เรื่องสั้นที่ผ่านการพิจารณารอการลงพิมพ์
๑. อุบัติเหตุของความทรงจำ ของ ตะวัน สันติภาพ ฉบับที่ ๒๔๗๑

อ่านเรื่องสั้นย้อนหลัง

เรื่องสั้น ฉ.๒๔๗๐

ความกลัว

วันจันทร์ วันเพ็ญ

           มีเรื่องบางเรื่องที่น่าจะเล่าให้ใครสักคนฟัง...แต่ฉันก็ได้แต่เก็บงำมันไว้ในใจ...น่าแปลกนักที่วันเวลาไม่ได้ทำให้ฉันหายจากอาการนี้ ดูสิสายตาของผู้คนมีแต่จับจ้อง หยั่ง ประเมิน มันน่ากลัวจนฉันตัวสั่นเทาไปทุกทีที่ต้องเผชิญหน้าหับใครๆ ไม่ว่าจะบนถนนหนทาง ร้านข้าวแกง บนรถเมล์ หรือแม้แต่ที่ห้องสมุกที่ฉันชอบไปหนักหนานั่นด้วย ฉันต้องใช้ความกล้าที่สะสมมาชั่วชีวิตกว่าจะฝ่าด่านสายตาผู้คนเข้าไปนั่งแอบที่มุมลึกสุดในห้องสารสาร และจมอยู่ที่นั่นตลอดบ่าย

            เริ่มตั้งแต่ยามที่หน้าประตูทางเข้า ผู้คนที่เดินสวนทางมา นักศึกษาที่นั่งคอยเพื่อนในแนวบันไดยาวเหยียดหน้าห้องสมุด แล้วไหนจะคนเก็บกระเป๋า เจ้าหน้าที่ที่ทางเข้าห้องสมุด บรรณารักษ์ตามจุดต่างๆ ดูเหมือนว่าสายตาทุกคู่จ้องมาที่ฉันราวกับว่าฉันเป็นตัวประหลาดอะไรสักอย่าง ที่พวกเขาต้องสนใจอย่างยิ่ง ฉันไม่เคยมองหน้าคนที่ฉันพูดด้วยเลย แม้เคยพยายามมาหลายหนแล้วแต่ก็ทำไม่ได้สักที ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเป็นมานานขนาดไหน รู้แต่ว่ามันนานจนคิดว่าฉันควรจะตายไปได้แล้วกับความเจ็บปวดแสนสาหัสที่ได้รับจากสายตาไม่รู้กี่ล้านคู่ที่เคยเห็นฉันและมองอย่างนั้น ก็เคยมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ฉันค้นพบสายตาที่ทำให้อบอุ่นอ่อนโยน มีความสุข แต่มันก็นานมาแล้ว และแสงสว่างเดียวที่ให้ความอบอุ่นแก่ชีวิตทั้งชีวิตของฉันก็มืดดับไปพร้อมกับยายที่จากไปตั้งแต่เล็กๆ

            เมื่อสายนี้เองที่ฉันลองเข้าไปที่ห้องสมุดบนตึกสูงๆ ซึ่งฉันเดินผ่านก่อนจะเข้าไปหอสมุดกลางที่เคยไป ฉันแวบขึ้นไปบนตึกนั้นและศึกษากฏระเบียบการใช้ห้องสมุดอยู่นานก่อนจะตัดสินใจเลื่อนประตูกระจกไปด้านซ้าย ก้าวเท้าขวาเข้าไป สัมผัสกับความเย็นเยียบของบรรยากาศภายในนั้น นอกจากเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอยู่นานแล้ว หลอดไฟหลายหลอดเปิดไว้สว่างพอเหมาะแก่การอ่านหนังสือ แต่มันออกจะสว่างมากเกินไปจนทำให้ฉันรู้สึกประหม่าขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ดีหน่อยที่ในห้องสมุดนั้นมีคนอ่านหนังสืออยู่เพียงคนเดียว รวมกับบรรณารักษ์ด้วยเป็นสองคน

             “นี่คุณ...ที่นี่เป็นที่ของสุภาพชนแต่งกายไม่เรียบร้อยห้ามเข้าใช้บริการ” บรรณารักษ์หญิงวัยกลางรูปร่างท้วมพูดขึ้นมาทันทีที่เห็นฉันปรากฏต่อหน้า ฉันแทบอยากจะวิ่งชนกำแพงให้ตายไปต่อหน้าคนพูด เพื่อลงโทษตัวเองที่ทำผิดต่อกฎบัติของสุภาพชน ลองก้มลงสำรวจตัวเองตั้งแต่เท้าที่สวมรองเท้าหนังสีน้ำตาลเก่าๆ กางเกงขายาวสีดำ เสื้อยืดตัวโกร่งสีเนื้อตุ่นๆ ปล่อยลอยชาย

            คนที่นั่งอยู่ก่อนปรายตามามองทีหนึ่งพวกกับสายตาบรรณารักษ์ที่กำลังจ้องฉันอยู่ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ทำเอาฉันต้องกลั้นหายใจอดทนกับสายตาของคนทั้งสอง

             “ขอ...ขอ...โทษ...โทษ...ค่ะ ไม่ได้นึกเลย...ว่าคนอยาก...อ่านหนังสือต้องแต่งตัว...อย่างไร” ฉันละล่ำละลักพูดออกไปอย่างแสนยากเย็น ก่อนจะหมุนตัวกลับออกมาอย่างผิดหวังและเจ็บปวด แต่ช่างเถอะ ฉันก้มหน้าก้มตาเดินออกไป ในใจอยากจะบินไปด้วยซ้ำ จะไม่ต้องพบกับสายตามากมายของผู้คน

            “ไอ้หนู!...ไม่ได้นะไอ้หนู” พนักงานรักษาความปลอดภัยวิ่งมายื้อตัวเด็กมอมแมมคนหนึ่งที่กำลังถือแก้วพลาสติกเก่าๆ ใบหนึ่งเข้ามาในบริเวณสถาบัน

             “แกจะมาขอทานในนี้ไม่ได้นะ...ผู้ใหญ่ท่านมาเห็นข้าแย่แน่ๆ” เขามาทันเด็กน้อยตรงประตูพอดี เด็กน้อยกอดแก้วไว้แน่น ก้มหน้าก้มตาแอบอิงอยู่กับแท่งหินขนาดมหึมาที่สลักชื่อสถาบันนั้นไว้เด่นหรา

             “ไป!...ไปออกไปนั่งอยู่ตรงสะพานลอยมันก็ดีอยู่แล้ว แกจะมาทำไมในนี้” เขาพยายามดึงลากแขนเด็กน้อยคนนั้นออกไป เด็กยังเกาะเสาหินไว้มั่น

             “เอ๊ะ!...ข้าบอกดีๆ แกไม่ชอบหรือไงวะ” เขาชักมีโมโหรำคาญเด็กน้อยขึ้นมา พยายามแกะมือเด็กที่เกาะเสาหินอยู่เป็นนานกว่าเด็กน้อยจะยอมจำนนด้วยเรี่ยวแรงที่ไม่อาจต้านทานไว้ได้ ปล่อยตัวเซถลาไปล้มกองอยู่นอกเขตรั้วสถาบัน เด็กน้อยพยุงตัวเองลุกขึ้นเดินก้มหน้าโซเซไปสักหน่อยก่อนจะวิ่งไปด้านตรงข้ามกับป้อมยามอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางยวดยานที่วิ่งขวักไขว่...ส่วนพนักงานรักษาความปลอดภัยก็กลับมานั่งประจำที่ในป้อมของเขาตามเดิม ฉันก้าวเท้าพ้นธรณีประตูรั้วสถาบันอันทรงศักดิ์ออกมา ถอนหายใจเฮือกใหญ่เพื่อผ่อนคลายความรู้สึกอัดอั้นที่กำลังถาโถมอยู่ภายในจิตใจ ค่อยสืบเท้าไปทางเดียวกันกับที่เด็กน้อยคนนั้นวิ่งไป...

            เสียงรถบนถนนดังคำรามลั่น ผู้คนเดินไปเดินมามากมายเบียดกันอยู่บนทางเท้า ฝุ่นควันสีดำลอยอบอวนอยู่ในบรรยากาศ แสงแดดร้อนจัดแผดผู้คนพร้อมๆ กัน ฉันไม่ได้สังเกตสีหน้าของใคร เอาแต่ก้มหน้าก้มตาเดินหลีกหลบสายตาผู้คนที่ฉันไม่อยากพบเห็นไปเรื่อยๆ จนถึงที่พักก็รีบไขกุญแจกระชากประตูเข้าไป แล้วทิ้งตัวลงนอนบนเตียง เอื้อมมือไปกดสวิตช์พัดลมเพดาน หลับตาลงและไม่อยากจะลืมมันขึ้นมาอีกเลย...ถ้าเป็นไปได้

 

            ฉันออกเดินทางเพื่อจะหนีความรู้สึกหดหู่ในใจไปยังที่แห่งหนึ่ง...มันเป็นที่ที่สวยงามและสงบร่วมเย็น

             “กลับมาแล้วหรือเจ้าแก้ว...มาดื่มน้ำหวานเย็นๆ ก่อนลูกมา” หญิงชราที่สวมเสื้อสีขาวและผ้าถุงสีฟ้าอ่อนๆ กล่าวต้อนรับการกลับมาของฉัน ฉันเดินเข้าไปกราบเท้าหญิงชรา ท่านก้มลงฉุดให้ลุกขึ้นมาแล้วกอดไว้เนิ่นนาน

             “ไหว้พระเถิดลูกเอ๋ย...อยู่เย็นสุขนะคนดีของยาย” เป็นนานกว่าเราผละจากกัน ฉันมองเข้าไปในดวงตาอันขุ่นขาวคู่นั้น ปรากฏภาพของฉันที่กำลังยิ้มที่งดงามมากเท่าที่ฉันเคยได้ยิ้มมา ช่างเป็นความรู้สึกที่งดงามเหลือเกิน

             “ศาลาดอกแก้ว...ยังงามเหมือนเดิมนะจ๊ะยาย” ฉันบอกยายเมื่อลมโชยเอากลิ่นดอกแก้วเข้ามา มองไปรอบๆ ต้นดอกแก้วที่ยายเคยบอกว่าปลูกในวันฉันเกิด บัดนี้สูงตระหง่านออกดอกบานสะพรั่งเต็มต้น ฉันนั่งลงดื่มน้ำหวานและแอบอิงอยู่ในอ้อมแขนของยาย

             “ไป!...ออกไปให้พ้นบ้านของฉัน” เสียงร้องตะโกนมาจากในบ้านถัดจากศาลาเข้าไป

             “แกกลับมาทำไมอีก...ออกไป” เสียงนั้นแผดดังขึ้นอีก เมื่อคนพูดใกล้เข้ามา ฉันรู้สึกกลัวจนตัวสั่น ขยับเข้าไปแอบในร่างยาย แต่ทว่าร่างนั้นกลับอันตรธานไปจากศาลาดอกแก้วเสียแล้ว ขณะที่ฉันกลัวลนลานอยู่นั้น เจ้าของเสียงอันแข็งกระด้างนั้นก็มาปรากฏอยู่ต่อหน้า

             “ฉันบอกไม่ให้แกพาเอาความชั่วของแกลกลับมาที่นี่อีก” เขายืนประจัญหน้ากับฉันพอดี แวบหนึ่งที่ฉันมองตาเขา ในนั้นฉันเห็นกิ้งกือยักษ์ตัวนั้นมันจะใช้ขาอันมากมายของมันตามฉันมา ฉันวิ่ง...วิ่ง...วิ่งอย่างไม่คิดชีวิต...ในใจคิดแต่ว่าต้องหนี...หนีให้พ้นจากกิ้งกือตัวนั้น ฉันวิ่ง...ไปไม่หยุด ทั้งที่รู้สึกว่าตัวเองหอบและเหนื่อยจนใจจะขาดอยู่แล้ว ฉันวิ่งอย่างไร้สติจนกระทั่งพลัดตกลงไปในเหวลึกที่ขวางทางอยู่ ร่างของฉันจมดิ่งไปสู่ก้นเหวที่ลึกสุดลึกและแสนจะมืดดำ

            เสียงดังลั่นเมื่อฉันนอนดิ้นจนตกลงมาจากเตียง รอบตัวมืดสนิทได้ยินแต่เสียงพัดลมเพดานที่ยังคงหมุนวนอยู่ น้ำตายังเปื้อนหน้าและดูเหมือนว่ามันจะเอ่อนองขึ้นมาอีกเมื่อนึกถึงความเป็นจริง

             “อีเด็กไม่มีพ่อมีแม่” คำด่าประจานที่ทับถมอยู่ในจิตใจของฉันมานานแล้ว และมันก็เป็นตราบาปที่ทำให้ฉันกลายเป็นตัวชั่วร้ายที่สังคมต้องรับผิดชอบเลี้ยงดูมา...สายตาที่มองมายังฉันทุกดวงเหมือนจะหยั่งรู้เรื่องราวของฉันดี...

            ฉันงัวเงียขึ้นมาทั้งน้ำตา เดินเข้าห้องจัดการอาบน้ำ และอาบนานกว่าทุกๆ วัน หวังว่าการขัดถูจะช่วยให้ความโสมมในตัวฉันหลุดออกไปบ้าง ก่อนจะออกมาแต่งหน้า วาดคิ้วให้โก่งโค้งเป็นคันศร แต่งหน้าในโทนม่วงแดง ทาเปลือกตาสีม่วงประกาย สวมชุดสายเดี่ยวสั้นๆ สีม่วงอ่อน ติดสติกเกอร์รูปดอกกุหลาบสีแดงช้ำไว้ที่เนินอก สวมถุงน่องสีเนื้อที่ออกจะเข้ม หยิบรองเท้าส้นตึกสีดำคู่ใหม่เอี่ยมมาสวม นั่งจ้องมองตัวเองในกระจกอยู่นาน มองลึกเข้าไปในดวงตาตัวเอง ซึ่งบัดนี้ไม่หลงเหลือวี่แววของความหวั่นตระหนกใดๆ เพราะบัดนี้ฉันกรายร่างเป็นนางฟ้า ที่จะร่ายมนต์ผูกมัดผู้คนให้หลงใหล หรือไม่คืนนี้ฉันก็เป็นผีเสื้อราตรีที่กำลังจะออกไปร่อนบินเชยชมความงามของสวนดอกไม้ข้างนอก ป่านนี้แสงสีของเมืองสวรรค์คงกำลังเจิดจ้ารอคอยฉันและผู้คนของฉันอยู่แล้ว บางทีคืนนี้ฉันก็เป็นผีเสื้อราตรีที่กำลังจะออกไปร่อนบินเชยชมความงามของสวนดอกไม้ข้างนอก ป่านนี้แสงสีของเมืองสวรรค์คงกำลังเจิดจ้ารอคอยฉันและผู้คนของฉันอยู่แล้ว บางทีคืนนี้ฉันอาจพบใครสักคนที่มองฉันด้วยแววตาอ่อนโยนบ้าง แม้จะเพียงชั่วคืนเท่านั้นก็น่ายินดีแล้ว