เรื่องสั้นที่ผ่านการพิจารณารอการลงพิมพ์
๑.ิ ชาย : ผู้อนุรักษ์ 'พันธุ์ไม้หอม' ของ ศรีสุภางค์ สุขโข  ฉบับที่ ๒๔๖๑
๒.ิ หุ่นยนต์กดปุ่ม  ของ วรรณะ กวี  ฉบับที่ ๒๔๖๒
๓.ิ สายใย ของ ประชาคม ลุนาชัย  ฉบับที่ ๒๔๖๓

อ่านเรื่องสั้นย้อนหลัง

 

เรื่องสั้น ฉ.๒๔๖๐

มะละกอ...ต้นนั้น

กานต์ กีรติ

             “มะละกอรสหวานฉ่ำชื่นใจ หารับประทานได้ตลอดปี มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มะละกอก็เหมือนกับผลไม้ที่มีสีเหลืองส้มทั่วไป คือเป็นแหล่งของสารเบตาแคโรทีน ซึ่งช่วยป้องกันเซลล์ของร่างกายมิให้ถูกอนุมูลอิสระทำลาย แถมยังให้แคลเซียมและเหล็กอีกด้วย มะละกอสุกเหมาะเป็นอาหารของคนป่วย เพราะเนื้อนุ่มเคี้ยวกลืนได้ง่าย...”

            ฉันละสายตาจากข้อความในหนังสือที่วางอยู่บนตัก ทอดตามองออกไปนอกหน้าต่าง พลางครุ่นคิดอะไรเงียบๆ

            บ้านของฉันอยู่ในซอย ถ้านับจากต้นซอยจะเป็นบ้านหลังที่สอง บ้านในซอยนี้ไม่มีรั้วรอบขอบชิดเช่นเดียวกับบ้านส่วนใหญ่ ซึ่งผิดกับบ้านในกรุงเทพฯ อาจเป็นเพราะมีขโมยขโจรน้อย การสร้างบ้านโดยไม่มีรั้วรอบขอบชิดจึงเป็นเรื่องปกติธรรมดา

            เดิมทีเมื่อหลายปีก่อน บ้านของฉันมีต้นชำต้นใหญ่ใบหน้าให้ร่มเงาแก่ตัวบ้านมากโข แต่อยู่ๆ มันก็ตายลงด้วยโรคชนิดหนึ่งที่ใครต่อใครก็อธิบายไม่ได้ และหลังจากการตายของมัน ความทุกข์ทรมานจึงตกเป็นของทุกคน เพราะตัวบ้านหันหน้าท้าทายแสงตะวันในช่วงบ่ายจัด สายแดดจึงลามเลียเข้ามาภายในบ้านแทบจะทุกซอกทุกมุม จนฉันอยากตั้งชื่อว่า “บ้านอาบแดด” เสียจริงๆ

            แรกทีเดียวฉันคิดปลูกมะละกอ เพราะโตเร็ว ให้ร่มเงาพอสมควร และที่สำคัญให้ผลอันโอชะด้วย แต่พอลองปลูกแล้วก็ต้องประสบความล้มเหลว แม้จะทะนุถนอมเพียงใดมันก็ยังใจเสาะ เติบโตแบบเด็กขี้อ้อน โยเย ผอมแห้งแรงน้อย รูปร่างแคระแกร็นน่าเวทนา ดังนั้นฉันจึงไปหาพันธุ์ไม้อื่นๆ ที่โตเร็วมาปลูกแทน อาทิ ต้นแสงจันทร์ ไทรทอง ชมพู่ม่าเหมี่ยว แปรงล้างขวด ฯลฯ ปลูกปนๆ ลงไปแล้วก็เฝ้ารดน้ำพรวนดิน ใส่ปุ๋ย พลางก็เฝ้าดูการเจริญเติบโตของมันด้วยใจจดจ่อรอคอย ล่วงมาจนถึงตอนนี้ ฉันจึงได้พึ่งพาร่มเงาจากมวลไม้เหล่านั้นค่อนข้างมากกระนั้นก็ยังน้อยกว่าต้นชำใหญ่ใบหนาที่ด่วนจากไปอย่างไม่มีวันกลับ

            แต่แล้ววันนี้...ฉันได้เผอิญไปพบต้นมะละกอต้นหนึ่งสูงประมาณสองศอก ลำต้นอวบอิ่ม ก้านกิ่งและใบบอกความแข็งแกร่งอดทนอย่างน่าประหลาดใจ ที่สำคัญที่สุด มันงอกเงยอยู่ข้างถังขยะใบใหญ่ ซึ่งเป็นที่ทิ้งขยะของคนในซอยนี้ มันเติบโตอย่างเด็กอนาถาในทำเลที่ไม่น่าอยู่ น่าพักพิง แต่เศษอาหารที่หล่นเกลื่อนเพราะถูกทิ้งอย่างปราศจากความรับผิดชอบ ได้กลกายเป็นปุ๋ยให้มันโตวันโตคืน ส่วนกลิ่นเหม็นของขยะนานาชนิดก็มิทำให้มันย่อท้อ มันยังคงหยัดยืนเติบกล้า และเริ่มออกดอกออกผลให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แก่สายตา

            ข้อสำคัญในปีนี้ ต้นไม้ชายบ้านที่ดูพื้นๆ ชนิดนี้กลับมีราคาถีบตัวสูงถึงกิโลกรัมละ ๓๒ บาทเศษ ทิ้งห่างผลไม้ชั้นแนวหน้าหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ลำไย มังคุด ลองกอง ฯลฯ ให้หลบลี้หนีอายไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ

            จากความแข็งแกร่งและสถานที่เกิดอันแสนต่ำต้อยทำให้ฉันคอยเฝ้าดูการเติบโตของมันอยู่อย่างใกล้ชิด พร้อมๆ มกับความคิดความอ่านและความยอกแสยงเสียดแทงใจของฉันอยู่ตลอดเวลาจาก “เขา” คนนั้นเริ่มมีแสงสว่างของทางออกเพิ่มขึ้นตลอดเวลา...

             “คุณมันอ่อนแอ...” เขาเคยปรามาสฉันอย่างตรงไปตรงมาด้วยสีหน้าและแววตาหมิ่นแคลนหยามเหยียดอย่างเปิดเผย “แต่ก็ว่าไม่ได้...คุณมันลูกสุดท้องนี่...จริงมั้ย พ่อแม่ประคบประหงมมายังกะไข่ในหิน ถามจริงๆ เถอะ คุณเคยพึ่งพาตัวเอง ทำอะไรด้วยตัวเองบ้างมั้ย...คิดอะไรเอง ตัดสินใจอะไรเอง และข้อสำคัญสามารถอยู่ได้ด้วยตัวคุณเองน่ะ...คุณมีปัญญามั้ย”

            ฉันพูดอะไรไม่ออก ได้แต่นั่งนิ่งอึ้งตะลึงงันกับคำพูดรุนแรงของเขา และแทนที่น้ำตาจะไหลอาบแก้ม มันกลับไหลย้อนกลับไปชโลมราดอยู่ในส่วนลึกของหัวใจเสียแทน

            พอฉันขยับ เขาก็รีบพูดต่อทันที

             “อย่ามาอ้างอดีตเดิมๆ ของคุณอีกนะ ไอ้ที่ว่า...ฉันเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่คุณมาชอบพอฉันใหม่ๆ ตอนนั้นทำไมคุณจึงยอมรับฉันได้ ใช่ผมยอมรับว่าผมมันโง่ มองผู้หญิงอย่างคุณไม่ออก นี่ถ้ารู้ว่าจะต้องรับภาระเลี้ยงดูผู้หญิงอ่อนแอ ใจแคบไม่เข้าใจธรรมชาติของผู้ชาย หวังแต่จะเป็นเจ้าเข้าเจ้าของอยู่คนเดียว มีอะไรนิดอะไรฟน่อยก็เอาน้ำตามาเป็นเครื่องต่อรองอย่างนี้ละก็ ผมไม่ลงทุนขอมาให้ปวดกบาลอย่างนี้หรอกฎ

            แล้วเขาก็สรุปว่า

             “เรามาแยกกันอยู่สักระยะดีกว่า คุณอยู่ที่นี่แหละ ส่วนผมจะไปทำงานกับเพื่อนที่กรุงเทพฯ ถ้าคุณอายกลัวว่าญาติโกโหติกาหรือเพื่อนร่วมงานของคุณจะสงสัยก็อ้างไปซีว่าผมต้องไปทำงาน ต้องแยกกันอยู่ก่อน แต่เวลาที่เราอยู่ห่างกัน ทั้งคุณและผมมีสิทธิ์จะตัดสินใจใหม่...ผมมีสิทธิ์จะเลือกผู้หญิงแกร่งมาแทนคุณ และคุณก็สามรถเลือกผู้ชายหน้าโง่ หรือพ่อพระคนใหม่มารับภาระบ้าๆ แทนผมก็ได้...ดีเสียด้วยจริงมั้ย...” ว่าพลางเขาก็ยักไหล่และหัวเราะเยาะอย่างเปิดเผย “แต่ถ้าคุณใจกว้างขึ้น ไม่มาก้าวก่ายอิสรภาพของผม ไม่เอาน้ำตามาเป็นเครื่องต่อรองอยู่เป็นประจำละก็...บางที...บางทีหรอกนะ ผมจะให้โอกาสคุณอีกครั้ง...”

            เขาคงพูดถูก...ฉันคงเป็นมะละกอขี้แย ออดอ้อน รอคอยแต่ความช่วยเหลือเจือจาน มีชีวิตอยู่ได้ก็ด้วยความซื่อสัตย์ ความเมตตาเอื้ออาทรและน้ำใจไหลเย็นอันชื่นฉ่ำเท่านั้น ซึ่งก็คงไม่ผิดกับมะละกอที่ฉันเพียรปลูกอย่างประคบประหงมมาก่อน...

            ฉันหวนนึกถึงมะละกอข้างกองขยะ ฉันจะเป็นอย่ามันบ้างได้ไหมหนอ แข็งแกร่งและยืนหยัดอย่างกล้าหาญ แม้จะถูกทอดทิ้งให้ต้องเผชิญกับความยากลำบากแต่เพียงลำพัง และฉันคงมีชีวิตอยู่ได้ แม้จะไม่ได้รับการเหลียวแลโอบอุ้มเอาใจใส่จากบุคคลที่ฉันรัก และเคยรักเคยซื่อสัตย์ต่อฉันมาก่อน...

            ฉันตกลงใจเขียนจดหมายถึงเขาแทนที่จะติดต่อกันทางโทรศัพท์ เพราะการเขียนเป็นการเปิดโอกาสให้เราได้แสดงความคิดได้อย่างละเอียด พิถีพิถันและแทบจะครบถ้วนทุกถ้อยกระทงความที่หลั่งหลากมาจากส่วนลึกของหัวใจ

            ฉันขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเคยให้ตั้งแต่เราแต่งงานกัน หลีกเลี่ยงการต่อว่าต่อขานเรื่องคำมั่นสัญญาที่เขาเคยให้กับตัวฉัน กับพ่อแม่และเมื่อแรกที่เขามาชอบพอและตกลงปลงใจมาสู่ขอ...ตอนท้ายฉันขอลดทอนเวลาที่จะลองอยู่ห่างกันเพื่อพิสูจน์พฤติกรรมต่างๆ ลง โดยบอกเขาไปเพียงว่า ฉันเลือกที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพียงลำพัง ไม่ปรารถนาจะยื้อยุดฉุดดึงเขาไว้อีก แม้ว่าฉันจะกล้าแกร่งขึ้นได้เช่นเดียวกับมะละกอต้นนั้นแล้วก็ตามทีเถอะ... เพราะหากว่าเขาหวนกลับมา ฉันอาจจะกลับเป็นมะละกอขี้แยที่ขาดน้ำเลี้ยงเติบโตอย่างกระเสาะกระแสะ เจ็บร้าวด้วยน้ำคำเสียดแทงยอกแสยงใจของเขาอีกต่อไป

            ฉันจะเป็นเหมือนต้นมะละกอต้นนั้น...มะละกอข้างถังขยะ ฉันย้ำกับตัวเอง พลางหย่อนจดหมายลงในตู้อย่างแผ่วเบาและเงียบงัน...