|
เรื่องสั้น
ฉ. ๒๔๔๕ ลมพัดใบไม้ไหว บุษบามินตรา
ลมร้อนเริ่มพัดมาแล้ว
ศมนรู้สึกได้ในยามบ่ายแก่ของวันหนึ่ง
วันที่ไม่ต้องเร่งรีบทำกิจกรรมใดๆ
ที่ไม่ต้องการจะทำ
น้อยครั้งนักที่จะรู้สึกอย่างนี้
บรรยากาศรอบกายเงียบสงบ
ได้ยินบ้างก็เพียงเสียงเครื่องบินบนท้องฟ้า
หล่อนแหงนมองอย่างเผลอไผล
ทำไมไม่นอนพักล่ะลูก
จะได้หายไวๆ
มานั่งตรงระเบียงอย่างนี้
ลมอ้าวออก ผู้เป็นแม่ถามหลังจากเลื่อนกระจกปิดแล้ว
เดินมานั่งใกล้ๆ
แววตาเอื้ออาทรคู่นั้น
มองตรงมาอย่างพินิจ
พิเคราะห์
หญิงสาวบอกตัวเองว่า
ประกายแห่งความเอื้ออาทรคู่ตรงหน้าต่อให้กี่ปีก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
รึว่าป่วยการเมืองล่ะเนี่ย?
คงงั้นค่ะแม่
ศมนอดยิ้มในคำพูดของผู้เป็นมารดาไม่ได้
สองเดือนมาแล้วที่หล่อนห่างเหินจากมารดา
เนื่องจากงานวางแผนการตลาดที่ถาโถมเข้ามาทุกวันหยุด
เอ๊ะ!
หรือว่าแม่มาหามนที่กรุงเทพฯ
ทำให้มนต้องหยุดงานมาคอยดูแลแม่ล่ะลูก
ไม่ใช่หรอกค่ะ
แม่
มนอยากเกเรเองต่างหากล่ะคะ
อยากจะนั่งชมนกชมไม้ของมนบ้างสิ
แล้วดูสิคะแม่
ตั้งแต่มนย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่
ไม่ค่อยได้อยู่ชื่นชมให้สมราคาเลยค่ะ
ศมนมองไปรอบๆ
ห้องชุดที่เธอซื้อ
และลงทุนตกแต่งด้วยฝีมือตนเอง
คอนโดมิเนียมหรูริมฝั่งเจ้าพระยา
หญิงสาวช่างเลือก
ของทุกอย่างถูกคัดตามรสนิยม
แพบ้างถูกบ้างตามวิถีคนรุ่นใหม่ที่ยึดเอาความพอใจเป็นหลัก
กว่าที่หนึ่งห้องนอน
หนึ่งห้องน้ำ ครัวเล็กๆ
มุมรับแขก
และระเบียงที่เธอมักจะเลือกเป็นมุมอ่านหนังสือจะสมบูรณ์ลงตัว
ก็กินเวลาไปสี่เดือนครึ่ง
แม่อยู่กับมนนานๆ
นะคะ อย่าเพิ่งกลับเลย
ว่าพลางโอบเอวผู้เป็นมารดา
เอาหัวซุกอกอย่างที่เคยทำเมื่อครั้งเป็นเด็ก
มนเป็นอะไรรึเปล่าลูก
เปล่าค่ะแม่
มนเหนื่อยเท่านั้นเอง
ไม่ได้หยุดมา ๓
อาทิตย์แล้ว
เลยแกล้งป่วยการเมืองซะวันนึง
ไม่งั้นมนต้องประสาทเสียกัลูกค้าแน่เลยค่ะ
นั่นสิลูก
หาเวลากลับไปให้หลวงพ่อรดน้ำมนต์สักหน่อยมั้ยลูก
หรือไม่ก็ไปบวชชีพรามห์มกับแม่สักอาทิตย์นึง
จะดีขึ้นนะลูก
แม่ดูมนเครียดไปนะ คำพูดของมารดาทำให้ศมนหัวเราะคิก
นี่แม่คงเห็นเธอโดนผีเข้ากระมัง
แต่จะไปโทษแม่ก็ไม่ถูกเสียทีเดียว
แม่เคยเห็นแต่เด็กหญิงศมนเมื่อครั้งเป็นเด็ก
ว่านอนสอนง่าย
เรียบร้อยและน่ารัก
ภาพนั้นคงอยู่ในความทรงจำแม่
แต่ศมนคนนี้ ฉะฉานนัก
โธ่!
จะเอาเวลาที่ไหนมาล่ะคะ
งานของมนไม่ได้มีปิดเทอมเหมือนเด็กนักเรียนซักหน่อย
แล้วอยู่ที่นี่มนก็ไปฝึกโยคะกับเพื่อนอยู่ค่ะ
แม่ไม่ต้องเป็นห่วงสุขภาพของมนเลย
มนกลับห่วงแม่มากกว่า
รู้สึกว่าตัวเองเป็นลูกที่แย่ที่สุด
มัวแต่ทำงาน
ไม่มีเวลากลับบ้าน
จนแม่ต้องมาขึ้นมาหามนถึงที่นี่
หล่อนยกมือผู้เป็นแม่ขึ้นมาแนบแก้มอย่างรักใคร่
คุณศนิยิ้มในความช่างประจบของลูกสาวคนเล็ก
หลังจากที่ศมนจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของประเทศ
คุณนิปลาบปลื้มในตัวธิดาสาวเป็นยิ่งนัก
เธอหมายมาดว่า
ดีกรีทางด้านรัฐศาสตร์จะช่วยงานด้านการพัฒนาชุมชนแก่ผู้เป็นพ่อได้เป็นอย่างมาก
คุณวันไชยผู้สามีครองตำแหน่งนายอำเภอดีเด่น
ในอำเภอเล็กๆ ทางภาคเหนือ
บิดาซึ่งไม่เคยมีประวัติด่างพร้อยในทางคอรัปชั่น
จึงได้แค่ตัวลูกชายคนโตผู้จบทางด้านนิติศาสตร์มาช่วยงานแทน
ด้วยเหตุผลที่ว่า
มนอยากต่อโทค่ะ
หลังจากจบปริญญาโทสาขาเดียวกัน
ศมนหันเหตัวเองเข้าทำงานในตำแหน่งแบรนด์เมเนเจอร์ของเครื่องสำอางยี่ห้อหนึ่งแทน
ทำให้คุณศนิคร้านที่จะดึงตัวลูกสาวกลับบ้าน
เธอจึงเลือกที่จะขึ้นมาเยี่ยมลูกแทน
ลูกเค้ามีหน้ามีตา
มีเพื่อนฝูงอยู่ทางโน้นมากมาย
อีกอย่างยายมนมันเป็นเด็กดี
มีแต่คนรักคนชอบ
คุณไม่ต้องเป็นห่วงแกหรอก
คุณศนิบอกผู้เป็นสามีให้สบายใจ
ทำไมลมผ่าวแบบนี้คะแม่
ลูกสาวถามทำลายความเงียบ
ลมร้อนไงลูก
เขาเรียกลมแห่งความสนุกสนาน
มีด้วยหรือคะแม่
มนไม่เห็นเคยได้ยิน
มีสิ
ก็ลมแบบนี้แหละที่พัดเอาแม่
ลุง และป้าไปนู่น
ไปเล่นน้ำตามลำคลอง
กลับมาโดนตีซะไม่มี
คุณลุงน่ะโดนหนักหน่อย
ในฐานะหัวโจก
โอ้โห!
แม่คงซนน่าดูเลยสิคะ ศมนเงยหน้าถามด้วยแววตาใคร่รู้
จ้ะ
นึกแล้วก็มีความสุขดี
มนอิจฉาชีวิตคนสมัยแม่จังเลยค่ะ
ไม่ต้องแก่งแย่งแข่งขันกันมากเหมือนสมัยนี้
อา!
คำถามนี้ช่างถูกใจหล่อนมากนัก
บางทีสิ่งนี้อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกรักมีอาการป่วยการเมืองอย่างที่เป็นอยู่
เรื่องบางเรื่องก็ไม่น่าอิจฉาหรอกลูก
อย่างสาวๆ
สมัยนั้นถูกคาดหวังว่าจะต้องแต่งงานกับผู้ชายที่มีฐานะมั่นคง
พวกข้าราชการยิ่งดีใหญ่
คุณยายจะชอบ
แม่ก็เลยเลือกคุณพ่อใช่มั้ยคะ
จ้ะ
แต่แม่โชคดี
ตรงที่แม่รักพ่อของหนู
และพ่อก็เป็นคนดี
มีความรับผิดชอบ
ถ้างั้นผู้หญิงคนอื่นที่เขาไม่มีสิทธิ์เลือก
หรือเลือกได้คนที่สังคมเขาไม่นิยมกันก็แย่สิคะ
ไม่แย่หรอกจ้ะ
แม่ว่าเขาโชคดีที่ได้เลือกในสิ่งที่ตัวเองต้องการต่างหากล่ะ
มนล่ะลูก
ได้เลือกอะไรให้ตัวเองรึยัง?
แหม
แม่ ยุคมนกับยุคแม่น่ะ
ไม่เหมือนกันหรอก
ยุคนี้ผู้หญิงเขาไม่ง้อผู้ชายหรอกค่ะ
ผู้หญิงที่ทำงานเก่ง ฉลาด
ใช้ชีวิตเป็นต่างหากล่ะคะที่สำคัญ
ไม่มีผู้หญิงคนไหนยอมเป็นเบี้ยล่างให้ผู้ชายอีกแล้วล่ะ
ดูสิคะแม่
ผู้ชายทำอะไรผู้หญิงเราก็ทำได้หมด
สาวมั่นอย่างมนเอาตัวรอดได้สบายค่ะแม่
มนคิดเองรึเปล่าลูก
คำพูดนี้
หรือว่าสังคมบังคับให้ลูกคิดว่ามันต้องเป็นอย่างนั้น
ก็เลยทำตามสิ่งที่เขาบอก
ทำงานวันละ ๑๔ ชั่วโมง
ติดต่อลูกค้าไม่เคยพลาด
จัดประชุมได้อย่างมืออาชีพ
กินอาหารเสริมบำรุงสมอง
ได้เงินเดือนมากๆ
และใช้มากๆ
เพื่อหาความสุขใส่ตัวเอง
คุณศนิหยุดไปนิดหนึ่ง
ก่อนจะพูดต่อว่า
แม่อยากให้มนคิดเองว่าสิ่งไหนที่ทำให้มนมีความสุข
ความสบายใจ
อย่าให้กระแสสังคมมาสั่งให้เราคิดเหมือนเมื่อยุคหนึ่งที่แม่เคยผ่านมา
โอ้โห
แม่จ๋าเทศน์ซะยาวเชียว
มนยังอยู่ในวัยสาวนี่แม่
ถ้าไม่มีคนรุ่นมนมานั่งทำงาน
แบบนี้เศรษฐกิจมันก็ไม่พัฒนาน่ะสิ
มนยังมีแรงสู้อยู่คะ
ถ้ามนคิดว่าสิ่งที่ทำไปนั้นสามารถเติมเต็มชีวิตตัวเองได้
แม่ก็ไม่ว่าอะไรจ้ะ
มนเข้าใจในสิ่งที่แม่พูดนะคะ
แต่มนยังอยากคลุกกับมันจนถึงที่สุด
วันหนึ่งมนคิดว่ามนจะเรียนรู้มันด้วยตัวเอง
แล้วก็จะหยุดค่ะ
ตอนนี้มนยังไม่รู้สึกปลงในสิ่งที่แม่พูดเลย
อาจจะเป็นเพราะมนโตมาในยุคนี้ก็ได้นะคะ
ศมนเริ่มไม่แน่ใจตัวเองนักว่า
เธอพลัดหลุดเข้าไปอยู่ในกระแสสังคมนั้นด้วยหรือเปล่า
รู้แต่ว่าต้องจดทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องทำลงในสมุดตารางเวลาเหมือนคนบ้า
ต้องทำตามรายการทุกอย่าง
และหล่อนก็ทำมันได้ดีอย่างไม่ผิดพลาดเสียด้วย
แม่กำลังบอกว่าหล่อนถูกสร้างภาพ
เป็นไปได้ยังไง แม่น่ะไม่เข้าใจหรอก
เพราะคนยุคแม่ไม่ต้องผ่อนบ้าน
ผ่อนรถ
ไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์
ไม่ต้องมีมือถือนี่นา
แต่สังคมมักจะคอยพร่ำบอกเราไม่ใช่หรือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นความสำคัญที่ผู้หญิงเราต้องมีต้องทำ
ไม่งั้นก็ไม่ใช่ผู้หญิงเก่ง
โอ๊ย! คิดไม่ตก
เถอะถึงวันนี้จะยังไม่รู้
วันหนึ่งเราก็ต้องรู้เองล่ะน่า
แล้วที่มนป่วยการเมืองนี่ล่ะจ๊ะ
บอกแม่ได้รึยังว่าเพราะอะไร
ก็แค่อยากพักค่ะแม่
มนออกจากงานตอนนี้ไม่ได้หรอก
ใครๆ
เขาก็หางานทำกันจะตาย
นี่มนโชคดีออกค่ะแม่
มนโตมาแบบนี้จะให้มนต้านกระแสสังคมก็ลำบาก
แวดวงสังคมที่มนเกี่ยวพันอยู่เขาต้องการอย่างนั้น
แล้วมนต้องการอย่างนั้นจริงๆ
รึเปล่า
ที่ทำอยู่ทั้งหมดนี้
เพื่อตัวเองหรือเพื่อคนเพื่อคนอื่นละจ๊ะ
ลองถามตัวเองอย่างไม่ลำเอียงดูสิ
เพื่อความอยู่รอดของมนต่างหากล่ะแม่
ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้
ไปทำงานซะ
แต่ถ้ายังอยากมองฟ้า
มองตะวันอยู่ละก็
มนมีเรื่องต้องคุยกับแม่เยอะเชียว
แม่นี่สมเป็นแม่ของมนจริงๆ
เข้าใจเกลี้ยกล่อมให้มนกลับบ้านนะ
มนขอเก็บเอาไปคิดก่อนนะคะแม่
แดดอ่อนแสงลงบ้างแล้ว
ลมร้อนยามบ่ายคล้อย
พัดเอาความคิดของศมนล่องลอยไปไกล
ไปถึงวันพรุ่งนี้
และวันต่อๆ ไป |