|
อ่านเรื่องสั้นย้อนหลัง |
|
เรื่องสั้น
ฉ.๒๔๗๐ ความกลัว วันจันทร์
วันเพ็ญ
มีเรื่องบางเรื่องที่น่าจะเล่าให้ใครสักคนฟัง...แต่ฉันก็ได้แต่เก็บงำมันไว้ในใจ...น่าแปลกนักที่วันเวลาไม่ได้ทำให้ฉันหายจากอาการนี้
ดูสิสายตาของผู้คนมีแต่จับจ้อง
หยั่ง ประเมิน
มันน่ากลัวจนฉันตัวสั่นเทาไปทุกทีที่ต้องเผชิญหน้าหับใครๆ
ไม่ว่าจะบนถนนหนทาง
ร้านข้าวแกง บนรถเมล์
หรือแม้แต่ที่ห้องสมุกที่ฉันชอบไปหนักหนานั่นด้วย
ฉันต้องใช้ความกล้าที่สะสมมาชั่วชีวิตกว่าจะฝ่าด่านสายตาผู้คนเข้าไปนั่งแอบที่มุมลึกสุดในห้องสารสาร
และจมอยู่ที่นั่นตลอดบ่าย
เริ่มตั้งแต่ยามที่หน้าประตูทางเข้า
ผู้คนที่เดินสวนทางมา
นักศึกษาที่นั่งคอยเพื่อนในแนวบันไดยาวเหยียดหน้าห้องสมุด
แล้วไหนจะคนเก็บกระเป๋า
เจ้าหน้าที่ที่ทางเข้าห้องสมุด
บรรณารักษ์ตามจุดต่างๆ
ดูเหมือนว่าสายตาทุกคู่จ้องมาที่ฉันราวกับว่าฉันเป็นตัวประหลาดอะไรสักอย่าง
ที่พวกเขาต้องสนใจอย่างยิ่ง
ฉันไม่เคยมองหน้าคนที่ฉันพูดด้วยเลย
แม้เคยพยายามมาหลายหนแล้วแต่ก็ทำไม่ได้สักที
ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเป็นมานานขนาดไหน
รู้แต่ว่ามันนานจนคิดว่าฉันควรจะตายไปได้แล้วกับความเจ็บปวดแสนสาหัสที่ได้รับจากสายตาไม่รู้กี่ล้านคู่ที่เคยเห็นฉันและมองอย่างนั้น
ก็เคยมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ฉันค้นพบสายตาที่ทำให้อบอุ่นอ่อนโยน
มีความสุข
แต่มันก็นานมาแล้ว
และแสงสว่างเดียวที่ให้ความอบอุ่นแก่ชีวิตทั้งชีวิตของฉันก็มืดดับไปพร้อมกับยายที่จากไปตั้งแต่เล็กๆ
เมื่อสายนี้เองที่ฉันลองเข้าไปที่ห้องสมุดบนตึกสูงๆ
ซึ่งฉันเดินผ่านก่อนจะเข้าไปหอสมุดกลางที่เคยไป
ฉันแวบขึ้นไปบนตึกนั้นและศึกษากฏระเบียบการใช้ห้องสมุดอยู่นานก่อนจะตัดสินใจเลื่อนประตูกระจกไปด้านซ้าย
ก้าวเท้าขวาเข้าไป
สัมผัสกับความเย็นเยียบของบรรยากาศภายในนั้น
นอกจากเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอยู่นานแล้ว
หลอดไฟหลายหลอดเปิดไว้สว่างพอเหมาะแก่การอ่านหนังสือ
แต่มันออกจะสว่างมากเกินไปจนทำให้ฉันรู้สึกประหม่าขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
ดีหน่อยที่ในห้องสมุดนั้นมีคนอ่านหนังสืออยู่เพียงคนเดียว
รวมกับบรรณารักษ์ด้วยเป็นสองคน
นี่คุณ...ที่นี่เป็นที่ของสุภาพชนแต่งกายไม่เรียบร้อยห้ามเข้าใช้บริการ
บรรณารักษ์หญิงวัยกลางรูปร่างท้วมพูดขึ้นมาทันทีที่เห็นฉันปรากฏต่อหน้า
ฉันแทบอยากจะวิ่งชนกำแพงให้ตายไปต่อหน้าคนพูด
เพื่อลงโทษตัวเองที่ทำผิดต่อกฎบัติของสุภาพชน
ลองก้มลงสำรวจตัวเองตั้งแต่เท้าที่สวมรองเท้าหนังสีน้ำตาลเก่าๆ
กางเกงขายาวสีดำ
เสื้อยืดตัวโกร่งสีเนื้อตุ่นๆ
ปล่อยลอยชาย
คนที่นั่งอยู่ก่อนปรายตามามองทีหนึ่งพวกกับสายตาบรรณารักษ์ที่กำลังจ้องฉันอยู่ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า
ทำเอาฉันต้องกลั้นหายใจอดทนกับสายตาของคนทั้งสอง
ขอ...ขอ...โทษ...โทษ...ค่ะ
ไม่ได้นึกเลย...ว่าคนอยาก...อ่านหนังสือต้องแต่งตัว...อย่างไร
ฉันละล่ำละลักพูดออกไปอย่างแสนยากเย็น
ก่อนจะหมุนตัวกลับออกมาอย่างผิดหวังและเจ็บปวด
แต่ช่างเถอะ
ฉันก้มหน้าก้มตาเดินออกไป
ในใจอยากจะบินไปด้วยซ้ำ
จะไม่ต้องพบกับสายตามากมายของผู้คน
ไอ้หนู!...ไม่ได้นะไอ้หนู
พนักงานรักษาความปลอดภัยวิ่งมายื้อตัวเด็กมอมแมมคนหนึ่งที่กำลังถือแก้วพลาสติกเก่าๆ
ใบหนึ่งเข้ามาในบริเวณสถาบัน
แกจะมาขอทานในนี้ไม่ได้นะ...ผู้ใหญ่ท่านมาเห็นข้าแย่แน่ๆ
เขามาทันเด็กน้อยตรงประตูพอดี
เด็กน้อยกอดแก้วไว้แน่น
ก้มหน้าก้มตาแอบอิงอยู่กับแท่งหินขนาดมหึมาที่สลักชื่อสถาบันนั้นไว้เด่นหรา
ไป!...ไปออกไปนั่งอยู่ตรงสะพานลอยมันก็ดีอยู่แล้ว
แกจะมาทำไมในนี้ เขาพยายามดึงลากแขนเด็กน้อยคนนั้นออกไป
เด็กยังเกาะเสาหินไว้มั่น
เอ๊ะ!...ข้าบอกดีๆ
แกไม่ชอบหรือไงวะ เขาชักมีโมโหรำคาญเด็กน้อยขึ้นมา
พยายามแกะมือเด็กที่เกาะเสาหินอยู่เป็นนานกว่าเด็กน้อยจะยอมจำนนด้วยเรี่ยวแรงที่ไม่อาจต้านทานไว้ได้
ปล่อยตัวเซถลาไปล้มกองอยู่นอกเขตรั้วสถาบัน
เด็กน้อยพยุงตัวเองลุกขึ้นเดินก้มหน้าโซเซไปสักหน่อยก่อนจะวิ่งไปด้านตรงข้ามกับป้อมยามอย่างรวดเร็ว
ท่ามกลางยวดยานที่วิ่งขวักไขว่...ส่วนพนักงานรักษาความปลอดภัยก็กลับมานั่งประจำที่ในป้อมของเขาตามเดิม
ฉันก้าวเท้าพ้นธรณีประตูรั้วสถาบันอันทรงศักดิ์ออกมา
ถอนหายใจเฮือกใหญ่เพื่อผ่อนคลายความรู้สึกอัดอั้นที่กำลังถาโถมอยู่ภายในจิตใจ
ค่อยสืบเท้าไปทางเดียวกันกับที่เด็กน้อยคนนั้นวิ่งไป...
เสียงรถบนถนนดังคำรามลั่น
ผู้คนเดินไปเดินมามากมายเบียดกันอยู่บนทางเท้า
ฝุ่นควันสีดำลอยอบอวนอยู่ในบรรยากาศ
แสงแดดร้อนจัดแผดผู้คนพร้อมๆ
กัน
ฉันไม่ได้สังเกตสีหน้าของใคร
เอาแต่ก้มหน้าก้มตาเดินหลีกหลบสายตาผู้คนที่ฉันไม่อยากพบเห็นไปเรื่อยๆ
จนถึงที่พักก็รีบไขกุญแจกระชากประตูเข้าไป
แล้วทิ้งตัวลงนอนบนเตียง
เอื้อมมือไปกดสวิตช์พัดลมเพดาน
หลับตาลงและไม่อยากจะลืมมันขึ้นมาอีกเลย...ถ้าเป็นไปได้
ฉันออกเดินทางเพื่อจะหนีความรู้สึกหดหู่ในใจไปยังที่แห่งหนึ่ง...มันเป็นที่ที่สวยงามและสงบร่วมเย็น
กลับมาแล้วหรือเจ้าแก้ว...มาดื่มน้ำหวานเย็นๆ
ก่อนลูกมา หญิงชราที่สวมเสื้อสีขาวและผ้าถุงสีฟ้าอ่อนๆ
กล่าวต้อนรับการกลับมาของฉัน
ฉันเดินเข้าไปกราบเท้าหญิงชรา
ท่านก้มลงฉุดให้ลุกขึ้นมาแล้วกอดไว้เนิ่นนาน
ไหว้พระเถิดลูกเอ๋ย...อยู่เย็นสุขนะคนดีของยาย
เป็นนานกว่าเราผละจากกัน
ฉันมองเข้าไปในดวงตาอันขุ่นขาวคู่นั้น
ปรากฏภาพของฉันที่กำลังยิ้มที่งดงามมากเท่าที่ฉันเคยได้ยิ้มมา
ช่างเป็นความรู้สึกที่งดงามเหลือเกิน
ศาลาดอกแก้ว...ยังงามเหมือนเดิมนะจ๊ะยาย
ฉันบอกยายเมื่อลมโชยเอากลิ่นดอกแก้วเข้ามา
มองไปรอบๆ
ต้นดอกแก้วที่ยายเคยบอกว่าปลูกในวันฉันเกิด
บัดนี้สูงตระหง่านออกดอกบานสะพรั่งเต็มต้น
ฉันนั่งลงดื่มน้ำหวานและแอบอิงอยู่ในอ้อมแขนของยาย
ไป!...ออกไปให้พ้นบ้านของฉัน
เสียงร้องตะโกนมาจากในบ้านถัดจากศาลาเข้าไป
แกกลับมาทำไมอีก...ออกไป
เสียงนั้นแผดดังขึ้นอีก
เมื่อคนพูดใกล้เข้ามา
ฉันรู้สึกกลัวจนตัวสั่น
ขยับเข้าไปแอบในร่างยาย
แต่ทว่าร่างนั้นกลับอันตรธานไปจากศาลาดอกแก้วเสียแล้ว
ขณะที่ฉันกลัวลนลานอยู่นั้น
เจ้าของเสียงอันแข็งกระด้างนั้นก็มาปรากฏอยู่ต่อหน้า
ฉันบอกไม่ให้แกพาเอาความชั่วของแกลกลับมาที่นี่อีก
เขายืนประจัญหน้ากับฉันพอดี
แวบหนึ่งที่ฉันมองตาเขา
ในนั้นฉันเห็นกิ้งกือยักษ์ตัวนั้นมันจะใช้ขาอันมากมายของมันตามฉันมา
ฉันวิ่ง...วิ่ง...วิ่งอย่างไม่คิดชีวิต...ในใจคิดแต่ว่าต้องหนี...หนีให้พ้นจากกิ้งกือตัวนั้น
ฉันวิ่ง...ไปไม่หยุด
ทั้งที่รู้สึกว่าตัวเองหอบและเหนื่อยจนใจจะขาดอยู่แล้ว
ฉันวิ่งอย่างไร้สติจนกระทั่งพลัดตกลงไปในเหวลึกที่ขวางทางอยู่
ร่างของฉันจมดิ่งไปสู่ก้นเหวที่ลึกสุดลึกและแสนจะมืดดำ
เสียงดังลั่นเมื่อฉันนอนดิ้นจนตกลงมาจากเตียง
รอบตัวมืดสนิทได้ยินแต่เสียงพัดลมเพดานที่ยังคงหมุนวนอยู่
น้ำตายังเปื้อนหน้าและดูเหมือนว่ามันจะเอ่อนองขึ้นมาอีกเมื่อนึกถึงความเป็นจริง
อีเด็กไม่มีพ่อมีแม่
คำด่าประจานที่ทับถมอยู่ในจิตใจของฉันมานานแล้ว
และมันก็เป็นตราบาปที่ทำให้ฉันกลายเป็นตัวชั่วร้ายที่สังคมต้องรับผิดชอบเลี้ยงดูมา...สายตาที่มองมายังฉันทุกดวงเหมือนจะหยั่งรู้เรื่องราวของฉันดี...
ฉันงัวเงียขึ้นมาทั้งน้ำตา
เดินเข้าห้องจัดการอาบน้ำ
และอาบนานกว่าทุกๆ วัน
หวังว่าการขัดถูจะช่วยให้ความโสมมในตัวฉันหลุดออกไปบ้าง
ก่อนจะออกมาแต่งหน้า
วาดคิ้วให้โก่งโค้งเป็นคันศร
แต่งหน้าในโทนม่วงแดง
ทาเปลือกตาสีม่วงประกาย
สวมชุดสายเดี่ยวสั้นๆ
สีม่วงอ่อน ติดสติกเกอร์รูปดอกกุหลาบสีแดงช้ำไว้ที่เนินอก
สวมถุงน่องสีเนื้อที่ออกจะเข้ม
หยิบรองเท้าส้นตึกสีดำคู่ใหม่เอี่ยมมาสวม
นั่งจ้องมองตัวเองในกระจกอยู่นาน
มองลึกเข้าไปในดวงตาตัวเอง
ซึ่งบัดนี้ไม่หลงเหลือวี่แววของความหวั่นตระหนกใดๆ
เพราะบัดนี้ฉันกรายร่างเป็นนางฟ้า
ที่จะร่ายมนต์ผูกมัดผู้คนให้หลงใหล
หรือไม่คืนนี้ฉันก็เป็นผีเสื้อราตรีที่กำลังจะออกไปร่อนบินเชยชมความงามของสวนดอกไม้ข้างนอก
ป่านนี้แสงสีของเมืองสวรรค์คงกำลังเจิดจ้ารอคอยฉันและผู้คนของฉันอยู่แล้ว
บางทีคืนนี้ฉันก็เป็นผีเสื้อราตรีที่กำลังจะออกไปร่อนบินเชยชมความงามของสวนดอกไม้ข้างนอก
ป่านนี้แสงสีของเมืองสวรรค์คงกำลังเจิดจ้ารอคอยฉันและผู้คนของฉันอยู่แล้ว
บางทีคืนนี้ฉันอาจพบใครสักคนที่มองฉันด้วยแววตาอ่อนโยนบ้าง
แม้จะเพียงชั่วคืนเท่านั้นก็น่ายินดีแล้ว |
