เรื่องสั้นที่ผ่านการพิจารณารอการลงพิมพ์
๑. ภาพหล่อนและภาพหลอน ของ อิราวดี ดา ฉบับที่ ๒๔๖๘
๒. ชีวิตหนึ่ง ของ นวพล ไชยศรีหา ฉบับที่ ๒๔๖๙
๓. ความกลัว ของ วันจันทร์ วันเพ็ญ ฉบับที่ ๒๔๗๐
๔. อุบัติเหตุของความทรงจำ ของ ตะวัน สันติภาพ ฉบับที่ ๒๔๗๑

อ่านเรื่องสั้นย้อนหลัง

เรื่องสั้น ฉ.๒๔๖๗

แขกประจำ

เข็มพลอย

             “แน่ใจนะว่าจะเลิกกับคุณอัครเดชเค้า”          

            แม่ถามเสียงเครียดๆ และหน้าตาก็พลอยเครียดขรึมไปด้วย ร่างในชุดทันสมัยที่นั่งอยู่ตรงข้ามอัดควันบุหรี่เข้าปอดแรงๆ หนึ่งที่ แล้วพยายามพ่นควันให้ออกห่างคู่สนทนา แม้จะทราบดีว่าเป็นมารยาทที่ไม่ถูกต้อง แต่เมธิราไม่สามารถห้ามใจไว้ได้ คนที่ผู้ใหญ่กว่ามองด้วยสายตากังวล ห่วงใยและติงขึ้นว่า

             “ไอ้บุหรี่น่ะน้อยๆ ลงหน่อยก็จะดีนะ มีอะไรก็หาทางแก้ไขไปดีกว่าจะคอยทำร้ายร่างกายตัวเอง”

            หน้าที่แต่งไว้เนียนเรียบและสวย ตึงขึ้นเล็กน้อย มือขาวผ่องนิ้วเรียวสวยเคลือบสีเข้มขยี้บุหรี่ลงกับจาน ส่งเสียงกระแอมสองสามทีเบาๆ

             “ค่ะ เมกำลังคิดว่าจะให้เหตุผลกับเค้ายังไงเรื่องขอเลิก”

             “อ้าว ก็เค้าไม่ดียังไงล่ะ เราก็บอกเค้าไปตรงๆ ซี เรื่องผู้หญิงหรือเงินทอง”

            เมธิราส่ายหน้า ความเบื่อหน่ายของเธอไม่ได้มาจากสาเหตุอะไรแบบนั้นเลย อัครเดชไม่มีผู้หญิงอื่น และเขาไม่เคยทำตัวเหลวไหลเรื่องเงิน จะว่าไปแล้วความน่าเบื่อของสามีมาจากอะไรบางอย่างที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมาทีละเล็กละน้อยมากกว่า

             “ไม่รู้ซีคะคุณแม่ เมเบื่อขึ้นมาอย่างนั้นแหละ รู้สึกเหมือนว่าตอนเราอยู่คนเดียวชีวิตไม่น่าเบื่อขนาดนี้”

            หญิงวัยกลางคนค่อนไปทางสูงอายุ ทำหน้าเข้าใจแล้วยิ้ม

             “แม่รู้” เสียงตอบหนักแน่นจนลูกสาวหันมามองด้วยตาโต แต่แววตาบอกว่าไม่เชื่อ

             “คุณแม่รู้อะไรคะ อัครเดชเค้าไม่มีอะไรที่เหมือนคุณพ่อเลย เค้าไม่เจ้ายศ ไม่จู้จี้กับเรื่องกินอยู่อย่างคุณพ่อแล้วก็ไม่มีอารมณ์เสียทั้งวัน...”

             “อ้าว งั้นลูกเบื่ออะไรเค้าล่ะ ถ้าผัวเราดีออกปานนั้นจะเลิกกันทำไม”

            เสียงแม่สอดขึ้นอย่างรวดเร็ว อีกฝ่ายยักไหล่

             “เยอะแยะค่ะคุณแม่ เช้ามาก็ทำห้องน้ำเปียกไปหมด จนเราต้องคอยเช็ดทุกวัน เพราะรำคาญเท้า ไม่งั้นเข้าห้องน้ำไม่ได้ ไอ้เราเช้ามาต้องรีบไปทำงาน แต่ต้องมาคอยหาแว่น หามือถือหากุญแจให้ทุกเช้า ซื้อกล่องมาให้ใส่ของส่วนตัวก็ไม่เคยใช้ เราต้องคอยตามหาของให้ทุกวัน เบื่อจะตาย วันทำงานยังดีนะคะ ถ้าวันหยุดยิ่งบ้าใหญ่ ชวนไปไหนก็ไม่ไป จะกินข้าวบ้านทุกมื้อ!!”

            เสียงท้ายประโยคกระแทกอย่างอารมณ์เสีย

             “แล้วไง”

            มารดาถามอย่างเห็นเป็นเรื่องปกติ แล้วรีบต่อเสียเองว่า

             “แล้วไงล่ะ พรมห้องน้ำก็เปียก อ่างล้างหน้าเลอะเทอะ ห้องรับแขกเต็มไปด้วยแก้วน้ำของผัวแก จานเต็มครัวและอะไรต่อมิอะไรอีกล่ะซี”

             “ค่ะ” ลูกสาวรับคำโดยไม่ทันได้รู้ตัว

             “เย็นมาก็กองกันเต็มพื้นทั้งชุดทำงานถุงเท้ารองเท้า ผ้าขนหนูบอกให้ตากผึ่งไว้กับราวที่ซื้อมา ก็ชอบพาดกับเก้าอี้ในห้องอาหาร บอกกี่ทีก็เฉยไม่รู้จักจำ ไอ้เราทนรำคาญตาไม่ได้ ต้องเก็บเองทุกวัน เพราะกว่าคนใช้จะมาเก็บก็ต้องนั่งกินข้าวพิงผ้าขนหนูแฉะๆ”

            เสียงถอนใจแบบมีอารมณ์เหมือนยิ่งพูดยิ่งไม่จบ

             “ถ้าอัครเดชเป็นอย่างคุณพ่อเสียยังดีกว่า เมไม่เคยเห็นคุณพ่อทำอะไรชุ่ยๆ แบบนั้นเลย ทุกอย่างมีระเบียบ สะอาดและงามตาไปหมด”

            คนฟังยิ้มเย็นๆ

             “แล้วไอ้ที่พ่อเราเค้าเอะอะมะเทิ่งเวลาอาหารไม่อร่อยล่ะ คุณอัครเดชเค้าเคยทำยังงั้นมั้ยล่ะ”

             “โอ๊ย เค้าไม่มีรสนิยมเรื่องกินขนาดนั้นหรอกค่ะ”

             “อ้าว ก็ถือว่าลูกน่ะโชคดีจะแย่งแล้ว เช้าออกไปทำงานทั้งสองผัวเมีย ขืนได้สามีจู้จี้เรื่องกินอีก มีหวังบ้านแตก แล้วคุณอัครเดชเค้าบ่นเรื่องเรากลับบ้านสายไหมล่ะ...”

            ลูกสาวทำตาโตหันมามองหน้าแม่

             “อะไรกันคะคุณแม่ขา เมเลิกงานเกือบหกโมงเย็นกว่าจะขับรถถึงบ้านก็ไม่หนีทุ่มครึ่ง จะมาว่ากันได้ไง ไม่เหมือนเค้านี่คะ ทำราชการ สี่โมงก็ออกแล้ว”

             “นั่นซี แล้วไง เค้าก็ต้องมานั่งรอเรากินข้าว”

             “อ้าว แน่ซีคะ” หน้าตาสะสวยทันสมัยมีทีท่างุนงงเพราะตามไม่ทันกับการไล่เบี้ยของมารดาฝ่ายที่นั่งตรงข้ามรีบพูดต่อทันที

             “ถ้าเป็นพ่อเรามีหวังเมไม่ต้องไปทำงานหรอก กลับมาบ้านไม่เจอหน้าเมียเป็นชักสีหน้าอารมณ์ไม่ดี แล้วก็นั่งหน้าดำทั้งวัน บ่นไม่หยุดว่าไปไหนมา ทำไมไม่รีบกลับ ทำไมไม่รู้จักดูเวร่ำเวลา โอ๊ย ลูกเองก็เคยเจอไม่ใช่เหรอ เวลาพออยู่บ้านละก็ทุกคนต้องพร้อมหน้าพร้อมตากันหมด”

            ความเงียบเกิดขึ้นเล็กน้อย เมธิรานึกถึงพ่อผู้แสนจะระเบียบจัดและเอาแต่ใจตัวเอง บนโต๊ะอาหารไม่มีใครกล้าคุยอะไร ไม่ใช่เพราะพ่อไม่ให้คุย ใครๆ ก็คุยได้ แต่ถ้าคุยผิดหูพ่อเมื่อไรเป็นได้เรื่อง และที่สำคัญไม่มีใครรู้ว่าเรื่องไหนจะผิดหูพ่อในวันนี้ บางทีเรื่องเดียวกันนี่แหละ ถ้าพูดในวันอื่นพ่อก็คุยได้เฮฮาสนุกสนาน แต่อีกวันพ่อก็เกิดไม่เห็นด้วยขึ้นมาและเถียงกับลูกอย่างเอาเป็นอาตาย ก่อนจะสรุปว่าพ่อถูกเสมอ ทางแก้ขอเรื่องนี้จึงลงตัวที่ว่า ทุกคนพยายามรับประทานอาหารไปเงียบๆ ไม่ยกหัวข้ออะไรขึ้นมาคุย และถึงแม้พ่อจะคุยก็ไม่มีใครพยายามแสดงทัศนะวิพากย์วิจารณือะไรทั้งนั้น อย่างมากก็

             “นั่นซีครับ” หรือ “อ้าว งั้นหรือคะ” อะไรทำนองนั้น ส่วนแม่ยิ่งเด็ดกว่า เพราะ “ยิ้ม” ประการเดียว! และบางทีถ้ามันอึดอัดนักแม่ก็ทำเป็นลุกไปตักข้าวตักแกงมาเพิ่ม หรือถามขึ้นว่า

             “เป็นไงจ๊ะ พ่อจะเอาผักสดเพิ่มมั้ย” หรือไม่ก็ “เติมเบียร์หน่อยมั้ยพ่อ”

            คิดถึงตรงนี้แล้วเมธิราสงสัยจริงๆ ว่าแม่ทนพ่อมาได้อย่างไรตั้งหลายปี ทั้งที่แม่ก็ไม่ใช่ผู้หญิงที่ไม่มีทางไป แม่มีความรู้พอตัว ครอบครัวแม่ก็ไม่ได้ค่นแค้นจนต้องมาอาศัยบารมีพ่อ และที่สำคัญแม่เป็นคนสวยคนหนึ่งทีเดียว

             “แล้วคุณแม่ไม่เคยเบื่อคุณพ่อมั่งเหรอคะ”

            ร่างท้วมตามกาลเวลาที่นั่งสบายอยู่บนโซฟาผ้าไหมสีอ่อนยิ้มกับคำถามนั้น

             “เบื่อซี บางทีเบื่อจะตาย แต่แม่ไม่เคยคิดว่าพ่อเราเค้าเป็นผัวนี่นา!!”

            เมธิราตาค้างกับคำตอบของแม่ เออหนอ ไม่เคยคิดเลยว่าแม่จะมีความคิดพิศดารอะไรแบบนี้ แล้วหลายปีที่ผ่านมาแม่มัวไปคิดอะไรอยู่ ทำไมแม่ไม่เลิกกับพ่อ ทำไมแม่ไม่พูดกับพ่อให้รู้เรื่องและอีกมากมายหลายคำถามที่ประดังอยู่ในใจเธอ

             “คุณแม่คิดอย่างนั้นจริงๆ เหรอคะ”

            ลูกสาวถามเสียงเบาพร่า อดขมขื่นกับความคิดของผู้หญิงที่เป็นแม่ไม่ได้

             “จริง” เสียงตอบหนักแน่นและประกายตาเด็ดเดี่ยวบอกให้รู้ว่าไม่ได้พูดเล่นเลย

             “ตอนแต่งงานกับคุณมัธยม...”

            แม่เริ่มด้วยเสียงเนิบๆ และเรียกพ่อว่า “คุณมัธยม” ซึ่งฟังดูน่าขัน นานมาแล้วที่แม่ไม่ได้เอ่ยชื่อพ่อแบบนี้

             “แม่ไม่ได้คิดว่าเค้าจะเป็นคนยังไงหรอกนะ รู้แต่ว่ารักคนๆ นี้ ชอบที่เค้าเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ และพูดจาหนักแน่นจริงจัง ว่าอะไรแล้วก็ต้องตามนั้น ตอนนั้นแม่เห็นว่าเค้าดีกว่าใครๆ ที่เข้ามาจีบเรา แต่แต่งงานแล้วกลับรู้สึกว่า นี่ไม่ใช่ผู้ชายที่เราอยากได้เลยนะ”

            เล่ามาถึงตรงนี้แม่หัวเราะออกมาเบาๆ

             “เลยร้องไห้เกือบทุกวัน เพราะพ่อเค้าจู้จี้จุกจิกไปทุกเรื่อง ตั้งแต่เวลาตื่นนอน เวลากินข้าว จะทำอะไรกันทีก็ต้องเถียงกันยกหนึ่งก่อน จนเรารำคาญใจมากาๆ ยิ่งมีลูกก็ยิ่งเหนื่อย เพราะพ่อเค้ามีวิธีเลี้ยงลูกตามแบบฉบับของเค้า รอมๆ จะเลิกกันเสียแล้ว

            เจอหน้าเพื่อนฝูงแม่ก็บ่นให้ฟัง แล้วก็พบว่าเพื่อนคนอื่นเขาก็เบื่อคนที่บ้านเหมือนกัน ต่างคนก็ต่างปัญหา บางคนก็ขี้เหล้าไม่เมาไม่เข้าบ้าน บางคนก็เจ้าชู้จนเมียอยู่บ้านไม่ติด ต้องไปนั่งคุมที่กระทรวง ไปนั่งให้อีเด็กในที่ทำงานมันรู้ว่า นี่! ผัวข้านะโว้ย บางคนก็ใช้เงินเป็นเบี้ย จนเมียได้แต่นั่งใจหายอยู่กับบ้าน บางคนเราเห็นว่าดีจะตาย ไม่กินไม่เที่ยว ไม่เจ้าชู้ แต่เพื่อนก็ยังบอกว่าน่าเบื่อ แม่เลยมานั่งคิดๆ ดู ก็เห็นว่าคงจะจริงอย่างที่โบราณเขาว่า จะแต่งงานก็อย่าไปคิดมากเลย เพราะแต่งไปแล้วทุกคนก็ล้วนไม่ใช่คนที่เราใฝ่ฝันทั้งนั้นแหละ”

            เมธิราหัวเราะบ้างกับเรื่องเล่าของแม่ แล้วแม่ก็วกมาที่ลูกเขย

             “ก็อย่างคุณอัครเดชไงล่ะ แม่ก็เห็นเค้าพอไปได้นะ ไม่เที่ยวเตร่ ไม่สูบบุหรี่กินเหล้า แต่ก็ยังทนเมียที่สูบบุหรี่ได้”

            คราวนี้คนฟังหัวเราะเสียงดัง

             “คุณแม่กำลังให้ท้ายลูกเขยนะคะ ก็อย่างคุณแม่ว่าแหละค่ะ ผู้ชายบางคนดีแต่น่าเบื่อเป็นบ้าเลย เมพยายามทำใจนะคะว่าเค้ามาจากครอบครัวที่ต่างจากเรามาก จะไปหวังให้เหมือนกันคงยาก แต่นี่เค้าเล่นไม่ปรับตัวเลยนี่คะ หนูเฝ้าเพียรบอกเท่าไรก็ไม่ได้ผล เสื้อผ้าถอดกองไว้ยังไงก็กองไว้ยังงั้นแหละ กลับมาถึงบ้านทั้งแก้วน้ำ จานขนมตั้งเต็มโต๊ะอาหาร โอ๊ย อารมณ์เสียค่ะ”

             “ก็บอกแล้วไงว่าอย่าไปคิดว่าเค้าเป็นผัวสิ”

             “แล้วจะให้คิดว่าเป็นอะไรคะ ลูกคนโตงั้นเหรอคะ!!”

             “คิดว่าเป็นแขกต่างหาก”

            คำตอบนั้นทำให้เมธิรางงงันวูบไป

             “ใช่ คิดเสียว่าคุณอัครเดชเค้าเป็นแขกของเราก็หมดเรื่อง เพราะเวลาแขกมาเที่ยวบ้าน เราไม่เคยบ่นที่เค้าทำแก้วน้ำ จาน ชาม ทิ้งไว้เต็มโต๊ะ เราไม่ถือสาที่เค้าทำห้องน้ำเราเปียก และที่สำคัญ เราไม่เคยคาดหวังอะไรจากแขกที่มาหาเรา เค้าจะแต่งตัวยังไงเราก็ไม่เอามาเป็นธุระ เสื้อขาดเสื้อสกปรกเราก็วางเฉยได้ เค้าจะพูดจาไม่เข้าหูไปบ้าง เราก็ทานได้ เพราะนึกรู้เสียว่าเดี๋ยวเพื่อนก็ไปแล้ว แต่ถ้าเราคิดว่าสามีคือสามีเรา คราวนี้จะยุ่งกันใหญ่ เราจะต้องอยากเข้าไปมีส่วนให้เค้าเป็นอย่างใจเรา อยากให้เค้าเหมือนที่ใจเรานึกเอาไว้ แล้วก็กลุ้มใจ เพราะบอกเท่าไรก็ไม่เห็นเป็นสักที”

            ฝ่ายที่อ่อนวัยกว่าส่ายหน้าเมื่อฟังจบ

             “โอ๊ย จะไปคิดยังงั้นได้ไงคะ คนต้องเจอกันทุกวัน จะคิดว่าเป็นแขกไม่ได้หรอกค่ะ เพราะเพื่อนเรานานๆ มาที่นี่คะ เราก็พอทนได้ คนที่เจอกันทุกวันมันไม่ไหวหรอกค่ะ”

             “ไหวซี ถ้าเราคิดเสียว่าสามีก็คือแขกประจำคนหนึ่ง ลูกลองคิดดูดีๆ จะเห็นว่าในหนึ่งวันเราเจอหน้ากับคนที่บ้านกี่ชั่วโมง เช้าก็เจอกันไม่ถึงชั่วโมง ต่างก็ขับรถหายกันไปคนละทางสองทาง เย็นมากว่าจะเจอกันก็เกือบสองทุ่มเข้าไปแล้ว เห็นหน้ากันอย่างมากอีกสองชั่วโมงก็ต้องไปนอนแล้ว จะมีมากหน่อยก็วันหยุดเท่านั้นแหละที่ได้เฮฮากันนานๆ แล้วไงล่ะ เวลาน้อยนิดเดียวแค่นี้ยังน้อยกว่าที่อยู่กับเพื่อนที่ทำงานด้วยซ้ำ แม่ถึงบอกว่าเราต้องคิดกลับกัน อย่าไปคิดว่าคุณอัครเดชเป็นสามี

            นี่ยังดีนะ อีกหน่อยมีลูกจะยิ่งทนไม่ได้ เพราะลูกเราถึงจะมาจากท้องเดียวกัน แต่ก็ต่างจิตต่างใจกันทุกคน ถ้าคิดจะปั้นลูกทุกคนให้ได้อย่างใจเหมือนคิดจะปั้นสามีละก็ มีหวังต้องบ้าตาย”

            คนฟังเงียบเหมือนกำลังซึมซับความคิดใหม่นี้ พยายามนึกถึงวันเก่าก่อนตอนเด็กๆ แล้วจึงเริ่มรู้สึกว่า ถ้าแม่ไม่คิดอย่างที่พูดคงต้องลาตายวันละหลายรอบ บ่อยไปที่พ่อพูดจาไม่ต้องด้วยเหตุผลและไม่ยอมรับว่าตัวเองไม่มีเหตุผล จนลูกๆ เบื่อหน้าพ่อกันไปหมด แต่แม่ไม่เคยเถียงหรือท้าทายทางความคิดกับพ่อตรงๆ เมื่อเรื่องดังกล่าวผ่านพ้นไป ลูกมักสงสัยและถามแม่ว่า

             “คุณแม่โกรธคุณพ่อหรือเปล่า”

            แม่จะทำหน้าเฉยๆ แบบของแม่ แล้วตอบว่า

             “โกรธทำไม คนเค้าเป็นยังงั้นเอง เดี๋ยวออกไปทำงานเค้าก็ลืมแล้ว ถ้าแม่โกรธก็บ้าอยู่คนเดียวน่ะซี คนเราพอพ้นหน้าก็พ้นใจ อย่าเอามาเป็นอารมณ์”

            ไม่น่าเชื่อว่าแม่ทำได้อย่างนั้นจริงๆ พอพ่อพ้นบ้านไปแล้ว แม่ไม่เคยสนใจเลยว่าพ่อจะทำอะไร ดูราวกับว่าแม่ไม่รักไม่ห่วงพ่อ หากในความเป็นจริงนั้นทั้งรักทั้งห่วง แต่ในขณะเดียวแม่ก็รักและห่วงตัวเองด้วย ลูกๆ จึงไม่เคยเห็นแม่นั่งสามล้อตามไปแอบดูพ่อถึงที่ทำงาน อย่างที่เพื่อนแม่ในยุคนั้นชอบประพฤติ แต่แม่เพียงคอยเก็บงำเงินในส่วนของตัวเองและของครอบครัวไว้อย่างดี ของไหนไม่ควรซื้อ แต่พ่ออยากให้ซื้อ แม่ก็ดื้อโดยการพิรี้พิไรจนไม่ได้ซื้อ และในที่สุด พ่อก็หายอยากไปเอง ยังมีเรื่องราวอีกมากหลายที่เมธิราเห็นว่าจริงๆ แล้วผู้หญิงเก่งกว่าผู้ชาย ถ้าเพียงเธอยอมเชื่อว่าตัวเองเก่ง โดยมิพักต้องแสดงออกให้คนอื่นมาเห็นว่าเก่ง หรือประกาศว่าฉันเป็นหญิงเก่งที่ไม่ยอมลงให้ชาย

            แล้วเมธิราก็นึกถึงเพื่อน พอนึกแล้วก็ยิ่งเห็นจริงเหมือนคำของแม่ว่า เพราะหลังจากเพื่อนมาเที่ยวบ้าน เธอต้องมีภาระช่วยเก็บกวาดถุงและกล่องโฟมสารพัดชนิด เศษทิชชูที่กองเกลื่อนกลาด ห้องน้ำแฉะจนนึกไม่ถึงและยังความเสียหายที่เกิดจากความพลั้งเผลอหรือไม่ระวังเท่าที่ควรของเพื่อนๆ บางครั้งถึงกับพบว่าแก้วน้ำชุดสวยต้องขาดไปใบหรือสองใบด้วยซ้ำ แต่เธอก็ไม่โกรธเพื่อน และยิ่งไม่ได้ติดใจอะไรกับความประพฤตินั้น แต่ทำไมเมื่อสามีทำบ้านเลอะเทอะบ้าง กลับรู้สึกโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ บางทีแม่อาจพูดถูกเรื่อง อย่าไปคิดว่าสามีคือสามี

             “แม่คิดว่าเมควรอยู่กับอัครเดชต่อไปงั้นซีคะ”

            เธอถามแบบขอความเห็นด้วยสุ้มเสียงอ่อนลง แต่คนถูกถามทำท่าแบบไม่รู้ไม่ชี้

             “ก็แล้วแต่นะ ถ้าลูกคิดว่าหมดรักกันแล้วก็เลิกไปเถอะ เพราะต้นไม้ที่รากเน่าและใบโกร๋นหมดมันก็สิ้นหวัง ปลูกไปรังแต่เสียเวลาเปล่า แต่ถ้าจะเอาต้นไม้ไปทิ้ง เพราะมันผลิดอกออกใบไม่เหมือนที่ใจคิดว่าจะเป็น แล้วเลยจะลองซื้อต้นใหม่มาปลูกละก็ แม่บอกได้เลยว่าลูกจะต้องผิดหวังไปเรื่อยๆ เพราะต้นไม้ต้นไหนก็ไม่ใช่ต้นไม้ที่สวยที่สุดหรอก”

             “งั้นคุณแม่ก็เห็นว่าเมควรอยู่กับคุณอัครเดชต่อไป อย่างกับว่าเขาเป็นเพียงแขกที่มาหาเยี่ยมเยือนเรางั้นซีคะ”

            แม่ถอนใจยาวกับคำถามเซ้าซี้ของลูกสาว เออหนอ ลีลาของชีวิตนั้นช่างสอนกันได้ยากจริงๆ

             “คนเรามีทางเลือกไม่มากในชีวิต ถ้าไม่เลือกวิธีที่ทำให้ตัวเองสบายใจและสงบที่สุด ชีวิตก็ร้อนรุ่มไปเรื่อยๆ มีแขกมาเที่ยวบ้านก็ดีกว่าไม่มีเลย ยิ่งสามีเราน่ะเป็นแขกประจำที่รู้ใจกัน ยังไงเสียก็ดีกว่าขาจรนะ”

            ลูกสาวอึ้ง เพราะนึกถึงคำพูดของเพื่อนหลายคนที่แต่งๆ หย่าๆ

             “ผู้ชาย!! เหมือนกันหมดแหละ ขนาดว่าดูดีแล้วนะ ยังหาที่ถูกใจไม่ได้เลย แหม ตอนเจอกันก็ดูดี๊ดี โก้เนี้ยบไปหมด ที่ไหนได้ อยู่ๆ ไปก็ออกลาย เหมือนกับพ่อแม่ไม่ได้สั่งสอนมา ไอ้ถุงเท้าน่ะชอบนักกลับถึงบ้านไม่ยอมถอด ใส่เดินว่อนไปทั่วบ้าน เสื้อแสงของท่านก็เหมือนกัน ถอดทิ้งๆ ขว้างๆ จนนึกว่าตัวเองได้ผัวเป็นผู้กองหรือนายร้อยซะอีก เราเลยต้องอบรมมารยาทสังคมให้ยังกะมีลูกอีกคน”

            เพื่อนๆ หัวเราะครืนไม่วายถามว่า

             “ไอ้นายร้อยกับผู้กองของเธอน่ะ มันยังไงล่ะ”

            คนถูกถามลอยหน้าลอยตาตอบด้วยเสียงปลง

             “ก็พวกกลับมาถึงบ้านถอดเสื้อที่ไหน ก็กองไว้ตรงนั้นแหละ เราเดินมาสะดุดเข้าต้องก้มเก็บไปทิ้งให้ ส่วนพวกนายร้อยก็ดีขึ้นมาหน่อย มีอะไรจะห้อยไว้เต็มฝาบ้านจนบางทีร้อยกันได้พวงใหญ่ เฮ้อ!! ทุกวันนี้ก็ทำใจแล้วนะ นายร้อยกับผู้กองก็ดีกว่าพวกที่มีผู้หญิงโทร.เข้ามาทุกเย็น เดี๋ยวก็ ขอพูดกับคุณชัยหน่อยค่ะ บอกว่าลูกไม่สบาย ให้มาดูด้วย”

            เมธิรานึกแล้วต้องอมยิ้มคนเดียว เอาเป็นว่า จะลองคิดเสียว่ามีแขกประจำอยู่บ้านสักคน แล้วกัน เพราะแต่งไปแล้วนี่ จะหย่าก็กลัวจะไปเจอเอารายน้อยหรือผู้กองเข้าอีก อย่างน้อยการแต่งงานระหว่างเธอกับอัครเดชก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรักที่ลึกซึ้ง ใช่ว่ารีบร้อนหอบผ้าตามกันไปก็เปล่า หากต้องเปลี่ยนทัศนคติในชีวิตคู่เพื่อประคองความรักนั้นไว้ก็น่าจะลองดู ดีกว่ามาเริ่มต้นกันใหม่กับคนอื่นอย่างที่แม่ว่านั่นแหละ มีแขกประจำยังดีกว่าคบพวกขาจร