|
เรื่องสั้น
ฉ.๒๔๔๘ อีซ้าย ลออองค์
พูดจริงๆ
ไม่อิงนิยาย หรือพูดตรงๆ
ไม่ โกงไปโกงมา
ผมไม่ค่อยชอบมือซ้ายของตัวเองมาแต่ไหนแต่ไร
แต่ไหนแต่ไร
พูดยังงี้ใครจะไปรู้ว่า
มาแต่ไหนและแต่เมื่อไร
พูดตรงไปตรงมาว่าก็ตั้งแต่ผมยังเด็กนั่นแหละ
พอจะเดาออกหน่อยว่านานมาแล้วกี่ทศวรรษ
ก็หลายทศวรรษว่างั้นเถอะ
ที่บ้านผมเขาเรียกมือซ้ายว่า
อีซ้าย ทั้งนั้น
แถมมีสร้อยว่า แก้งก้น
ขอโทษที่ออกจะไม่สุภาพ
ความจริงเขาใช้คำไม่สุภาพกว่านี้
แต่ผมได้แปลงคำพูดให้ดูสุภาพลงนิดหนึ่งแล้ว
ถึงกระนั้นคุณคงจับสำเนียงเหยียดๆ
ได้จากคำว่า อี
นั่น
คนเขาดูถูกกันว่า
มือซ้ายทำอะไรไม่ค่อยจะเข้าท่า
เขาจึงใช้ แก้งก้น
คือ
บ้านผมเขาใช้แขนงไม้หักเอาข้างๆ
ที่เรานั่งเวลา ไปทุ่ง
หรือเข้าป่า
พอเวลาถ่ายเสร็จเราก็ใช้แขนงไม้หักยาวเกือบคืนนั้นเช็ดก้น
เพราะเราไม่มีกระดาษเช็ดหรือน้ำล้างอย่างคนในเมือง
แม้แต่ครูที่โรงเรียน
ใครเขียนหนังสือมือซ้ายครูจะตีจนเข็ดเลย!
มือซ้ายจึงถูกคนดูถูกว่า
อีซ้ายแก้งก้น
เป็นการดูถูกคนที่ทำอะไรถนัดมือซ้ายด้วย
พูดอย่างภาษากลางก็เรียกว่า
มือซ้ายเช็ดก้น
นั่นแหละ
ผมเองนั้นอคติต่อมือซ้ายมาก
เพราะผมใช้มือซ้ายทำอะไรไม่ค่อยถนัดเอาเลย
แม้แต่แก้งก้นอย่างที่เขาว่า
ผมทำอะไรๆ
ก็ใช้มือขวาแทบทั้งนั้น
มือซ้ายเพียงใช้ประคองหรือพูดง่ายๆ
แต่เป็นส่วนประกอบที่ไม่สำคัญแต่ประการใด
แม้แต่จะพายเรือ
ลูกแม่น้ำโขงอย่างบ้านผม
เขาพายเรือเก่งๆ กัน
ยกเว้นผมซึ่งแม่ไม่ค่อยยอมให้ลงเล่นน้ำโขง
เพราะครั้งหนึ่งตอนเล็กสัก
๘-๙ ขวบ
เราลงเล่นน้ำริมหาด
แล้วเพื่อนสนิทของผมจมน้ำตายไปคนหนึ่ง
นับแต่นั้นแม่ไม่ยอมให้ผมลงเล่นน้ำโขงอีกนาน
จนผมว่ายน้ำไม่แข็งและพายเรือไม่เป็นอย่างคนอื่นเขา
เวลาพายเรือผมก็ต้องอาศัยมือขวาเป็นหลัก
มือซ้ายพึ่งพาอะไรแทบไม่ได้
อย่างเวลาไปลงโต่งตกปลากับพี่ชาย
ผมต้องขอนั่งหัวเรือ
เพราะบังคับเรือพายไม่เป็น
นั่งหัวเรือแล้วเวลาหย่อน
โต่ง ดักปลาลงน้ำ
ผมก็ใช้มือขวาสำหรับวาดพาย
มือซ้ายพอมีประโยชน์เพียงจับสาย
โต่ง พอปลาติดโต่ง
มือซ้ายพอสำนึกได้ว่า
มีอาการที่ปลากระตุกตาโต่ง
ผมก็จะใช้มือขวามาช่วยสาวสวยโต่งขึ้นมาโดยไว
มิฉะนั้น
ปลาน้ำโขงที่แสนฉลาดมันก็จะลอดตาโต่งออกไปเท่านั้น
เมื่อผมจบประถมสี่แล้ว
พี่ชายคนโตพาไปอยู่ในเมืองเพื่อเรียนต่อชั้นมัธยมในโรงเรียนราษฎร์
ตอนนี้ผมจึงได้รู้จักส้วมซึมที่เขาใช้น้ำราด
แล้วผมก็ได้รู้จักคำใหม่สำหรับเป็นงานของมือซ้ายว่า
อีซ้ายล้างก้น
เพราะคนในเมืองนั่งส้วม
แล้วใช้มือซ้ายล้างก้นเพื่อความสะอาด
ครั้งแรกที่พี่สอนนั้น
ผมไม่สามารถใช้มือซ้ายทำกิจกรรมนี้ได้เลย
มันเกะกะเก้งก้างบอกไม่ถูก
จนในที่สุดผมก็รู้สึกว่า
อะไรๆ ก็ใช้แต่มือขวา
ทั้งล้างหน้า แปรงฟัน
ตักข้าว เขียนหนังสือ
สารพัดงาน
จึงพยายามใช้มือซ้ายจนมันทำหน้าที่ได้พอใช้
อย่างน้อยก็เวลาล้างหน้า
แล้วงก็เกิดเหตุการณ์อันทำให้มือซ้ายของผมทำอะไรไม่ได้ถนัดอีกจนได้
คราวนี้ตอนเป็นศิษย์วัด
ผมอยู่ชั้นมัธยมปีที่สี่ต้องอาศัยข้าวบาตรหลวงตา
ด้วยเหตุว่าไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนให้ผมพึ่งพิงในจังหวัด
เพราะโรงเรียนราษฎร์ในอำเภอมีเพียงชั้นมัธยมปีที่สาม
โรงเรียนประจำจังหวัดจึงจะมีเรียนชั้นมัธยมจนถึงตัวประโยค
คือ ชั้นมัธยมปีที่หก
มีเพื่อนศิษย์วัดคนหนึ่ง
อายุไล่เลี่ยกัน
แก่กว่าผมหนึ่งปี
เขาเป็นศิษย์วัดมาก่อนผม
แต่อยู่ชั้นต่ำกว่าผม
เขาร่าวสะโอดสะอง
ตัวสูงกว่าผม
ท่าทางเขาแคล่วคล่องว่องไว
เพราะเป็นนักมวยตั้งแต่อายุไม่กี่ปี
การเป็นนักมวยทำให้เขาต้องออกกำลังกายสม่ำเสมอ
เขาจึงมีรูปร่างได้สัดส่วน
สูงเพรียว ปราดเปรียว
ที่น่าอิจฉาเขาที่สุดคือ
ใบหน้าหล่อเหลาของเขา
ทำเอาแฟนกรีดร้องเกรียวกราว
เมื่อ พยัคฆ์
ลูกพระพาย กระโดดข้ามเชือกขึ้นไปไหว้รอบทิศบนเวทีผ้าใย
โดบเฉพาะสาวน้อยสาวใหญ่ที่เป็นแฟนมวย
จะคอยสวมพวงมาลัยให้เขาจนคู่ต่อสู้อิจฉาแทบตาถลน
พยัคฆ์
ลูกพระพาย หรือ
ทองใบ มะขามเทศ
เห็นผมค่อนข้างอ้อนแอ้น
อรชร
แถมกิริยาเรียบร้อยมากเกินไป
จึงอาสาสอนมวยท่าเบสิกให้
สอนกันไปได้หลายท่าพอใช้จนกระทั่งถึงท่ากระโดดเตะสองขา
ซึ่งทองใบจะสอนวิธีป้องกันให้
แต่ปรากฏว่า
พอบอกให้ผมกระโดดเตะ
เขาก็สาธิตวิธีป้องกันของคู่ต่อสู้ให้ด้วยการเตะรวบสองขา
ทำให้ผมหลายผึ่ง
มือซ้ายรีบยันพื้นสามสัญชาตญาณ
ความไม่ทันระวังตัวและไม่รู้วิธีป้องกันมาก่อน
มือซ้ายของผมกระแทกพื้นโดยแรง
รู้สึกเสียวแปลบที่ข้อมือ
ฝ่ามือแอ่นไปข้างหลังเล็กน้อยเหมือนปลายแขนจะหัก
ทองใบตาเหลือกรีบเข้ามาประคอง
จับข้อมือซ้ายที่แบะไปข้างหลังมือของผมดึงให้กลับเข้าที่
มันเสียวแปล๊บจนผมร้องโดยไม่ได้ตั้งใจ
น้ำตาร่วงด้วยความเจ็บปวด
ทอบใบกลายจากพยัคฆ์เป็นแมวผู้การุณ
รีบวิ่งไปเอายาหม่อมมานวดข้อแขนของผม
ท่าทางเหมือนตอนพี่เลี้ยงดูแลทองใบบนเวทีมวยไม่ผิด
ความเป็นนักกีฬาทำให้ทองใบเป็นคนควบคุมสติได้ดี
เขาปลอบผมว่า
ไม่ต้องตกใจชี้หน้าเด็กวัดคนอื่นๆ
ที่มาช่วยกันนวดข้อมือผมว่า
ใครคาบข่าวนี้ไปถึงหูหลวงปู่
เป็นเรื่อง ทองใบทำเสียงขู่ในลำคอ
แล้วเขาก็เรียกสามล้อพาผมไปหาหมอที่เขาเคยไปหาเป็นประจำเมื่อลงจากเวที
หมอคลำดูว่า
ข้อมือไม่หักแน่
แต่เอ็นพลิก
คงอักเสบหลายวัน
หมอฉีดยาแก้ปวดให้เข็มหนึ่ง
พร้อมยากินอีก ๒-๓ อย่าง
ทั้งแก้ปวด
แก้อักเสบและบำรุงกล้ามเนื้อ
สรุปว่า
มือซ้ายผมทำประโยชน์อะไรไม่ได้อีกนาน
ยกของหนักนิดเดียวก็ไม่ได้
ดีที่ทองใบรับอาสาตักน้ำ
หิ้วถังน้ำแทนไปเกือบเดือน
โดยที่ช่วยกันปิดหลวงปู่และพระเณรอื่นๆ
ไม่ให้รู้
แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านมาเป็นหลายสิบปีแล้ว
ทุกวันนี้มือซ้ายของผมก็ยังยกของหนักมากไม่ถนัด
เผลอเมื่อไรเป็นได้เจ็บแปลบ-แปล๊บๆ
ขึ้นมาทีเดียว
หลายๆ ปีต่อมา
เมื่อผมไปเรียนตีระนาด
มือซ้ายก็เป็นอุปสรรคที่ทำให้ผมอดนึกเหยียดๆ
เหมือนสมัยเด็กไม่ได้
เพราะการจับไม้ตีระนาดไม่ค่อยถนัดนั่นเอง
ทำให้ผมอดได้เข้าวงโรงเรียนของวิทยาลัย
และที่เสียดายจนบัดนี้ไม่มีโอกาสได้โดยเสด็จ
เจ้านาย ที่ผมเคารพ
จงรักภักดีเข้าวงดนตรีไทยในมหาวิทยาลัย
ไม่มีโอกาสเข้าวงกิตติมศักดิ์อันน่าภาคภูมิใจได้
เพราะข้อมือซ้ายไม่เข้าท่าของผมนี่แหละ
และแล้ว...อยู่มาวันหนึ่ง
ผมก็สำนึก!
มันเกิดจากอะไรก็ไม่รู้
ตื่นเช้าวันหนึ่งผมก็รู้สึกว่า
ร่างกายข้างขวาของผมผิดปกติ
มือข้างขวาเหมือนไม่มีแรงจะบังคับให้ทำอะไรได้
ขาข้างขวาไม่อาจจะยกหรือจะก้าว...อย่าว่าแต่จะก้าวเลย
แม้จะขยับลุกจากเตียงผมยังทำไม่ได้
ผมรีบร้องเรียกภรรยาซึ่งนอนข้างๆ
เพื่อจะบอกความผิดปกตินั้น
อนิจจา...ผมพูดไม่เป็นภาษาคน
มันดังอื้ออ้าๆ อู้อี้ๆ
ฟังแทบไม่รู้เรื่อง
รู้สึกเหมือนริมฝีปากหนักเหมือนตอนไปหาหมอฟันแล้วหมอฉีดยาชายังไงยังงั้น
ทั้งแม่ทั้งลูกตกใจกันหมด
ผมต้องใช้มือซ้ายคว้ากระดาษมา
แล้วพยายามใช้มือซ้าย ปั้น
ตัวอักษรอย่างทุลักทุเล
กว่าจะได้ข้อความเพียงสั้นๆ
และบิดเบี้ยวยิ่งกว่าเด็กหัดเขียนหนังสือใหม่ๆ
ว่า ไปหาหมอ
เกือบเดือนที่อยู่โรงพยาบาล
และหลายเดือนที่พักฟื้นที่บ้าน
ผมต้องใช้มือซ้ายทำอะไรต่ออะไร
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหัดเขียนหนังสือวันละมากๆ
ทั้งตอบคำถามคนอื่น
และเขียนบอกคนอื่น
ขอให้เขาทำโน่นทำนี่ให้
กว่ามือขวาผมจะเริ่มกระดิกและขยับตามวิธีกายภาพบำบัด
ผมต้องพึ่งมือซ้ายทำโน่นทำนี่
แม้แต่แปรงฟัน ล้างหน้า
แม้กระทั่งล้างก้น
ดีหน่อยที่เพียงจับสายฉีด
แต่ก็ต้องใช้มือซ้ายดึงกระดาษเช็ดก้นอีกตามเคย
ความอ่อนแอของมือซ้าย
ผมไม่รู้ว่ามันหายไปตั้งแต่เมื่อไร
รู้แต่ว่าวันนี้หากไม่มีมือซ้าย
ผมจะทำอย่างไรกับชีวิตตัวเองดี
คุณคงจะไม่แปลกใจ
ถ้าผมจะบอกว่า
ถึงวันนี้ผมรักมือซ้ายของผมมากที่สุด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำนึกในบุญคุณของมือซ้ายที่ทำให้ผมเขียนเรื่องนี้ได้จบอักษรตัวนี้
และต่อไปนี้ผมจะไม่เรียกเขาอย่างเหยียดหยามว่า
อีซ้าย อีกต่อไป
บ้านยายประทาน
๒๗ ตุลาคม ๒๕๔๓ |