เรื่องสั้นที่ผ่านการพิจารณารอการลงพิมพ์
๑. หมองูตายเพราะงู ของ พอลีน เทวอักษร ฉบับที่ ๒๔๗๒
๒. "เอี่ยน" ของ "ดำเนินทราย" ฉบับที่ ๒๔๗๓
๓. ดั่งร่มไม้ใบบัง ของ บงกชเพชร ฉบับที่ ๒๔๗๔

อ่านเรื่องสั้นย้อนหลัง

เรื่องสั้น ฉ.๒๔๗๑

อุบัติเหตุของควาทรงจำ

ตะวัน สันติภาพ

            พงษ์หันมองบานประตูห้อง ๗๑๓ ที่ถูกเปิดอย่างแผ่วเบา สบตาลูกสาวด้วยประกายเฉยเมย ไม่แสดงความรู้สึกยินดียินร้าย

             “พ่อ” น้ำเสียงร้าวรานดังขึ้น “พ่อเจ็บมากมั้ยคะ” เธอบีบแขนผู้บังเกิดเกล้าเบาๆ “จ้องหน้าปูนานๆ ซิพ่อ เผื่อจะจำได้”

            พงษ์เพิ่งออกจากห้องไอ.ซี.ยู. หลังจากเข้าไปสิ้นสติสัมปฤดีอยู่ในนั้นถึงสองวัน เมื่อพ้นขีดอันตราย นายแพทย์ต้องดูแลใกล้ชิดอีกสามวัน

            ในเคราะห์ร้ายสุดชัวิตยังเหลือที่ว่างให้ดวงแห่งโชคอยู่บ้าง วันนั้นพงษ์ขึ้นไปซ่อมหลังคาในยามเช้ากลางแดดอุ่น ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ร่างของเขาลอยละลิ่วลงจากตึกชั้นสองกระทบกับพื้นคอนกรีตเบื้องล่างเสียงดังสนั่น เพื่อนละแวกบ้านหลายคนกรีดเสียงด้วยความตกใจสุดขีด ไม่มีใครคิดว่าร่างสลบเหมือดนั้น จะสามารถทอดลมหายใจได้อีก นายแพทย์ไม่อาจหยั่งรู้ถึงความเป็นไปแม้จะได้ใช้เครื่องทันสมัยแห่งยุคบำบัดรักษา เขาพ้นขีดอันตรายด้วยเทพแห่งโชคช่วยคุ้มศีรษะและสันหลังไว้ ปล่อยส่วนเท้าลงกระแทกพื้น เป็นผลให้ข้าทั้งสองข้างหักเกิดบาดแผลฟกช้ำที่หน้าอกและแขนข้างซ้าย

            นับแต่วันนั้นจนถึงวันออกมาพักฟื้นนอกห้องไอ.ซี.ยู. เขาสูญเสียความคิดและความทรงจำไปบางประการ แต่ทุกคนในบ้านตลอดจนญาติๆ ทั้งหลายต่างมีความหวัง นายแพทย์ให้คำรับรองว่า มันเป็นปรากฏการณ์ปกติของการตกจากที่สูง แม้ศีรษะกับไขสันหลังจะไม่ถูกกระแทกโดยตรง แต่ก็ไม่อาจหลีกพ้นความรุนแรงของการกระแทกอันหนักหนาสาหัส ร่างกายทุกส่วนจะพยายามเยียวยาตัวมันเองรวมทั้งเนื้อสมองและไขสันหลัง ความคิดและความทรงจำจะกลับคืนเหมือนเดิมในเร็ววันนี้

             “เจ็บมั้ยคะ” จินตนานาดไปตามแขนและไหล่ ซึ่งมีแผลและรอยฟกช้ำเป็นปื้นเขียว พงษ์พยักหน้าช้าๆ สีหน้าและแววตาไม่แสดงความรู้สึก

             “พ่อฟังอะไรรู้เรื่อง ทำไมพ่อจำปูไม่ได้” เธอจ้องหน้าผู้บังเกิดเกล้าอย่างคาดคั้น “พ่อมองปูเต็มตาซิ นี่ปูลูกพ่อไง” น้ำเสียงเครือสั่น

            พงษ์นอนนิ่ง มองเพดานเลื่อนลอย เสียงลูกสาวเหมือนแว่วมาจากที่อันไกล

             “พ่อ” น้ำคำเครือสั่นสะท้านขึ้นอีก

            เขาหันมองตามเสียง ขมวดคิ้วฉงน ประสานตากับลูกสาวเฉยเมย จินตนาเบือนหน้าด้วยความร้าวรานใจ ถนนเบื้องหน้าคราคร่ำด้วยรถคันเท่าฝ่ามือ กระเดิบเชื่องช้าเหมือนลมหายใจของเธอยามนี้ ลมหายใจแห่งความอัดอั้นถั่งโถมเข้าแทนที่ความเครียดเมื่อสี่ห้าวันก่อน ขณะพ่ออยู่ในห้องไอ.ซี.ยู. แม้นายแพทย์จะให้คำรับรองว่า “พ้นขีดอันตราย” แต่ก็อดเป็นกังวลไม่ได้ว่า พ่อจะคืนกลับสู่สภาพเดิมได้แค่ไหน หรือจะต้องกลายเป็นคนพิการ...

            พ่ออายุเพียงสี่สิบสอง เพิ่งผ่านการอบรมหลักสูตรผู้บริการการศึกษาชั้นสูง ตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการอยู่ข้างหน้า พ่อเป็นคนทำงาน ก้าวผ่านทุกขั้นตอนด้วยลำแข้งของนักสู้ ไม่เคยมีเส้นสายเหมือนพ่อของเพื่อนบางคน พวกเขาก้าวข้ามรุ่นขึ้นไปผงาดเหนือเก้าอี้ผู้บริหารอย่างเหลือเชื่อ จินตนานึกถึงคาบเรียนวิชาสังคมศึกษา คำบรรยายของอาจารย์ทำให้เธอรู้สึกภูมิใจในตัวพ่อมากขึ้น อาจารย์กล่าวตอนหนึ่งว่า ระบบศักดินาอุปถัมภ์ยังครอบงำระบบราชการไทย ไม่ต่างจากวันคืนในอดีต ย้อนไปนับร้อยๆ ปี บ้านเมืองของเราจึง ก้าวไม่พ้นวังวนของความล้าหลัง

            หากพ่อไม่กลับคืนเป็นพ่อคนเดิม ตำแหน่งผู้บริหารซึ่งรออยู่ข้างหน้าคงมลายหาย...

             “พ่อๆๆ” เธอพร่ำเรียกผู้บังเกิดเกล้า “พ่อจ้องหน้าปูสิ จ้องนานๆ พ่อลองนึกดู นี่ปูลูกของพ่อใช่มั้ย”

            พงษ์สบตาลูกสาวด้วยประกายเฉยเมยเช่นเคย มองข้ามไปยังบานประตูราวกับว่ากำลังเฝ้ารอคนสามสี่คนที่เขาสามารถจำได้

             “พ่อ” จินตนาเรียกด้วยเสียงอันดัง พงษ์สะดุ้งหันมอง ขมวดคิ้วครุ่นคิด แต่เพียงแวบเดียว สถานการณ์ก็คืนกลับสู่ความปกติ

             “ทำไมพ่อจำแม่ พี่ต้น น้องเอกได้ ทำไมพ่อจำปูไม่ได้” จินตนาบีบแขนเขียวช้ำด้วยอารมณ์ร้าวราน “ปูไม่ใช่ลูกของพ่อเหรอ ถึงจำปูไม่ได”

            พงษ์ทำสีหน้าเหยเกด้วยความเจ็บปวด จ้องหน้าลูกสาวด้วยประกายสงสัย ขมวดคิ้วเหมือนกำลังใช้ความคิด แต่ก็มลายหายในอึดใจถัดมา

            จินตนาส่ายหน้าด้วยความท้อแท้ เธอผละจากเตียงคนไข้ไปยังเก้าอี้พับซึ่งจัดไว้สำหรับผู้มาเยี่ยม น้ำตาคลอเบ้าเริ่มรวมสายหยดไหล

             “พ่อ” เธอรำพึงรันทด “พ่อจำลูกชายสองคนได้ แต่ทำไมจำลูกสาวคนเดียวไม่ได้ พ่อเกลียดลูกคนนี้มากนักเหรอ”

            จินตนาเข้าพบครูแนะแนวด้วยความหวังว่า การเรียนทางด้านจิตวิทยาจะสามารถให้คำตอบแก่หลายๆ คำถามอันทรมานใจ

             “ทำไมพ่อจำหนูไม่ได้” เธอตั้งคำถามแรกด้วยน้ำเสียงรันทด หลังจากเล่าเรื่องราวตั้งแต่เกิดเหตุจนถึงนาทีปัจจุบันให้อาจารย์ฟังอย่างไม่ตกหล่น

             “นอกจากแม่กับพี่ชายและน้องชายแล้ว คุณพ่อจำใครได้อีกมั้ย” น้ำเสียงของอาจารย์นุ่มนวลและอาทร

             “พ่อจำพนักงานขับรถคนหนึ่งกับเพื่อนพ่ออีกสองคนได้ค่ะ”

             “เห็นหน้าจำได้ทันทีหรือว่าต้องคิดนาน”

             “คุณพ่อนึกไม่นานค่ะ คุณพ่อขมวดคิ้วแป๊บเดียวก็เอ่ยชื่อคนทั้งสามออกอย่างเต็มคำ” จินตนาพูดพลางใช้กระดาษซับหยดน้ำตาที่กำลังเอ่อล้น

             “มีคนเยี่ยมคุณพ่อมากมั้ย”

             “มากค่ะ หลายสิบคน เกือบครึ่งโรงเรียน”

             “ผู้อำนวยการกับผู้ช่วยฯไปเยี่ยมมั้ย”

             “ยกทีมมาพร้อมหน้าเลยค่ะ”

             “คุณพ่อจำใครไม่ได้เลยเหรอ โดยเฉพาะผู้อำนวยการ”

             “คุณพ่อบอกชื่อผู้อำนวยการเป็นภารโรงคนหนึ่ง”

            เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้น อาจารย์แนะแนวเพียรสกัดกั้นเต็มที่ แต่มันก็เล็ดลอดออกมา

             “ผู้ช่วยสี่ฝ่ายก็จำไม่ได้สักคนเลยเหรอ”

             “พ่อบอกชื่อเป็นภารโรงหมดเลยค่ะ”

            เสียงหัวเราะดับทบทวีและยาวนานก่อนหยุดลงด้วยสีหน้าที่ยังระบายด้วยอารมณ์ขัน

             “จินตนาบอกว่าคุณพ่อจำคนขับรถกับเพื่อนอีกสองคนได้ พวกเขามาที่บ้านบ่อยหรือเปล่า”

             “ไม่บ่อยค่ะ คนขับรถไม่เคยมา แต่คุณพ่อไปดื่มเหล้ากับเพื่อนทั้งสองเป็นประจำ อาทิตย์ละครั้งสองครั้ง”

             “คุณพ่อคงสนิทกับเพื่อนสองคนนี้มากซีนะ”

             “คงใช่กระมังคะ หนูได้ยินพ่อพูดถึงเขาให้แม่ฟังบ่อยๆ”

             “คนขับรถล่ะ คุณพ่อพูดถึงหรือเปล่า”

             “พูดถึงเหมือนกันค่ะ แต่ด่าทุกครั้ง พ่อเกลียดคนขับรถคนนี้มาก พูดให้แม่ฟังบ่อยๆ ว่า เขาเป็นคนหยิ่งยโส ฟังคำสั่ง ผ.อ.กับผู้ช่วยฯ บางคนเท่านั้น มองข้ามหัวครูทั้งโรงเรียน ขนาดมีหนังสือขอใช้รถถูกต้องตามขั้นตอน ถ้าเขาเกิดไม่สบอารมณ์ก็แกล้งมาช้าเป็นชั่วโมงๆ งานเสียหมด”

             “พี่ชายกับน้องชายจิตนาเป็นไงมั่ง”

             “น้องชายหนูเรียนเก่ง ได้สี่เกือบทุกวิชา”

             “พ่อคงพอใจมาก”

             “ไม่ใช่พอใจธรรมดา พ่อชมออกนอกหน้าจนหนูหมั่นไส้”

             “พี่ชายล่ะ เรียนเก่งมั้ย”

             “เขาได้เกรดสองกว่า พอๆ กับหนูล่ะค่ะ แต่เขาเป็นนักฟุตบอลทีมโรงเรียน”

             “คุณพ่อคงชมชอบมาก”

             “ทั้งชมทั้งชอบเลยค่ะ คุยกับใครไม่ว่าบอลไทยบอลอังกฤษเป็นต้องยกลูกชายตนเองขึ้นแทรกทุกครั้ง”

             “หนูเคยทำอะไรให้คุณพ่อชมมั้ย”

             “พ่อไม่เคยชมหนูเลยค่ะ อาจเป็นเพราะหนูไม่มีอะไรดีสักอย่าง” สายเสียงเริ่มเครือสั่น

             “คงไม่จริงหรอก” น้ำเสียงตื่นเต้น “ครูคิดแล้วจินตนาต้องมีดีสักอย่าง ถ้าหาอีกอาจจะเจออีก คนเราส่วนใหญ่ชอบสรุปง่ายๆ ว่าตนเองไม่มีจุดเด่น บ้างก็พอรู้เหมือนกันว่า ตนทำอะไรบางอย่างได้ดีกว่าคนอื่น แต่ก็ขาดความมั่นใจ จึงไม่พยายามพัฒนาจุดเด่นเล็กๆ นั้นให้เติบโตขึ้น”

             “ฟังอาจารย์พูด หนูยังงงๆ อยู่เลยค่ะ”

             “ครูอยากให้จินตนาทำจุดเด่นเล็กๆ ที่มีอยู่ให้ขยายวงใหญ่ขึ้น”

             “หนูจะอะไรได้คะ แค่วาดรูปสวยกว่าเพื่อน”

             “นั่นแหละๆ ลองหัดเขียนให้มันสวนขึ้นอีก ถ้าสามารถทำถึงขนาดส่งประกวดได้ก็จะยิ่งวิเศษ ต้องฝึกอย่างเอาจริงเอาจังเหมือนที่พี่ชายจินตนาซ้อมฟุตบอลนั่นแหละ”

             “เพื่อให้คุณพ่อชมเหรอคะ” เส้นเสียงสั่นด้วยอารมณ์ตื่นเต้น

             “ครูไม่ได้หมายความว่า คุณพ่อจะชื่นชมจินตนาในเร็ววันนี้หรอกนะ แต่ครูเชื่อว่าถ้าเธอวาดภาพได้สวย แม้จะไม่ได้รางวัลอะไร คุณพ่อต้องประทับใจอย่างแน่นอน และจะจำไปอีกนานแสนนาน ชีวิตคนเรามีเรื่องผ่านเข้ามามากมายจนนับไม่ถ้วน แต่หน่วยความจำมีจำกัด กลไกอัตโนมัติจะเลือกจำสิ่งที่กินใจก่อน ไม่ว่าด้านลบหรือด้านบวก”

             “ขอบคุณมากค่ะ หนูพอจะเข้าใจแล้ว ทำไมคุณพ่อจึงจำหนูไม่ได้” จินตนาพูดด้วยน้ำเสียงสมปรารถนา “หนูจะต้องทำให้ได้” เธอย้ำประโยคอย่างมาดมั่น “หนูจะต้องให้คุณพ่อเห็นค่าและภาคภูมิใจในตัวหนูให้ได้”

             “ครูไม่ได้หมายความว่า คุณพ่อจะจำจินตนาได้ในการตกตึกครั้งที่สองหรอกนะจ๊ะ”