เรื่องสั้น ฉ.๒๔๕๒

ซาก

ทาริกา พรหมมาลี

            ชีวิตที่ประดุจนิยายของมนุษย์ที่มีความคิด แต่ต้องจมปลักอยู่ในกองทุกข์ แม้ว่าจะต้องประสบกับปัญหาหรืออุปสรรคมากน้อยเพียงใด มนุษย์ก็ยังได้ชื่อว่าเป็นผู้ชนะเสมอ

            สายฝนยังคงโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย แม้ตะวันจะคล้อยต่ำลง แต่สายฝนยังคงไม่ยอมหยุด ความทุกข์ของคนยากคนจนยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นกว่าเดิม เหมือนฝันร้ายที่ผ่านเข้ามาในห้วงหนึ่งของชีวิต เป็นมรสุมร้ายที่ไม่อาจหนีพ้น ซ้ำเติมความชอกช้ำมิยอมให้น้ำตาของความสูญเสียนั้นจางหายเลยสักครั้ง หยาดเหงื่อและแรงงานที่เพียรสร้าง ชีวิตที่ยังดิ้นรนและต้องพึ่งพาที่สวน ไร่ นา กำลังจะจมอยู่ใต้สายน้ำในไม่ช้า

             “จะตกกันไปถึงไหน ปีที่แล้วก็ท่วม ปีนี้ยังจะท่วมอีก” ชายชรานั่งทรุดตัวอยู่ริมคันดิน

            ไม่ห่างกันนักชาวบ้านอีกหลายสิบคนก็มีท่าทีไม่แตกต่างกัน บ้างนั่งกุมขมับด่าทอโชคชะตาของตน

             “หยุดตกซะทีจะได้มั้ย ทีนี้จะเอาอะไรกินกันล่ะ ปีที่แล้วก็หมดตัว ปีนี้ยังจะ...ชายชะราอีกคนหนึ่งฟุบหน้าลง ความเป็นจริงที่กำลังจะเกิดขึ้นมิอาจจะทนต่อไปได้ ความทุกข์ต่างๆ จึงถูกปลดปล่อยออกมาคล้ายกับทุกๆ ครั้งที่ต้องพบกับความพ่ายแพ้ แกฟุบหน้าลงร้องไห้กับสายน้ำที่ไหลนองพื้น แกนอนนิ่ง แต่ใจของแกยังเต้น

             “พ่อ...ปีนี้ก็คงหมดอีก” เด็กหนุ่มพูดขึ้นโดยไม่ต้องการคำตอบ “เราจะเอาอะไรกิน”

            ผู้เป็นพ่อยังคงนิ่งเงียบ

             “เราจะอดตายไหม” เด็กหนุ่มเฝ้ารอคำตอบ แกแลดูริมฝีปากของผู้เป็นพ่อ

             “ตาย” พ่อตอบและนิ่งเฉยก่อนที่จะพูดขึ้นอีก “ตายหรือไม่ก็คงต้องตาย”

            ลูกชายของแกทำหน้าสงสัย หลังจากนั้นเสียงร้องของชาวบ้านก็ดังขึ้น

             “เร็วๆ น้ำป่ามาแล้ว” ชาวบ้านพากันวิ่งชุลมุน “เฮ้ย...พวกผู้ชายไปช่วยกันแบกกระสอบมาเร็ว” เมื่อสิ้นเสียงสั่ง ถุงกระสอบทรายที่เตรียมไว้ถูกนำมาถมกันน้ำบ่า ฝนตกพรำๆ ลงมาเรื่อยๆ บ้านไม้ผุๆ เอียงไปทางหนึ่ง เพราะแรงลมฝาผนังที่มีรูโหว่ ถูกแซมปิดไว้ด้วยกระสอบข้าวร้อยเป็นราวกันแดดกันฝนพอคร่าวๆ น้ำสีแดงเผื่อนๆ ไหลลงมาตามร่องหลังคาสังกะสี บ้างที่เป็นรูรั่วก็ไหลลงไปเจิ่งนองที่พื้น มีเสียงร้องครางเบาๆ ออกมาจากในบ้าน

            หญิงชราร่างแก่นั่งอยู่ขอบระเบียง น้ำฝนตกกระทบฝาตุ่มกระเด็นลงหัวที่ขาวหงอกของแก มือสากๆ ควานหยิบได้กระโถนที่ใส่น้ำเต็ม พลันเททิ้งลงนอกชาน มือที่หยาบกระด้างของหญิงชราควานไปที่พื้นอีกครั้ง แต่ไม่ได้จับต้องอะไรทั้งสิ้น แกใช้มือทั้งสองยันพื้นลากตัวที่แสนบอบบางจากการกระทำของกาลเวลาไปกับพื้นไม้ที่แสนหยาบ เศษเสี้ยนโผล่ขึ้นมาตามเนื้อไม้ทิ่มแทงเข้าไปตามเนื้อหนังที่หยาบกระด้างอย่างไร้ความรู้สึก

            เมื่อมองเรื่อยไปตามถนนที่มีแต่น้ำเจิ่งนอง สองข้างทาง พืชสวนไร่นาจมอยู่ในน้ำ รถจักรยานคันเก่าค่อยๆ ประคองตัวมาบนถนนลื่น

             “จะไปไหนล่ะ” หญิงกลางคนยืนอยู่ตรงบานหน้าต่างพลางส่งยิ้มให้

            แรงรถเบรก น้ำแตกกระเซ็นเป็นฟอง ชายมีอายุเงยหน้ามองเจ้าของเสียงนั้น

             “อ๋อ จะไปหายายนวลหน่อย ไม่รู้จะเป็นไงบ้าง” ลุงเสริฐทำท่าจะถีบรถออกไป

             “เออ...ดีแล้วไปดูแกหน่อย ฝนก็ตกแบบนี้ แกจะไปไหนรอด” ลมพัดมาวูบใหญ่ บานหน้าต่างปิดเข้ามาอย่างแรง

            ลุงเสริฐถีบรถออกช้าๆ ถนนที่มีน้ำขังทำให้ทรงตัวลำบาก บริเวณมือจับด้านขวา เสียงลมปะทะถึงใส่ข้าวดังอยู่เป็นระยะๆ

            ที่บ้านไม้หลังเก่าๆ หญิงชรากำลังขะมักเขม้นอยู่กับกองผ้า กลิ่นเหม็นสาบลอยขึ้นปะทะจมูกของแก หญิงชราหยิบมันขึ้นมาสะบัด แกค่อยๆ พับทีละตัว กางเกงตัวหนึ่งถูกชูขึ้น หญิงชรามองดูมันอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่จะพับเก็บอย่างเรียบร้อย สายตาของแกคล้อยตามเสียงร้องครางเบาๆ มาทางด้านหลัง

             “ยายนวลอยู่รึเปล่า” ลุงเสริฐขึ้นบันไดพลางวางรองเท้าลงข้างๆ “ยาย” แกนั่งลงข้างๆ สะกิดหญิงชราเบาๆ

             “ใคร” หญิงชราถามขึ้นห้วนๆ ก่อนที่จะหันกลับมาดูผู้มาเยือน

             “ฉันเอง ไอ้เสริฐ” ถุงกับข้าวถูกส่งให้เจ้าของบ้าน

             “อ้าว...เอ็งรึ ข้าก็จำไม่ค่อยได้” ยายนวลขมวดคิ้วเพ่งหน้าลุงเสริฐอยู่นาน “ไม่ค่อยมาเลยนะ” ลุงเสริฐยิ้มรับ

            หญิงชราหันกลับไปทำงานของแกต่อ ไม่มีคำถาม ไม่มีการพูดคุย ยายนวลนั่งทำงานของแกไปเงียบๆ เช่นนี้เสมอ บ้านเก่าๆ มีคนอยู่ด้วยกันสองคน แต่กลับเงียบสนิท คนหนึ่งคือยายนวล และอีกคนคือบุญเสกลูกชายเพียงคนเดียวยายนวล

             “ไงเสกเป็นไงบ้าง” ลุงเสริฐหันไปคุยกับเจ้าของบ้าน

            หนุ่มใหญ่วัยกลางคนหันมามองตามเสียงเรียก

             “เดือน...มา มานี่ เดือน...” คำตอบที่มีเพียงประโยคซ้ำๆ จากปากของบุญเสก หัวเราะบ้าง ร้องไห้บ้าง เดี๋ยวก็พูดอยู่คนเดียว เดี๋ยวคำรามขู่กระโชก เวลาล่วงเลยมานานนับสิบปี บุญเสกอยู่อย่างไร้อิสรภาพ แผ่นหลังที่กระดำกระด่างจากตรากตรำงานหนัก และแผ่นหลังที่บอบบางไร้ซึ่งเสรี ความผูกพันธ์ที่ขาดสะบั้นลง มีเพียงแผ่นหลังที่ดูห่างเหินประชันหน้าเข้าหากันเท่านั้น

             “ตึง ตึง” เสียงโซ่กระทบพื้น “เดือน เดือน มานี่ มาหาพี่” ร่างกายที่ผมโซ ผมเผ้าที่ยาวรุงรัง บุญเสกนั่งพงเสาไม้อยู่เพียงลำพัง ฝ่าเท้าที่กว้างใหญ่ มิเคยได้หยัดยืนมานานกับพันธนาการที่เหนี่ยวรั้ง มือทั้งสองที่เคยหยิบจีบการงาน วางแผ่อยู่ตรงข้างลำตัวอย่างหมดเรี่ยวแรง กลิ่นปัสสาวะ อุจจาระโชยคละคลุ้งไปทั่วบ้าน นานสักครั้งที่บุญเสกจะเอ่ยปากเรียกแม่ของตนเพราะความหิว และก็นานเสียเหลือเกินที่แม่ลูกจะหันหน้าเข้าหันสักครั้งหนึ่ง

            ลุงเสริฐเดินลงบันไดมาเงียบๆ แกหยิบรองเท้าเดินลุยน้ำไปที่จักรยานคันเก่า และเข็นออกไปช้าๆ ลูกชายแต่งตัวอย่างหล่อเหลา กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ คละคลุ้งไปทั่วบ้าน ผมที่ตัดสั้นและดำสนิทหวีแนบกับศีรษะที่ทำให้ยายนวลหวังถึงความสุขสบายในบั้นปลายของชีวิต

            เมื่อเวลาล่วงเลยมา บุญเสกแต่งงานพาภรรยาเข้าบ้าน ยายนวลไม่ปฏิเสธความรักของหนุ่มสาว ความสุข และครอบครัวที่ลูกชายของแกกำลังจะสร้างขึ้น

            แล้วทุกอย่างก็เหมือนฝันร้ายที่ผ่านเข้ามาเหมือนในคืนหนึ่งๆ วาทะของแม่สามีกับลูกสะใภ้ ดูเหมือนจะเป็นนิยายที่ถูกเล่าสืบต่อกันไปมิรู้จบ ความสัมพันธ์ของครอบครัวจึงกลานเป็นเชือกฟางเส้นสุดท้ายที่ขาดสะบั้นลง

             “ฉันผิดด้วยหรือ” ยายนวลเฝ้าถาม

 

           แม้วันเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร มิเคยทำให้ความเจ็บปวดของยายนวลเจือจางลง กลับตอกย้ำความทุกข์ทรมานให้ปวดร้าวมากขึ้นเท่านั้น แกเฝ้ามองกระจกบานเก่า นึกฝันถึงภาพของลูกชาย

             “ชายหนุ่มผู้มีอนาคตไกล” ยายนวลเอ่ยขึ้นแล้วยิ้ม

            แต่ภาพเบื้องหน้ากลับทำให้ฝันของแกพังทลายลง ชายขี้เมานอนเกลือกกลิ้งคลุกดินอยู่กับพื้นหน้าบ้าน ปากก็รำพึงรำพึงถึงภรรยาผู้จากไป

            คืนหนึ่ง ลุงเสริฐวิ่งกระหืดกระหอบมาหายายนวลที่บ้าน

             “ยายนวล อยู่รึเปล่า”

             “อยู่...มีอะไร” ยายนวลเปิดหน้าต่าง โผล่หน้าออกมา

             “ไอ้เสกถูกรถชน ตอนนี้อยู่โรงพยาบาล” ประโยคสุดท้ายจากปากของลุงเสริฐ ทำให้ยายนวลทรุดตัวลงกับพื้น

            คนในเหตุการณ์เล่าว่า บุญเสกกระโดดเข้าไปขวางหน้ารถยนต์ และเจ้าของรถคันนั้น ก็คือว่าที่สามีคนใหม่ของภรรยาเก่าของบุญเสกนั่นเอง

             “มันคงรักเมียมัน” ลุงเสริฐว่า “อีกเดือนก็กลับบ้านได้แล้ว” แกตบไหล่ยายนวลเบาๆ

            หลังจากที่บุญเสกกลับมาอยู่บ้าน ก็กลายเป็นคนพูดจาเลอะเลือน หนักเข้าก็เริ่มทำร้ายตัวเองหลายครั้งที่บุญเสกหายไปจากบ้านนานๆ กลับมาอีกครั้งก็เมื่อมีคนรู้จักพามาส่ง และบาดแผลตามร่างกายก็ปรากฏขึ้นทุกครั้ง

            ถ้าถามว่าบุญเสกหายไปไหน ก็จะมีคนบอกว่า เห็นวิ่งตามผู้หญิงไป บทสรุปของความคิด ยายนวลเหนี่ยวรั้งบุญเสกด้วยโซ่ตรวน ถึงแม้ว่าพันธนาการนั้น จะทำให้สายสัมพันธ์ของทั้งสองขาดสะบั้นลง แต่นั่นมีเพียงวิธีเดียวที่ยายนวล จะรักษาสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตไว้ได้

            ฝนยังคงตกติดต่อกันหลายวัน น้ำเอ่อเข้ามาในถนนจนถึงเข่า พืช ผัก ผลไม้ เหี่ยวเฉาตายไปเป็นจำนวนมาก ชาวบ้านหลายคนสิ้นเนื้อประดาตัว บางคนเตรียมวางแผนกู้เงินไว้ล่วงหน้าแล้ว

             “ยาย อาหารมีตุนพอรึเปล่า น้ำต้องท่วมสูงขึ้นอีกแน่ๆ”

            ยายนวลพยักหน้ารับ แกเข้าไปตรวจดูเสบียงในครัว

             “อือ...” เสียงบุญเสกร้องคราง

            ลุงเสริฐเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ยายนวลออกมาจากครัวพอดี พื้นเปียกชื้นไปด้วยน้ำ ตัวยายนวลเองก็เปียกไปด้วยน้ำเช่นกัน

             “ยาย เดี๋ยวก็เป็นหวัดหรอก อย่าให้ตัวเปียกสิ” ลุงเสริฐจูงยายนวลมาที่กองเสื้อผ้าเก่าๆ คว้าได้ผ้าเช็ดตัวผืนหนึ่ง

             “ก้มหัวลง” ลุงเสริฐออกคำสั่ง และค่อยๆ บรรจงเช็ดผมที่เปียกให้

            มีหลายครั้งที่ยายนวลสั่นเพราะความหนาว และบุญเสกเองก็หนาว

             “หนาว...หนาว” บุญเสกเพ้อออกมา

             “ยายไม่ห่มผ้าให้มันหน่อยล่ะ มันคงหนาวน่ะ”

            ยายนวลมองหน้าลุงเสริฐ และลดสายตาไปมองดูลูกชาย แกนิ่งเงียบ ไม่มีคำตอบ ลุงเสริฐลุกไปห่มให้

             “หนาว...” ยายนวลพูดออกมาเบาๆ “จะห่มสักกี่ผืนก็ได้ จะให้ข้ากอดมันไว้ หรือจะใช้ไฟเผามันจนตัวแดงเป็นไฟ มันก็ไม่เคยหายหนาว”

            ลุงเสริฐหยุดฟังอย่างตั้งใจ ยายนวลนิ่งเงียบอีกครั้ง น้ำตาไหลอาบแก้มที่เหี่ยวย่น

             “ฉันกลับล่ะนะยาย ดูแลตัวเองดีๆ ล่ะ” ลุงเสริฐเดินลงบันไดพลางหันกลับมาอีก ภาพเบื้องหน้าที่แกเห็น หญิงชราคนหนึ่งนั่งมองดูลูกชายที่น่าสงสารอย่างเวทนา ตัวของแกสั่นและลูกชายแกก็สั่น เป็นครั้งแรกที่ยายนวลยอมหันหน้าเข้าหาแผ่นหลังของลูกชายโดยที่บุญเสกไม่ต้องเอ่ยปากเรียกหา

             “แกไม่ได้หนาว” หญิงชราหยุดหายใจเฮือกใหญ่ “ใจแกสิหนาว”

            ลุงเสริฐเดินจากไปเงียบๆ แกเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมยายนวลจึงใช้ชีวิตอยู่ในโลกเงียบๆ เพียงลำพัง บุญเสกลูกชายที่แกรัก ลูกชายเพียงคนเดียว และญาติคนสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ของยายนวล

            เพียงไม่กี่วันน้ำป่าไหลทะลักเข้าหมู่บ้าน ทั้งหมู่บ้านจมอยู่ใต้น้ำ ไม่มีใครคิดถึงใคร ทุกคนนึกถึงแต่ตัวเอง บ้านเก่าเหลือแค่หลังคาที่โผล่พ้นน้ำ ที่นี่ไม่มียายนวล ไม่มีบุญเสก ทั้งสองต่างอยู่ในโลกส่วนตัวที่ไม่เคยมีใครเข้าไปถึง

            ซากชีวิตทั้งสองใช้ชีวีตอยู่ในโลกคนละใบ ความต้องการที่ไม่มีใครรู้ ชีวิตที่ยังมีลมหายใจ แต่ต้องจมปลักอยู่ในกองทุกข์ ชีวิตที่ยังมีลมหายใจ แต่ไร้ซึ่งความรู้สึก จนกลายเป็นซากชีวิต ชีวิตที่ตายทั้งเป็น

             “พ่อ พ่อ เร็วมาช่วยกัน”

            ชายมีอายุคนหนึ่งสะดุ้งตื่นจากภวังค์

             “เฮ้ย...ไอ้เสริฐมัวทำอะไรอยู่มาช่วยกันหน่อยสิ เดี๋ยวน้ำก็ไหลบ่ามาอีก” เมื่อสิ้นเสียงสั่ง ชายคนดังกล่าววิงกระหืดกระหอบกระโจนตัวลงน้ำหิ้วถุงทรายอย่างขะมักเขม้น “เร็วๆ จะให้มันท่วมมากกว่านี้อีกไม่ได้”

            ทุกคนช่วยกันอย่างขยันขันแข็ง เพราะทุกคนยังมีความหวัง ตราบใดที่ยังมีปีต่อไป ตราบใดที่ยังมีเรี่ยวแรงกำลัง ทุกคนก็พร้อมที่จะสู้ด้วยใจที่แข็งแกร่ง

             “พ่อ หนาวเหนอ” เด็กหนุ่มถามผู้เป็นพ่อ เมื่อเห็นยืนหนาวสั่น

            พ่อมองหน้าลูกชายอย่างยิ้มๆ

             “เปล่า”