|
อ่านเรื่องสั้นย้อนหลัง |
|
เรื่องสั้น
ฉ.๒๔๕๘ ปรายสีม่วงบนผ้าขาว เข็มพลอย
เป็นครั้งแรกที่เพ็ญจันทร์ละลาบละล้วงความเป็นตัวของลูก
แม้จะมีพวกแม่ๆ
ด้วยกันเคยแนะนำไว้หลายหน
หล่อนก็ไม่นึกอยาก
แต่วันนี้แหละที่อดรนทนไม่ได้จนต้องลุกมานั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์
แล้วไล่โปรแกรมแบบผิดๆ
ถูกๆ ตามความรู้ที่พอมี
เพื่อเข้าสู่ฐานข้อมูลที่ต้องการ
ว่างๆ
ต้องดอดเข้าไปเปิดดูมั่งนะว่าลูกเราชอบเปิดเวบไซต์อะไรมาดู
เด็กมันอยากรู้อยากเห็นทุกอย่าง
บางทีก็มีความลับมากมายที่เราไม่รู้
เราก็ต้องคอยตามเช็คใกล้ชิด
ไอ้เครื่องคอมฯนี่มันดีอย่างนะทำอะไรไว้มันฟ้องหมด
เพียงแต่ต้องหาช่องทางให้ถูก
ถึงหลายคนจะบอกว่าไม่ยากในการค้นหาร่องรอยที่ว่า
แต่สำหรับคนที่ไม่ได้ขลุกอยู่กับเจ้าไปรษณีย์ไร้พรมแดนทุกคืนทุกวัน
กว่าจะไปถึงประตูที่ต้องการก็นานโขจนเกือบท้อไปหลายหน
ทว่าเมื่อข้อมูลวาบขึ้นมาที่หน้าจอ
หล่อนก็รู้สึกว่าไม่อยากรับรู้มันเลยจริงๆ
ชีวิตในวินาทีก่อน
ก่อนที่จะสามารถคลำเข้าสู่ความจริงบ้าๆ
นี้ได้
หล่อนมีความสุขดีอยู่แล้ว
สุขที่ลูกทุกคนเรียนเก่ง
ประพฤติตัวดีเสมอต้นเสมอปลายจนครูชม
และร่างกาแข็งแรงเป็นปกติด
เวรกรรมอะไรกันละนี่
ทำให้ต้องมารับรู้ในสิ่งที่บาดหัวใจเพียงนี้
มือไม้สั้นเทาขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
ยิ่งกว่าเมื่อตอนที่แอบอ่านบัตรอวยพรวันเกิดที่
เพื่อน ส่งมาให้ลูกสาวคนโต
ถ้อยคำในบัตรน่ารักสีทันสมัยประสาวัยรุ่นเขียนไว้หวานสนิท
ไม่ได้ลงชื่อ
หากแต่ลงท้ายด้วยคำนับที่รู้กันเองว่า
สุดที่รักของเธอ
แม้จะถือว่าตัวเองเป็นคนทันสมัย
แต่ยังตะลึงกับพฤติกรรมของลูกสาวที่กำลังเรียนมหาวิทยาลัย
สำนึกบางอย่างบอกกับตัวเองว่าไม่ได้กำลังเข้าใจผิดหรอก
บัตรอวยพรใบนี้เพ็ญจันทร์เก็บตกมาจากการทำความสะอาดรถยนต์ของลูกสาว
เพราะหลังจากที่จับตาดูกิริยาท่าทาง
ความคิดอ่าน การแต่งกาย
ตลอดจนลักษณะการคบเพื่อนในระยะสองปีหลังที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัย
คนเป็นแม่ก็เริ่มกลุ้มใจ
เฝ้าถามตัวเองว่า ใช่หรือไม่ใช่
อยู่นาน
จนเมื่อมาพบบัตรอวยพรนั้นจึงบอกกับตัวเองว่า
สงสัยจะใช่ และยิ่งเมื่อพบร่องรอยการติดต่อทางอินเตอร์เนต
กับกลุ่มที่ประกาศตัวชัดเจนว่าเป็นกลุ่มหญิงรักหญิงคนเป็นแม่ถึงกับหน้ามืดซวนเซจากภาพบนกระจกเล็กน้อย
เพราะมีเสียงดังก้องขึ้นในสำนึกว่า
ใช่แน่แล้ว เธอรีบรวบรวมกำลังใจที่พอเหลืออยู่
ไล่สายตาอ่านเนื้อความต่างๆ
นานาบนเวบไซต์นั้น
อ่านไปด้วยความรู้สึกยากจะอธิบาย
และพินิจดูรูปงานปาร์ตี้ที่สามารถดาวน์โหลดมาได้อย่างชัดเจน
คุณพระคุณเจ้าช่วยด้วยเถิด
อย่าให้พบหน้าของลูกในกลุ่มหญิงสาวพวกนั้นเลย
เมื่อคลิกภาพจนครบที่เขามีไว้ให้
ต้องยกสองมือขึ้นจบหน้าผากเพื่อขอบคุรพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรก็ตาม
เพราะไม่มีรูปลูกสาวอยู่ในภาพเหล่านั้น
หลายวันต่อจากนั้นคือความรู้สึกเลวร้ายที่สุดในชีวิตเท่าที่เคยเผชิญมา
คนเป็นแม่เฝ้าถามตัวเองด้วยคำถามมากมาย
ลูกสาวคนโตไปไกลเพียงใดกับพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนนั้น
หากเปลี่ยนเป็นพบว่าลูกชายเปิดเวบไซต์ลามกดูจะสบายใจกว่านี้หรือไม่
หรือถ้าลูกสาวสอบตกจะละเหี่ยใจน้อยกว่านี้หรือไม่
ถ้าให้เลือกระหว่างสามีมีเมียน้อยจะเอาประการไหนดี
ลูกสาวไปรวมกลุ่มกันเสพยาอีจะเศร้ากว่านี้ไหม
ลูกชายติดพนันบอลแล้วครอบครัวจะเดือดร้อนกว่าทุกวันนี้ไหม
และอีกสารพัดเรื่องเท่าที่ใจอันสับสนจะนึกออกมาได้
ตามประสาคนกำลังจนตรอกทางอารมณ์
น้ำตาไหลเมื่อคิดถึงภาพลูกสาวตอนยังเป็นเด็กวันที่อุ้มลูกออกมาโรงพยาบาลนั้นมือไม้ตนเองแสนจะเก้งก้างตามประสาแม่คนใหม่
ยังไม่ทันตั้งหลักอะไร
เจ้าตัวนิ่มในอ้อมกอดก็ร้องไห้จ้า
ลูกหิวนมแล้ว
เสียงสามีบอกแบบร้อนรน
เพ็ญจันทร์ทำหน้างง
ไม่รู้จะเอาอย่างไรดีเพราะกำลังอยู่บนรถยนต์
แต่แล้วก็ข่มความอายให้ลูกกินนมจากอก
โดยไม่กลัวสายตารถข้างๆ
ที่เขาอาจแอบมองอยู่
น่าขันเสียหนักหนาที่ปากเล็กๆ
นั้นเอาแต่อ้ากว้างส่งเสียงดังโดยไม่ยอมงับหัวนมแม่
คิดตามประสาว่าแล้วจะได้กินนมละหรือ
เด็กโง่เอ๋ย
ใบหน้าที่ใหญ่กว่ากำปั้นนิดเดียวโมโหหิวจนแดงปลั่ง
พร้อมกับแผดเสียงร้องไห้ดังเท่าที่จะทำได้
แต่ไม่มีน้ำตาออกมาแม้แต่นิด
นึกถึงคำที่ผู้ใหญ่เคยบอกว่า
แกล้งร้องไห้
เธอเอามือที่เหลืออยู่อีกข้างดันหน้าเกเรไปหาเนื้อนุ่มใกล้หัวใจของตน
คงได้กลิ่นเป็นแน่แท้
เพราะหน้าเหมือนตุ๊กตารีบซุกลงกับเต้าของแม่
แล้วลุยปากน้อยๆ
ค้นหาไปแถวนั้นจบพบสิ่งที่ต้องการ
ปากเล็กรีบงับไว้แน่นจนแม้ร้องออกมา
แต่แล้วก็ค่อยผ่อนคลายความเจ็บลงได้
เมื่อรู้ชัดว่าลูกได้ดูดนมแล้ว
ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตที่เคยอยู่ในตัวเธอจะทำให้หัวในปีติถึงเพียงนี้
ยิ่งกว่าความรักที่เคยมีให้คนรัก
ยิ่งกว่าความห่วงที่เคยมีให้พ่อแม่
ยิ่งกว่าความกังวลที่เคยเกิดขึ้นกับพี่น้อง
ลูกคนแรกคือสิ่งมหัศจรรย์ของชีวิตที่แม่ทุกคนจำได้ไม่ลืม
แล้วลูกก็เติบโตโลดแล่นไปตามครรลองของครอบครัว
สังคมและสิ่งแวดล้อม
ลูกคือผ้าสีขาวใน
ความรู้สึกของแม่ตลอดเวลา
จนแม้ลูกเติบโตใหญ่เพียงใด
คนเป็นแม่ก็ไม่ยอมรับว่าวันเวลาที่ล่วงผ่านได้มีปรายสีมากมายป้าย
สะบัดและกระเซ็นลงบนผ้านั้นตลอดมา
น้ำตาไหลเป็นทางเมื่อมองเห็นปรายสีม่วงบนผ้าขาวผืนที่หล่อนรักที่สุด
ทำไมจึงต้องเป็นสีนั้น
หล่อนหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้
จึงเฝ้าวนเวียนหาต้นสายปลายเหตุอยู่นั่นแล้ว
เฉกเช่นคนโง่เขลาเบาปัญญา
แล้วก็มาถึงจุดที่ทุกอย่างสุดสิ้นลงตามอนิจลักษณะของมัน
เพราะสมองของเพ็ญจันทร์ไม่สามารถครุ่นคิดให้เนิ่นนานกว่านี้อีกแล้ว
หัวใจก็ไม่อาจเศร้าได้ลึกซึ้งกว่านี้แล้ว
และที่สำคัญร่างกายไม่อาจทานความรวดร้าวของจิตใจได้อีกต่อไป
หากไม่หยุดก็คงเหมือนต้นไม้ที่หักกลางลงด้วยแรงดึง
เพราะเสียงทักเริ่มมีบ่อยขึ้นในทำนอง
ไม่สบายหรือเปล่า
ซูบเซียว หน้างี้คล้ำดำไปหมด
พวกเรามันอายุมากแล้วนะ
ต้องไปตรวจร่างกายเสียบ้าง
จับพลัดจับผลูเจออะไรจะได้จัดการไปเสียแต่ยังเนิ่นๆ
นั่นวี
เจออะไรจะได้จัดการเสียแต่เนิ่นๆ
ก็หวังอยู่ว่าตัวเองจะยังทัน
เจ้าประคุณเอ๋ย
เมื่อแรกรู้ว่าลูกสาวได้ก้าวเข้าสู่โลกที่หล่อนไม่ยอมรับ
แน่นอนว่าความโกรธเกิดขึ้นเป็นอันดับแรก
โกรธที่ลูกสาวไม่ได้ดั่งใจ
จากนั้นเมื่อสมองค่อยๆ
ซึมซับการรับรู้นี้
ความกลัวก็วิ่งเข้าจับสำนึกความเป็นผู้หญิงในกรอบประเพณีนิยม
และเมื่อค้นหาข้อมูลจนมั่นใจว่าเรื่องที่สงสัยนั้นถูกต้องแล้ว
อารมณ์ก็เกรี้ยวกราดขึ้นมาทันที
ไม่ใช่เพราะลูกไม่ได้ดั่งใจอีกต่อไป
แต่เพราะลูกสาวของเธอเกิดไปมีอาการแบบเดียวกับลูกสาวคนอื่นที่เธอเคยค่อนขอดนินทาเอาไว้ต่างหาก
ลูกสาวคุณนารีเค้าทะมัดทะแมงดีนะ
ออกห้าวแบบขายออกสามศอก
วันๆ นุ่งกางเกงยีนส์ทำท่าจังก้าเชียว
นั่นแหละ
มันโกรธตรงว่าแต่เขาแล้วอิเหนาเป็นเสียเอง
ทำให้คนเป็นแม่รู้สึกเสียหน้าเหลือเกิน
ยังคงมีแต่สติเท่านั้นที่ทำงานอยู่และเตือนตัวเองว่า
ต้องใช้ปัญญามารับรู้เรื่องนี้จึงสามารถแก้ไขหรือยอมรับได้อย่างไม่เดือดร้อนกันไปทั้งบ้าน
จนถึงขั้นฉาวโฉ่หรืออับอาย
เมื่อตั้งสติได้แล้วใจมาเป็นกองมองไปมองมาจึงตกลงใจคุยกับคนรุ่นใหม่อย่างลูกสาวคนเล็ก
แหววไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องแปลกนะคะคุณแม่
ยอมรับได้
แต่ก็เข้าใจว่าคนเป็นพ่อแม่คงทำใจได้ยาก
คุณแม่อย่าเพิ่งคิดมากเลยค่ะ
บางทีอีกหน่อยพอออกไปทำงานแล้วพี่เค้าอาจเปลี่ยนแปลงความคิดได้
ถึงพี่เค้าไม่เปลี่ยนเพื่อนของเค้าก็อาจเปลี่ยน
ไม่น่าเชื่อว่าเป็นคำพูดของลูกสาวคนเล็กที่อยู่มัธยมต้น
ฟังแล้วรู้สึกตัวเองแก่ไปมาก
แต่ก็ดีใจที่ลูกเป็นผู้หลักผู้ใหญ่พอจะเป็นที่ปรึกษาแม่ได้บ้างแล้ว
แอบเลียบเคียงถามคนนั้นคนนี้ที่คิดว่าเขาพอเป็นที่ปรึกษาได้
แต่ก็เท่านั้นเอง
เพราะคนอื่นให้ได้เพียงคำตอบกว้างๆ
บางคนก็พูดเป็นหลักวิชาการ
และบ้างก็ยกตัวอย่างให้ฟัง
แล้ววันที่กล้าหาญก็มาถึง
เพ็ญจันทร์เลิกเกรงใจลูกสาวคนโต
เลิกหลอกตนเองว่าเรื่องทั้งหมดไม่จริง
และเลิกกลัวที่จะรับรู้ความจริงจากปากลูก
เธอจึงตกลงใจคุยกับตัวต้นเหตุอย่างเปิดอก
หน้าเล็กๆ
ที่ยังเหลือเค้าวันแรกเมื่อออกจากโรงพยาบาลเชิดปากขึ้นอย่างไม่พอใจ
เมื่อรู้ว่าตนเองถูกละลาบละล้วงความเป็นส่วนตัว
อาจบางทีเพ็ญจันทร์จะเลี้ยงลูกแบบตะวันตกมากเกินไป
ทำให้ละเลยการเลี้ยงดูแบบรักวัวให้ผูก
รักลูกให้ตี
และลืมไปว่าไม้อ่อนดัดง่าย
ไม้แก่ดัดยาก
แต่หันไปเชื่อคตินิยมเกี่ยวกับการไม่เช้าไปดัดกิ่งก้านสาขาของต้นไม้
เพื่อให้ต้นไม้นั้นได้แสดงออกถึงความเป็นเลิศของมัน
มายาคติแห่งความคิดสร้างสรรค์
และบรรทัดฐานมารยาทแนวตะวันตกที่ไม่เข้าเกี่ยวข้องกับความเป็นส่วนตัวของลูก
แต่วันนี้
เพ็ญจันทร์ได้สำนึกแล้วว่า
ไม่ใช่ต้นไม้ทุกต้นจะเลี้ยงได้ด้วยกลวิธีดังกล่าว
เพราะลูกของเธอกำลังก้าวล้ำเส้นธรรมชาติที่ควรของมนุษย์ออกไป
แล้วมุ่งมองเดินตามชีวิตสับสนของกลุ่มคนที่เรียกตนว่าอารยะ...และเห็นประเพณีนิยมคือการกดขี่ทางความคิดและเพศรส
จะด้วยเหตุใดก็ตาม
ลูกสาวของเธอไม่ได้ปริปากตอบโต้หรือแก้ตัว
เพียงทำท่าสงบจนยากจะเดาว่ายอมรับหรือปฏิเสธ
เพ็ญจันทร์สลัดความคิดที่กำลังเดาใจอีกฝ่ายออกไป
พอกันทีกับความเกรงใจและมารยาทจอมปลอม
นึกถึงคุณยายที่เอะอะมาเพิ่งอาละวาดฟาดกันน้าชาย
เมื่อครั้งคนบ้านฟากตรงข้ามคลองมาฟ้องว่า
ไอ้ชัยมันมาพาลูกสาวกูหนีเที่ยวจนสอบตก
น้าชายตัวโตหนุ่มใหญ่ที่อยู่มัธยมปลายแล้วถูกตีกันดังขวับๆ
โทษฐานที่ทำให้พ่อแม่ขายหน้า
และยังสอบตกด้วยอีกคน
นอกจากโดนตีวันนั้นแล้วยังโดนบ่นอยู่หลายวัน
แถมมีกระเซ็นกระสายทำนองแดกดันต่ออีกเป็นเดือน
จนสอบเข้าเตรียมทหารได้นั่นแหละสายตาจับผิดจึงหมดไป
และได้ยินเสียงยายถอนใจเฮือกใหญ่ในวันที่ร้อยตรีจองชัยได้แต่งงานเป็นที่เรียบร้อยกับสาวฟากโน้น
เหมือนพายเรือฝ่าลมฝนแล้วถึงฝั่งซะที
มีลูกก็เหนื่อยใจยังงี้แหละ
กูจะตายเสียให้ได้ตั้งหลายหน
ไม่น่าเชื่อว่าเสียงนั้นก้องเต็มหูเพ็ญจันทร์
กำลังใจจากเสียงยายช่วยได้มากเมื่อเริ่มทำเสียงแข้งกับลูกสาวตัวเอง
ไม่กี่ครั้งหรอกที่เธอกล้าขึ้นเสียงกับลูก
ไม่คิดว่าความไว้วางใจที่พวกเรามีให้ลูก
จะทำให้พ่อแม่ต้องเสียใจ
นั่นคือแรงที่สุดแล้วสำหรบแม่ในศตวรรษนี้
น้ำตาสองสามหยดบนหน้านวลปราศจากเครื่องสำอางของลูก
เกือบทำให้ต้องเลิกคุยกันกลางคัน
แต่หน้ายายที่ยืนถมึงทึงอยู่ในห้วงความคิดทำให้สู้ต่อไป
หล่อนนึกถึงศาสนา
ศีลธรรมและประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามทั้งหลาย
แต่ก็มั่นใจสิ่งเหล่านี้
หมดสมัยไปแล้วที่จะเอามาอ้างในการสั่งและสอนลูก
ขืนพูดไปก็คงเท่ากับว่าคุยคนละเรื่อง
ต้องคิดตามแนวปรัชญาของคนที่พูดด้วยจึงจะได้ผล
เพ็ญจันทร์เสี่ยงคาดเดาเอาเองว่า
ปรัชญาของคนรุ่นลูกสาวเธอคือยึดถือความพอใจสูงสุดของตนเองเป็นที่ตั้ง
แต่คนเราจะหนีสังคม
ศาสนาและวัฒนธรรมไปได้ละหรือ
สมองของหญิงสาววัยต้นห้าสิบพยายามวิ่งจี๋เพื่อหาข้อมูลให้ตรงกันกับคนฟัง
เธอเริ่มด้วยเสียงเครียดๆ
เคยคิดมั้ยว่าเมื่ออายุมากขึ้นและออกไปทำงาน
เราจะอยู่กับสังคมได้อย่างสง่าผ่าเผยได้อย่างไร
ลูกจะแคร์มั้ยถ้าคนอื่นเขามองเราแล้วซุบซิบนินทา
ถึงลูกไม่สนใจแต่แม่อายเค้า
ต้องบอกตรงๆ
ว่ายังทำใจไม่ได้
แม่ไม่รู้ว่าทำไมและอะไรจึงเป็นเหตุให้ลูกกลายเป็นคนที่มีความรู้สึก
และความคิดผิดที่ผิดทางอย่างนี้
มันอาจถูกสำหรับลูกแต่ไม่ยอมรับ
เพราะฉะนั้น
ขอสั่งเลยว่าอย่าทำร้ายหัวใจแม่ด้วยวิธีชีวิตแบบนี้
หล่อนฉีกบัตรอวยพรที่เก็บเอาไว้หลายวันแล้วโยกทิ้งไปตรงหน้า
คนที่นั่งตรงข้ามก้มหน้าต่ำเงียบไปสักครู่จึงพูดขึ้นว่า
คุณแม่อย่าคิดอะไรมากเลย
หนูไม่ได้เป็นอย่างที่แม่คิดหรอก
ฟังแล้วเชื่อได้หรือไม่คนเป็นแม่ก็สุดจะตัดสินใจ
สิ่งที่ลูกกำลังเป็นอยู่นั้นผิดหรือถูกหล่อนก็ไม่อาจชี้ชัดได้เช่นกัน
และเรื่องนี้จะได้รับการแก้ไขได้หรือไม่ก็สุดจะเดา
แต่หล่อนสวมวิญญาณคุณยายเทศนาไปกัณฑ์ใหญ่
และสรุปท้ายตรง
เชื่อแม่เถอะว่าอะไรก็ตามที่มันผิดธรรมชาติ
มันไม่ทำให้มนุษย์มีความสุขที่ยั่งยืนหรอก
พูดไปแล้วจะได้ผลประการใดเธอก็สะดุดจะคาด
เพราะรู้ดีว่าทุกวันนี้กระแสสังคมอันเชี่ยวกรากนั้น
แรงเกินกว่าคนอย่างเธอจะต้านไหว
สิ่งเดียวที่ยังคิดว่ามีจริงคือบุญกรรม
จึงต้องบอกเล่าให้ลูกเข้าใจว่า
ปลูกอะไรก็ได้ผลเช่นนั้น
และการที่เธอต่อว่าพร่ำบ่นก็คือการได้ทำหน้าที่ของแม่ที่สมควรแล้ว
ส่วนผลที่ตามมาต้องบอกว่าตามบุญตามกรรมจริงๆ
หากแม้นเคยทำบุญไว้บ้างอาจส่งผลให้ลูกสาวนึกถึงหัวอกแม่และเป็นเช่นที่ลูกสาวคนเล็กปลอบใจเอาไว้
น้ำตาที่ไหลพรากจากลูกเหมือนน้ำกรดกัดกร่อนหัวใจแม่
เธอดึงลูกมากอดไว้แน่น
เสียดายนักหาก ปรายสีม่วงบนผ้าขาว
ผืนที่รักยิ่ง
จะมีอันทำให้ผ้าทั้งผืนหมดความงดงาม
แต่ก็นั่นแหละ
ถึงจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ
แม่ก็ยังรักลูกเสมอ
เพราะไม่มีสีอะไรเลยจะมาทำให้คนเป็นแม่ทิ้งขว้างผ้าผืนที่เคยขาวสะอาดและแนบไว้กับอกมาถึงยี่สิบปีได้ |