เรื่องสั้นที่ผ่านการพิจารณารอการลงพิมพ์
๑.ิ คนข้างบ้าน ของ ชัญวลี ศรีสุโข  ฉบับที่ ๒๔๖๔

อ่านเรื่องสั้นย้อนหลัง

เรื่องสั้น ฉ.๒๔๖๔

สายใย

ประชาคม ลุนาชัย 

                        เตยหอมนั่งอยู่เบื้องหน้าคุณยาย เปิดจดหมายแป้งร่ำออกอ่าน รู้สึกเหมือนว่าแป้งร่ำมานั่งอยู่ใกล้ๆ เสียงเล็กๆ สดใสของเธอดังเจื้อยแจ้ว

                        ย่าจ๋า...แป้งร่ำกับพ่อแม่และน้องต่อแต้มมาถึงกรุงเทพฯแล้ว ทุกคนปลอดภัยดี แต่เดินทางเหนือยมาก พ่ออาการหนักกว่าทุกคนเพราะขับรถคนเดียว ที่นี่ไกลจากบ้านเรามากนะย่าจ๋า ข้ามภูเขาและแม่น้ำหลายแห่ง แป้งร่ำเห็นเนินสูง ป่าข้างทางหนาทึบ เหวลึกน่ากลัว สะพานแต่ละแห่งยาวเหยียด ถึงกรุงเทพฯก็มืดค่ำแล้ว เราช่วยกันขนย้ายข้าวของลงจากรถ วางดองไว้ในห้องชั้นล่าง ไม่มีเรี่ยวแรงจะจัดให้เป็นระเบียบ

                        แป้งร่ำหลับเป็นตาย ตื่นเช้ามาเข้าใจว่ายังนอนอยู่บ้านหลังเก่า ได้ยินเสียงลมพัดไม้ แป้งร่ำรีบตื่นนอนเหมือนทุกเช้า เตรียมตัวจะออกมาช่วยย่าถือถาดข้าว พอเห็นแสงแดดส่องก็รู้ตัวว่าสวยมาก พระบิณฑบาตคงผ่านหน้าบ้านไปนานแล้ว

                        แล้วแป้งร่ำก็รู้ว่าไม่ได้อยู่บ้านหลังเก่า แม่กำลังนั่งจัดข้าวของ พ่อเดินออกมาจากห้องน้ำ ต่อแต้มนั่งเงียบอยู่บนพื้นกระดาน ภาพเบื้องหน้าแป้งร่ำเปลี่ยนไป ไม่ใช่บ้านหลังเก่า ไม่มีย่าและคนที่แป้งร่ำเคยรู้จัก

                        บ้านเช่าหลังเล็กของเราเป็นบ้านไม้เก่าๆ พ่อบอกว่าค่าเช่าเดือนละเกือบสามพันบาท อยู่ติดย่านชุมชนแออัด เสียงลมพัดไม้ที่แป้งร่ำได้ยินแว่วมาจากชายคลอง ไม่เหมือนลำห้วยเล็กๆ กลางท้องทุ่งบ้านเราหรอกย่าจ๋า คลองเล็กและแคบ ไม่มีเนินหญ้าให้เราปูเสื่อนั่งล้อมวงกินข้าว

                        พ่อกับแม่ช่วยกันจัดข้าวของ พ่อหัวเราะเสียงดัง บอกต่อแต้มว่าตอนนี้เอ็งเป็นเด็กกรุงเทพฯแล้ว โตขึ้นเอ็งจะรวยเหมือนทักษิณ

                        พ่อลูบหัวแป้งร่ำเบาๆ หัวเราะขึ้นอีกและบอกว่า เอ็งก็เหมือนกัน โตขึ้นจะต้องเก่งและรวยไม่แพ่สุดารัตน์

                        แม่ยิ้มหน้าบาน ท่าทางแม่ชอบบ้านใหม่มาก บอกแป้งร่ำว่าอีกหน่อยก็คุ้นเคยเอง ตอนแรกอาจรู้สึกแปลกหน้าแปลกตาไปบ้าง

                        เป็นคนกรุงเทพฯแล้วต้องทำตัวให้ทันสมัย แม่ว่า รู้จักแต่งเนื้อแต่งตัว พูดเพราะๆ อย่าให้เพื่อนที่โรงเรียนดูถูกว่าบ้านนอก

                         “แป้งร่ำคิดถึงย่า คิดถึงพี่เตยหอม น้าน้อยและน้าชิต อยากให้ทุกคนมาอยู่ที่นี่ด้วยกัน ย่าจ๋า...ย่าอยากเป็นคนกรุงเทพฯไหมคะ

                        ยายฟังไปยิ้มไป เตยหอมอ่านเสียงดัง คล้ายไม่ใช่เสียงจากปากเขา หากเป็นเสียงของแม่แป้งร่ำที่ลอยข้ามฟ้ามาจากดินแดนแสนไกล

                        เตยหอมเดินลงจากบ้าน ได้ยินเสียงลมพัดทิวไม้ ท้องทุ่งสงบนิ่งอยู่ในแสงแดดยามบ่าย เขาหันมองบ้านไม้หลังเล็กที่ปิดเงียบ ครอบครัวลุงสมศักดิ์ย้ายไปอยู่กรุงเทพฯเกือบสองเดือนแล้ว ขายที่ขายทาง ส่วนหนึ่งซื้อรถกระบะ และเจ้ายวดยานสีตองอ่อนก็พาหลายสิ่งหลายอย่างที่เขาคุ้นเคยจากไป

                        หลังกลับจากโรงเรียน เตยหอมเคยยืนมองป้าแป้งนวลและลุงสมศักดิ์เดินตามกันกลับมาจากทุ่งนา แป้งร่ำและต่อแต้มวิ่งแจ้นไปหา

                        ในวันว่าง พ่อมักเดินประคองยายลงจากเรือน ป้าแป้งนวลกับลุงสมศักดิ์และแม่ของเตยหอมปูเสื่อไว้บนเนินหญ้าใต้ร่มประดู่ อาหารคาวหวานพร้อม แดดยามเย็นอ่อนละมุน เลาต้นประดู่ทอดยาวและส่งไอเย็นรวยรื่น

                        สองครอบครัวร่วมรับประทานอาหาร พูดคุยกันสนุกสนาน ยายหัวเราะลงลูกคอเอิ้กอ้าก กอดต่อแต้มแนบข้าง

                        เตยหอมไม่ลืมเสียงใสๆ ของแป้งร่ำ เธออายุน้อยกว่าเขาสามปี ต่อแต้มน้องชายเธอกำลังซุกซน ชอบวิ่งตามแป้งร่ำหกล้มกลิ้งไปตามพื้นหญ้า ป่านนี้เด็กชายต่อแต้มคงเข้าเรียนชั้น ป.๑ แป้งร่ำขึ้น ม.๒ โรงเรียนกรุงเทพฯใหญ่โตทันสมัย แป้งร่ำคงเล่าอวดยายในจดหมายฉบับต่อไป

                        เตยหอมอยากเห็นกรุงเทพฯ คิดถึงแป้งร่ำและต่อแต้ม

                        ยายนั่งกุมจดหมายอยู่บนชายเรือน ตะโกนเรียนเตยหอม บุรุษไปรษณีย์ควบมอเตอร์ไซค์บุโรทั่งแล่นห่างไปไกลแล้ว

                        เตยหอมวิ่งแจ้นขึ้นบันได ตื่นเต้นกับข่าวคราวจากแดนไกล

                         “จดหมายอีแป้งมาอีกแล้ว เอ็งช่วยอ่านให้ฟังที” ยายพูดพลางเคี้ยวหมากจั๊บๆ

                        เตยหอมนั่งลง ฉีกซองจดหมายและเปิดอ่าน

                        ย่าจ๋า...แป้งร่ำกับต่อแต้มได้โรงเรียนใหม่แล้ว ไม่ไกลจากบ้านที่เราอยู่ ใช้เวลาเดินทางไม่ถึงยี่สิบนาที โรงเรียนวัดเก่าแก่ อาคารสูงสี่ชั้นใหญ่โตทีเดียว แต่สนามฟุตบอลไม่กว้างขวางเท่าโรงเรียนบ้านเรา แคบและพื้นเป็นซีเมนต์ไม่ใช่สนามหญ้า มีครูมากกว่าโรงเรียนบ้านเราเกือบสามเท่า นักเรียนเกือบสองร้อยคน วันแรกแป้งร่ำไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ดูลานตาไปหมด แป้งร่ำต้องคอยดูต่อแต้ม ห่วงเขาจะถูกเพื่อนรังแก

                        พ่อแม่ออกขายของแล้ว พ่อบอกว่ารถกระบะนี่เป็นยิ่งกว่าที่นาเสียอีก มันจะบันดาลทุกสิ่งทุกอย่างให้ครอบครัวเรา ย่าจ๋า พ่อกับแม่ไปซื้อของทะเลจากมหาชัยมาเต็มคันรถ แล้วตะเวนไปตามหมู่บ้านจัดสรร กลับถึงบ้านก็สองสามทุ่ม

                        ระหว่างที่รอพ่อแม่กลับมา แป้งร่ำต้องคอยดูแลต่อแต้ม เขาอยากไปเห็นลำคลอง อยากว่ายน้ำเล่น แป้งร่ำต้องคอยห้ามและปลอบ เขาคงคิดถึงบ้าน ที่นี่ไม่มีร่มไม้ ไม่มีสนามหญ้า และไม่มีลำห้วยให้ลง

เบ็ดจับปลา

                        พ่อแม่กลับมานั่งนับเงิน ธนบัตรสีแดงสีเทาสีม่วงเรียงซ้อนกันเป็นปึก น่าตื่นตาจริงๆ ย่าจ๋า เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันพ่อยังยิ้มร่า

                         “มันดีกว่าทำนาเป็นชาติเสียอีก” พ่อว่า

                         “เสียดายอีน้อยไม่ยอมมา” แม่พูด “ถ้ามันขายนาซื้อรถสักคัน พากันมาอยู่ที่นี่ ไม่กี่เดือนก็เห็นหน้าเห็นหลังแล้ว”

                         “ช่างเขา” พ่อเบ้ปาก “พวกนั้นไม่คิดหาทางก้าวหน้าหรอก”

                        แม่นับเงินเสร็จ พ่อหยิบแบ็งก์พันปึกใหญ่มาตีหัวต่อแต้ม “ว่าไงทักษิณน้อย”

                        ต่อแต้มยิ้มอายๆ ฟันน้ำนมหลุดหายไปอีกสองซี่ ยิ้มโหว่ของเขาทำให้แป้งร่ำและแม่หัวเราะ

                        ย่าจ๋า...ชีวิตใหม่ของเรากูเหมือนจะมีความสุขมาก พ่อบอกว่าปีหน้าเราจะมีบ้านของตัวเอง ถ้าของทะเลขายดีมีกำไรไปตลอด พ่อบอกว่าจะกลับมาซื้อที่นาคืนให้น้าชิตกับน้าน้อยเช่า

                        แป้งร่ำคิดถึงย่ามาก แต่คงอีกนานกว่าจะได้กลับมาเยี่ยม...

                        ยายเคี้ยวหมากจั๊บๆ เงี่ยหูฟังเตยหอมอ่านจดหมาย แป้งร่ำเหมือนนั่งอยู่ตรงนี้ ยังช่างพูดและร่าเริงเหมือนเดิม

                        เตยหอมลงจากเรือน มองไปที่ร่มประดู่ หวนนึกถึงลำห้วยกลางป่าละเมาะและภาพเก่าๆ ในความทรงจำ

                        พ่อกับลุงสมศักดิ์ก้าวลงน้ำไปพร้อมแหคนละปาก แม่กับป้าแป้งนวลช่วยกันหาไม้แห้งมาก่อไฟ เขาวิ่งนำหน้าแป้งร่ำและต่อแต้มไปยังริมตลิ่ง น้ำในลำห้วยสีเขียวอมเหลืองเหมือนใบไผ่แก่ เขากระโจนลงไปเป็นคนแรก แหวกว่ายสู่น้ำลึก แสงแดดยามเที่ยงวันแผดจ้า ผิวน้ำค่อนข้างอุ่น แต่ลึกลงไปเย็นยะเยียบ เท้าสองข้างจมลุกลงไปจนสัมผัสโคลนเหนียวๆ

                        ควายฝูงย่อมๆ นอนแช่น้ำอยู่อีกฟาก ไอ้ทุยตัวโตกำลังโก่งบั้นท้ายถ่ายลงน้ำเสียงดังจ๋อมแจ๋ม

                        เสียงหัวเราะของสองพี่น้องดังแว่ว แป้งร่ำพยายามกันต่อแต้มไม่ให้ลงน้ำลึก เขายังว่ายน้ำไม่เป็น และเผลอกินน้ำขุ่นๆ เข้าไปหลายอึก

                        พ่อกับลุงสมศักดิ์ได้ปลาคนละสองสามกิโล แม่กับป้าแป้งนวลจัดการนำปลาช่อนตัวโตๆ มาคลุกเกลือย่างไฟ สองครอบครัวล้อมวงกินข้าวกันใต้ร่มไม้ริมห้วย ทุกคนกินอย่างเอร็ดอร่อยยกเว้นต่อแต้ม เขาเผลอกลืนน้ำในห้วยเข้าไปมากแล้ว

                        ต่อแต้มวิ่งรอบวงข้าว ตัวป้อมๆ หัวตั้งๆ ไม่เคยหยุดนิ่ง ทุกคนผลัดกันสวมกอดเขา บ้างจับหัว ลูบท้อง และบอกให้วิ่งอีก

                        เดินทางกลับบ้านวันนั้น เขากระเซ้าต่อแต้มไปตลอดทาง อีกหน่อยก็ว่ายน้ำได้เก่งเหมือนปลา

                        ต่อแต้มว่ายน้ำเก่งขึ้นเรื่อยๆ แต่เผลอดินน้ำในลำห้วยไปจนพุงกางแทบทุกครั้ง หลายหนที่เขาเหยียบขี้ควายติดเท้าขึ้นมา

                       ยายดูเหงาหงอยไปผิดตา เตยหอมรู้ว่ายายรอคอยจดหมายจากแป้งร่ำ ยายรักหลานสาวคนนี้มาก แป้งร่ำนอนกับยายมาตั้งแต่เล็กๆ นิทานจากปากยายเรื่องแล้วเรื่องเล่าที่แป้งร่ำนำมาเล่าต่อให้เขาฟัง แป้งร่ำชอบเล่า และเป็นคนช่างเล่าช่างจดจำ เธอจำได้แม้แต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ทุกคนมักมองผ่านเลย

                        แต่ก่อนแต่ไรมอเตอร์ไซค์บุโรทั่งของบุรุษไปรษณีย์มักแล่นผ่านบ้านเขาไป ไม่เคยมีใครในบรรดาญาติพี่น้องเห็นความสำคัญ บัดนี้เขากับยายตั้งตารอคอย

                        แล้วบ่ายวันหนึ่งบุรุษไปรษณีย์เลี้ยวรถเข้าจอดที่หน้าบันได ไม่เพียงจดหมายจากแป้งร่ำ มีพัสดุภัณฑ์สองห่อใหญ่ ห่อแรกส่งถึงยาย อีกห่อเป็นของพ่อ

                        พ่อแกะออกดู หยิบเสื้อยืดออกมาเป็นชิ้นแรก “ของเอ็งนี่เตยหอม” พ่อยื่นให้เขา

                        เตยหอมรับมาถือไว้ เขาได้กลิ่นหอมอ่อนๆ พอสัมผัสเนื้อผ้าแล้วเขาคิดว่าเสื้อยืดตัวนี้ราคาคงแพงมาก

                        ผ้าถุงลายน้ำไหลที่แม่อยากได้มานานปีถูกหยิบขึ้นมาเป็นชิ้นที่สอง แม่ยื่นมือรับแล้ววางลงบนตัก ของขวัญจากพี่สาวทำให้แม่นิ่งอยู่กับความรู้สึกตื้นตัน

                        พ่อหยิบรองเท้าหนังมันปลาบออกมา “นี่คงเป็นพี่ชิตซื้อให้ไปตลอดอำเภอด้วยกันเมื่อปีก่อนเขนบ่นอยากได้”

                        ยายนั่งมองจดหมายและพัสดุภัณฑ์ ค่อยๆ ชำเลืองมองเตยหอม               

                         “เอ็งช่วยอ่านจดหมายทีสิ” ยายพูด

                        เตยหอมแกะห่อพัสดุ ผ้านวมผืนใหญ่ลายสวยเผยโฉมออกมา อากาศช่วงปลายปีหนาวมาก ยายเคยอาศัยกองไฟ ผ้าห่มหนาๆ ไม่เคยมีใช้ ลุงสมศักดิ์และป้าแป้งนวลคงเป็นห่วงยาย ยิ่งตอนหลังสุขภาพยายแย่ลง เป็นไข้หวัดบ่อยๆ แม่พร่ำเตือนเตยหอมว่า อย่าทำให้ยายสะเทือนใจ พ่อเคยกระซิบบอกเขาเอาใจยายมากๆ นะเอ็ง ยายเป็นโรคหัวใจ

                         “อีแป้งร่ำว่ายังไงบ้าง” ยายจดจ่ออยู่แต่กับจดหมาย

                        เตยหอมฉีกมุมซอง เปิดจดหมายออกอ่าน

                        ย่าจ๋า...กรุงเทพฯเปลี่ยนเราไปมาก แป้งร่ำรู้สึกว่าแตกต่างกับตอนอยู่บ้านเหมือนคนละโลก เมื่อก่อนเคยหาปลาตามห้วยหนอง กินกบกินเขียดตามท้องนา ตอนนี้พ่อแม่พาแป้งร่ำและน้องต่อแต้มไปเที่ยวศูนย์การค้า กินอาหารแพงๆ ไม่เคยกิน ย่ารู้ไหมจ๊ะ อาหารมื้อหนึ่งในร้านสุกี้พ่อจ่ายไปเกือบพันบาท เสื้อผ้าของแป้งร่ำเองก็เหมือนกัน แม่ซื้อมาแพงๆ ทั้งนั้น

                        อาจเป็นเพราะที่นี่เงินหาง่าย มันจึงดูไม่ค่อยมีค่านัก แต่กับผักหญ้าที่เราเคยปลูกเอง กลายของที่เราต้องซื้อคนอื่น แม่ไม่มีเวลาอยู่บ้านทำกับข้าว พ่อชดเชยส่วนที่หายไปให้แป้งร่ำและต่อแต้มด้วยโทรทัศน์สี

                        ต่อแต้มติดโทรทัศน์มาก แป้งร่ำต้องคอยบังคับให้เขาทำการบ้าน ย่าจ๋า อยากให้ย่ามาอยู่ด้วยจัง ย่าจะได้ดูละครโทรทัศน์ ดูหนังไทยเก่าๆ ที่นำกลับมาฉายใหม่

                        พ่อซื้อโทรศัพท์มือถือใช้ เสียงกริ่งดังเหมือนดนตรี กลับมาถึงบ้านดึกๆ พ่อยังพูดกับโทรศัพท์ไม่หยุด พ่อบอกว่าต้องโทร.คุยมากๆ ไม่อย่างนั้นไม่คุ้มกับโปรโมชั่น

                        ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงกริ่ง ต่อแต้มจะวิ่งเข้าหา พ่อจะลูบหัวเข้าก่อนรับสาย

                         “นี่ของทักษิณเชียวนะ เอ็งรู้ไหม เราเป็นลูกค้าคนสำคัญของทักษิณแล้ว”

                        เสียดายบ้านย่าไม่มีโทรศัพท์ ไม่อย่างนั้นแป้งร่ำจะโทร.มาคุยกับย่าทุกวัน ได้ยินเสียงเตยหอม ป้าน้อย ลุงชิต...

                        เตยหอมวางจดหมายลง ยายกระดกหัวคิ้ว “เอ็งรู้ไหมว่าโทรศัพท์มือถือมันเป็นยังไง”

                        เตยหอมพยายามอธิบายตามที่เขาเคยเห็นมา ยายยังตีสีหน้างุนงง ยายเคยเห็นแต่โทรศัพท์ในรูปภาพ

                         “แล้วมันมีไอ้ที่ไม่ใช้มือด้วยหรือ” ยายถาม

                        เตยหอมหัวเราะ พยายามอธิบายอีก แต่ดูเหมือนยายยังไม่เข้าใจอยู่ดี

                         “แล้วไอ้โปโมสั้นนั่นล่ะ”

                         “ผมก็ไม่รู้” เตยหอมจนปัญญา

                        จดหมายของแป้งร่ำฉบับต่อมาสั้นเพียงไม่กี่บรรทัด

                        ย่าจ๋า...ต่อแต้มไม่สบาย เย็นวันเสาร์ที่โรงเรียนหยุด เขาแอบไปเล่นน้ำในคลองกับเพื่อนๆ กลับมาบ้านตอนแรกๆ ยังร่าเริงดีอยู่ พอตกดึกเป็นไข้ตัวร้อนจี๋ อาเจียน ท้องเสีย พ่อต้องพาเขาไปโรงเรียนพยาบาล

                        แป้งร่ำเขียนจดหมายที่โรงพยาบาล อาการต่อแต้มยังไม่กระเตื้อง ทีแรกแป้งร่ำเข้าใจว่าเขาคงเผลอกินน้ำในคลองเข้าไป แต่พอแม่ซักถาม เขายืนยันว่าไม่ได้กินน้ำแม้แต่อึกเดียว เขาว่ายน้ำเก่งแล้ว

                        ไม่รู้เขาป่วยเป็นอะไร คงไม่ใช่เพราะน้ำหรือลำคลองนั่นหรอกย่าจ๋า เพราะขนาดน้ำในลำห้วยขุ่นแสนขุ่นและเต็มไปด้วยขี้วัวขี้ควายเขายังกินเข้าไปได้เต็มท้อง และไม่เคยเป็นอะไรเลย

                        ย่าจ๋า...แป้งร่ำต้องรีบเข้าไปดูน้องต่อแต้มแล้ว พ่อแม่สีหน้าไม่ดีเลย แล้วจะเขียนมาเล่าให้ย่าฟังใหม่ ขอให้ย่ามีความสุขมากๆ นะจ๊ะ

                        เตยหอมนั่งกุมจดหมาย ยายนั่งนิ่งเหมือนรอคอยถ้อยคำจากปากเขา มันหมดสิ้นแล้ว แป้งร่ำเขียนมาแค่นี้

                        เขานั่งนึกถึงต่อแต้ม ร่างกลมป้อมหัวตั้งที่ชอบวิ่งสะดุดเท้าตัวเองล้มกลิ้งล้มหงาย รีบลุกขึ้นแล้ววิ่งต่อ

                        ครั้งหนึ่งต่อแต้มหกล้มหน้าทิ่มลงไปในกองขี้ควาย ลุกขึ้นมาปากยังคาบขี้ควายไว้ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขาเผลอกลืนมันลงท้องไปบางส่วน

                        ต่อแต้มไม่เพียงเป็นหลานรักของยาย ตัวเตี้ยๆ หัวตั้งๆ ของเด็กคนนี้ทำให้ทุกคนรักและเอ็นดูเขามาก เตยหอมแน่ใจไม่เคยเห็นว่าต่อแต้มเจ็บป่วยหรือเป็นไข้ วาดภาพไม่ถูกว่าเด็กคนนี้ยามหมดสิ้นความร่าเริงจะเป็นอย่างไร

                        บุรุษไปรษณีย์ยื่นจดหมายให้เตยหอม ลายมือแป้งร่ำคุ้นตา เธอจ่าหน้าซองถึงยาย เตยหอมรีบเปิดออกอ่าน เป็นครั้งแรกที่เขายอมเสียมารยาท ถ้อยคำเพียงไม่กี่บรรทัดทำเอาเขายืนนิ่ง ชะเง้อมองชานเรือน ยายคงยังนอนหลับอยู่ในห้อง เขารีบเก็บซ่อนจดหมาย

                        ผ่านไปอีกสัปดาห์ ยายออกมานั่งที่ชานเรือน ชะเง้อมองบุรุษไปรษณีย์ควบมอเตอร์ไซค์ผ่านเลยไป

                        ยายมองตามจนฝุ้งฟุ้งจางหาย พอเห็นเตยหอมกวักมือเรียกไปถาม

                         “จดหมายอีแป้งมาหรือยัง”

                        เตยหอมก้มหน้านิ่งอยู่ชั่วครู่ พยายามบังคับน้ำเสียงให้ปกติที่สุด

                         “ยังไม่มาเลยครับยาย”