เรื่องสั้น ฉ.๒๔๔๔

สัตว์ที่ไม่ได้เลี้ยง

โดย ส.เทพรำเพย

            คืนนี้พระจันทร์เต็มดวงอีกแล้ว

            เพียงเพ็ญเพียรนับวันรอเลยทีเดียว เธอชอบมองดูดวงจันทร์สว่างเต็มดวง หญิงสาวดีอกดีใจยิ่งนักที่ได้เห็นมันลอยเด่นอีกครั้ง ดวงจันทร์กลมโตราวมันกินข้าวจนอิ่มเอม เหมือนใบหน้าของทารกน้อยที่ดูดดื่มน้ำนมจากทรวงอกแม่จนอิ่มกลมน่ารักน่าเอ็นดู แสงนวลเนียนละออทอสาดแสงสว่างไปทั่วเมือง จนมองเห็นโบสถ์และหอคอยสูงชะลูดตั้งตระหง่านอยู่อีกฟากของแม่น้ำ ตึกรามบ้านช่องที่ตั้งรายล้อมใกล้ๆ ก็กระจ่างชัดขึ้น ช่างต่างจากคืนข้างแรมที่ดวงจันทร์กลืนหายไปบนผืนฟ้ากว้างสีดำเวิ้งว้างมืดมิดจนมองอะไรไม่ค่อยเห็น

            เพียงเพ็ญยังชอบบทท่องจำที่คุณครูให้ท่องในวัยเรียนตอนเด็กๆ ได้ แม้กระทั่งทุกวันนี้ที่เธอแต่งงานมีครอบครัวแล้วก็ยังจำไม่ลืม ยิ่งในคืนจันทร์เต็มดวงด้วยแล้ว เธอจะนึกถึงบทท่องจำไพเราะที่ขึ้นต้นว่า

             “จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า ขอข้าวขอแกง ขอแหวนทองแดงผูกมือน้องข้า...”

            บ่อยครั้งที่เพียงเพ็ญยืนท่องบทร้อยกรองอันเพราะพริ้งในคืนเดือนเพ็ญตรงระเบียงกว้าง คงไม่มีใครเข้าใจหรอก เพื่อนบ้านที่อยู่ถัดไป ซึ่งมีระเบียงต่ำกว่าบ้านของเพียงเพ็ญก็เคยได้ยินและเอ่ยปากถามถึง แม้กระทั่งราล์ฟสามีชาวเยอรมันของเพียงเพ็ญฟังอย่างตั้งอกตั้งใจก็ไม่เคยเข้าใจ ทั้งๆ ที่เธอก็สอนภาษาไทยให้ทุกค่ำเช้า ราล์ฟก็ยังไม่เข้าใจความหมาย ภรรยาที่รักก็ต้องอธิบายให้กระจ่างแจ้ง ฝ่ายเพื่อนบ้านจะเปิดเพลงคลาสสิคเบาๆ ดังลอยลมมาให้ได้บรรยากาศ เพียงเพ็ญอดคิดถึงบ้านไม่ได้ เธอข้ามน้ำข้ามทะเลมาแต่งงานกับคนรักถึงในเยอรมนี ยามได้ท่องโคลงฉันท์กาพย์กลอนที่เคยร่ำเรียนมาแล้วรู้สึกสุขใจไม่น้อย นับว่าเป็นการทบทวนไปในตัวไม่ให้ลืม คนโบราณช่างมีอารมณ์สุนทรีย์และละเอียดอ่อน อีกยังเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน เจ้าคารมและมีศิลป์ในหัวใจ แต่งร้อยเรียงคำได้ไพเราะจับใจ คนรุ่นหลังอย่างเพียงเพ็ญนับว่าได้เปรียบที่ได้รับเป็นมรดกอันมีค่า นั่นคือกำไรที่เธอเก็บเกี่ยวได้ และชื่นชมไม่เคยลืมเลือน

            ป่านนี้พ่อแม่พี่น้องที่เมืองไทยคงหลับสบายกันไปหมดแล้ว อีกไม่กี่ชั่วโมงก็คงตื่นขึ้นมาปฏิบัติภารกิจประจำวัน แต่เพียงเพ็ญก็ยังยืนมองดูดวงจันทร์ดวงโตที่ลอยเด่นอยู่บนฟากฟ้า ดวงจันทร์ที่เมืองไทยก็เป็นดวงเดียวกับที่เยอรมนี คืนนี้ที่เมืองไทยจะมองว่ามันสวยเป็นพิเศษกันไหมหนอ เธอรู้สึกว่าจันทร์เพ็ญคืนนี้สวนเด่นจับใจจริงๆ

            ยิ่งมองดูดวงจันทร์ก็ยิ่งคิดถึงหนูตัวเล็กๆ กลุ่มนั้น คืนนี้มันไปรวมกลุ่มกันอยู่ที่ใด เพียงเพ็ญไม่ได้เห็นพวกมันมาหลายวันแล้ว อาจจะกระโดดหรือปีนไปอยู่ที่ระเบียงบ้านถัดไปที่ระดับต่ำลงไป ด้วยเขาเพิ่งมีงานเลี้ยง

ปาร์ตี้ไปเร็วๆ นี้ เจ้าหนูตัวน้อยๆ คงไปแอบลิ้มลองอาหารบ้านใหม่ก็เป็นได้ ทั้งๆ ที่ไม่ได้เลี้ยงมันสักหน่อย ก็เกิดความรู้สึกผูกพันขึ้นมาจนได้ คิดถึง...คิดถึงอยู่เหมือนกัน

            หรือว่าเลี้ยงดูแลเจ้าหนูกลุ่มนั้น...หญิงสาวไม่ค่อยแน่ใจนัก

            ด้วยที่เธอเคยให้อาหารกับหนูน้อยกลุ่มนี้ ขนมปังที่เคยเอาไปวางไว้ให้มันมาแทะกินกันท่ามกลางแสงจันทร์สาดแสงตรงระเบียงกว้าง เนยแข็งก็เคยเหมือนกัน จนราล์ฟสามีถึงกับเอ่ยปากหยอกล้อว่า

             “จะเอาพวกมันเข้ามาเลี้ยงในบ้านดีมั้ย”

             “เป็นความคิดที่ดีมากเลย” เพียงเพ็ญหยอกกลับ

            บ่อยครั้งที่เธอนั่งแอบมองดูอยู่ในห้องผ่านหน้าต่างออกไป ดูเจ้าหนูแต่ละตัวช่างมีความสุขเสียจริงๆ ที่ได้กินกันเอร็ดอร่อย เหมือนคนเรานั่นแหละไม่ต่างกันหรอก หากเพียงเพ็ญทำเสียงดังนิดเดียว พวกมันก็เผ่นหายกันไปหมด หนูน้อยก็กลัวคนเป็นเหมือนกัน พอๆ กับที่เพียงเพ็ญก็กลัวเกรงมันไม่ใช่เล่น ทั้งๆ ที่มันตัวเล็กนิดเดียว

            หนูที่พักหรือแอบหลบซ่อนบนระเบียงบ้านชั้นสูงสุดของตึกเป็นหนูตัวเล็กๆ ไม่ใหญ่โตน่ากลัวเท่าหนูที่เมืองไทย นอกจากจะตัวใหญ่ล่ำแล้ว ยังไม่ค่อยกลัวผู้คน เพียงเพ็ญเคยเห็นมันวิ่งไปมาอยู่ตามตรอกซอกซอย เห็นแล้วขนลุกด้วยความสยองกลัว ไม่ว่าหนูที่เยอรมนีจะตัวเล็กกว่า แต่มันก็เป็นหนูเหมือนกัน ครั้งแรกที่เพียงเพ็ญเห็นหนูกลุ่มนั้นบนระเบียงบ้าน ขาของเธอสั่นแทบจะก้าวไปข้างหน้าไม่ได้ คืนนั้น...คืนแรกที่ได้เห็นหนูสามถึงสี่ตัว เธอออกไปรดน้ำต้นไม้ก็เห็นมันเดินเพ่นพ่าน ทั้งๆ ที่เพียงเพ็ญตัวใหญ่กว่าหนูตั้งเยอะ แต่ก็ใจปลาซิว...เขาเปรียบกันอย่างนี้ไม่ใช่หรือ ที่รดน้ำต้นไม้ร่วงจากมือตกลงไปกองกับพื้น พอเสียงดังปัง เจ้าหนูสาม-สี่ตัวก็เผ่นหายไปทางห้องเก็บของที่อยู่มุมสุดของระเบียงอย่างสมัครสมานสามัคคีพร้อมใจเสียจริง

            ภาพหนูตัวเล็กๆ ยังติดตาติดใจเพียงเพ็ญมาถึงวันนี้ ตัวมันเล็ก...เล็กเท่าหนูถีบจักรสีสวยที่เขาย้อมขายกันในตลาดนัดที่สนามหลวงวันเสาร์วันอาทิตย์ตั้งแต่เธอยังเรียนชั้นประถม แล้วตลาดนัดก็ย้ายไปที่ตลาดจตุจักร เพียงเพ็ญก็ยังเคยเห็นครั้งที่กลับไปเยี่ยมพ่อแม่พี่น้องที่กรุงเทพฯ ตัวมันเท่าหนูตะเภา เพียงแต่ไม่ใช่สีขาวสะอาดตาอย่างหนูตะเภา ขนของมันเป็นสีเทา แต่ก็มองดูไม่สกปรกอย่างหนูตัวใหญ่อวบอ้วนตามท้องถนนที่เมืองไทย

            เพียงเพ็ญไม่ได้เห็นพวกมันมาหลายวัน มันหายไปไหน...หายไปจนรู้สึกคิดถึง ไม่ได้เลี้ยงก็แวะเวียนบินไปมาตรงระเบียงบ้าน ด้วยเธอรักดอกไม้สีสวยๆ สดๆ บานสวยชื่นใจให้ได้ชื่นชม จึงปลูกเป็นกระถางๆ เรียงเป็นแถวยาวตรงระเบียงบ้าน พอฤดูใบไม้ผลิมันก็เริ่มผลิดอกออกใบ อย่างดอกทิวลิปสีสดๆ สวยถูกใจยิ่งนัก ย่างเข้าหน้าร้อน ดอกไม้อื่นๆ ก็บานอูมโตสวยสะพรั่ง แมลงชนิดต่างๆ ก็วนเวียนมาชื่นชมดมดอมกันสนุก

            เพียงเพ็ญไม่ได้คิดอะไรมากนัก นอกจากดอกไม้จะคู่กับผู้หญิง ดอกไม้ยังคู่กับแมลงและคู่กับอย่างอื่นอีกสารพัด ยามได้เห็นเหล่าแมลงบินเวียนว่อนตามดอกไม้สวยๆ ก็ชวนให้สุขใจ บ้างก็ส่งเสียงดังให้ได้ยินประกอบไปด้วย ท่าทีตัวต่อตัวผึ้งบินขยับปีกถี่บ้าง ช้าบ้างบนดอกไม้ช่างเป็นภาพที่สวยประทับใจ ราล์ฟยังเคยถ่ายรูปเก็บไว้ดูเล่น

            เธอไม่ได้สังเกตความแตกต่างระหว่างตัวต่อและตัวผึ้งในเยอรมนีและเมืองไทยหรอก แต่พิษสงของมันคงไม่แตกต่างกันสักเท่าไหร่นัก ด้วยเธอได้รับบทเรียนที่จำฝังใจและยากจะลืมเลือนได้

            วันนั้น...วันไหนหรือ ก็วันที่เธอต้องเจ็บตัวจนน้ำตาไหลนั่นแหละ

            เอาเป็นว่าเป็นวันหนึ่งของหน้าร้อน ซึ่งเป็นเวลาเย็นแล้ว ฟ้ายังสว่างจ้าและเป็นสีครามสวย กลับจากทำงานเพียงเพ็ญตรงขึ้นบ้านไปที่ระเบียงกว้าง แดดยังร้อนอยู่เลย แต่ก็ไม่รุนแรงเท่าตอนเที่ยงและยามบ่าย ตั้งใจจะออกไปชมดอกไม้ ลิลลี่บานแล้วดุจสาวน้อยวัยแรกรุ่นดรุณี

            หลังจากชื่นชมกับดอกไม้ที่ปลูกมากับมือก็มองจากระเบียงลงไปข้างล่าง เพราะได้ยินเสียงรถแล่นเข้ามา เธอจำได้ดีว่าเป็นเสียงรถของราล์ฟ เพียงเพ็ญคุ้นเคยกับเสียงมันเกือบทุกวี่วัน ราล์ฟจะต้องจอดรถในที่จอดข้างล่าง ซึ่งแบ่งเป็นช่องของใครของมัน ทั้งยังมีประตูปิดเรียบร้อยเป็นสัดส่วนเฉพาะบุคคล ถัดไปจนสุดชิดกำแพงงแข็งแรงเป็นที่ทิ้งขยะ เพียงเพ็ญเรียกมันว่า “บ้านขยะ” ด้วยที่คนเยอรมันช่างรักธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ทิ้งขยะจึงมีถังแบ่งแยกกันทิ้งอย่างละเอียด มีตั้งแต่ถังทิ้งกระดาษ แบ่งเป็นถีงขยะกระดาษแข็งกระดาษอ่อนและถังขยะกระดาษสี ถังทิ้งแก้ว ซึ่งยังแยกแยะสีต่างๆ อีกด้วย ขยะเปียกก็แยกเป็นสัดส่วนอีกถัง หลายถังเรียงเป็นแถวยาว อีกยังมีประตูเปิดปิด เจ้าของที่พักแต่ละคนมีกุญแจส่วนตัวกันถ้วนทั่วสำหรับไขเข้าไปทิ้งขยะ อย่างนี้จะไม่เรียกว่า “บ้านขยะ” ได้อย่างไร ด้วยเขาเห็นความสำคัญและระมัดระวังถึงเพียงนี้

            ขณะที่เพียงเพ็ญเขย่าเท้าจะมองลงไปข้างล่างหวังจะทักทายราล์ฟ ตัวของเธอก็ประชิดกับพุ่มดอกไม้ เจ้าตัวต่อก็บินออกมามุ่งหน้าพุ่งตรงเข้าไปต่อยที่แขนข้างขวาเหนือข้อศอกขึ้นไปเล็กน้อย เพียงเพ็ญร้องลั่นออกมาด้วยความเจ็บปวด...เจ็บเหมือนกับถูกเข็มแหลมคมจิ้มเข้าไป มันเจ็บปวดแปลบร้อนวูบขึ้นมาทันที เจ้าตัวต่อพอต่อยเธอได้แล้วยังบินเวียนวนอยู่แถวนั้น ดูท่ามันยังไม่สะใจหรือสมใจมันสักเท่าไหร่นัก หวังจะลุยเข้ามาอีกครั้ง จนเพียงเพ็ญต้องรีบหลบเข้าบ้านไป

            เพียงครู่เดียวแขนก็บวมใหญ่ขึ้นมา เจ็บก็เจ็บ ปวดก็ปวด แสบร้อนก็แสบร้อน เหมือนมีอะไรบางอย่างเต้นตุบๆ อยู่ในแขนข้างที่บวมใหญ่ เต้นไม่เต้นเปล่า เหมือนมันจะมุดออกจากเนื้อให้ได้ น้ำตาก็พลอยไหลไปด้วย เพราะเจ็บทรมานอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน ดูเจ้าตัวต่อช่างทำได้ลงคอ เพียงเพ็ญไม่ได้เจตนาเลยที่จะรังแรมันแม้แต่น้อย...คิดก็ยังไม่เคย

            ราล์ฟรีบขึ้นมาหาน้ำแข็งจากตู้เย็นมาประคบจนชาไปหมด ช่วยลดบรรเทาความปวดให้เบาบางลงบ้าง เจ็บจนน้ำตาไหล อาจเป็นเพราะเพียงเพ็ญไม่ได้ร้องไห้นานแล้ว บ่อน้ำตาคงจะเต็มเปี่ยมด้วยน้ำตา ถึงคราวที่มันจะระบายออกมาบ้าง

            แขนบวมอยู่หลายวัน ผ่านไปเป็นอาทิตย์ก็ยังไม่หายดี ยามจะนอนก็ต้องระวังไม่ให้นอนทับ ทำอะไรก็ไม่ถนัดเหมือนเคย เพียงเพ็ญเข็ดหลาบและกลัวเจ้าตัวต่อตัวผึ้งขึ้นมา...ขยาดและหวาดๆ อย่างไรชอบกล จากวันนั้นพอได้เห็นพวกมันบินว่อนอยู่ตามดอกไม้ เธอจะไม่ก้าวออกไปเลย นอกจากราร์ฟจะเดินออกไปเป็นเพื่อน หรือไม่ก็อยู่ห่างๆ จากมันให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

            ยังมีสัตว์อีกชนิดเข้ามาถึงในบ้านของเพียงเพ็ญโดยไม่ได้เชื้อเชิญ และไม่ได้ตั้งใจ หรือแม้กระทั่งคาดคิด ซึ่งเป็นช่วงหน้าร้อนอีกเหมือนกัน วันดีคืนดีในห้องก็มีผีเสื้อตัวเล็กๆ บินไปมา ไม่น่าจะเป็นไปได้เลย ตรงระเบียงบ้านยังพอมีผีเสื้อมาบินชมดอกไม้บ้าง และผีเสื้อข้างนอกกับในห้องมันช่างแตกต่างกันอย่างเห็นชัด

            ผีเสื้อที่เกาะตามเพดานห้อง และข้างฝาผนังในบ้านเป็นผีเสื้อตัวเล็ก ปีกไม่มีสีสรรพ์สวยงาม ไม่มีลวดลายแปลกตาอย่างที่เห็นตามดอกไม้ข้างนอก ตัวของมันเป็นสีขาวขุ่นอย่างผีเสื้อชนิดหนึ่งที่วางไข่ พอกลายเป็นตัวหนอนจะกินใบหม่อนเป็นอาหาร แล้วสร้างรังไหมซึ่งคนเราเอามาทำผ้าไหม เกือบจะเหมือนกันเลย

            ราล์ฟเกิดความสงสัยจึงเปรยขึ้น

             “มันมาจากไหนนะ”

            เพียงเพ็ญก็ไม่รู้ เธอสงสัยไม่น้อยไปกว่าสามีหรอก แต่ไม่รู้จะไปหาต้นตอจากที่ไหน มันมาจากที่ใดกันแน่

            เดินค้นหาในห้องนอนก็ไม่มีที่มาของผีเสื้อตัวเล็ก แม้มันจะไม่ได้สร้างความวุ่นวายให้ หรือสร้างความตกใจกลัวก็เถอะ แต่ก็อยากรู้ว่ามันมาจากที่หนึ่งที่ใดในบ้านพัก ห้องนั่งเล่นก็ไม่มีเหมือนกัน ต่างช่วยหาอยู่หลายวันทีเดียวก็ไม่พบ เจ้าผีเสื้อยังมีตัวใหม่ๆ โผล่มาให้เห็นอยู่ทุกวัน

            ในที่สุดเพียงเพ็ญก็นึกขึ้นได้ว่า คงจะมาจากในห้องครัวเป็นแน่ ปลาเค็มที่เพื่อนเพิ่งกลับมาจากเมืองไทยเอามาฝาก แล้วเธอก็ทิ้งไว้ในห้องครัวใกล้หน้าต่างที่เปิดถ่ายเทอากาศได้ ไม่อยากให้มีกลิ่นโชยเข้ามาในบ้าน เพราะราล์ฟเคยบ่นอยู่เหมือนกัน เธอลืมเก็บให้เรียบร้อย พอตรงไปที่ปลาเค็มชิ้นนั้น ก็เห็นหนอนเดินกันยั้วเยี้ย ผีเสื้อมาจากตรงนี้เอง

            ทั้งหนู ผึ้ง ต่อ หนอน และผีเสื้อ แค่นี้ยังเป็นเรื่องธรรมดาและเล็กน้อยด้วย มันไม่ได้สร้างความรำคาญใจให้ รวมกันแล้วก็ยังไม่หนักหนาสาหัสเท่า...แมลงสาบ

            ที่พักอาศัยของราล์ฟและเพียงเพ็ญกลายเป็นที่อยู่ของแมลงสาบโดยไม่ได้รับเชิญ เริ่มจากครั้งที่ราล์ฟเดินทางไปงานนิทรรศการคอมพิวเตอร์ทางตอนเหนือเยอรมนีและไปพบปะลูกค้าเป็นเวลาสองสัปดาห์ เพียงเพ็ญต้องอยู่คนเดียว พอดีกับป้าแจ๋วที่เพียงเพ็ญรู้จักและนับถือเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ป้าแจ๋วมาปักหลักทำมาหากินในเมืองเดียวกับเพียงเพ็ญหลายปีแล้ว ความสนิทสนมคุ้นเคยสำหรับคนอยู่ไกลบ้านเกิดเมืองนอนทำให้แน่นแฟ้น ช่วงนั้นแหละที่ป้าแจ๋วจำต้องย้ายบ้าน ยังหาห้องพักไม่ได้

            เพียงเพ็ญจึงเอื้อเฟื้อให้ป้าแจ๋วมาพักด้วยกัน ป้าแจ๋วเป็นคนใจดี ชอบทำอาหาร ด้วยแกยึดอาชีพเป็นแม่ครัวของร้านอาหารไทย รู้จักคนไทยมากมายในเมืองนี้ เกือบทุกคนก็ว่าได้ และก็ยังรู้จักคนไทยต่างเมืองอีกหลายๆ ที่ด้วย

             “หนูเพ็ญ เย็นนี้ป้าไม่ได้ทำงาน เป็นวันหยุดขอป้า จะทำเป็ดมะขามกับแกงป่าให้กิน เดี๋ยวป้าจะแวะไปเอาหม้อนึ่งข้าวเหนียวที่บ้านคุณนายเพ็ญแขมานึ่งข้าวเหนียวที่นี่ พรุ่งนี้จะทำข้าวเหนียวส้มตำ เรียกเพื่อนๆ มาจัดปาร์ตี้ต้อนรับแดดร้อนกันหน่อยนะหนูเพ็ญ”

            ตลอดสองสัปดาห์เต็ม บ้านที่เพียงเพ็ญอยู่จำต้องต้อนรับเพื่อนๆ และแขกเหรื่ออยู่เกือบทุกเย็น ต่างก็มาชุมนุมทำกับข้าวกินกันบนระเบียงกว้าง แดดยามเย็นก็ยังอุ่นสบายดี คนนั้นขนหม้อกระทะมาแล้วก็ขนกลับ บางรายก็ทิ้งไว้และมาเก็บกลับไปภายหลัง ครกสากก็เอามาตำส้มตำแครอทหวานกรอบอร่อยแทนมะละกอที่แพงหลายเท่าในเยอรมนี

            ความสนุกสนานและงานพบปะสังสรรค์ทำให้เพียงเพ็ญลืมเหงาไปได้ แม้ราล์ฟจะไม่อยู่ ถึงบางครั้งที่สามีสุดที่รักโทรศัพท์มาพูดคุยด้วย เธอก็รีบพูดและรีบวางสาย ด้วยบอกกับราล์ฟว่าเพื่อนๆ อยู่กันเต็มบ้าน

            พอป้าแจ๋วได้ห้องใหม่ก็ย้ายไป พอดีกับราล์ฟเสร็จจากธุระการงานกลับมาถึงบ้าน ใช่ว่าบ้านช่องจะเงียบเหงาไปเพราะเพื่อนๆ ไม่ได้มาเยี่ยมเยือนอย่างเคย ครานี้แหละที่ราล์ฟกับเพียงเพ็ญถึงกับช็อคตกใจ เพราะในบ้านมีแมลงสาบตัวเล็กตัวน้อยเดินเพ่นพ่านตั้งแต่ในครัวจนออกมาถึงห้องนั่งเล่น เพียงเพ็ญแทบลมจับ ราล์ฟแปลกใจมาก ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมา ไม่เคยมีสัตว์ชนิดนี้มาเดินสวนสนามในบ้านอย่างนี้

            แมลงสาบที่เยอรมนีตัวเล็กนิดเดียว ตัวกะจิดริดเท่าหนึ่งในสามของนิ้วก้อยกระมัง ตัวยาวๆ สีก็ไม่เข้มเท่า เขาเรียกว่าแมลงสาบเยอรมัน ต่างจากแมลงสาบในเขตร้อนอย่างในเมืองไทย ตัวใหญ่กว่านิ้วโป้ง ฤทธิ์เดชก็มากกว่าหลายเท่าตัว ซ้ำยังบินได้อีกด้วย ยิ่งได้เห็นตอนที่มันบินโฉบเข้ามาใกล้ท่าบินของมันเด็ดเดี่ยวยิ่งกว่าเครื่องบินกามิกาเซ่ของญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ กลิ่นก็แรง

            ตอนที่ราล์ฟไปเที่ยวตามต่างจังหวัดในเมืองไทยกับเพียงเพ็ญ เคยถูกแมลงสาบบินเกาที่แขน เขาสะบัดแขนให้แมลงสาบร่วงลงไป ยิ่งสะบัดมันก็ยิ่งเกาะแน่น กว่ามันจะร่วงลงไปได้ ต้องสะบัดอยู่หลายครั้ง ทั้งบอกว่าขยะแขยง

             “ผมว่าเจ้าแมลงสาบที่นี่น่าเกลียดน่ากลัวเหลือเกิน” ราล์ฟทำท่าห่อไหล่และยกแขนให้เพียงเพ็ยมองดูขนลุกซู่

            แล้วก็ถึงคราวที่ทั้งสองต้องมากำจัดแมลงสาบในบ้าน ราล์ฟซื้อยาซึ่งเป็นครีมมาหนึ่งหลอด แล้วไปบีบเป็นจุดเล็กๆ ในห้องครัวหลายจุดหลายแห่ง

             “เดี๋ยวแมลงสาบมากิน มันก็จะตายไปเอง”

            วันรุ่งขึ้นได้ผลทันตาเห็น เจ้าแมลงสาบตัวเล็กตัวน้อยนอนหงายขาชี้ฟ้าเป็นทิวแถว ตายรวมหมู่อย่างพร้อมใจกัน แต่ละวันมีแมลงสาบตายให้เห็นอยู่ทุกวัน จนมันค่อยๆ ลดจำนวนลงและหมดไป ไม่ได้มารบกวนให้รำคาญใจอีก กว่าเจ้าแมลงสาบจะหมดไปจากบ้านได้ ก็ใช้เวลาอยู่หลายสัปดาห์

            เช้านี้ อากาศสดชื่น แดดทอแสงอ่อนโยน ต้นแอปเปิ้ลใกล้บ้านขยะที่ขึ้นสูง ลำต้นแข็งแรงแผ่กิ่งก้านไปรอบๆ อาณาบริเวณ เริ่มมีลูกเขียว เมื่อปีที่แล้วมันออกลูกดก เพียงเพ็ญได้กินแอปเปิ้ลเกือบทุกวัน ปีนี้ก็คงเหมือนเคย นกตัวเล็กตัวน้อยโผบินเกาะจับต้นแอปเปิ้ลอย่างร่าเริง พลางส่งเสียงร้องพูดคุยช่างฉอเลาะ

            เพียงเพ็ญเดินลงจากบ้านกับราล์ฟจะไปทำงาน พอราล์ฟหยุดตรงประตูที่จอดรถ ยังไม่ทันไขกุญแจก็เหลือบเห็นอะไรบางอย่าง เขาบอกกับภรรยาไม่รอช้า

             “สัตว์ที่ไม่ได้เลี้ยงของที่รักถูกรถทับแบนอยู่ช่องจอดรถถัดไป”  

            เพียงเพ็ญมองไปที่พื้นทันที เจ้าหนูน่ารักตัวหนึ่งถูกทับแบนแต๋ดแต๋เหมือนกล้วยทับ คงจะเป็นหนูตัวใดตัวหนึ่งที่เธอเคยเห็นเป็นแน่ หรือไม่ใช่...เพียงเพ็ญไม่อยากให้เป็นหนูที่เคยเห็น ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นสัตว์เลี้ยง แต่เธอก็รู้สึกผูกพัน เสียดายและเสียใจอยู่บ้าง

            คืนนี้...และพรุ่งนี้จะได้เห็นมันอีกไหมหนอ...เจ้าสัตว์ที่ไม่ได้เลี้ยง...เพียงเพ็ญรำพึง รำพันอยู่ในใจ