|
อ่านเรื่องสั้นย้อนหลัง |
|
เรื่องสั้น
ฉ.๒๔๖๙ ชีวิตหนึ่ง นวพล
ไชยศรีหา
ชีวิตหนึ่ง
พ้นวันคืนหนึ่งก็ดีใจ
คิดปีนป่ายสู่ฝัน
สุดทางได้แค่นั้น
ได้เท่านี้
แค่นี้ก็เพียงพอ
ได้ฝันไปวันๆ
หนึ่งคืนถึงอีกวัน...
เสียงกีตาร์โปร่งสอดคล้องประสานกับเสียงนักร้องในร้านยังดังให้ความบันเทิงแก่นักท่องเที่ยวอยู่เสม่ำเสมอ
สถานเริงรมย์ที่ซบเซาไปช่วงระยะหนึ่ง
เพราะถูกพิษเศรษฐกิจเล่นงานต่างบาดเจ็บกันถ้วนหน้า
ปิดกิจการไปเลยหรือไม่ก็น้อย
หากในวันนี้ราตรีที่เคยเงียบเหงากลับครึกครื้นกันอีกคราวหนึ่ง
เหมือนต้นหญ้าที่ใกล้ตาย
แม้จะได้รับน้ำเพียงเล็กน้อยจากฝนหลงฤดูก็ทำให้ต้นหญ้าที่เกือบจะเฉาตายกลับฟื้นขึ้นใหม่ได้อีกครั้ง
คืนนี้เป็นวันแรกของเทศกาลพัทยา
งานประจำปีช่วงสงกรานต์ที่จัดขึ้นทุกปีบริเวณชายหาดพัทยา
นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติต่างก็มาแสวงหาความบันเทิงยามค่ำคืนที่ย่านไนต์คลับชื่อดัง
ผีเสื้อราตรีเริ่มโฉบปีกโบกโบย
ร้านขายเหล้า
ร้านขายของที่ระลึก
แม้แต่แม่ค้าข้าวแกง
ทุกคนกำลังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด
และข้าพเจ้าเองก็เป็นคนหนึ่งในจำนวนหลายต่อหลายชีวิตที่กำลังดิ้นรนต่อสู้กับความโหดร้ายของโชคชะตาที่ร่วมมือกับสภาพเศรษฐกิจเล่นงานอย่างหนัก
นักดนตรีอิสระอย่างข้าพเจ้าต้องทำงานล่วงเวลาเป็นสองเท่าในคืนที่นักท่องเที่ยวเต็มร้านอย่างเช่นคืนนี้
เพลงแล้วเพลงเล่าที่ร้องและเล่นดนตรีเพื่อสร้างบรรยากาศการดื่มกินให้รื่นเริงขึ้น
ครั้งหนึ่งข้าพเจ้ามีความหวังและอหังการ์อย่างยิ่งที่จะเป็นนักดนตรีมืออาชีพที่มีชื่อเสียง
ข้าเจ้าเคยปรารถนาชื่อเสียง
แต่แล้วเมื่อพานพบกับความเป็นจริงถึงได้รู้ว่าอุดมกาษณ์นั้นควรถูกเก็บเข้าลิ้นชักปิดตายและไม่ใส่ใจอีก
เมื่อความหวังไม่เป็นดังหวัง
ข้าพเจ้าจึงหันหลังให้อุดมการณ์อย่างสิ้นเชิง
และแสวงหาเพียงอย่างเดียวเท่านั้นคือเงิน
ใครจะว่าข้าพเจ้าเห็นแก่ตัวและเห็นแก่เงินก็ไม่ผิดนัก
เพราะข้าพเจ้าไม่เคยมีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร
และข้าพเจ้าเชื่ออยู่เสมอว่าไม่มีใครจะรักคนอื่นได้มากกว่ารักตัวเอง
และเช่นเดียวกันก็ไม่มีใครรักตัวเองได้น้อยกว่ารักคนอื่น
ข้าพเจ้าจึงไม่เคยทุ่มเทสิ่งใดเพื่อใคร
นอกจากเพื่อตัวเอง
ดาวน้อยเจ้าลอยมาจากแห่งใด
เจ้านั้นจะรู้บ้างไหม
มีใครถามถึงฉันบ้าง ถามลม
ลมเฉย
ไม่ยอมเปิดเผยชี้ทาง
คืนนี้ฉันคงอ้างว้าง
ไร้หนทางเดินต่อไป...
เพลงสุดท้ายของคืนนี้จบลงอย่างงดงามพร้อมเสียงปรบมือและจำนวนนักท่องเที่ยวที่บางตาลง
มุมหนึ่งจองร้าน
นักท่องเที่ยวต่างชาติกับหญิงสาวนางหนึ่งกำลังคลอเคลียนัวเนียกันอย่างไม่อับอายสายตาคนอื่น
และอีกหลายต่อหลายคู่ที่ฝ่ายชายคือชาวต่างชาติร่างใหญ่โต
และฝ่ายหญิงคือสาวไทยร่างอวบ
ที่มีอาชีพ มีตัวเองไว้เพื่อเช่า
ข้าพเจ้าไม่เคยดูหมิ่นหรือดูถูกในอาชีพและกิริยาท่าทางของเธอ
บางครั้งที่ละอายต่อสายตาเกินไปนัก
ข้าพเจ้าก็หลีกเลี่ยงที่จะมอง
เพราะรู้ดีว่าลึกๆ
ในใจแล้วนั้น
พวกเธอไม่ได้อยากมีตัวเองไว้พื่อเช่าหรือขาย
หากสภาวการณ์ที่บีบบังคับกดดันและเลวร้ายจนทำให้หลายต่อหลายคนต้องแลกตัวเองเพื่อการมีชีวิตอยู่
นักดนตรี
โสเภณีและร้านเหล้า
มักจะอยู่คู่กันเสมอ
ข้าพเจ้าเลี่ยงมานั่งดื่มเงียบๆ
มุมหนึ่งของร้าน
มองออกไปยังท้องทะเลในคืนค่ำที่ความบันเทิงครอบคลุมเมืองพัทยา
ห่างออกไปอีกขอบท้องทะเล
แสงไฟจากเรือหาปลายังคงริบหรี่
เหมือนหิ่งห้อยเล่นน้ำท่ามกลางแสงจันทร์ที่ใกล้จะเต็มดวง
ความแตกต่างของท้องทะเลกว้างกับผืนแผ่นดิน
แม้จะฟ้าเดียวกัน
แต่สองชีวิตยังอยู่ในภาวะที่ต่างกัน
คนบนเรืออาจกำลังดื่มด่ำกับแสงจันทร์ท่ามกลางความอ้างว้างของท้องทะเล
ในขณะที่อีกหลายชีวิตบนผืนดินกำลังดื่มกินท่ามกลางแสงสีนีออน
การแสวงหาความสุขทุกคนต่างมี
วิธี
ของตัวเองเสมอ
อีกไม่กี่ชั่วโมงฟ้าก็จะสว่าง
ไม่แปลกนักที่จะมีนักท่องเที่ยวกันจนสว่างคาตา
และก็ไม่แปลกอีกเช่นกัน
หากจะเห็นฝรั่งตัวโตควงแขนสาวไทยตัวดำเป็นเหนี่ยงหายเข้าไปในโรงแรมม่านรูดที่กลาดเกลื่อน
หลายชั่วโมงที่นั่งจมอยู่ในร้านจนในที่สุดก็พาตัวเองเดินออกมายังตลาดสดที่พ่อค้าแม่ขายกำลังตั้งแผงขายของกันครึกโครม
บรรยากาศตลาดสดตอนเช้าเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าเกลียดพอๆ
กับความวุ่นวายยามราตรี
หากไม่เพราะเงิน
บางทีข้าพเจ้าอาจไปนอนดื่มกินแสงจันทร์กับชาวประมงกลางท้องทะเลโน่นแล้วก็ได้
ข้าพเจ้าเดินไปซื้อปาท่องโก๋และน้ำเต้าหู้มาสองถุงเพื่อเป็นอาหารเช้าก่อนที่จะนอนพักผ่อนเอาแรงเพื่อที่จะตื่นขึ้นมาทำงานในตอนดึก
ในเวลากลางวันที่ใครๆ
ต่างตื่นเพื่อต่อสู้ชีวิตเป็นเวลาที่ข้าพเจ้านอนหลับพักผ่อนจนแทบไม่รู้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันมีอะไรบ้าง
ตรงข้าม
ในเวลากลางคืนที่คนส่วนใหญ่พักผ่อนนอนหลับกลับเป็นเวลาที่ตาสว่างที่สุดสำหรับข้าพเจ้า
ชอปเปอร์สีดำที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อพาข้าพเจ้าเลียบริมทะเลไปช้าๆ
ก่อนหักเลี้ยวสู่ถนนสายหลักและถนนหลวงในเวลาต่อมา
ท้องฟ้ายังไม่สว่างนัก
ข้าพเจ้าขับรถช้าๆ
ไม่รีบร้อน
ดอกไม้สีเหลืองบริเวณร่องตรงกลางของถนนส่งกลิ่นหอมรวยริน
แสงไฟจากรถสาดส่องไปยังสิ่งหนึ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าต้องชะลอรถและจอดดูในที่สุด
ร่างบางนอนคุดคู้อยู่ใต้ต้นขี้เหล็กเทศดอกเหลือง
เข่างอเกือบชิดคาง
สองมือซุกหนีบอยู่ระหว่างเข่าสองข้าง
ผมเผ้ายุ่งเหยิง
เสื้อผ้าเก่าขาดคร่ำคร่าโสโครกอย่างที่สุด
ด้วยความอยากรู้อยากเห็นมากกว่าความรู้สึกอื่นใดข้าพเจ้าจึงจอดรถลงมาดู
ลมหายใจยังสม่ำเสมอ
แม้จะเบาแต่ก็ยังทำให้ใจชื้นขึ้นมาได้บ้าง
ร่างนั้นยังมีชีวิตอยู่
อาจจะด้วยสำนึกของความเป็นมนุษย์ที่มีอยู่ในตัวของข้าพเจ้าก็ได้
ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกรันทดใจอย่างที่สุดกับภาพตรงหน้า
เสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่นั้นข้าพเจ้าเดาว่าครั้งหนึ่งมันคงเคยเป็นเสื้อผ้าชุดที่สวยงามพอดู
แม้จะเป็นชุดแสคแขนกุดปักเลื่อมที่เก่าคร่ำคร่า
เลื่อมปักที่เคยส่องประกายวับงาม
ตาดูหม่นหมองเหมือนเจ้าของชุดไม่มีผิด
เลื่อมลายหลุดหายไปเป็นหย่อมๆ
เจ้าของร่างลืมตาขึ้นช้าๆ
เมื่อเห็นว่ามีคนมานั่งอยู่ตรงหน้าเธอก็ลุผงะถอยหนีอย่างตกใจ
ก่อนมองจ้องสบตาข้าพเจ้าอย่างสงสัย
ข้าพเจ้ายื่นถุงน้ำเต้าหู้ให้
เธอหยิบไปและกัดก้นถุงดื่มกินอย่างหิวกระหาย
น้ำเต้าหู้ไหลหยดตามมุมปากเปรอะเปื้อนเนื้อตัวที่มอมแมม
ทำไมมานอนอยู่ตรงนี้
ข้าพเจ้าถามขึ้นเรียบๆ
แปลกใจทำไม
เสียงแหบแห้งตอบขึ้นอย่างไม่ยี่หระ
ก็นี่มันร่องถนน
สองฟากรถวิ่งไปมาอยู่ตลอดเวลา
ไม่ใช่ที่นอนของคน
คนหรือ
ฉันยังมีความเป็นคนอยู่อีกหรือ
ว่าเพียงนั้นแล้วลุกขึ้นตั้งใจจะผละหนีไปจากตรงนั้น
เศษใบไม้
หญ้าแห้งติดตามเสื้อผ้าและเนื้อตัว
ฟ้าเริ่มสาง
ข้าพเจ้ามองเห็นร่างผอมโกรกนั้นอย่างถนัดตา
ตุ่มเม็ดเล็กๆ
ขึ้นเต็มตามเนื้อตัว
ดูเหมือนมันจะทำให้เธอคันเอาการ
ไปไหนล่ะ
ข้าพเจ้าถาม
ไปตายเอาดาบหน้า
เธอยิ้มเยาะแล้วเดินห่างไป
ข้าพเจ้ากลับมาที่รถตั้งใจจะกลับที่พัก
ยังไม่ทันจะได้สตาร์ทรถด้วยซ้ำไป
เสียงเบรกรถ
เสียงแตรก็ดังสั่นขึ้นใกล้ๆ
พร้อมกับเสียงอะไรสักอย่างตกลงบนพื้นถนน
ร่างผอมแห้งเมื่อครู่นอนจมกองเลือด
ปิ๊กอัพสีแดงเข้มบึ่งรถหายไปตามวิสัยของตีนผีทั่วไปคือชนแล้วหนี
ข้าพเจ้ารีบเข้าไปพยุงร่างบางนั้น
ลมหายใจรวยรินเต็มที
แม้ข้าพเจ้าจะไม่ใช่มนุษย์ใจบุญสุนทานนักแต่ก็ทนไม่ได้แน่ที่จะเห็นใครตายไปต่อหน้าต่อตา
ข้าพเจ้าพาเธอไปส่งยังโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด
หลายชั่วโมงผ่านไปที่ข้าพเจ้านั่งรอผลการรักษาของหมอ
ไม่มีความรู้สึกตื่นเต้นตกใจกับเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อครู่แม้เพียงสัดนิด
อาจเพราะข้าพเจ้าไม่เคยมีความรู้สึกห่วงใยหรือเห็นใจใคร
จึงไม่รู้สึกรู้สากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนอื่น
แพทย์หนุ่มที่คาดว่าคงเป็นเจ้าของไข้เดินตรงมาที่ข้าพเจ้า
คุณเป็นญาติคนไข้หรือครับ
เขาถามอย่างสุภาพสมกับเป็นหมอ
เปล่าฮะ
ผมแค่ผู้เห็นเหตุการณ์และพามาส่ง
ผมขออนุญาตขอชื่อและที่อยู่ของคุณไว้ด้วยนะครับ
เกี่ยวกับกฎหมาย
ครับผม
ในฐานะพยานผู้เห็นเหตุการณ์และพลเมืองดี
ข้าพเจ้าไม่ได้รอฟังผลว่าเธอปลอดภัยดีหรือไม่
เพราะข้าพเจ้าถือว่าหมดหน้าที่แล้ว
และได้เวลาที่ข้าพเจ้าควรได้พักผ่อนเสียที
หลังจากทีเสียเวลากับเรื่องของคนอื่นมาพอสมควรแล้ว
ข้าพเจ้ากลับที่พักและนอนหลับสนิทเป็นตาย
ไม่นานนักข้าพเจ้าก็ลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น
เพราะไม่ใช่เรื่องที่ข้าพเจ้าต้องใส่ใจ
จนในวันหนึ่งที่ข้าพเจ้ากำลังกลับที่พักหลังจากที่เลิกงาน
ริมถนนที่เคยพบหญิงสาวคนนั้น
ใครคนหนึ่งกำลังยืนโบกรถข้าพเจ้าอยู่
เมื่อจอดรถจึงได้รู้ว่าเธอเป็นคนเดียวกับคนที่ข้าพเจ้าเคยช่วยชีวิตไว้เมื่อไม่นาน
ยังอยู่เหรอ
ข้าพเจ้าก็ถามไปอย่างนั้นเอง
ฮื่อ
ขอไปด้วยคนสิ
ว่าแล้วก็นั่งซ้อนท้ายชอปเปอร์ข้าพเจ้า
ไม่พูดจาจนถึงที่พัก
เธอเดินตามไปนั่งที่โซฟา
มองรอบๆ
ห้องที่รกรุงรังไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ที่ระเกะระกะทั่วไป
กีตาร์สองตัววางพิงผนังห้อง
กองกระดาษโน้ตดนตรีเกลื่อนพื้น
ข้าพเจ้าไม่ได้ใส่เธอนัก
หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวแล้วจึงไปชงกาแฟมาสองแก้ว
ยื่นให้เธอแก้วหนึ่ง
ดูดีขึ้นนี่
ข้าพเจ้าทักทายเพื่อเป็นการเริ่มต้นสนทนา
เธอก้มมองดูตัวเองแล้วยิ้ม
ชุดนี้หมอให้
อ้อ
ข้าพเจ้าผงกศีรษะเข้าใจ
เธอคงอยู่ในความดูแลของแพทย์หนุ่มคนนั้น
ได้ตัวคนชนไหม
เธอส่ายหน้าเหมือนไม่ใส่ใจกับเรื่องราวที่เกี่ยวข้องด้วยกฎหมายทั้งมวล
ตอนนี้กำลังพักฟื้น
ให้ทรง ไม่ให้ทรุด
เธอยื่นแขนที่เต็มไปด้วยริ้วรอยของตุ่มน้ำเหลืองและแผลที่ตกสะเก็ดบ้างแล้วให้ดู
ข้าพเจ้ายังไม่แน่ใจในความเชื่อของตัวเองนัก
ถ้าหากว่าเธอไม่ยืนยันถึงสาเหตุของโรค
เป็นเอดส์
ข้าพเจ้าแทบสำลักกาแฟเมื่อได้ยินคำพูดนั้น
เดี๋ยวก็ตาย
เธอยังพูดต่อ
ข้าพเจ้าไม่เคยคิดว่าจะได้พบเจอกับเหตุการณ์หรือคำพูดในลักษณะนี้
แม้วิถีชีวิตจะคลุกคลีอยู่กับคนที่มีอาชีพเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้ก็ตาม
แต่ไม่เคยเลยสักหนที่จะได้เห็นได้รับรู้หรือข้องเกี่ยวผูกพัน
ฉันเคยอยู่บาร์แถวสายสอง
เธอบอกถึงสถานที่ที่เธอเคยทำงานอยู่
และบอกเล่าถึงการมีอาชีพ มีตัวเองไว้เพื่อเช่า
และเรื่องราวของชีวิตที่ผ่านพ้น
เธอเข้มแข็งมากในความคิดของข้าพเจ้า
คนที่รู้ตัวว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน
แต่ไม่แสดงความรู้สึกใดให้ใครได้เห็นถึงความอ่อนแอไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าใดนัก
เกิดหนเดียว
ตายหนเดียว
คำพูดปนรอยยิ้มแห้งๆ
ทำให้ข้าพเจ้าถึงกับกลืนกาแฟไม่ลงอีกต่อไป
เธอปลงได้ในขณะที่ข้าพเจ้ารู้สึกเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูก
มาขอบคุณ
มาเยี่ยม มาลา
เธอคงสรุปถึงจุดหมายที่เธอมา
ตอนนี้อยู่ไหน
ข้าพเจ้าถามขึ้นบ้าง...อย่างห่วงใย
กับหมอ
เป็นคนไข้ในโครงการอุปถัมภ์ของโรงพยาบาล
ยังโชคดี
ข้าพเจ้าพึมพำนึกถึงวันแรกที่เจอเธอ
ที่อาจจะไม่ต้องตายอย่างหมาข้างถนน
เธอต่อประโยคคำพูดของข้าพเจ้า
หญิงบริการคนหนึ่งที่ไร้ญาติขาดมิตรแถมยังติดเชื้อ
HIV ไม่มีใครแม้สักคนจะสนใจไถ่ถาม
พูดคุยทักทาย
โลกที่ถูกตัดขาดและถูกกีดกันจากสังคม
ถูกแบ่งแยกให้เป็นบุคคลประเภทที่สอง
ไม่ต่างอะไรจากหมาข้างถนนตัวหนึ่ง
ข้าพเจ้าแม้จะไม่ใช่คนดีเด่อะไรนัก
และเป็นเพียงส่วนเล็กๆ
ของสังคม
หากแต่สำนึกของความเป็นคนทำให้ข้าพเจ้าเห็นใจและสงสารในชะตากรรมของเธออย่างยิ่ง
จะไปส่ง
ข้าพเจ้าพาเธอแวะกินข้าวที่ร้านแผงลอย
คนเสิร์ฟมองเห็นเธอถึงกับร้องยี้และไม่ยอมให้เธอนั่งเก้าอี้ตัวใด
เธอดึงแขนข้าพเจ้าออกจากบริเวณนั้นเสียก่อนที่จะมีเรื่องราวมากไปกว่านี้
ฉันไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองยังเป็นคนอยู่
ข้าพเจ้าจึงพาเธอไปนั่งพูดคุยที่ริมชายหาดแทน
เธอถูกน้ำทะเลไม่ได้
จึงเพียงนั่งอยู่ไกลๆ
และมองไปยังท้องทะเลกว้าง
ฉันเคยคิดเดินลงทะเลหายไปเลยเมื่อครั้งแรกที่รู้ว่าตัวเองจะต้องตาย
แต่นั่นมันเป็นแค่ความคิด
ไม่รู้สิ
บางทีกรรมของฉันมันคงมีมากกว่าที่จะต้องมาตายง่ายๆ
อย่างนั้น
คลื่นทะเลสาดซัดเข้าหาฝั่งสม่ำเสมอเป็นจังหวะไม่หยุดหย่อน
ความเงียบงันปกคลุม
ตอนเด็กๆ
ฉันเคยเล่นน้ำทะเลกับพ่อแม่และน้อง
มันสนุกมาก ฉันยังจำได้ดี
มันเป็นความทรงจำที่งดงามที่สุด
และเป็นเพียงความทรงจำที่ดีสิ่งเดียวที่ฉันเหลือไว้สำหรับครอบครัว
ว่าจบก็ลุกขึ้นปัดทรายออกจากเนื้อตัว
กลับเถอะ
หมอจะห่วง
แล้วข้าพเจ้าก็ไปส่งเธอ
ข้าพเจ้าได้รู้จักกับผู้อุปถัมภ์ของเธอ
โรคเอดส์ขั้นต้น
หมอบอกอย่างนั้น
และเมื่อได้สนทนากับหมอทำให้ข้าพเจ้ายิ่งเห็นใจและสงสารเธอหนักขึ้น
ทั้งๆ
ที่ข้าพเจ้าไม่เคยสงสารเห็นใจใคร
การต่อสู้กับโรคร้าย
กำลังใจคือสิ่งที่สำคัญที่สุด
หมอบอกอย่างนั้น
เธอเข้มแข็ง
ข้าพเจ้าพูดตามที่เห็น
หลังจากนั้นต่อมาอาการของโรคเริ่มแสดงทีละน้อย
ทีละน้อย
มันกัดกินเนื้อตัว
ทำลายสุขภาพให้ทรุดโทรมลง
จนถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อ
ข้าพเจ้ายังไปเยี่ยมเยียนเธออยู่เสมอๆ
เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ข้าพเจ้ามีความรู้สึกห่วงใยคนอื่น
มันไม่ใช่ความรัก
ไม่ใช่ความผูกพัน
หากแต่มันคือสามัญสำนึกของความเป็นมนุษย์ในส่วนลึกที่เพิ่งจะแสดงออกเป็นรูปธรรม
ครั้งสุดท้ายที่ข้าพเจ้าไปเยี่ยมเธอ
เธอพูดกับข้าพเจ้าไม่ได้เสียแล้ว
ความรู้สึกรันทดในใจเกิดขึ้นเงียบๆ
และหลังจากนั้นไม่นานนัก
เตียงของเธอก็ว่างเปล่า
รอผู้ป่วยคนต่อไปมานอนรอความตาย...หมอบอกว่ามูลนิธิได้จัดการงานศพของเธอเรียบร้อยแล้วพร้อมกับศพไร้ญาติอื่นๆ
ไม่มีอะไรเหลือไว้นอกจากความทรงจำที่ข้าพเจ้าไม่อาจลืมได้เลยตลอดชีวิต
ความทรงจำที่มีต่อผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นเพียงเศษธุลีของสังคม... |
