|
เรื่องสั้น
ฉ. ๒๔๕๑ (ต่อจากฉบับที่แล้ว) นี่แหละหนอ...ชะตาชีวิต แสงธรรม
ชุนชฎาธาร
ผมได้ส่งคะแนนวิชาฟิสิกส์ของนักเรียนชั้น
ม.๖
ไปให้แก่อาจารย์ใหญ่แล้ว
ซึ่งนั่นรวมถึงคะแนนของกิตยาที่โดนผมกลั่นแกล้งด้วย
รอเวลาเพียงแค่อาจารย์ใหญ่เซ็นรับทราบเท่านั้น
อนาคตของกิตยาเป็นต้องดับวูบไปทันที
อันที่จริงผมควรจะดีใจมากๆ
ที่สามารถกำหนดชะตาชีวิตขอเธอได้
แต่ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด
เหมือนมีเงาทะมึนเข้ามาปกคลุมในจิตใจ
จนไม่ว่าผมทำอะไรก็ตาม
ผมจะนึกถึงเรื่องนี้เสมอ
และเมื่อนึกถึงเรื่องนี้เมื่อใดก็ตาม
ความไม่สบายใจจะตามมาเสมอ
ประดุจเงาตามตัว ผมรู้สึก
กังวล กับความ
สำเร็จ ของผมเป็นอย่างยิ่ง
ผมเฝ้าคิดถึงเด็กสาวที่กำลังจะถูกผมกลั่นแกล้ง
ลดคะแนนลงจากที่เป็นจริงอย่างน่าใจหาย
หล่อนจะรู้สึกอย่างไร
ว่าคนที่หล่อนเคยเรียกว่า
ครู มาโดยตลอด
กลับเป็นคนที่จ้องจะทำลายเธอ
ผมรู้สึกขัดแย้งในตัวเองเป็นอย่างยิ่ง...ผมต้องหาทางระบายความกังวลใจนี้ให้หมดไป
ว่ากันว่าการที่จะทำตนให้สบายใจ
ลืมเรื่องความทุกข์ให้สิ้นไป
ไม่มีวิธีใดดีเท่าเล่าเรื่องระบายทุกข์ให้คนอื่นฟัง
เล่าเรื่องเหล่านั้นไปให้หมด
แต่ผมจะเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังได้เล่า
หากจะไปเล่าให้บุญอยู่
ภารโรงประจำโรงเรียนฟัง
ความศรัทธาของเขา
ต่ออาจารย์คนที่มาโรงเรียนคนแรก
นานนับสิบปี
ก็คงจะมลายหายไป
คงเหลือแต่ความคลางเคลงในระบบการศึกษาของไทยเท่านั้น
ครั้นจะไปเล่าให้ป้าแม้น...แม่ค้าขายขนมหน้าโรงเรียนละก็...ผมพนันได้เลยว่าไม่ถึงสามวัน
ทุกคนในโรงเรียน
และในตลอดแถวนั้นต้องรู้เรื่องนี้เป็นแน่
และหากสมมุติเล่นๆ
ว่าให้เวลาแกไปกระจายข่าวสักเดือนหนึ่ง
ผมคาดว่าคนทั้งกรุงเทพฯคงมีโอกาสรู้เรื่องนี้โดยทั่วถึงกันถ้วนหน้า
หรือการที่ผมจะเที่ยวไปปรึกษานักเรียนยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่
เหล่านักเรียนคงจะเห็นผมเป็นอาจารย์ใจโฉด
กดเกรดนักเรียน
คงเป็นที่โจษจันกันทั่ว...แต่หากจะให้ไปปรึกษาอาจารย์ใหญ่ผมก็ไม่เอาด้วยแน่นอน
เพราะมีสิทธิ์โดนเด้งจากเก้าอี้
(อาจารย์ประจำชั้น)
ไปเป็นภารโรงในทันที...!
ผมคิดไปคิดมาแล้วก็ได้บทสรุปลงเอยว่าให้ไปปรึกษากับคนคนหนึ่ง
เขาคงเป็นคนที่สามารถรับฟังปัญหาของผมได้ดีกว่าใคร
โดยอาจจะมีข้อคิดเห็นอันมีค่าให้ผมพ้นจากความกังวลใจ
และผมก็จะได้สบายใจว่าเขาคงไม่เที่ยวเอาเรื่องนี้ไปบอกใครๆ
เป็นแน่
แทบทุกคนในโรงเรียนไว้ใจเขา
และพร้อมที่จะปรึกษากับเขา
ผมเองก็ไว้วางใจเขาเช่นกัน...เพื่อนของผมคนนี้...สมพร...อาจารย์แนะแนวประจำโรงเรียน
เขาเป็นที่พึ่งสุดท้ายที่จะทำให้ผมสบายใจได้
เขาเป็นคนประเภทที่สามารถรับฟังทุกสิ่งที่คุณพูด
ไม่ว่าจะดีหรือร้ายก็ตาม
เขาก็ไม่เคยรังเกียจ
เขาทำให้คุณผ่อนคลายได้เสมอเมื่อมาปรึกษากับเขา
คอยชี้หนทางที่ดีแก่คุณ
และคอยปกปิดเรื่องของคุณให้เป็นความลับ
นี่แหละคุณสมบัติที่ควรจะมีของอาจารย์แนะแนว
เมื่อผมนึกถึงเขาได้
ผมก็รีบไปหาเขาเพื่อระบายความอัดอั้นใจในทันที
ผมไปหาที่ห้องพักของเขา
แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อเจอห้องว่างเปล่า...สมพรไม่อยู่
คงจะไปสอนที่ห้องใดห้องหนึ่ง
ผมว้าวุ่นใจขึ้นทันที นี่เราคงต้องแบกความทุกข์ไปอีกซักระยะสินะ
...ไม่ได้ ...ผมคงทนไม่ไหวเป็นแน่
ผมจึงตัดสินใจนั่งรอที่ห้องของเขา
แต่นั่งๆ
ไปได้ซักพักหนึ่ง
ก็อึดอัดใจจนต้องหาอะไรทำ
ฉับพลันนั้นสายตาของผมก็ได้สะดุดกับกองหนังสือแนะแนวบนโต๊ะของสมพร
ซึ่งหนังสือแนะแนวนี้จะให้นักเรียนทุกคนได้เขียนถึงความต้องการในด้านการศึกษา
การทำงาน
ความสนใจและแรงบันดาลใจต่างๆ
ผมจึงนึกว่าลองเอามาอ่านเล่นแก้เซ็งก็คงสนุกดีไม่หยอก
คงพอจะแก้เครียดได้บ้าง...
ผมหยิบหนังสือเล่มแรกขึ้นมา
กะว่าจะพลิกดูเล่น
แต่ก็ต้องตกใจเมื่อได้เห็นชื่อที่ปกหนังสือ
กิตยา โชคลิขิต
ชื่อนี้วนเวียนมาหลอกหลอนผมอีกแล้ว
น่าแปลกที่ว่าครั้งนี้หล่อนส่งเป็นคนสุดท้าย
คงเป็นชะตาอีกกระมังที่ทำให้ผมจำต้องอ่านหนังสือแนะแนวของเธอเล่มนี้แก้เซ็ง
ผมจึงเริ่มอ่านหนังสือของเธอโดยคาดหมายว่าจะพบการอวดโม้
ในสรรพคุณที่เก่งกาจของเธอ
และคงจะกล่าวถึงอาชีพในฝันว่าเป็นวิศวะ
อันจะนำความรุ่งโรจน์ให้แก่อนาคตของเธอถ้าไม่ถูกผมกลั่นแกล้งเสียก่อน
ซึ่งหากเธอเขียนมาอย่างนั้น
จะทำให้ผมสามารถทำใจให้เกลียดเธอมากขึ้น
และจะละอายใจต่อมโนธรรมของตนเองน้อยลง
แต่ผมกลับต้องพบกับสิ่งที่ทำให้ผมต้องอัศจรรย์ใจในหนังสือแนะแนวของเธอ
ราวกับว่าโชคชะตาได้เล่นตลกอีกครั้ง
วิชาที่ชอบ :
ฟิสิกส์
แต่ที่ทำให้ผมแปลกใจคือ
คณะในฝันของเธอ
กลับไม่ใช่วิศวะอย่างที่ผมเข้าใจมาโดยตลอด
แต่กลับเป็น...
คณะในฝัน :
ครุศาสตร์,ศึกษาศาสตร์
สมองของผมจึงมีแต่เครื่องหมาย
(???) ว่าทำไม ทำไม
และทำไม จึงไม่ใช่วิศวะอย่างที่ผมคิด
แต่กลับเป็นคณะที่ผมจบมาเสียนี่...
แรงบันดาลใจ : ดิฉันอยากเป็นครู
เพราะต้องการที่จะสร้างเยาวชนของชาติให้มีคุณธรรมกับวิชาควบคู่กันไนป
อนาคตของชาติจะดีได้
ก็ต้องมาจากการอบรมของครู
ครูมีส่วนสำคัญในการพัฒนาของนักเรียน
เช่นดังที่ดิฉันเคยมีประสบการณ์มา
จากแรกเริ่มไม่ค่อยชอบวิชาฟิสิกส์นัก
แต่ครูคนหนึ่งกลับทำให้ดิฉันหันมาชอบฟิสิกส์
และพยายามพัฒนาตัวเองขึ้นมา
ดิฉันจึงคิดว่าครูเป็นอาชีพที่สำคัญ
ดิฉันรู้ซึ้งถึงคำว่าครู
ก็เพราะครูคนนั้นนั่นเอง...
ครูที่เคารพ :
อาจารย์ วิฑูร
มงคลชีวา เพราะเป็นครูที่ตั้งใจสอนนักเรียนอย่างจริงจัง
ให้ข้อคิดต่างๆ
แก่นักเรียนมากมาย
เวลาที่นักเรียนตอบปัญหายากได้
ก็จะหาโจทย์ที่ยากขึ้นไปอีกมาให้ทำ
เพื่อให้นักเรียนสามารถพัฒนาศักยภาพได้มากขึ้น
ครูวิฑูรจึงเป็นครูที่ดิฉันเคารพรัก
มีจรรยาบรรณแห่งความเป็นครู
คู่ควรให้นักเรียนเรียกว่า
ครู เป็นอย่างยิ่ง ผมถึงกับสมองมึนงง
สายตาลายพร่าพรายเมื่ออ่านจบ...อาชีพในฝันของกิตยากลับเป็น
ครู และแบบอย่างของเธอกลับเป็นผม!
แต่ผมกลับเป็นครูที่จะพยายามทำร้ายเธอ
โดยการทำลายอนาคตของเธอ
ผมทำอย่างนี้ได้อย่างไรกัน?!?
มโนธรรมของผมเริ่มโจมตีผม
ผมเริ่มที่จะตาสว่างหลังจากถูกความริษยาเป็นม่านที่คอยบดบังความผิดถูกมาอยู่นาน
นี่ผมเป็นครูประเภทไหนกันแน่นะนี่
ผมคู่ควรแล้วหรือกับคำว่า
ครู เพราะจรรยาบรรณครูของผมช่างมีน้อยนิดเหลือเกิน ผมสงบจิตใจลงชั่วครูหนึ่ง
แล้วคิดถึงสิ่งที่ถูกต้อง
ที่ผมต้องทำ
เพื่อมิให้ละอายต่อจิตสำนึก
ผมต้องทำนสิ่งที่ถูกต้องให้ความเป็น
ครู
และความเป็น คน
กลับคืนมา
เมื่อผมตัดสินใจได้แล้ว
จึงรีบเปิดประตูออกจากห้อง
และเจอสมพรยืนอยู่หน้าประตูพอดั อ้าวสวัสดีครูวิฑูร
มาหากันหรือ? มีอะไรรึเปล่า เปล่า
พอดีอั๊วมีเรื่องจะปรึกษา
แต่เผอิญคิดได้แล้ว
ขอบใจมากนะ
และตอนนี้อั๊วต้องไปเอาความเป็น
ครู ของอั๊วกลับคืนมาก่อน
โชคดีนะ ผมรีบควบตะบึงอย่างรวดเร็วไปยังห้องอาจารย์ใหญ่
โดยทิ้งให้สมพรยืนเกาหัวด้วยความงงว่าผมพูดอะไรกันแน่ และเมื่อผมมาถึงห้องอาจารย์ใหญ่
ผมรีบสำรวจว่ามีใครอยู่หรือไม่
โชคเป็นของผมที่ไม่มีใครอยู่
ผมจึงรีบตรงไปที่ตู้เซฟที่เก็บใบคะแนนในทันที
แต่ปรากฏว่าตู้ถูกล็อคกุญแจไว้
ผมจึงงัดเอาวิชาสะเดาะกลอนที่เคยเล่นตอนเด็กๆ
มาใช้
โดยนำมีดในห้องนั้นมาลองไขๆ
ดู
ปรากฏว่าเป็นโชคของผมอีกครั้ง
เมื่อผมสามารถไขได้อย่างง่ายดาย ผมรีบค้นหาใบเกรดวิชาของผม
และเมื่อพบแล้วก็โล่งใจเพราะว่าอาจารย์ใหญ่ยังไม่ได้เซ็นรับรอง
ผมจึงรีบแก้คะแนนของกิตยาให้เป็นอย่างที่ควรจะเป็นแต่แรก
คือ ๑๔๑ คะแนน จาก ๑๕๐
คะแนน
และเกรดที่แท้จริงของเธอ
ซึ่งคือเกรด ๔ ไม่ใช่เกรด
๒
อย่างที่ผมจะพยายามกลั่นแกล้งเธอ ในที่สุด...คุณธรรมของผมก็ไม่งี่เง่าอีกต่อไป
เมื่อผมคิดว่าได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว
ความรู้สึกดีเป็นสุขใจได้โอบล้อมรอบกายผม
ผมรู้สึกดีขึ้นมาก
และผมรอที่จะแสดงความยินดีแก่อนาคตว่าที่ครูคนใหม่... กิตยา
โชคลิขิต... วันจบการศึกษา กิตยา
ได้พาพ่อของเธอมารู้จักกับผม...อาจารย์คนโปรดของเธอ
ในขณะที่เธอมาขอบคุณผมที่เป็นแบบอย่างให้แก่เธอ...
คุณครูขา...นี่คุณพ่อของหนูค่ะ
คุณพ่อนี่ไงครูคนที่เป็นแบบอย่างให้แก่หนู
สวัสดีครับ
ผมทัก
สวัสดีครับ
ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ
ขอบคุณที่ช่วยดูแลยายหนูให้นะครับ
ผม กิตติ โชคลิขิต เขาแนะนำตัวเอง
ผมจึงต้องตอบตามมารยาท
ทราบดีอยู่แล้วครับ...ผมวิฑูร
มงคลชีวา
ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับ
ผมแนะนำตัวเองแก่เขาบ้าง
แต่ปรากฏว่าหน้าของเขาเปลี่ยนสีไป
คล้ายตกใจอะไรบางอย่าง
เอ่อ...คุณ...คือ...วิฑูร
มงคลชีวา จริงๆ เหรอครับ...เอ่อ...เมื่อประมาณ
๒๐ ปีที่แล้ว...คุณเคยช่วยพาใครบางคนที่ถูกรถชนไปโรงพยาบาลรึเปล่าครับ?...
คำถามนี้
กลับทำให้ผมตกเป็นฝ่ายแปลกใจขึ้นมาบ้าง
เอ๊ะ...คุณทราบได้ยังไงกัน
ผมถามด้วยความฉงน
ทราบสิครับ
เพราะผม...ก็คือคนคนนั้น!
และผมทราบชื่อคุณได้จากบัตรเข้าสอบที่คุณใช้ค้ำประกันให้ผมสามารถรับการรักษาที่นั่นได้
คำตอบของเขาทำให้ผมต้องตกตะลึงเป็นอันมาก
ผมไม่นึกว่าจะได้เจอคนคนนั้นอีก...คนที่ทำให้ชะตาชีวิตของผมต้องเปลี่ยนทิศ
และคนคนนั้นกลายมาเป็นพ่อของเด็กคนที่ผมเกือบจะผิดพลาดไปทำลายเธอ
คงเป็นเพราะชะตาชีวิตนั่นแหละ
ที่ทำให้เราทั้งสามต้องมาพบกัน
รู้จักกันและสัมพันธ์กันอย่างยุ่งๆ
เหยิงๆ แบบนี้
หลังจากที่ผมควบคุมสติที่กำลังจะแตกกระเจิงให้กลับคืนมา
ผมกับเขาก็คุยเรื่องต่างๆ
กันต่อไป
เขาขอบคุณผมเป็นอย่างมากที่ช่วยชีวิตของเขาไว้
และก็ขอโทษขอโพยเป็นอันใหญ่เมื่อทราบว่าเหตุการณ์นั้นทำให้ผมไม่สามารถไปสอบทัน
และอดเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์อย่างที่เคยหวังไว้...คุยกันได้พักใหญ่
เขาจึงเสนองานให้ผม...
ให้ผมได้ตอบแทนคุณบ้างเถอะคุณวิฑูร
กิตยาเล่าว่าคุณเก่งทางฟิสิกส์มาก
พอดีบริษัทของผมกำลังต้องการที่ปรึกษาด้านฟิสิกส์
ผมทำให้อนาคตของคุณต้องเปลี่ยนไป
ดังนั้น
ผมจึงอยากชดใช้คุณบ้าง
ผมอยากให้คุณมาเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านฟิสิกส์ของบริษัทผม
คุณจะได้เป็นวิศวกรอย่างที่เคยหวังไว้ด้วย
เขาได้ให้ข้อเสนออันงดงาม
ซึ่งเคยเป็นความฝันของผมให้แก่ผม
ผมจะได้ไปทำงานเกี่ยวข้องกับด้านวิศวะอย่างที่ผมชอบและใฝ่ฝันมาเสมอ
ขอบคุณมากครับที่ให้ข้อเสนออันมีค่ามากให้แก่ผม...
ผมหยุดพูดไปครู่หนึ่งแล้วเหลือบมองไปที่กิตยา
แต่ผมคงรับมันไว้ไม่ได้หรอกครับ
เพราะตอนนี้...ผมตั้งใจที่จะเป็นครูที่ดี
ผมควรจะเป็นครู
และผมรักที่จะเป็นครูครับ!...
ผมได้ให้คำตอบที่อดีตของผมคงแปลกใจว่าทำไมต้องปฏิเสธเขาไป
แต่ผมไม่รู้สึกเสียใจเลย
เพราะผมคิดว่าได้เลือกทางที่ถูกต้อง
และเหมาะสมกับตัวเองแล้ว
ความรักในจรรยาบรรณแห่งความเป็นครูของผมได้ถูกกระตุ้นขึ้นมาจากเหตุการณ์นี้
ผมได้เรียนรู้แล้วว่า...ชะตาชีวิต
เป็นสิ่งที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้
แต่เราสามารถกำหนดชะตาชีวิตของตัวเองได้
ว่าควรจะให้เป็นไปในทางไหน
ว่าควรทำตามจิตใต้สำนึกหรือไม่
ไม่ว่าเราจะ เป็น
อะไรขอให้เราทำให้ดีที่สุดในสิ่งที่เรา
เป็น ชีวิตก็จะมีความหมายดังที่ผมได้กระทำไปแล้ว...นี่แหละหนอชะตาชีวิต...
|