เรื่องสั้น ฉ.๒๔๕๓

บันไดของแม่

ศรีสุภางค์ สุขโข

            ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตั้งท้องตั้งแต่เมื่อไร เดือนแรกเมนส์ขาดก็ยังไม่เอะใจ มันคงเพี้ยนกันได้ เดือนที่ ๒-๓ คงไม่เป็นไรหรอกน่า เดือนที่ ๓ ไม่ได้การแล้วเรา

            ก็เดือนที่ ๓ ถึงได้รู้สึกว่ามันแปลกมาก จู่ๆ หน้าท้องที่เคยราบเรียบมันก็ขยายออกได้เรื่อยๆ อย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ทั้งๆ ที่เราก็เป็นคนไม่มีหน้าท้องมาก่อน นั้นล่ะ...เราก็เลยรีบวิ่งแจ้นไปหาหมอเลยทีเดียว

            เราไม่แน่ใจและไม่ไว้ใจก็เลยไปหาถึง ๓ หมอ หมอที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ทั้ง ๓ หมอก็บอกตรงเป็นเสียงเดียวกันว่า “ยินดีด้วยคุณท้องแล้ว”

            แต่เรากลับไม่ยินดีสักนิด กลับรู้สึกพะอึดพะอมเหมือนจะอาเจียน แถมจะเป็นลมอีกต่างหาก ก็เรายังไม่พร้อมตอนนี้นี่นา...ทำไงดีล่ะ??

            ความคิดอันชั่วร้ายแล่นเข้ามาในสมอง สั่งให้เรากำจัดเจ้ามารหัวขน...เจ้าเลือดก้อนนี้ทิ้งไป ซาตานก็บงการเราให้เริ่มกระทำการอันบาปหนา ชั่วช้าสามานย์

             “คุณหมอคะ ทำยังไงก็ได้ ช่วยเอาเจ้าก้อนเลือดนี้ออกไปทีเถิด จะใช้วิธีไหนก็ได้...ฉีดยา...กินยา...ขึ้นขาหยั่ง...ตอนนี้หนูยังไม่พร้อมจริงๆ

             “เป็นไปไม่ได้ หมอไม่มีวันทำบาปอย่างนั้น คุณล้มเลิกความคิดเสียเถอะ”

            แล้วแม่พระก็ชนะซาตาน เรารู้ว่าการทำแท้งมันทรมานอย่างร้ายกาจ ทั้งร่างกายและจิตใจ เรามีทางเลือกแค่ ๒ ทางเท่านั้น

            ถ้าทำแท้ง...เราคงเจ็บปวดปางตาย เสียเลือดมาก สุขภาพทรุดโทรม และอาจต้องขูดมดลูกทิ้งทุกปี และวันใดที่เราอยากมีเจ้าตัวเล็กขึ้นมาจริงๆ ตอนนั้นมดลูกเราคงพังยับเยินไปแล้ว ไม่อาจให้กำเนิดลูกที่เราอยากมีได้อีก ไอ้ตัวบาปมันคงตามล่าเราตลอดกาล ผิดศีลข้อที่ ๑ ห้ามฆ่าสัตว์ ไอ้ผีเด็กมันคงตามหลอกหลอนเราทุกคืน เราคงเป็นบ้าแน่ๆ ...

            ถ้าปล่อยให้มันเกิด...อย่างน้อยเราก็ไม่ผิดศีล ไม่มีบาป ไม่ต้องทำลายชีวิตบริสุทธิ์ที่อยากลืมตาดูโลก มันไม่ใช่ความผิดของเขา เขาบริสุทธิ์เกินกว่าความชั่วใดๆ จะไปทำร้ายได้ เรมให้ชีวิตเขาได้แต่ไม่มีสิทธิ์แม้เพียงปลายก้อยที่จะไปพรากชีวิตของเขา มันเป็นความผิดของเราคนเดียวจริงๆ

            ตกลง! ฉันจะให้แกเกิด! ฉันสัญญา! เราจะเป็นแม่ลูกกัน!!

            ท้องของฉันเริ่มขยายออกเรื่อยๆ ที่หน้าท้องของฉันก็มีริ้วรอยสีแดงคล้ำเกิดขึ้น มันขึ้นเป็นทางยาวๆ มากมายขนนานกันไปไม่จบสิ้น ฉันไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร เดาเอาว่าคงเป็นรอยช้ำเลือดล่ะมั้ง แต่ที่แน่ๆ มันทำให้ฉันคันเป็นบ้าเป็นหลัง เกาอยู่ได้ทั้งวันทั้งคืน เพิ่งได้รู้ความจริงภายหลังตลอดว่าเจ้านี่แหละมันทำให้ฉัน “ท้องลาย” ลักษณะเป็นริ้วๆ ยาวๆ สีขาว เป็นลายประดับไปทั่วหน้าท้อง ก็เพราะว่าลายสีแดงคล้ำที่ว่านี้ มันจะหลุดลอกออกหลังจากที่ได้คลอดเสร็จแล้ว

            แล้วฉันก็ตระกละตระกรามขึ้นเยอะ ชาวบ้านเขาเรียกว่า “แพ้ท้อง” ฉันอยากกินไปหมด ถึงขนาดถ้าไม่ได้กินล่ะก็น่าดู! มันหงุดหงิดชะมัด! อยากกินจนน้ำลายไหล แต่อยากแต่ละวันไม่เหมือนกันเลย บางวันก็อยากของดอง บางวันก็อยากน้ำพริกปลาทู บางวันก็อยากไข่เจียว บางวันก็อยากน้ำชา อยากแค่ไหน...แต่ฉันก็งดทุกอย่างที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพของเด็กในครรภ์และอาจทำให้เขาพิการได้ เช่น กาแฟ เหล้า บุหรี่ ยาบางชนิด

            หลังจากฝากครรภ์เรียบร้อย ก็เป็นหน้าที่ที่ฉันจะต้องไปรับการตรวจครรภ์ที่โรงพยาบาลทุกเดือน คุณพระช่วย! จากน้ำหนัก ๔๕ มันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกเดือนๆ จนฉันตกใจ แต่ที่ดีใจก็คือเด็กแข็งแรงเป็นปกติ สุขภาพของฉันก็แข็งแรงดีด้วย แต่ที่เบื่อก็คือ ต้องโดนฉีดยาที่แขนบ่อยจัง ก็เป็นวัคซีนที่ให้สำหรับเด็กในครรภ์นั่นแหละ

            พอฉันเริ่มมีอายุครรภ์ ๗-๘ เดือน ที่เขาเรียกว่า “ท้องแก่” ท้องฉันมันก็โตมาก โตแบบกลมๆ มนๆ ที่ชาวบ้านเรียกว่า “ท้องหมู” ทำให้ฉันมองเท้าตัวเองไม่เห็นเลย ท้องมันบังหมดนี่นา เวลาเดินเหินไปไหนไม่ค่อยสะดวกเลย มันหนักและถ่วงมากเหมือนผูกอะไรไว้ที่ท้องสัก ๗ กิโล เดินเร็วนัก หรือออกกำลังกายหนักไปก็ทำให้เจ็บด้วย

            ตอนที่อายุครรภ์ได้สัก ๕ เดือน ฉันสงสัยนักหนาว่าเจ้าหนูคนนี้ มันจะเป็นชายหรือหญิง เพราะตอนท้องฉันไม่ชอบแต่งตัว แต่ปกติก็มีนิสัยไม่ชอบแต่งแต่เดิมอยู่แล้ว ชอบทำตัวตามธรรมชาติสบายๆ ไม่ปรุงแต่ง ซึ่งเขาบอกกันว่าเป็นลักษณะของคนที่จะได้ลูกเป็นผู้ชาย

             “เอ้า! ถ้าจะได้ลูกเป็นผู้หญิงล่ะแม่ต้องเป็นอย่างไร” ฉันถาม

            เขาตอบว่า “แม่ก็ต้องรักสวยงาม ชอบแต่งตัวน่ะสิ”

             “ถ้ายังงั้นฉันคงได้ลูกผู้ชายทุกคนแน่เลย เพราะฉันไม่เคยชอบแต่งตัว” ฉันคิดในใจ

            ฉันไม่อาจเก็บความสงสัยไว้ได้อีกต่อไป จึงไปอัลตร้าซาวน์ ผลออกมาเป็นเพศชาย รู้สึกเฉยๆ ...ถ้าไม่หญิง ก็ชาย คงไม่เป็นเสือใบ (Biosexual) มาตั้งแต่เกิดหรอกน่ะ...

            หลังจากนั้นพอฉันไปไหน ก็เริ่มสัมผัสถึงสัญชาติญาณระหว่างแม่ลูกได้ชัดเจน เด็กคนนี้ชอบเที่ยว...พอไปไหนก็แล้วแต่ เขาก็จะใช้อุ้งมือน้อยๆ เคลื่อนไปตามหน้าท้องของฉัน อย่างช้าๆ เนิ่นนาน แต่หนักหน่วง จนฉันสามารถสัมผัสนิ้วมือของเขาผ่านผนังหน้าท้องของฉันได้...มือเขาเล็ก นุ่มนิ่ม มีกระดูก บางทีเขาก็เตะถีบที่หน้าท้องฉันแรงๆ จนฉันเจ็บระบมไปเหมือนกัน แต่นั่นเป็นสัญญาณ...สัญญาณของความมีชีวิต...สัญญาณของความแข็งแรง

            พอช่วงหลังที่ท้องแก่ ฉันเริ่มทรมานมากขึ้น โดยเฉพาะเวลานอนหลับ จะนอนท่าที่อยากนอนแบบเดิมๆ แบบเคยชินมันก็ไม่ได้ ต้องนอนตะแคงได้ท่าเดียว ถ้าฉันนอนหงายหรือนอนคว่ำ ฉันก็จะตายเพราะหายใจไม่ออก เพราะเจ้าเด็กนั่นละไปกดทับไว้

            พอจะเล่นกีฬาตีแบดมินตันที่ชอบก็ทำไม่ได้ เวลาวิ่งหรือกระโดดหวดลูกทีไรมันเหมือนมะพร้าวทั้งทะลาย จะล่วงหล่นลงมาจากท้องของฉันทุกทีไป

            นอกจากนั้นหน้าอกของฉัน ยังขยายใหญ่เต็มที่ เริ่มมีอาการ “นมคัด” ในที่สุดมันก็ผลิตน้ำนมออกมา แต่ไม่ขาวจั๊วะเหมือนน้ำนมวัวหรอกนะ น้ำนมครั้งแรกจะมีสีขาวอมเหลือง ต่อมาจึงค่อยๆ ขาวขึ้น น้ำนมนี้เมื่อให้ลูกกินจะเป็นภูมิคุ้มกันโรคภัยให้เด็กได้อย่างวิเศษ

            ตอนนี้ก็มาถึงเดือนที่รอลุ้นแล้วล่ะ จู่ๆ คืหนึ่ง ตี ๓-๔ เห็นจะได้ ฉันนอนไม่ได้เลยตั้งแต่หัวค่ำ ผลุดลุกผลุดนั่งอย่างกระวนกระวาย ก็มันปวดฉี่นะ ยิ่งฉี่ก็ยิ่งปวด ยิ่งฉี่ก็ยิ่งเยอะ มันมาจากไหนล่ะเนี่ย มากมายมหาศาลขนาดนี้ ชาวบ้านเขาเรียกว่า “ถุงน้ำคร่ำแตก” ฉันวิ่งไปมาระหว่างห้องน้ำกับห้องนอนเกือบทั้งคืน ผ้าถุงเปลี่ยนเท่าไรก็ไม่พอ แล้วในที่สุดก็ถูกนำส่งโรงพยาบาล

            ฉันเป็นคนขี้กลัวโรงพยาบาลที่สุดในชีวิต กลิ่นยา...กลิ่นสารพัดกลิ่น ทำให้ฉันใจไม่ดีเลย พอไปถึงพยาบาลสั่งให้ฉันเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อเปลี่ยนมาใส่ชุดขาวของโรงพยาบาล แต่ก่อนจะใส่มันก็มีขั้นตอนแทรกอยู่ ๒ อย่างคือ หนึ่ง จะต้องถูกโกนขนที่อวัยวะเพศก่อน สอง จะต้องถูกสวนทวารเพื่อให้ถ่ายออกมาให้หมดไส้หมดพุงก่อน

            ฉันถูกนำขึ้นเตียงรอคลอด ฉันเจ็บนานมาก เกือบ ๑ วัน ๑ คืน มันเป็นความเจ็บสำหรับคนที่จะเป็นแม่เท่านั้น จึงจะได้รับและจะต้องฟันฝ่าอุปสรรคนี้ไปให้ได้ด้วยตนเอง คือมันจะปวดกระดูกสันหลังมาก ปวดที่กระเพาะปัสสาวะ มีความรู้สึกอยากจะฉี่อยากจะอึตลอดเวลา แต่พอไปทำธุระมันก็ไม่ออกมาเลยสักนิด นั่นก็เป็นเพราะตัวเด็กมากดทับกระเพาะปัสสาวะเอาไว้นั่นเอง

            ฉันปวดมาก ปวดจนร้องไห้ และคิดว่าคงทนไม่ไหวอีกแล้ว พยาบาลเองก็ตรวจพบว่าเด็กตัวโตมาก และเอาเท้าออก ซึ่งเป็นท่าผิดปกติ ไม่นานนักฉันถูกนำขึ้นเตียงอีกครั้ง บุรุษพยาบาลลำเลียงส่งฉันเข้าห้องผ่าตัดทันที

            คุณหมอหลายคนเหลือเกินในชุดสีเขียวเต็มห้องไปหมด แขนของฉันถูกทิ่มด้วยสายน้ำเกลือ หมอผู้หญิงคนหนึ่งชวนฉันพูดคุยแล้วเธอก็แทงเข็มฉีดยาเข้าไปในขวดน้ำเกลือของฉัน ฉันนับ ๑ ไม่ถึง ๑๐ ไม่ถึง ๕ นาทีดีนัก ฉันก็สลบเหมือดไม่รับรู้อะไรอีกเลย

            คงเป็น ๑ วัน กับ ๑ คืนล่ะมั้ง ที่ฉันเมายาสลบอยู่ พอฟื้นขึ้นมา หนังตาหนักชะมัดแทบจะลืมไม่ขึ้น ที่เลวร้ายกว่านั้น คือที่หน้าท้องของฉันมีแผลยาวถูกเย็บไว้เกือบ ๒๐ ซม. และทำให้ฉันเจ็บระบมมากๆ ด้วย เจ็บจนเป็นไข้ตลอด ๓ วัน ๓ คืน ที่นอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลจนหมอต้องมาให้ยาลดไข้ทุกมื้อ เอาน้ำแข็งก้อนโตๆ ในถึงพลาสติกมาประคบที่หน้าผากฉันตลอดเพื่อลดไข้

            และครั้งแรกหลังจากผ่าตัดที่ฉันได้มีโอกาสเข้าห้องน้ำ มันเป็นการปัสสาวะที่เจ็บปวดเจ็บแสบทรมานมากที่สุดในชีวิตเลยทีเดียว เลือดออกมาจากช่องคลอดเป็นลิ่มใหญ่ๆ มันทะลักออกมาเยอะมาก ปริมาณเท่าชามกะละมังใบย่อมๆ เห็นจะได้ เห็นแล้วทำให้ฉันกินเฉาก๊วยของโปรดไปไม่ได้อีกร่วมเดือน

            ...ไม่มีคุณค่าใดได้มาเปล่าๆ ทุกคุณค่าต้องแลกมาด้วยคุณค่าเสมอกัน...

            หลังจากลืมความเจ็บปวดไปชั่วขณะ สิ่งที่นึกขึ้นได้ด้วยสัญชาตญาณก็คือ

             “ลูก”

            เป็นเด็กตัวโต หนักเกือบ ๔ ก.ก. เนื้อตัวแดงๆ เหมือนลูกนกเพิ่งเกิด ฉันเกิดความรู้สึกหวงแหน เป็นเจ้าของ นึกหวงลูกเหมือนนางเสือหรือจงอางหวงไข่ก็ไม่ปาน เป็นความรู้สึกที่รุนแรง

            ฉันหลงรักลูกตัวเองตั้งแต่แรกเห็น

            ชีวิตเขาเติบโต ถ่ายทอด พัฒนา มาจากชีวิตของฉัน

            มิน่ามนุษย์เราจึงไม่สูญพันธุ์ และมีสติปัญญา จิตวิญญาณ ได้อย่างน่าอัศจรรย์

            และฉันก็ได้ตระหนักถึงคุณค่าของการเป็นแม่...คุณค่าของความรักที่บริสุทธิ์...คุณค่าของการรอคอย...คุณค่าของการฟันฝ่าอุปสรรค...และคุณค่าของชีวิตที่จะต้องการมีชีวิตให้ยืนยาวที่สุดเพื่อเฝ้าดู รอคอย “เลือดเนื้อ” ของฉันให้เจริญเติบโตต่อไปบนถนนแห่งชีวิต ที่ฉันเคยเดินผ่านและเหยียบย่ำ นำหน้าไปก่อนเขาแล้ว

            นั่นก็เพราะว่า...ฉันได้ก้าวผ่าน “บันไดของแม่” ที่น่าภูมิใจมาแล้วนั่นเอง!!