เรื่องสั้นที่ผ่านการพิจารณารอการลงพิมพ์
๑. วิตกจริต ของ ตะวัน สันติภาพ  ฉบับที่ ๒๔๕๙

อ่านเรื่องสั้นย้อนหลัง

 

เรื่องสั้น ฉ.๒๔๕๘

ปรายสีม่วงบนผ้าขาว

เข็มพลอย

            เป็นครั้งแรกที่เพ็ญจันทร์ละลาบละล้วงความเป็นตัวของลูก แม้จะมีพวกแม่ๆ ด้วยกันเคยแนะนำไว้หลายหน หล่อนก็ไม่นึกอยาก แต่วันนี้แหละที่อดรนทนไม่ได้จนต้องลุกมานั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ แล้วไล่โปรแกรมแบบผิดๆ ถูกๆ ตามความรู้ที่พอมี เพื่อเข้าสู่ฐานข้อมูลที่ต้องการ

             “ว่างๆ ต้องดอดเข้าไปเปิดดูมั่งนะว่าลูกเราชอบเปิดเวบไซต์อะไรมาดู เด็กมันอยากรู้อยากเห็นทุกอย่าง บางทีก็มีความลับมากมายที่เราไม่รู้ เราก็ต้องคอยตามเช็คใกล้ชิด ไอ้เครื่องคอมฯนี่มันดีอย่างนะทำอะไรไว้มันฟ้องหมด เพียงแต่ต้องหาช่องทางให้ถูก”

            ถึงหลายคนจะบอกว่าไม่ยากในการค้นหาร่องรอยที่ว่า แต่สำหรับคนที่ไม่ได้ขลุกอยู่กับเจ้าไปรษณีย์ไร้พรมแดนทุกคืนทุกวัน กว่าจะไปถึงประตูที่ต้องการก็นานโขจนเกือบท้อไปหลายหน ทว่าเมื่อข้อมูลวาบขึ้นมาที่หน้าจอ หล่อนก็รู้สึกว่าไม่อยากรับรู้มันเลยจริงๆ ชีวิตในวินาทีก่อน ก่อนที่จะสามารถคลำเข้าสู่ความจริงบ้าๆ นี้ได้ หล่อนมีความสุขดีอยู่แล้ว สุขที่ลูกทุกคนเรียนเก่ง ประพฤติตัวดีเสมอต้นเสมอปลายจนครูชม และร่างกาแข็งแรงเป็นปกติด เวรกรรมอะไรกันละนี่ ทำให้ต้องมารับรู้ในสิ่งที่บาดหัวใจเพียงนี้ มือไม้สั้นเทาขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ยิ่งกว่าเมื่อตอนที่แอบอ่านบัตรอวยพรวันเกิดที่ “เพื่อน” ส่งมาให้ลูกสาวคนโต ถ้อยคำในบัตรน่ารักสีทันสมัยประสาวัยรุ่นเขียนไว้หวานสนิท ไม่ได้ลงชื่อ หากแต่ลงท้ายด้วยคำนับที่รู้กันเองว่า “สุดที่รักของเธอ”

            แม้จะถือว่าตัวเองเป็นคนทันสมัย แต่ยังตะลึงกับพฤติกรรมของลูกสาวที่กำลังเรียนมหาวิทยาลัย สำนึกบางอย่างบอกกับตัวเองว่าไม่ได้กำลังเข้าใจผิดหรอก บัตรอวยพรใบนี้เพ็ญจันทร์เก็บตกมาจากการทำความสะอาดรถยนต์ของลูกสาว เพราะหลังจากที่จับตาดูกิริยาท่าทาง ความคิดอ่าน การแต่งกาย ตลอดจนลักษณะการคบเพื่อนในระยะสองปีหลังที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัย คนเป็นแม่ก็เริ่มกลุ้มใจ เฝ้าถามตัวเองว่า “ใช่หรือไม่ใช่” อยู่นาน จนเมื่อมาพบบัตรอวยพรนั้นจึงบอกกับตัวเองว่า “สงสัยจะใช่” และยิ่งเมื่อพบร่องรอยการติดต่อทางอินเตอร์เนต กับกลุ่มที่ประกาศตัวชัดเจนว่าเป็นกลุ่มหญิงรักหญิงคนเป็นแม่ถึงกับหน้ามืดซวนเซจากภาพบนกระจกเล็กน้อย เพราะมีเสียงดังก้องขึ้นในสำนึกว่า “ใช่แน่แล้ว” เธอรีบรวบรวมกำลังใจที่พอเหลืออยู่ ไล่สายตาอ่านเนื้อความต่างๆ นานาบนเวบไซต์นั้น อ่านไปด้วยความรู้สึกยากจะอธิบาย และพินิจดูรูปงานปาร์ตี้ที่สามารถดาวน์โหลดมาได้อย่างชัดเจน

            คุณพระคุณเจ้าช่วยด้วยเถิด อย่าให้พบหน้าของลูกในกลุ่มหญิงสาวพวกนั้นเลย

            เมื่อคลิกภาพจนครบที่เขามีไว้ให้ ต้องยกสองมือขึ้นจบหน้าผากเพื่อขอบคุรพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรก็ตาม เพราะไม่มีรูปลูกสาวอยู่ในภาพเหล่านั้น

            หลายวันต่อจากนั้นคือความรู้สึกเลวร้ายที่สุดในชีวิตเท่าที่เคยเผชิญมา คนเป็นแม่เฝ้าถามตัวเองด้วยคำถามมากมาย ลูกสาวคนโตไปไกลเพียงใดกับพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนนั้น หากเปลี่ยนเป็นพบว่าลูกชายเปิดเวบไซต์ลามกดูจะสบายใจกว่านี้หรือไม่ หรือถ้าลูกสาวสอบตกจะละเหี่ยใจน้อยกว่านี้หรือไม่ ถ้าให้เลือกระหว่างสามีมีเมียน้อยจะเอาประการไหนดี ลูกสาวไปรวมกลุ่มกันเสพยาอีจะเศร้ากว่านี้ไหม ลูกชายติดพนันบอลแล้วครอบครัวจะเดือดร้อนกว่าทุกวันนี้ไหม และอีกสารพัดเรื่องเท่าที่ใจอันสับสนจะนึกออกมาได้ ตามประสาคนกำลังจนตรอกทางอารมณ์ น้ำตาไหลเมื่อคิดถึงภาพลูกสาวตอนยังเป็นเด็กวันที่อุ้มลูกออกมาโรงพยาบาลนั้นมือไม้ตนเองแสนจะเก้งก้างตามประสาแม่คนใหม่ ยังไม่ทันตั้งหลักอะไร เจ้าตัวนิ่มในอ้อมกอดก็ร้องไห้จ้า

             “ลูกหิวนมแล้ว” เสียงสามีบอกแบบร้อนรน

            เพ็ญจันทร์ทำหน้างง ไม่รู้จะเอาอย่างไรดีเพราะกำลังอยู่บนรถยนต์ แต่แล้วก็ข่มความอายให้ลูกกินนมจากอก โดยไม่กลัวสายตารถข้างๆ ที่เขาอาจแอบมองอยู่ น่าขันเสียหนักหนาที่ปากเล็กๆ นั้นเอาแต่อ้ากว้างส่งเสียงดังโดยไม่ยอมงับหัวนมแม่ คิดตามประสาว่าแล้วจะได้กินนมละหรือ เด็กโง่เอ๋ย ใบหน้าที่ใหญ่กว่ากำปั้นนิดเดียวโมโหหิวจนแดงปลั่ง พร้อมกับแผดเสียงร้องไห้ดังเท่าที่จะทำได้ แต่ไม่มีน้ำตาออกมาแม้แต่นิด นึกถึงคำที่ผู้ใหญ่เคยบอกว่า “แกล้งร้องไห้” เธอเอามือที่เหลืออยู่อีกข้างดันหน้าเกเรไปหาเนื้อนุ่มใกล้หัวใจของตน คงได้กลิ่นเป็นแน่แท้ เพราะหน้าเหมือนตุ๊กตารีบซุกลงกับเต้าของแม่ แล้วลุยปากน้อยๆ ค้นหาไปแถวนั้นจบพบสิ่งที่ต้องการ ปากเล็กรีบงับไว้แน่นจนแม้ร้องออกมา แต่แล้วก็ค่อยผ่อนคลายความเจ็บลงได้ เมื่อรู้ชัดว่าลูกได้ดูดนมแล้ว

            ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตที่เคยอยู่ในตัวเธอจะทำให้หัวในปีติถึงเพียงนี้ ยิ่งกว่าความรักที่เคยมีให้คนรัก ยิ่งกว่าความห่วงที่เคยมีให้พ่อแม่ ยิ่งกว่าความกังวลที่เคยเกิดขึ้นกับพี่น้อง ลูกคนแรกคือสิ่งมหัศจรรย์ของชีวิตที่แม่ทุกคนจำได้ไม่ลืม

            แล้วลูกก็เติบโตโลดแล่นไปตามครรลองของครอบครัว สังคมและสิ่งแวดล้อม ลูกคือผ้าสีขาวใน ความรู้สึกของแม่ตลอดเวลา จนแม้ลูกเติบโตใหญ่เพียงใด คนเป็นแม่ก็ไม่ยอมรับว่าวันเวลาที่ล่วงผ่านได้มีปรายสีมากมายป้าย สะบัดและกระเซ็นลงบนผ้านั้นตลอดมา น้ำตาไหลเป็นทางเมื่อมองเห็นปรายสีม่วงบนผ้าขาวผืนที่หล่อนรักที่สุด ทำไมจึงต้องเป็นสีนั้น หล่อนหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ จึงเฝ้าวนเวียนหาต้นสายปลายเหตุอยู่นั่นแล้ว เฉกเช่นคนโง่เขลาเบาปัญญา

            แล้วก็มาถึงจุดที่ทุกอย่างสุดสิ้นลงตามอนิจลักษณะของมัน เพราะสมองของเพ็ญจันทร์ไม่สามารถครุ่นคิดให้เนิ่นนานกว่านี้อีกแล้ว หัวใจก็ไม่อาจเศร้าได้ลึกซึ้งกว่านี้แล้ว และที่สำคัญร่างกายไม่อาจทานความรวดร้าวของจิตใจได้อีกต่อไป หากไม่หยุดก็คงเหมือนต้นไม้ที่หักกลางลงด้วยแรงดึง เพราะเสียงทักเริ่มมีบ่อยขึ้นในทำนอง

             “ไม่สบายหรือเปล่า ซูบเซียว หน้างี้คล้ำดำไปหมด พวกเรามันอายุมากแล้วนะ ต้องไปตรวจร่างกายเสียบ้าง จับพลัดจับผลูเจออะไรจะได้จัดการไปเสียแต่ยังเนิ่นๆ”

            นั่นวี เจออะไรจะได้จัดการเสียแต่เนิ่นๆ ก็หวังอยู่ว่าตัวเองจะยังทัน เจ้าประคุณเอ๋ย เมื่อแรกรู้ว่าลูกสาวได้ก้าวเข้าสู่โลกที่หล่อนไม่ยอมรับ แน่นอนว่าความโกรธเกิดขึ้นเป็นอันดับแรก โกรธที่ลูกสาวไม่ได้ดั่งใจ จากนั้นเมื่อสมองค่อยๆ ซึมซับการรับรู้นี้ ความกลัวก็วิ่งเข้าจับสำนึกความเป็นผู้หญิงในกรอบประเพณีนิยม และเมื่อค้นหาข้อมูลจนมั่นใจว่าเรื่องที่สงสัยนั้นถูกต้องแล้ว อารมณ์ก็เกรี้ยวกราดขึ้นมาทันที ไม่ใช่เพราะลูกไม่ได้ดั่งใจอีกต่อไป แต่เพราะลูกสาวของเธอเกิดไปมีอาการแบบเดียวกับลูกสาวคนอื่นที่เธอเคยค่อนขอดนินทาเอาไว้ต่างหาก

             “ลูกสาวคุณนารีเค้าทะมัดทะแมงดีนะ ออกห้าวแบบขายออกสามศอก วันๆ นุ่งกางเกงยีนส์ทำท่าจังก้าเชียว”

            นั่นแหละ มันโกรธตรงว่าแต่เขาแล้วอิเหนาเป็นเสียเอง ทำให้คนเป็นแม่รู้สึกเสียหน้าเหลือเกิน ยังคงมีแต่สติเท่านั้นที่ทำงานอยู่และเตือนตัวเองว่า ต้องใช้ปัญญามารับรู้เรื่องนี้จึงสามารถแก้ไขหรือยอมรับได้อย่างไม่เดือดร้อนกันไปทั้งบ้าน จนถึงขั้นฉาวโฉ่หรืออับอาย เมื่อตั้งสติได้แล้วใจมาเป็นกองมองไปมองมาจึงตกลงใจคุยกับคนรุ่นใหม่อย่างลูกสาวคนเล็ก

             “แหววไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องแปลกนะคะคุณแม่ ยอมรับได้ แต่ก็เข้าใจว่าคนเป็นพ่อแม่คงทำใจได้ยาก คุณแม่อย่าเพิ่งคิดมากเลยค่ะ บางทีอีกหน่อยพอออกไปทำงานแล้วพี่เค้าอาจเปลี่ยนแปลงความคิดได้ ถึงพี่เค้าไม่เปลี่ยนเพื่อนของเค้าก็อาจเปลี่ยน”

            ไม่น่าเชื่อว่าเป็นคำพูดของลูกสาวคนเล็กที่อยู่มัธยมต้น ฟังแล้วรู้สึกตัวเองแก่ไปมาก แต่ก็ดีใจที่ลูกเป็นผู้หลักผู้ใหญ่พอจะเป็นที่ปรึกษาแม่ได้บ้างแล้ว แอบเลียบเคียงถามคนนั้นคนนี้ที่คิดว่าเขาพอเป็นที่ปรึกษาได้ แต่ก็เท่านั้นเอง เพราะคนอื่นให้ได้เพียงคำตอบกว้างๆ บางคนก็พูดเป็นหลักวิชาการ และบ้างก็ยกตัวอย่างให้ฟัง

            แล้ววันที่กล้าหาญก็มาถึง

            เพ็ญจันทร์เลิกเกรงใจลูกสาวคนโต เลิกหลอกตนเองว่าเรื่องทั้งหมดไม่จริง และเลิกกลัวที่จะรับรู้ความจริงจากปากลูก เธอจึงตกลงใจคุยกับตัวต้นเหตุอย่างเปิดอก

            หน้าเล็กๆ ที่ยังเหลือเค้าวันแรกเมื่อออกจากโรงพยาบาลเชิดปากขึ้นอย่างไม่พอใจ เมื่อรู้ว่าตนเองถูกละลาบละล้วงความเป็นส่วนตัว อาจบางทีเพ็ญจันทร์จะเลี้ยงลูกแบบตะวันตกมากเกินไป ทำให้ละเลยการเลี้ยงดูแบบรักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี และลืมไปว่าไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก แต่หันไปเชื่อคตินิยมเกี่ยวกับการไม่เช้าไปดัดกิ่งก้านสาขาของต้นไม้ เพื่อให้ต้นไม้นั้นได้แสดงออกถึงความเป็นเลิศของมัน มายาคติแห่งความคิดสร้างสรรค์ และบรรทัดฐานมารยาทแนวตะวันตกที่ไม่เข้าเกี่ยวข้องกับความเป็นส่วนตัวของลูก แต่วันนี้ เพ็ญจันทร์ได้สำนึกแล้วว่า ไม่ใช่ต้นไม้ทุกต้นจะเลี้ยงได้ด้วยกลวิธีดังกล่าว เพราะลูกของเธอกำลังก้าวล้ำเส้นธรรมชาติที่ควรของมนุษย์ออกไป แล้วมุ่งมองเดินตามชีวิตสับสนของกลุ่มคนที่เรียกตนว่าอารยะ...และเห็นประเพณีนิยมคือการกดขี่ทางความคิดและเพศรส

            จะด้วยเหตุใดก็ตาม ลูกสาวของเธอไม่ได้ปริปากตอบโต้หรือแก้ตัว เพียงทำท่าสงบจนยากจะเดาว่ายอมรับหรือปฏิเสธ เพ็ญจันทร์สลัดความคิดที่กำลังเดาใจอีกฝ่ายออกไป พอกันทีกับความเกรงใจและมารยาทจอมปลอม นึกถึงคุณยายที่เอะอะมาเพิ่งอาละวาดฟาดกันน้าชาย เมื่อครั้งคนบ้านฟากตรงข้ามคลองมาฟ้องว่า

             “ไอ้ชัยมันมาพาลูกสาวกูหนีเที่ยวจนสอบตก”

            น้าชายตัวโตหนุ่มใหญ่ที่อยู่มัธยมปลายแล้วถูกตีกันดังขวับๆ โทษฐานที่ทำให้พ่อแม่ขายหน้า และยังสอบตกด้วยอีกคน นอกจากโดนตีวันนั้นแล้วยังโดนบ่นอยู่หลายวัน แถมมีกระเซ็นกระสายทำนองแดกดันต่ออีกเป็นเดือน จนสอบเข้าเตรียมทหารได้นั่นแหละสายตาจับผิดจึงหมดไป และได้ยินเสียงยายถอนใจเฮือกใหญ่ในวันที่ร้อยตรีจองชัยได้แต่งงานเป็นที่เรียบร้อยกับสาวฟากโน้น

             “เหมือนพายเรือฝ่าลมฝนแล้วถึงฝั่งซะที มีลูกก็เหนื่อยใจยังงี้แหละ กูจะตายเสียให้ได้ตั้งหลายหน”

            ไม่น่าเชื่อว่าเสียงนั้นก้องเต็มหูเพ็ญจันทร์ กำลังใจจากเสียงยายช่วยได้มากเมื่อเริ่มทำเสียงแข้งกับลูกสาวตัวเอง ไม่กี่ครั้งหรอกที่เธอกล้าขึ้นเสียงกับลูก

             “ไม่คิดว่าความไว้วางใจที่พวกเรามีให้ลูก จะทำให้พ่อแม่ต้องเสียใจ”

            นั่นคือแรงที่สุดแล้วสำหรบแม่ในศตวรรษนี้ น้ำตาสองสามหยดบนหน้านวลปราศจากเครื่องสำอางของลูก เกือบทำให้ต้องเลิกคุยกันกลางคัน แต่หน้ายายที่ยืนถมึงทึงอยู่ในห้วงความคิดทำให้สู้ต่อไป หล่อนนึกถึงศาสนา ศีลธรรมและประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามทั้งหลาย แต่ก็มั่นใจสิ่งเหล่านี้ หมดสมัยไปแล้วที่จะเอามาอ้างในการสั่งและสอนลูก ขืนพูดไปก็คงเท่ากับว่าคุยคนละเรื่อง ต้องคิดตามแนวปรัชญาของคนที่พูดด้วยจึงจะได้ผล เพ็ญจันทร์เสี่ยงคาดเดาเอาเองว่า ปรัชญาของคนรุ่นลูกสาวเธอคือยึดถือความพอใจสูงสุดของตนเองเป็นที่ตั้ง แต่คนเราจะหนีสังคม ศาสนาและวัฒนธรรมไปได้ละหรือ สมองของหญิงสาววัยต้นห้าสิบพยายามวิ่งจี๋เพื่อหาข้อมูลให้ตรงกันกับคนฟัง เธอเริ่มด้วยเสียงเครียดๆ

             “เคยคิดมั้ยว่าเมื่ออายุมากขึ้นและออกไปทำงาน เราจะอยู่กับสังคมได้อย่างสง่าผ่าเผยได้อย่างไร ลูกจะแคร์มั้ยถ้าคนอื่นเขามองเราแล้วซุบซิบนินทา ถึงลูกไม่สนใจแต่แม่อายเค้า ต้องบอกตรงๆ ว่ายังทำใจไม่ได้ แม่ไม่รู้ว่าทำไมและอะไรจึงเป็นเหตุให้ลูกกลายเป็นคนที่มีความรู้สึก และความคิดผิดที่ผิดทางอย่างนี้ มันอาจถูกสำหรับลูกแต่ไม่ยอมรับ เพราะฉะนั้น ขอสั่งเลยว่าอย่าทำร้ายหัวใจแม่ด้วยวิธีชีวิตแบบนี้”

            หล่อนฉีกบัตรอวยพรที่เก็บเอาไว้หลายวันแล้วโยกทิ้งไปตรงหน้า คนที่นั่งตรงข้ามก้มหน้าต่ำเงียบไปสักครู่จึงพูดขึ้นว่า

             “คุณแม่อย่าคิดอะไรมากเลย หนูไม่ได้เป็นอย่างที่แม่คิดหรอก”

            ฟังแล้วเชื่อได้หรือไม่คนเป็นแม่ก็สุดจะตัดสินใจ สิ่งที่ลูกกำลังเป็นอยู่นั้นผิดหรือถูกหล่อนก็ไม่อาจชี้ชัดได้เช่นกัน และเรื่องนี้จะได้รับการแก้ไขได้หรือไม่ก็สุดจะเดา แต่หล่อนสวมวิญญาณคุณยายเทศนาไปกัณฑ์ใหญ่ และสรุปท้ายตรง

             “เชื่อแม่เถอะว่าอะไรก็ตามที่มันผิดธรรมชาติ มันไม่ทำให้มนุษย์มีความสุขที่ยั่งยืนหรอก”

            พูดไปแล้วจะได้ผลประการใดเธอก็สะดุดจะคาด เพราะรู้ดีว่าทุกวันนี้กระแสสังคมอันเชี่ยวกรากนั้น แรงเกินกว่าคนอย่างเธอจะต้านไหว สิ่งเดียวที่ยังคิดว่ามีจริงคือบุญกรรม จึงต้องบอกเล่าให้ลูกเข้าใจว่า ปลูกอะไรก็ได้ผลเช่นนั้น และการที่เธอต่อว่าพร่ำบ่นก็คือการได้ทำหน้าที่ของแม่ที่สมควรแล้ว ส่วนผลที่ตามมาต้องบอกว่าตามบุญตามกรรมจริงๆ หากแม้นเคยทำบุญไว้บ้างอาจส่งผลให้ลูกสาวนึกถึงหัวอกแม่และเป็นเช่นที่ลูกสาวคนเล็กปลอบใจเอาไว้

            น้ำตาที่ไหลพรากจากลูกเหมือนน้ำกรดกัดกร่อนหัวใจแม่ เธอดึงลูกมากอดไว้แน่น เสียดายนักหาก “ปรายสีม่วงบนผ้าขาว” ผืนที่รักยิ่ง จะมีอันทำให้ผ้าทั้งผืนหมดความงดงาม แต่ก็นั่นแหละ ถึงจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ แม่ก็ยังรักลูกเสมอ เพราะไม่มีสีอะไรเลยจะมาทำให้คนเป็นแม่ทิ้งขว้างผ้าผืนที่เคยขาวสะอาดและแนบไว้กับอกมาถึงยี่สิบปีได้