เรื่องสั้น ฉ.๒๔๕๐

นี่แหละหนอ...ชะตาชีวิต

นามปากกา แสงธรรม ชุนชฎาธาร

            ชะตาชีวิต...เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกรูปทุกนามไม่อาจที่จะหลีกเลี่ยงได้ ผมเชื่ออย่างนั้น และผมก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงชะตาชีวิตได้

            ผมเบื่อชีวิตของผมทุกวันนี้ ผมเบื่อรถโกโรโกโสของผม ที่มันควรจะถูกเรียกว่า ‘กระป๋องใส่แบตเตอรี่’ มากกว่า ทุกครั้งที่ผมเหยียบคันเร่งถึง ๘๐ กม./ชม. เครื่องยนต์มันจะขลุกขลัก มีเสียงค่อกๆ แค่กๆ เหมือนเสียงไอของคนชราอายุแปดเก้าสิบปีที่นอนรอความตายอยู่ตามโรงพยาบาลก็ไม่ปาน ผมเบื่อห้องเช่าที่ผมต้องเจียดเงินเกือบครึ่งเดือนมาเช่า เพื่อที่จะได้พบว่าต้องเปิดประตูห้องเบาๆ เพื่อไม่ให้บานประตูหลุดติดมือมาด้วย และเมื่อใดที่เปิดโทรทัศน์เสียงดังต้องคอยระวังว่าคลื่นเสียงมันจะไม่สั่นสะเทือนจนผนังห้องของผมพังพาบไปยังห้องข้างเคียง ผมเบื่อร้านอาหารเช้าที่ต้องกินทุกวัน ซึ่งทุกรายการอาหารล้วนประกอบไปด้วย ‘ไข่’ เพียงเพราะว่าร้านแห่งนี้เป็นร้านเดียวในละแวดที่เปิดตีห้า ผมเบื่อที่จะต้องตื่นตีสี่ครึ่ง แล้วไปถึงโรงเรียนตอนตีห้าครึ่ง เพื่อที่จะไปพบกับคำทักทายของภารโรงที่เปิดประตูให้ว่า ‘อาจารย์มาเป็นคนแรกอีกแล้ว’ ผมเบื่อที่จะนั่งตรวจการบ้านให้นักเรียนยันตีสอง โดยใช้เวลากึ่งหนึ่งในการแกะลายมือของ ‘อนาคตของชาติ’ ผมเบื่อที่จะต้องสละเวลาพักผ่อนวันเสาร์-อาทิตย์ เพื่อที่จะมาคอยสอนพิเศษให้กับเด็กที่ไม่ตั้งใจเรียนในชั่วโมงเรียน ผมเบื่อทุกสิ่งทุกอย่าง ผมเบื่อ เบื่อ เบื่อ เบื่อ และเบื่อ ทุกอย่างคงไม่เป็นแบบนี้ ถ้าไม่เพราะ...ชะตาชีวิต

            ถ้าไม่เพราะเรื่องของเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ผมคงไม่ต้องมาทำอาชีพครูอย่างนี้ อันที่จริงจะโทษโชคชะตาอย่างเดียวคงไม่ถูก คงต้องโทษความงี่เง่าของผมซะด้วยเป็นส่วนใหญ่ เรื่อมันเกิดขึ้นเมื่อผมสอบเอ็นทรานซ์

            วันนั้นเป็นวันสอบวิชาฟิสิกส์ วิชาที่ผมชื่นชอบ และมั่นใจเป็นอย่างยิ่ง วันนั้นผมก็เป็นเหมือนนักเรียนที่มาสอบทุกคน เต็มไปด้วยความตื่นเต้น ผมท่องหนังสือถึงเที่ยงคืนเพื่อที่จะได้มีเวลาพักผ่อนเต็มที่ พรุ่งนี้จะได้มีความกระปรี้กระเปร่า ทำข้อสอบได้อย่างเต็มกำลังสมอง แล้วหลังจากสอบเสร็จค่อยไปสั่งก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นเนื้อสดผสมเนื้อเปื่อยแบบพิเศษของพิเศษ เพื่อเป็นรางวัลให้แก่ตนเองที่ทำข้อสอบได้ลุล่วง สมปรารถนาดังใจหวัง แล้วค่อยแสดงความยินดีกับตัวเองอีกครั้งเมื่อทราบว่าสอบเข้าได้ในคณะที่ผมใฝ่ฝัน ผมวาดฝันเอาไว้อย่างสวยหรู แต่ขณะที่ผมกำลังเดินย่ำเท้าบนฟุตบาธเพื่อเข้าสู่สนามสอบซี่งเปรียบเสมือนสนามรบที่ผมกำลังเป็นแม่ทัพนำทัพไปคว้าชัยชนะครั้งยิ่งใหญ๋นั้น พลันมีเสียง เอี๊ยดดด โครมมม! ดังลั่น แล้วร่างที่ไร้สติของชายคนหนึ่งก็ปลิวมาตกตรงหน้าผม พร้อมด้วยเลือดแดงฉานที่ไหลไม่หยุดเหมือนลูกมะเขือเทศที่ถูกเหยียบจนเละ ผมตกใจมาก และคาดคะเนจากการที่เคยเรียนชีววิทยามาว่า ถ้าชายคนนี้ไม่ได้รับการรักษาโดยเร็ว เขาจะกลายเป็นอดีต เหลือแต่ชื่อบนบัตรประชาชนแน่

            ผมสับสนจนทำอะไรไม่ถูก ต้องมีใครสักคนช่วยชายคนนี้...แต่คงไม่ใช่ผมแน่ เพราะนี่ก็แปดโมงห้าสิบห้า ใกล้เวลาสอบเต็มทีแล้ว แต่คงเป็นเพราะชะตาลิขิต เพราะไม่มีใครอยู่แถวนั้นหรือมีคนอยู่แต่ไม่สนใจ ไม่ว่าจะเป็นเพราะอะไรก็ตาม ผมกลายเป็นคนเดียวที่จะช่วยชีวิตเขาได้ แล้วคุณธรรมอันแสนจะงี่เง่าของผมก็บอกตัวเองว่า ผมจะเห็นคนตายตำตาไม่ได้ ผมต้องช่วยเขา ผมจึงจัดให้เขาขึ้นขี่หลังผม แบบที่เคยเล่นขี่ม้าส่งเมืองสมัยเด็กๆ และวิ่งตะบึงไปหาโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด แต่ก็เป็นเพราะชะตาชีวิตอีกนั่นแหละ ที่ทำให้โรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ๆ ที่สุดตั้งอยู่ห่างจากสนามสอบไปร่วมๆ ๓ กิโลเมตร

            เมื่อผมไปถึงโรงพยาบาลก็เป็นเวลาประมาณเก้าโมงสี่สิบ เลยเวลาสอบมาแล้วถึงสี่สิบนาที แต่ถ้าผมรีบวิ่งกลับไปคงทันเวลาสิบโมงครึ่งที่เป็นเส้นตายในการเข้าห้องสอบ และผมก็จะมีเวลาเพียงชั่วโมงครึ่งที่จะทำข้อสอบฟิสิกส์จำนวน ๓๐๐ ข้อให้เสร็จ แต่ผมคิดว่าผมคงทำสำเร็จได้ เพราะวิชานี้ผม ‘เชี่ยว’ จริงๆ

            แต่การส่งตัว ‘เขา’ เข้ารับการรักษากลับไม่ง่ายอย่างที่คิด นางพยาบาลที่คอยรับคนไข้เอาแต่ให้ผมกรอกโน่น กรอกนี่ ปากก็ถามโน่น ถามนี่ ราวกับผมเป็นผู้ร้ายที่ถูกสอบปากคำ

             ‘เกิดอะไรขึ้นกับเขา?’... ‘รถอะไรชน?’... ‘เลือดนี่ เลือดเขาทั้งหมดเลยหรือ?’... ‘เขากระเด็นไกลแค่ไหน?’... ‘คุณเป็นอะไรกับเขา

            นางพยาบาลคอยเอาแต่ซักคำถามงี่เง่า โดยไม่สนใจว่าผมอาจไปสอบไม่ทัน และเขาเสียเลือดไปมากคงทนอยู่ได้ไม่นาน ร่างของเขาซูบและแห้งลงประหนึ่งลูกมะเขือเทศที่โดนเหยียบแล้วนำไปตากแดดซ้ำ

            นางพยาบาลคนเดิมไม่ยอมใฟ้เข้าเข้ารักษาจนกว่าจะรู้หมายเลขประกันสังคมของเขา หรือมีญาติของเขามาค้ำประกันให้ ผมละสงสัยจริงๆ ในยุค ๓๐ บาทรักษาได้ทุกโรคนี้ นางพยาบาลยังจะจู้จี้น่ารำคาญอย่างนี้รึเปล่า

            ผมถือวิสาสะค้นกระเป๋าสตางค์เขาเพื่อหาหมายเลขประกันสังคม แต่รื้อจนเละก็ไม่เจอหมายเลขอะไรซักตัว มีแต่นามบัตรที่ทำให้ผมรู้ว่าเขาชื่อ กิตติ โชค...สุดท้ายผมก็จนปัญญา ร้อนใจว่าจะสอบไม่ทัน จึงไปบอกกับนางพยาบาลว่า เขาไม่มีเลขประกันสังคม และถ้าคุณกลัวเขาไม่มีเงินจ่าย ผมจะค้ำประกันให้เอง

             ‘แต่ว่าคุณต้องเป็นญาติกับเขา เซ็นชื่อรับประกันไว้ และทิ้งอะไรไว้ค้ำประกัน...’

             ‘โอเคๆ ผมไม่มีเวลามากนะ แต่ถ้าคุณต้องการให้ผมเป็นญาติกับเขามานัก ผมก็จะเซ็น ผมชื่อ วิฑูร มงคลชีวา เป็นพ่อของเขา และผมจะใช้บัตรนี่เป็นเครื่องค้ำประกัน’

            ผมเซ็นด้วยความโกรธ และแอบอ้างตัวเป็นพ่อของเขา พร้อมทั้งซี้ซั้วหยิบบัตรใบหนึ่งจากกระเป๋าสตางค์ไปเป็นเครื่องค้ำประกัน ผมหันกลับมามองผู้เคราะห์ร้ายแวบหนึ่ง...โชคดีนะเพื่อน หวังว่านายคงจะรอด

            จากนั้นผมก็รีบบึ่งออกจากโรงพยาบาลทันที ขณะนั้นเวลาสิบโมงห้านาที ผมมีเวลาเพียงยี่สิบห้านาทีที่จะวิ่งเป็นระยะทางเกือบ ๓ กิโลเมตร ผมใส่ความเร็วชนิดน่าทึ่ง ใครที่มีความคิดว่าไม่มีมนุษย์คนไหนจะมีความเร็วเทียบเท่า เมจิก จอห์นสัน สมัยรุ่งๆ ละก็ มาเห็นผมตอนนั้นคงนึกว่าตัวเองตาฝาดไป

            และผมก็ทำเวลา ‘เกือบ’ สำเร็จ ผมมาถึงฝั่งตรงข้ามของสนามสอบในขณะที่เหลือเวลาอีก ๓ นาที ผมกำลังจะวิ่งข้ามทางม้าลายไป แต่แล้วโชคชะตาก็เล่นตลกกับผมอีกครั้ง เมื่อผมพบว่ามีหญิงชราตาพิการ ๔ คน กำลังจะข้ามถนนที่รถวิ่งไปมาอย่างเฟี๊ยวฟ๊าว ชีวิตของพวกหล่อนเหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้าย

            และก็เป็นอีกครั้งที่คุณธรรมอันแสนงี่เง่าของผมเริ่มทำงานอีก ผมจึงอาสาไปช่วยจูงมือพวกหล่อนข้ามถนนทั้งๆ ที่รีบไปสอบเสียเหลือเกิน แต่มันก็กลายเป็นปัญหาอีกเมื่อพวกหล่อนมีกันถึง ๔ คน และผมบังเอิญโชคร้ายมีมือเพียง ๒ ข้าง ผมเสนอให้หล่อนเกาะกลุ่มกันข้ามไป แต่พวกหล่อนยืนกรานไม่ยอม เพราะพวกเธอทุกคนล้วนอยากจับมือเด็กหนุ่มมีคุณธรรมคนนี้

            คุณๆ คงทราบกันดีว่าความดื้อรั้นยืนกรานของหญิงชราน่ากลัวเพียงไหน มันยากจะสั่นคลอนยิ่งกว่าขุนเขาเสียอีก อย่าว่าแต่นี่ยังเป็นการตัดสินใจของหญิงชราถึง ๔ คนอีกด้วย ผมจึงจำใจต้องข้ามถนนไปกลับ ๒ รอบ เพียงเพื่อจูงมือคุณยายให้ครบทุกคน

            ผมใช้เวลาเพียง ๑ นาที ๔๓ วินาที จูงมือคุณยาย ๔ คนข้ามถนน...หากกินเนสส์บุ๊คมาจดบันทึกไว้ ชื่อของผมคงกลายเป็นสถิติโลกอย่างแน่นอน แต่ผมต้องเสียเวลาอีก ๒๕ วินาที เพื่อให้ ๔ คุณยายวนเวียนกันมาหอมแก้มขอบคุณแก่หนุ่มน้อยมีคุณธรรมเช่นผม พวกหล่อนมีเวลาหอมแก้มผมคนละ ๖ วินาที แต่คุณยายคนสุดท้ายโกง แอบหอมเกินมา ๑ วินาที ซ้ำร้ายผมยังต้องมารู้ความจริงอีกว่า ๔ คุณยายไม่ได้ตาบอด เพียงแต่ใส่แว่นดำเพื่อนำแฟชั่นเท่านั้น...เฮ้อ...

            ผมรีบร่ำลาคุณยาย แล้วใส่เทอร์โบไปที่เท้า พรรคการเมืองบางพรรคที่เคยได้ฉายาว่าปลาไหลใส่สเก๊ตคงตะลึงแน่ถ้าเห็นความลื่นไหลอย่างรวดเร็วของผม ผมเหลือเวลาอีกเพียง ๕๒ วินาทีที่จะขึ้นไปถึงห้องสอบให้ได้ แต่ก็คงเป็นเพราะชะตาชีวิตอีกแล้วกระมัง ที่ทำให้ห้องสอบของผมอยู่บนชั้น ๗ ของอาคารที่มีลิฟท์ แต่...ลิฟท์เสีย

            ผมวิ่งก้าวกระโดดขึ้นบันไดไป เวลานั้นนับถอยหลังเรื่อยๆ ...๑๐...........................

 

            ผมเปิดประตูพรสดเข้าไปในห้อง อาจารย์ที่นั่งคุมสอบมองผมอย่างไม่เป็นมิตร ทุกสายตาละจากข้อสอบมามองผม...หนุ่มมีคุณธรรม...ที่แสนจะเลิ่กลั่ก เสื้อเปื้อนเลือดที่แดงเหมือนซอสมะเขือเทศ และเปื้อนเขม่าควันรถบนถนน ผมต้องอธิบาย

             ‘เอ่อ...คือ...ผมโดนโชคชะตาเล่นตลกน่ะครับ เลยทำให้มาช้า ผมขอโทษสำหรับเรื่องนั้นจริงๆ แต่ผมต้องมาสอบวิชานี้ให้ได้นะครับ มันสำคัญกับอนาคตของผมมากจริงๆ แล้วตอนนี้ผมอยากได้ยินนะครับว่า...ผมมาสอบทันรึเปล่าครับ

            อาจารย์ที่คุมสอบมองผมอย่างตำหนิ ก่อนจะส่งเสียงที่แสดงความไม่พอใจว่า

             ‘ชั้นไม่ต้องการฟังคำอธิบายเรื่องโชคชะตาอะไรของเธอ แต่ถ้าเธอต้องการสอบ ก็มีอยู่อย่างเดียวคือ เอาบัตรสอบมาให้ชั้น...’

            เย้! วู้! ผมดีใจจนแทบตะโกนให้คนทั้งโลกฟัง แต่เผอิญเกรงใจคนทั้งห้องที่กำลังสอบอยู่ ผมโล่งอกมาก ดีใจจนแทบจะเป็นลม อย่างน้อยโชคชะตาก็ไม่ได้เล่นตลกกับผมในขั้นสุดท้าย ผมยิ้มก่อนที่จะหยิบกระเป๋าสตางค์มา และค้นหาบัตรประจำตัวสอบ...แต่แล้วผมก็แทบจะเป็นลมจริงๆ เมื่อนึกได้ว่า...

 

             ‘ผมให้บัตรบ้านั่น เป็นเครื่องค้ำประกันแก่โรงพยาบาลบ้าๆ นั่น...!!!’

            และนี่เองก็เป็นสาเหตุให้โชคชะตาพาผมมาเข้าคณะครุศาสตร์ ไม่ใช่คณะวิศวกรรมศาสตร์อย่างที่ผมหวัง และเคยวาดฝันไว้ซะสวยหรูตั้งแต่แรก เสียแรงที่เฝ้าพากเพียร...เฮ้อ...นี่แหละหนอ...โชคชะตา!!

 

            ผมมองสมุดการบ้านฟิสิกส์ของเด็กนักเรียนเล่มที่ผมตรวจอยู่ มันเป็นสมุดเล่มสุดท้ายพอดีในจำนวนสมุด ๓๙ เล่ม ที่ผมเพิ่งตรวจไป มีคนผิดน้อยที่สุดคือ ๓ ข้อ จาก ๑๐ ข้อ แต่มันไม่ใช่กับสมุดเล่มนี้ เพราะขณะนี้ ผมกำลังขีดเครื่องหมายถูกกับโจทย์ข้อที่ ๙ โดยก่อนหน้านี้ ๘ ข้อ ผมยังไม่เคยกาผิดเลยสักครั้ง มันเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์มาก เพราะในโจทย์สิบข้อนี้ ผมใส่โจทย์ที่ถือว่ายากของปริญญาโทไว้ถึงสองข้อ...เพื่อที่จะได้เฉลยวิธีทำในคาบต่อไป แต่เจ้าของสมุดเล่มนี้กลับทำได้...อย่างน้อยก็ข้อนึงล่ะ ผมคิดไปเพลินๆ ขณะที่ขีดเครื่องหมายถูกอันสุดท้ายที่ข้อที่สิบ...ถูกหมดทุกข้อ! ผมอดไม่ได้ที่ต้องพลิกไปดูชื่อหน้าปก...ใครกันนะ เด็กอัจฉริยะคนนี้...

             ‘กิตยา โชคลิขิต’ ชื่อนี้...ถูกเขียนด้วยตัวบรรจงที่ปกสมุด...และนี่ก็เป็นหนึ่งในหลายๆ ครั้งที่ผมเห็นชื่อนี้...ชื่อนี้...ถูกเขียนในใบประกาศนียบัตรเรียนดีของโรงเรียนมา ๑๑ ใบ สำหรับ ๑๑ ปี ชื่อนี้...ถูกเขียนในโล่ชนะเลิศการแข่งขันฟิสิกส์ระหว่างโรงเรียน ชื่อนี้...ถูกเขียนในกระดานเลือกตั้งประธานนักเรียน ชื่อนี้...ถูกเขียนในหนังสือพิมพ์โรงเรียนว่าเป็นนักเรียนที่มีอนาคตที่สุด และชื่อนี้...ถูก ‘กรีด’ ไว้ในบาดแผลของหัวใจผม

             ‘ชื่อ กิตยา โชคลิขิต ค่ะ’ ผมได้ยินชื่อนี้ครั้งแรกเมื่อมีการแนะนำตัวเข้าห้องเรียนใหม่เมื่อเกือบ ๓ ปีที่แล้ว ตอนนั้นเธอเพิ่งขึ้นม.๔ อันที่จริงเธอได้รับทุนให้ไปศึกษาระดับไฮสคูลที่ต่างประเทศ แต่โชคชะตาทำให้เธอตัดสินใจไม่ไป เธอเรียนต่อที่นี่ ทำให้มาเจอผมผู้ซึ่งเป็นอาจารย์ประจำชั้นของเธอ

            ผมจำได้ว่าแรกเริ่มนั้นเธอยังเลือกแผนการเรียนไม่ได้ เพราะไม่รู้จะเลือกอะไร เธอเก่งไปเสียทุกอย่าง ด้วยโชคชะตามาดลใจผมหรือไรก็ไม่ทราบ ทำให้ผมไปแนะนำเธอเข้าเรียนในสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแก่เธอ เธอเริ่มต้นการเรียนสายวิทย์โดยการเรียนฟิสิกส์กับผมในคาบแรก และเธอก็ฉายแววอัจฉริยะทางฟิสิกส์ขึ้นมาเรื่อยๆ

            ไม่ว่าผมจะตั้งโจทย์ที่ยากเย็นเพียงไหน เธอจะเป็นคนแรกที่ไปหาคำตอบมาตอบได้ และยิ่งเธอตอบได้มากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งหาคำถามที่ยากขึ้นไปอีกมาถามเธอ แล้วเธอก็พยายามไปหาคำตอบของคำถามนั้นอีก และบางทียังหาคำถามยากๆ มาถามผมกลับอีกด้วย บรรยากาศภายในห้องเรียนจึงดูเหมือนสมรภูมิรบแข่งขันประชันกันระหว่าง ‘ผม’ และ ‘เธอ’

            โชคชะตาทำให้ผมต้องเป็นอาจารย์ประจำชั้นและอาจารย์สอนฟิสิกส์ของเธอมาตลอด ๓ ปี หากเป็นอาจารย์คนอื่น คงต้องภูมิใจเป็นอย่างมากแล้วว่าลูกศิษย์ที่ตัวเองเริ่มสอน และสอนมาตลอด มีแววที่จะเก่งกาจในวิชาที่ตนเองสอน...แต่ไม่ใช่กับผมแน่...ไม่ใช่กับผม...ชายผู้พลาดหวังจากการสอบเอ็นทรานซ์ไม่ได้เข้าคณะวิศวะอย่างที่หวัง กลับต้องเข้าครุศาสตร์มาเป็นครู เพียงเพราะโชคชะตาเล่นงานผม และผมเกิด ‘คุณธรรมงี่เง่า’ ขึ้นชั่ววูบ ทำให้ไปสอบไม่ทัน ดังนั้นความเป็นครูในตัวผมจึงมีอย่างน้อยนิดเล็กน้อยยิ่งกว่าเหลนอะมีบา จรรยาบรรณครูของผม สั้นกุดยิ่งกว่าเล็บที่ถูกตัดทุกวันๆ เพราะฉะนั้นผมจึงหาได้ยินดีกับเธออย่างที่ควรจะเป็น

            เหตุผลอีกอย่างที่ทำให้ชื่อของเธอกรีดลึกลงไปในบาดแผนของจิตใจของผมก็คือ พ่อของเธอ...กิตติ โชคลิขิต...เจ้าของบริษัทก่อสร้างชื่อดัง ก้าวขึ้นมาจากการเป็นวิศวกรฝีมือดี เขาเป็นทุกอย่างที่ผมควรจะได้เป็น ถ้าไม่ใช่โชคร้ายประสบเหตุการณ์บ้าๆ อย่างนั้น

            ด้วยการที่มีบิดาของเธอประสบความสำเร็จทำให้ครอบครัวของเธอมีพร้อมทุกอย่าง และเธอเองก็ดีพร้อมสมบูรณ์แบบทุกอย่าง ผมคิดไปว่าเมื่อเธอจบไป เธอก็คงอยากเป็นวิศวกรเหมือนพ่อ ก็เธอมีหัวทางนี้นี่นา สมองของเธอเป็นสุดยอดทางฟิสิกส์ หนำซ้ำเธอยังมีบริษัทของครอบครัวรองรับอีกต่างหาก อนาคตของเธอรุ่งโรจน์ประดุจหลอดไฟเบอร์ห้า ที่ใช้ได้สว่าง ทนทานนานนับปี เพียงแค่ผมหลับตาลง ผมก็เห็นถึงอนาคตของเธอ...ผมเห็นเธอเป็นปกในนิตยสารของคนชั้นสูงเล่มหนึ่ง ‘กิตยา โชคลิขิต’...วิศวกรสาวไฟแรง น่าจับตาที่สุดในรุ่นเดียวกัน พร้อมที่จะนำบริษัทก่อสร้างของครอบครัวประสบความสำเร็นในเวทีระดับโลก ถัดจานั้นมีบทสัมภาษณ์ของเธอ ข้อความที่สำคัญก็คือ ‘เพราะขยันจึงมีวันนี้ค่ะ’ ในขณะที่หน้าต่อไปเป็นรูปพ่อของเธอนั่งยิ้มหน้าบาน และมีคำบรรยายภาพว่า ‘ผมภูมิใจในลูกคนนี้ครับ’...แค่ผมจินตนาการขึ้นมา ผมก็ริษยาจนแทบคลั่ง แค่คิดเพลิงแห่งความแค้นก็เผาไหม้จิตใจผมจนแทบหลอมละลาย ความสำเร็จและรุ่งโรจน์นี้ในอดีตควรจะเป็นของผมชัดๆ ผมยอมไม่ได้ ผมต้องไม่ให้เธอได้สิ่งที่ ‘เคย’ ควรจะเป็นของผมไป ผมต้องหยุดเธอ ผมจะต้องทำลายเธอ!

 

            แล้วโอกาสของผมก็มาถึง...ในขณะที่ใกล้จะปิดภาคเรียน ช่วงเวลาที่ผ่านมานั้น ผมทรมานใจมาก ความอิจฉาริษยาคอยรุมเร้าจิตใจของผมให้รุ่มร้อน ถึงแม้ว่าผมจะไม่อยากรับว่าผมอิจฉาก็ตามเถอะ

            เธอกำลังจะสำเร็จการศึกษาโดยเกรดเฉลี่ย ๔.๐๐ กำลังจะได้รับประกาศนียบัตรใบที่ ๑๒ พร้อมด้วยเข็มเชิดชูเกียรตินักเรียนยอดเยี่ยมประจำทศวรรษของโรงเรียน ซึ่งจะเป็นใบเบิกทางชั้นดีให้เธอเข้าศึกษาต่อตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศได้อย่างสบาย และเป็นใบเบิกทางในอนาคตแก่การทำงานของวิศวกรสาวไฟแรงเช่นเธอ แต่ผมคงไม่ยอมให้มีวันเช่นนั้นเกิดขึ้นแน่! โอกาสที่จะหยุดเธอเกิดขึ้นแล้ว...เป็นเธอเปิดช่องว่างให้ผมเอง

            เรื่องของเรื่องเกิดขึ้นที่ข้อสอบวิชาฟิสิกส์เต็ม ๑๕๐ คะแนน ผมตรวจข้อสอบชุดสุดท้ายหลังจากตรวจไปแล้ว ๓๙ ชุด (ตามเคย) ผมรู้ว่ามันเป็นสมุดคำตอบข้อสอบของใคร เพราะผมรู้ว่าใครส่งข้อสอบคนแรกพร้อมรอยยิ้มที่มุมปาก (ข้อสอบของคนที่ทำข้อสอบเสร็จและส่งคนแรก จะโดนข้อสอบของคนที่เสร็จทีหลังวางทับๆๆ เวลาตรวจก็จะกลายเป็นข้อสอบชุดสุดท้ายที่ตรวจ...ผู้แต่ง) ไม่ต้องทายครับว่าของใคร ผมรู้ว่าคุณทายถูก ข้อสอบของแม่กิตยาคนเก่งนั่นเอง ผมใช้ความแค้นตรวจไปเรื่อยๆ จนเสร็จ...๑๔๓ คือคะแนนของเธอ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นคะแนนที่สูงที่สดในห้องเช่นเคย ผมนึกถึงภาพเธอที่ยิ้มดีใจเมื่อทราบผลคะแนน ผมเกลียดรอยยิ้มเช่นนั้นเหลือเกิน มันดูเหมือนการยิ้มเยาะ มันเป็นยิ้มของผู้ชนะ หรือถ้าจะพูดให้กระจ่างแล้ว มันคือยิ้มของผู้ที่ถูกโชคชะตากำหนดไว้แล้วว่าเป็นผู้ชนะ...แต่ฉับพลันนั้น สายตาของผมก็เหลือบไปเห็นที่หัวข้อสอบ...หัวกระดาษว่างเปล่า!!!...นั่นหมายความว่ากิตยาคนเรียนฟิสิกส์เก่งที่สุดในประวัติศาสตร์ของโรงเรียน (ยกเว้นผม) ลืมเขียนชื่นในข้อสอบ!!! และนี่ก็เป็นช่องว่างที่จะทำให้ผมทำลายเธอได้!!!

            ฮ่าๆๆ โชคชะตาเริ่มมีใจเอนเอียงมาเข้าข้างผมแล้ว ผมหัวเราะสะใจ ขอบคุณฟ้าดิน ‘จะเป็นใหญ่ต้องโหดเหี้ยม ยินดีฆ่าคนดีไป ๑๐๐ คน ก็ไม่ยอมปล่อยให้ศัตรูหลุดรอดไปแม้แต่คนเดียว’ ผมคิดถึงคำกล่าวของโจโฉ แบบอย่างของผมในขณะนี้...เราต้องโหดเหี้ยม...เราต้องโหดเหี้ยม ผมบอกตัวเอง

            การที่กิตยาลืมเขียนชื่อทำให้ผมสามารถทำให้คะแนนของเธอ ๑๔๓ คะแนนกระเด็นหายกลายเป็น ๐ คะแนนโดยไม่ต้องลำบากอะไร และเกรดเฉลี่ยวิชาฟิสิกส์ของเธอก็จะกลายเป็น ๒ เท่านั้น ซึ่งยังผลให้เธอไม่ได้รับประกาศนียบัตรใดใดทั้งสิ้น เพราะมีกฎอยู่ว่า ผู้ที่จะได้รับประกาศนียบัตรต้องมีเกรดเฉลี่ยแต่ละวิชาไม่ต่ำกว่า ๓ ไม่อาจที่จะมี ๒ ในสมุดพกได้ ฮ่าๆๆ และด้วยนิสัยของกิตยา เธอจะต้องทนไม่ได้รับการได้เกรด ๒ ในวิชาฟิสิกส์ และอดได้ประกาศนียบัตรเป็นแน่ หล่อนจะต้องทุกข์ระทมตรมตรอมใจ เสียใจจนหมดอนาคตอันสดใส ไม่อยากจะทำอะไรต่อไปในชีวิต และนิตยสารชั้นสูงเล่มนั้นก็จะไม่มีวันไปสัมภาษณ์ หึหึๆ โชคชะตาช่างเข้าข้างผมเสียจริงๆ

            ผมหยิบสมุดจดเกรดขึ้นมาเตรียมจะเขียนเกรดเธอลงไป...ความอิจฉาริษยาและ ‘คุณธรรมอันแสนงี่เง่า’ ของผมต่อสู้กันอย่างรุนแรง...

            คุณธรรมงี่เง่า ที่เคยทำผมโดนโชคชะตาเล่นงาน พร่ำบอกว่า ‘นายสามารถให้คะแนนเธอได้ นายใจร้ายพอที่จะทำร้ายเด็กหญิงที่แสนบริสุทธิ์หรือเพราะฉะนั้น...
            อย่าทำ!!!
            จรรยาบรรณแห่งความเป็นครูของผมตะโกนก้อง...
            อย่าทำ!!!
            ความเป็นมนุษย์ของผมแหกปากเรียกร้อง...
            อย่าทำ!!!
            ผมถามจิตใต้สำนึกตัวเองว่าควรทำหรือไม่?
            อย่าทำ!!!
            แต่แล้วผมถามความฝันในอดีต ที่โดนโชคชะตาทำลายว่าควรทำหรือไม่?!?
            ต้องทำ!!!!!
            ให้หล่อนโดนโชคชะตาเล่นตลกอย่างที่เราเคยเป็นบ้าง...

            ผมไม่ลังเลที่จะลากวงกลมไปในช่องคะแนนสอบปลายภาคของเธอ และกระหยิ่มยิ้มย่องใจสุดขีดที่จะได้เขียนเลข ๒ ในคะแนนเฉลี่ยของเธอ หึหึ

            หลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้แล้ว ผมจะกลายเป็นอาจารย์ใจชั่ว ไร้จรรยาบรรณแห่งความเป็นครู ทวงความแค้นกลับมาให้กับความฝันผมได้ เอาชนะคุณธรรมงี่เงานั่นได้ ผมกลายเป็นคนที่สามารถลิขิตชะตาชีวิตของเธอได้ ส่วนเธอก็กลายเป็นเด็กน้อยๆ ที่แสนบริสุทธิ์ ที่ถูกทำลายอนาคตอันสดใส ด้วยอดีตของครูเลวๆ คนหนึ่ง อนาคตของเธอ จะกลายเป็นอดีตอย่างรวดเร็ว...

            ผมยิ้มเยาะ สะใจเป็นอย่างยิ่งที่สามารถกำหนดชะตาชีวิตคนอื่นได้บ้าง...

แต่ผมจะสบายใจได้ จริง?!?!?!?

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า