสีแดงคับแนบกายรูดขึ้นมาจนเกือบถึงขาอ่อน เสื้อคับๆ สีเดียวกันก็คว้านเสียจนลึก อวดรูปทรงอันอวบอัดจนไม่เหลือสิ่งใดไว้ให้เป็นปริศนาขบคิดแก่ผู้ที่ได้เห็นอีกต่อไป หล่อนจุดบุหรี่แล้วคาบไว้ระหว่างริมฝีปากหนาที่วาดไว้ด้วยลิปสติคสีแดงเช่นเดียวกับเสื้อผ้าที่สวมใส่ แก้มแดงของหล่อนดูจะแลโดดเด่นท้าทายความมืดในห้องนอน หล่อนก้มดูนาฬิกาเหนือข้อมือ มันเพ่งจะบ่ายห้าโมงเย็นเท่านั้น แต่สำหรับหล่อนแล้วมันเหมือนกับจะเป็นเวลาเที่ยงคืนเสียมากกว่า เพราะความมืดครึ้มที่ปกคลุมอยู่ทั่วบริเวณ สายฝนยังคงฟาดกระหน่ำลงมาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะซาลงง่ายๆ

            ในช่วงระยะสัปดาห์ที่ผ่านมา ชีวิตของหล่อนช่างเงียบเหงา หล่อนจำต้องหยุดกิจการไว้ชั่วคราว นับตั้งแต่ “คนของพระผู้เป็นเจ้า” ได้เริ่มแวะเวียนมาหาอนงค์ที่บังกาโล “ให้ตายสิ” หล่อนคิด “ทำไมเขาจึงได้แส่มายุ่งกับเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของตัว ทำไมเขาจึงไม่ปล่อยให้หล่อนทำในสิ่งที่หล่อนได้ทำมาแล้วเป็นปีๆ” หญิงสาวลุกขึ้นจากเก้าอี้โยก เดินออกจากห้องไปยังระเบียงแคบๆ ของบังกาโลที่เปียกชุ่มด้วยน้ำฝน “คงจะเป็นยายชีคร่ำครึที่โรงพยาบาลนั่นแหละที่ปากบอนไปเล่าเรื่องของหล่อนให้บาทหลวงฟัง ไม่เช่นนั้นที่ไหนเลยคุณพ่อ (หมายถึงบาทหลวง ผู้เขียน) จะรู้เรื่อง” หล่อนเฝ้าคำนึงอย่างโกรธจัด “พวกแม่ชีมีหน้าที่สวดมนต์ภาวนา ไม่มีหน้าที่ทำปากโป้งสอดรู้สอดเห็น นินทาชาวบ้าน ทำไมหนอพวกนี้จึงไม่ปล่อยให้ข้าได้อยู่อย่างสงบ มันไปหนักกระบาลใครด้วยว่าข้าทำมาหากินอะไร อาชีพของข้าไม่ใช่อาชีพที่เก่าแก่ที่สุดในโลกหรอกรึ ข้าไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ไม่ได้ไปหลอกลวงตลบตะแลงใคร มันเป็นอาชีพสุจริต ไม่ใช่ข้ารึที่ทำให้พวกหนุ่มๆ ที่กรมป่าไม้มีความสุข และพวกมันก็จ่ายเงินให้ข้าจนจุใจ เพราะมันดีใจที่มีคนอย่างข้าช่วยให้มันหายเหงา คลายความคิดถึงบ้านในกรุงฯไปอักโข ใครจะมารู้ดีไปกว่าข้า ว่าความเหงาเจียนตายนั้นเป็นเช่นไร ถ้าไม่มีคนอย่างข้า อาจจะมีสาวๆ หลายคนต้องเดือดร้อนก็เป็นได้ ใครจะรู้”

            อนงค์ชอบฟังเสียงเพลงลูกทุ่งจากเครื่องเล่นจานเสียงเก่าๆ ที่หล่อนเก็บหอมรอมริบซื้อหาเอาไว้ และเก็บรักษาอย่างทนุถนอมไว้ในห้องนอน มันเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้หล่อนหายเหงา เสียงเพลงดังๆ เร้าใจที่เปล่งออกมาจากจานเสียง ช่วยให้หล่อนชุ่มชื่น หล่อนมักจะเปิดมันทั้งวันทั้งคืน แต่มาในระยะหลังนี้หล่อนจำใจเลิกเช่นชั่วคราว เพื่อเห็นแก่ “คุณพ่อ” มาคิดอีกที “ช่างแม่ง...เป็นไร มันบ้านของข้า ข้าจะทำอะไรก็ได้”

            เร็วเท่าความคิดหล่อนเดินกลับเข้าไปยังห้องนอนตรงไปเปิดเพลงที่หล่อนชอบ เสียงเพลงดังสนั่นไปทั่วบ้าน หล่อนยิ้มกับตัวเองอย่างสาแก่ใจ สายฝนยังคงกระหน่ำกระทบหลังตาสังกะสีอยู่โครมๆ “พระพิรุณคงจะพิโรธ” หล่อนรำพึง แล้วก็หัวเราะออกมาก๊ากใหญ่ ที่เดาะใช้ศัพท์แสงหรูหราที่จำมาจากละครโทรทัศน์ที่หล่อนได้เคยดูในตัวเมือง

            บาทหลวงเจตน์ หรือที่ใครๆ เรียกกันว่า “คุณพ่อเจตน์” เป็นผู้ที่เคร่งในศาสนา มีลูกศิษย์ลูกหามากมายทั่วประเทศ พระคุณเจ้าจึงมีธุรกิจรอบตัว หาเวลาว่างได้ยาก คุณพ่อคงจะได้กลับไปวัดที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว หากว่าแม่ชีที่ทำงานอยู่ในโรงพยาบาลคาธอลิกเล็กๆ สามคนจะไม่เล่าให้ฟังถึงหญิง “คนบาป” ที่อาศัยอยู่ในบังกาโลไม่ไกลจากโรงพยาบาลนัก คุณพ่อเจตน์ตั้งใจจะบินมาเพื่อทำพิธี “มิสซา” (พิธีมิสซาคือการทำพิธีทางศาสนาของชาวคาธอลิค ผู้เขียน) ให้กับแม่ชีที่โรงพยาบาล แล้วจะบินกลับในวันเดียวกัน แต่เมื่อได้ฟังเรื่องราวของอนงค์ คุณพ่อก็ได้ยืดเวลาการกลับกรุงเทพฯ ออกไป ท่านรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ของท่านโดยตรง ที่จะช่วยให้หญิงผู้หลงผิดผู้นี้ได้กลับตัวกลับใจ กลับเข้ามาอยู่ในแวดวงของศาสนาเช่นเดิม เพราะอนงค์เองนับถือศาสนาคาธอลิคมาก่อน “ใครก็ตามที่เคยถือศีลล้างบาปแล้ว จะต้องดำรงความเชื่อตลอดไป จะเปลี่ยนแปลงนอกลู่นอกทางให้ผิดไปจากพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าหาได้ไม่” ท่านคิด  

            เมื่อได้ฟังเรื่องราวของอนงค์ พระคุณเจ้าก็ได้ชักชวนให้แม่ชีทั้งสามคุกเข่าลง ร่วมกันสวดภาวนากับท่าน เพื่อช่วยให้หญิงที่ทำบาปกลับใจเสียใหม่ คุณพ่อภาวนาด้วยเสียงดังกังวาล บทสวดของท่านเต็มไปด้วยความจริงใจ ท่านอ้อนวอนขอให้พระผู้เป็นเจ้าทรงบันดาลให้หญิงคนชั่วได้เล็งเห็นว่าการกระทำของหล่อนเป็นบาปหนัก ถ้าตายไปหล่อนจะไม่มีวันได้ขึ้นสวรรค์ไปอยู่กับพระผู้เป็นเจ้า ในขณะที่สวดภาวนา น้ำตาแห่งความโศกสลดของคุณพ่อก็ไหลลงอาบหน้า

            หลังจากนั้นคุณพ่อก็ได้ไปเยี่ยมอนงค์ที่บังกาโล หล่อนไม่ยอมต้อนรับท่านในตอนแรก แต่คุณพ่อคนดีก็ได้อ้อนวอนขอร้องให้หล่อนได้ฟังท่านพูดบ้าง สักนิดหน่อยก็ยังดี มีครั้งหนึ่งท่านถึงกับเอานรกและปีศาลเข้าข่มขู่ ในที่สุดหญิงสาวก็ใจอ่อนด้วยเล็งเห็นความอุตสาหะและเจตนาดีของคุณพ่อ หล่อนยอมเปิดประตูให้ท่านเข้ามาในบ้าน ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือเข้ามาในห้องนอนของหล่อนนั่นเอง เพราะมันเป็นห้องเดียวที่หล่อนมีอยู่

            แม้ว่าหญิงสาวจะไม่มีทีท่าว่าจะเชื่อถือในคำพูดของพระคุณเจ้าในตอนแรก แต่หล่อนก็อดทึ่งในความพยายามและคำพูดที่ไพเราะของท่านเสียมิได้ ลักษณะของนักบวชกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของอนงค์ให้เกิดขึ้น หล่อนใคร่จะรู้ว่าท่านจะมีความอดทนนานเท่าไร กว่าจะเลิกความพยายาม

            วันแรกที่คุณพ่อเจตน์มาเยี่ยมอนงค์ ท่านได้นำเอาพระคัมภีร์ติดมือมาด้วย และได้อ่านบทเทศนาบทหนึ่งให้หล่อนฟัง เป็นเรื่องการพบปะของพระเยซูกับหญิงที่ได้ประพฤติผิดในกาม คำสั่งสอนของพระองค์ได้ทำให้หญิงผู้นั้นซาบซึ้งและกลับใจได้ในที่สุด อนงค์เข้าใจความหมายของบทเทศนาได้แจ่มแจ้ง เพราะหล่อนเองก็นับถือศาสนาคาธอลิค และเคยได้ฟังเรื่องนี้มาแล้วที่โบสถ์ในสมัยก่อน

            นอกจากนั้น ท่านนักบวชยังได้ให้หล่อนสัญญาว่าจะไม่ออกไปมั่วสมกับผู้ชายคนใดอีกต่อไป ท่านจะหาทางช่วยให้อนงค์ได้มีงานทำที่โรงพยาบาล แต่จะต้องปรึกษาแม่ชีดูก่อนว่าจะมีงานอะไรให้หล่อนทำได้บ้าง แล้วท่านก็ได้ให้คนเอาเงินมาให้หล่อนเล็กน้อยเป็นค่าใช้จ่ายในระยะที่หล่อนยัง “ว่างงาน” สิ่งเดียวที่ท่านปรารถนาคือการกลับใจของอนงค์อย่างไม่มีเงื่อนไข

            หลังจากนั้นคุณพ่อก็มาเยี่ยมหล่อนทุกวัน ได้อ่านพระคัมภีร์บทเทศนาของพระเยซู และคุกเข่าสวดภาวนา โดยมีหล่อนอยู่เคียงข้าง จากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็ล่วงเข้าไปหนึ่งสัปดาห์แล้ว

            หญิงสาวยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกาอีกครั้งหนึ่ง มันเป็นเวลาหกโมงพอดี หล่อนแง้มเปิดหน้าต่างห้องนอนออกไป บริเวณรอบนอกบังกาโลมืดสนิท ฟ้าแลบมาแวบหนึ่ง หล่อนเห็นใบมีดขาววับเป็นประกายบนระเบียง มันคงจะเป็นมีดโกนที่หล่อนลืมทิ้งไว้เมื่อตอนบ่ายนั่นเอง หล่อนรีบปิดหน้าต่างโดยเร็ว เมื่อฝนเริ่มสาดเข้ามา อนงค์ชักจะไม่แน่ใจเสียแล้วว่าคุณพ่อจะมาหาหล่อนหรือไม่ในเย็นวันที่ฝนตกแบบฟ้าจะถล่มทลายเช่นนี้ หล่อนเดินกลับไปกลับมาในห้องนอนแคบๆ อย่างกระวนกระวาย สมองของหล่อนวนเวียนอยู่ด้วยความคิด “เอาเถอะ หากว่าคุณพ่อหางานให้เราได้ พอมีเงินเดือนพอใช้สอย ประทังชีวิตอยู่ได้ เราก็จะเลิกอาชีพนี้เสียที เราเองก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นอาชีพที่ใครๆ ก็รังเกียจ แถมอาจจะติดเชื้อเอดส์เข้าอีกต่างหาก” แม้แต่อนงค์เองยังต้องแปลกใจกับความคิดแบบปัจจุบันทันด่วนของตนเอง “ถึงอย่างไรคุณพ่อก็ดีกับเรา ท่านอุตส่าห์สละเวลามีค่ามาสั่งสอนเราได้ทุกวี่ทุกวัน ไม่มีเบื่อหน่ายหรือดูถูกแคลนเลย จะหาใครใจดีอย่างท่านคงจะไม่มี เย็นวันนี้แหละเราจะบอกข่าวดีให้ ท่านชื่นใจ”

            ภายนอกฝนเจ้ากรรมยังคงกระหน่ำลงมาอย่างไม่หยุดยั้ง ดูเหมือนว่าธรรมชาติจะจงใจให้ค่ำคืนนี้เป็นคืนส่งท้ายอำลาชีวิตเก่าของอนงค์ หญิงสาวเดินไปปิดจานเสียง ทันใดนั้น หล่อนก็ได้ยินเสียงเคาะประตูถี่ๆ หลายครั้งราวกับจะแข่งกับเสียงพายุที่พัดอื้ออึง หล่อนเดินไปที่ประตูหน้าระเบียงและเปิดออกไป คุณพ่อเจตน์ยืนถือร่มอยู่หน้าประตูที่ดูจะคับแคบไปถนัดใจเมื่อมีร่างสูงใหญ่ของท่านขวางอยู่ ดวงตาสีดำโตของนักบวชแลดูลึกกลวงกว่าปกติ จนคล้ายกับว่ามันได้ฝังเข้าไปอยู่ในกะโหลก เสื้อคลุมสีดำยาวรุ่มร่ามที่คุณพ่อใส่อยู่ทุกวันนั้นเล่าก็เปียกโชกจนแนบร่างที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อหนาแน่น อนงค์ยกมือไหว้สวัสดีและกล่าวเชิญให้ท่านเข้ามาในบังกาโล

            เช้าวันรุ่งขึ้นพระอาทิตย์ทอแสงแจ่มใส น้ำฝนที่ติดอยู่ตามใบไม้ใบหญ้าต้องแสงแดดเป็นประกาย ดูเหมือนกับว่าฝนที่กระหน่ำลงมาเมื่อคืนนั้นเป็นแต่เพียงความฝัน ต้นไม้และกอหญ้าแลดูเขียวชอุ่มสดชื่นเมื่อรุ่งอรุณ พระอาทิตย์เริ่มสาดแสงอันร้อนแรงงขึ้นทุกที แม่ชีสามคนที่โรงพยาบาลต่างรู้สึกประหลาดใจที่คุณพ่อเจตน์ไม่ได้ลงมาทำพิธีมิสซาในตอนเช้าดังเช่นเคย แม่ชีคนหนึ่งเดินไปเคาะประตูห้องนอนของท่าน แต่ไม่มีเสียงตอบ เธอจึงลองหมุนลูกบิดดู ปรากฏกว่ามันไม่ได้ใส่กุญแจ เธอจึงเปิดประตูห้องเข้าไป เตียงนอนแคบๆ ของคุณพ่อยังคงมีสภาพเรียบร้อย ไม่ได้มีร่องรอยว่ามีคนนอนเลยตั้งแต่เมื่อคืน แม่ชีทั้งสามจึงหันหน้าเข้าปรึกษากัน ในที่สุดก็ตัดสินใจพากันไปที่บังกาโลของหญิงงามเมือง

            อนงค์ยืนเท้าวะเอวพิงประตูห้อง หล่อนนุ่งกางเกงสีเนื้อฟิตเปรี๊ยะ ใส่เสื้อคว้านคอลึกจนเห็นถันที่อวบอัดทั้งคู่ชัดเจน รองเท้าส้นสูงปลายแหลมทำให้หล่อนดูสูงขึ้นกว่าเดิม หน้าของหล่อนพอกไว้หนาเตอะด้วยเครื่องสำอางราคาถูก ปากสีแดงคาบบุหรี่พ่นควันโขมง เพลงลูกทุ่งจากจานเสียงแผดลั่นจนแสบแก้วหู พอแลเห็นแม่ชีทั้งสามเดินเข้ามาใกล้ อนงค์ก็ยืดตัวตรง เอานิ้วคีบบุหรี่ออกจากปาก แล้วเงยหน้าหัวเราะเสียงดังอย่างเยาะเย้ยไม่มีเหตุผล เมื่อแม่ชีถามถึงนักบวช หล่อนก็อ้างว่าไม่ได้เห็นตั้งแต่เมื่อคืน หล่อนจะไปรู้รึว่าคุณพ่อคนดีของแม่ชีหายไปไหน

            ผลสุดท้ายแม่ชีทั้งสามต้องเดินคอตกกลับไปโรงพยาบาลเพื่อโทรศัพท์ไปแจ้งกับตำรวจว่าคุณพ่อเจตน์ได้หายตัวไป เธอทั้งสามได้อธิบายให้ตำรวจฟังว่าในระยะหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา คุณพ่อได้ไปเทศนาสั่งสอนอนงค์ที่บังกาโลใกล้ๆ ทุกวัน ครั้งสุดท้ายเป็นเมื่อคืนนี้เอง ความพยายามของคุณพ่อดูจะได้ผลดีพอใช้ จนพวกเธอยินดีรับอนงค์เข้าทำงานเป็นคนช่วยในครัว แต่มาเช้านี้หล่อนดูแปลกไป หล่อนบอกว่าไม่รู้คุณพ่อหายไปไหน

            กลุ่มตำรวจห้านาย อันมีนายตำรวจโทหนุ่มเป็นหัวหน้าเริ่มทยอยกำลังกันออกตามหานักบวช ในตอนสายวันเดียวกันนั่นเอง พวกเขาก็พบร่างที่ปราศจากชีวิตของคุณพ่อเจตน์ที่ริมป่าใกล้โรงพยาบาล ศพเต็มไปด้วยเลือดที่เริ่มจะแข็งตัว เมื่อได้พิจารณาศพอย่างถี่ถ้วน นายร้อยโทหนุ่มจึงเห็นว่าที่ลำคอของพระคุณเจ้ามีรอยแผลเหวอะหวะ มือขวาของท่านกำมีดโกนคมกริบเอาไว้แน่น เขาจึงสันนิษฐานว่า ท่านคงจะใช้มีดโกนอันเดียวกันปาดคอตนเอง แต่ทำไม?

            นายร้อยตำรวจสั่งให้ลูกน่องจัดการกับศพ แล้วตนเองรีบรุดกลับไปที่บังกาโลของอนงค์ เพื่อแจ้งให้หล่อนรู้ว่าคุณพ่อสิ้นชีวิตแล้ว นอกจากนั้นเขายังต้องการจะสอบปากคำของหล่อนอีกด้วย เพราะหล่อนเป็นคนสุดท้ายที่เห็นคุณพ่อเจตน์เมื่อยังมีชีวิตอยู่ เขาต้องการรู้ว่าสภาพจิตของท่านในขณะนั้นเป็นอย่างไร หล่อนคงจะให้คำตอบแก่เขาได้

            นายตำรวจเดินขึ้นบันไดบังกาโลช้าๆ เขาเห็นหน้าต่างห้องเปิดกว้าง แสดงว่าอนงค์ยังอยู่บ้าน ไม่ได้ออกไปไหน เมื่อเคาะประตูแล้วไม่มีเสียงตอบจากภายใน ชายหนุ่มจึงถือวิสาสะเปิดประตูเดินเข้าไปในห้อง

            อนงค์นั่งอยู่บนเก้าอี้โยกตัวเดิม แสงพระอาทิตย์ในยามสายส่องเข้ามาทางหน้าต่างที่เปิดไว้ ลำแสงอันเจิดจ้าส่องให้เห็นฝุ่นที่ม้วนตัวอยู่ทั่วไปในห้องนอน พอเหลือบมาเห็นนายตำรวจเข้า หล่อนก็ร้องตวาดด้วยเสียงอันดังจนชายหนุ่มสะดุ้งสุดตัว “ไอ้ชิบ...มึงเข้ามาทำไมในห้องของกู

             “ขอโทษทีเถอะเจ๊ ก็ผมจะมาหาเจ๊น่ะซี่ เคาะประตูแล้วไม่มีใครเปิด ผมก็เลยเดินเข้ามา” นายตำรวจหนุ่มตอบอย่างละล่ำละลัก เพราะไม่คาดว่าจะได้รับการต้อนรับที่ฉุนเฉียวจากเจ้าของบ้านที่ใครๆ ก็รู้ว่าเป็นหญิงโสเภณี เขาลอบพิจารณาใบหน้าของอนงค์อย่างขลาดๆ แล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อเห็นว่าดวงตาของหล่อนฉายแววแห่งความเยาะหยันอย่างไรพิกล ส่วนดวงหน้าของหล่อนนั้นเล่าก็แสดงความเกลียดชังออกมาอย่างรุนแรงจนปิดไม่มิด

            ได้ยินคำตอบอนงค์ก็ทำเสียงขลุกขลักอยู่ในคอ แล้วก็ถามน้ำลายลงบนพื้นห้อง หล่อนตะโกนออกมาจนสุดเสียง “ไอ้เวรตะไล ออกไปให้พ้นห้องของกูเดี๋ยวนี้ ไอ้พวกผู้ชายแบบมึงก็มาตะเภาเดียวกันทั้งนั้นแหละโว้ย ชะ ชะ มือถือสาก ปากถือศีล ไม่ว่าหน้าอินทร์หน้าพรหม หรือมึงจะเถียง ไอ้ห่...”

            นายตำรวจหนุ่มต้องสะดุ้งเป็นคำรบสอง เขาตกตะลึงไปชั่วครูหนึ่ง พอตั้งสติได้ เขาก็เข้าใจเรื่องได้อย่างทะลุปรุโปร่ง