|
เรื่องสั้น
ฉ.๒๔๔๓
หญิงสาวนั่งอยู่คนเดียวในห้องแคบ
หันหน้าเข้าฝาผนัง นั่งอยู่อย่างนั้นนานหลายชั่วโมง ทำเหมือนไม่อยากรับรู้ความเป็นไปของโลกภายนอก...
ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ คั่นกลางระหว่างเธอกับผนังห้องทึบตันคือเครื่องคอมพิวเตอร์
โลกของเธอสว่างไสวเรืองรองอยู่ในนั้น โลกที่เต็มไปด้วยเพื่อนพ้องคนรู้จัก
มีเสียงเคาะประตูเบาๆ พร้อมเสียงเรียก
เธอขานรับ พิมพ์ข้อความลงไปว่า
-ขอเวลานอกแป๊บนึงนะ เดี๋ยวมา
เดินไปเปิดประตูห้อง แม่-คนคนเดียวที่เธอรู้จักในบ้านหลังนี้
ยืนอยู่หน้าประตู
ทำอะไรอยู่จ๊ะ
แม่ถาม
กำลังคุยกับเพื่อนอยู่ค่ะ
แม่ทำหน้างงๆ เธอเลยต้องอธิบายอีกประโยค คุยกันทางคอมพิวเตอร์น่ะค่ะ
แม่ชะเง้อคอมองมาทางคอมพิวเตอร์ ถามต่อ ไอ้เครื่องนี้ใช้คุยกันได้ด้วยเหรอ
แม่นึกว่ามันใช้พิมพ์ดีดได้อย่างเดียวเสียอีก
โอ๊ย...ประโยชน์มันมีมหาศาลค่ะ
ใช้ติดต่อพูดคุยกับคนได้ทั้งโลก ไว้วันหลังถ้าแม่อยากใช้ หนูจะสอนให้
แม่แก่แล้ว
ใช้ไม่เป็นหรอก นางส่ายหน้ายิ้มๆ แล้วเปลี่ยนเรื่องพูด
ออกมาทานข้าวก่อนเถอะลูก วันนี้แม่ทำยำวุ้นเส้น
ทิ้งไว้นานเดี๋ยวจะไม่อร่อย
ยังไม่หิวเลยค่ะ
เธอรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ กำลังคุยติดพันอยู่ด้วย
แม่ทานไปก่อนนะ เดี๋ยวหนูหิวเมื่อไหร่ก็ออกไปกินเองแหละ
หนูไม่ค่อยทานข้าวเลย
แม่เอามือลูบแก้มเธอ ดูซินี่...ผอมจนแก้มตอบแล้ว
ไม่ยอมทานข้าว เดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก
เธอยิ้ม บอกคำเดิม แม่ส่ายหน้าอ่อนอกอ่อนใจ แล้วเดินจากไป
ล็อกประตูห้อง กลับมานั่งที่เดิม เคาะนิ้วลงบนคีย์บอร์ด
-กลับมาแล้วค่ะ
-โอเค คุยกันต่อ เมื่อกี๊คุณบอกว่าอยู่จังหวัดนั้นใช่ไหม
ผมก็มีเพื่อนคนหนึ่งอยู่ที่นั่น เคยไปพักบ้านเขาตั้งหลายวัน
-เหรอคะ ได้ไปเที่ยวที่ไหนบ้าง
คู่สนทนาตอบว่าได้ไปชมสถานที่สำคัญ ซึ่งเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก
-ชอบตรงไหนเป็นพิเศษคะ
เธอถามเพราะสถานที่แห่งนั้นมีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล
ตัวเธอเองก็ยังเดินดูไม่ทั่ว
-ชอบไปหมดทุกอย่างแหละครับ สวยมาก -บ้านเพื่อนที่คุณไปพักอยู่แถวไหนคะ -อยู่ในตัวเมืองนั่นแหละครับ ผมก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าอยู่ตรงไหน -ใกล้อนุสาวรีย์รึเปล่า -ครับๆ ใช่ครับ อยู่ถัดจากอนุสาวรีย์มานิดหน่อย -ทางฝั่งสวนสาธารณะหรือฝั่งแม่น้ำคะ -ฝั่งสวนสาธารณะครับ แต่ก็มองเห็นแม่น้ำ เธอยิ้ม พิมพ์ข้อความกลับไปว่า -วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะคะ หิวข้าวแล้ว
บ๊ายบาย -เดี๋ยวซิครับ ผมยังไม่ได้เบอร์ไอซีคิวคุณเลย
ผัดผมมาหลายครั้งแล้ว เมื่อไหร่จะให้ -เมื่อคุณพูดความจริงค่ะ -p เธอพิมพ์ข้อความสุดท้ายลงเครื่องหมายล้อพ่วงท้ายประโยค
ลากเม้าส์คลิกออกจากห้องสนทนารวมเข้าโปรแกรมไอซีคิว เพื่อสนทนากับเพื่อนที่คุ้นเคยกันมากกว่านี้ หัวเราะเบาๆ เมื่อนึกคำตอบจากชายที่ไม่เคยเห็นหน้า
จังหวัดนี้มันมีแม่น้ำอยู่ตรงไหนหนอ ตอนแรกที่กลับมาอยู่บ้าน
เธอเข้าไปใช้อินเทอร์เนตที่ร้านในตัวเมือง เสียค่าบริการชั่วโมงละ ๒๐
บาท บางวันต้องจ่ายไปเกือบร้อย
ไม่รวมค่ารถไปกลับ ซึ่งต้องนั่งมอเตอร์ไซค์ออกจากซอยบ้านเธอมายังถนนใหญ่
แล้วนั่งรถสองแถวต่อเข้าตัวเมือง ขากลับให้มอเตอร์ไซค์จากในเมืองมาส่งถึงบ้าน
เพราะมันมักจะดึกจนรถสองแถวเลิกวิ่งไปแล้ว
แม่เตือนเธอว่าไม่ควรกลับดึกอย่างนั้น มันไม่ปลอดภัยสำหรับผู้หญิงเอาเสียเลย
เธอก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน แต่จะทำยังไงได้ ช่วงเวลาที่มีคนเข้ามา แชท
กันหนาแน่น จะเริ่มตั้งแต่หัวค่ำไปจนกระทั่งดึกดื่น
ยิ่งดึกคนก็ยิ่งเยอะ ถ้าเปลี่ยนเวลามาเข้าร้านอินเทอร์เนตช่วงกลางวัน
ก็ไม่รู้จะไปคุยกับใคร
ด้วยความห่วงใย ในที่สุดแม่ก็ต้องซื้อคอมพิวเตอร์ให้ตามที่เธอต้องการ
ซึ่งก็ทำให้เธอปลอดภัยอยู่ในบ้านได้ทั้งวัน แทบจะไม่ออกจากห้องเสียด้วยซ้ำ
ยกเว้นเวลากินข้าวหรือเข้าห้องน้ำ
เธอติดอินเทอร์เนตมาตั้งแต่เรียนหนังสืออยู่กรุงเทพฯ
ที่มหาวิทยาลัยของเธอมีคอมพิวเตอร์ให้ใช้เป็นร้อยๆ เครื่อง พอเรียนจบ
เธอสมัครงานไปหลายที่ ทั้งทางจดหมายและอินเทอร์เนต แต่ไม่มีที่ใดตอบรับ
มันอาจเกิดจากสาขาที่เธอจบมาหางานยากเป็นปกติอยู่แล้ว หรืออาจเป็นเหตุผลทางด้านเศรษฐกิจ
เพราะนักศึกษาที่จบมาในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเรียนมาทางไหนก็ตกงานกันทั้งนั้น
ในที่สุดเธอต้องเดินทางกลับบ้านเกิด บ้านที่มีแม่เพียงคนเดียวอยู่คอยต้อนรับ
บ้านในย่านชานเมืองของจังหวัดเล็กๆ ไกลจากกรุงเทพฯหลายร้อยกิโลเมตร
จังหวัดเล็กๆ อันแสนเงียบเหงา ไม่มีเพื่อน ไม่มีคนพอคุยกันรู้เรื่อง
ถ้าไม่มีคอมพิวเตอร์เชื่อมโยงสายสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเพื่อนผู้อยู่ห่างไกล
เธออาจจะบ้าตาย หรือไม่ก็ฆ่าตัวตายไปแล้ว
ยังจำได้ดี...วันที่เธอยื่นคำขาดให้แม่ซื้อคอมพิวเตอร์
มันไม่ได้ต่างจากวันอื่นๆ ช่วงเย็นวันนั้น เธอเดินออกมาที่คิวมอเตอร์ไซค์รับจ้างตามปกติ
คนพวกนั้นมองมาทางเธออยู่ก่อนแล้ว ดูเหมือนกำลังพูดจาซุบซิบอะไรอยู่ด้วย
พอเธอเดินเข้าไปใกล้ ทั้งกลุ่มก็หัวเราะครืน มันต้องเป็นการพูดนินทาเธอในเชิงทะลึ่งลามกแน่ๆ
เป็นครั้งแรกที่เธอเดินผ่านคิวมอเตอร์ไซค์ไปโดยไม่เรียกใช้บริการ
ส่งผลให้มีเสียงแซวตามหลัง
วันนี้ไม่ขึ้นมอไซค์หรือจ๊ะคนสวย...
คนสวยๆ
ยังงี้ไปส่งฟรียังได้...
ไอ้พวกป่าเถื่อน ไร้การศึกษา...เธอด่าในใจ
สาวเท้าเดินเร็วยิ่งขึ้น ระยะทางจากซอยบ้านเธอไปถึงถนนใหญ่ไกลพอสมควร
แต่ถึงอย่างไรเธอก็ต้องเดิน...เดินไปข้างหน้า
ไปเสียให้พ้นๆ จากพวกกุ๊ย เพราะหากหันหลังเดินกลับเข้าบ้าน ก็ต้องไปเจอพวกมันอีก
มาถึงร้านอินเทอร์เนต เธอยังไม่หายโกรธ เอาเรื่องนี้ไประบายกับเพื่อนพ้องในอินเทอร์เนต
พวกเขาแสดงความเห็นใจ ส่งข้อความปลอบประโลมมามากมาย เธอค่อยรู้สึกดีขึ้นบ้าง
เมื่อกลับมาบ้าน เล่าเรื่องที่ถูกมอเตอร์ไซค์รับจ้างพูดจาลวนลามให้แม่ฟัง
แต่แม่กลับทำท่าเฉยๆ ไม่ได้ทุกข์ร้อนไปกับเธอ
มันคงพูดหยอกหนูเล่นละมั้ง
พวกนี้เด็กในซอยเราทั้งนั้น แม่รู้จักทุกคน แม่ว่า
รู้จักแล้วรับประกันความปลอดภัยให้หนูได้ไหมล่ะ
เธอตีหน้าเง้า กระแทกเสียงใส่
โอ๊ย...พวกนี้มันไม่มีอะไรหรอก
ก็ทะลึ่งตึงตังไปตามประสา ไอ้คนที่พูดแซวหนู แม่ว่าถ้าไม่ใช่ไอ้ตุ๊ หลานน้าต๋อย
ก็คงเป็นไอ้เชิด ลูกป้าแช่ม... แม่ยังว่าไปเรื่อยๆ
หนูจะไปรู้เหรอ
น้ำเสียงเธอยังไม่หายโกรธ แต่คราวนี้หันมาโกรธแม่ตัวเอง
ไม่รู้ล่ะ ต่อไปนี้หนูจะไม่ออกไปข้างนอกอีกแล้ว
ไม่อยากเจอพวกมัน
ดีแล้วจ้ะ
ผู้หญิงไปไหนมาไหนคนเดียวกลางคืนไม่ดีหรอก มันอันตราย แม่ก็ไม่อยากให้หนูออกไปอยู่แล้ว
คราวนี้แม่เห็นด้วย
แต่แม่ต้องซื้อคอมพิวเตอร์มาให้หนูใช้ที่บ้าน
เธอยื่นคำขาด
ฉันมาทำอะไรอยู่ที่นี่...จังหวัดโง่ๆ
มีแต่คนโง่ๆ
ตัวหนังสือสีขาวแล่นผ่านพื้นสีดำสนิทบนหน้าจอคอมพิวเตอร์
จากขวาไปซ้าย จบประโยคแล้วก็โผล่กลับมาใหม่ ครั้งแล้วครั้งเล่า ตราบใดที่เธอยังไม่เอามือไปสัมผัสส่วนใดของเม้าส์หรือคีย์บอร์ด
มันคือข้อความที่เธอพิมพ์ใส่ไว้ในสกรีนเซฟเวอร์
(โปรดแกรมพักหน้าจอ) ยามที่ละมือไม่ใช้งานครบตามเวลาที่กำหนด มันก็ปรากฏขึ้นมาตอกย้ำความเจ็บปวด
บางครั้งเธออยากลบข้อความนี้ทิ้ง แต่แล้วก็มาคิดได้ว่า...ปล่อยมันไว้อย่างนี้แหละ
จะได้รู้ว่าตอนนี้เราอยู่ที่ไหน อยู่ในสภาพใด...
ข้อความประโยคนั้นไม่เกินเลย! ที่นี่คือดินแดนแห่งความโง่
ผู้คนใช้ชีวิตไปแบบโง่ๆ พูดคุยกันแต่เรื่องโง่ๆ
แรกๆ เธอพยายามปรับตัว พูดจาปราศรัยกับเพื่อนบ้านด้วยดี
แต่พอนานไปเธอก็เริ่มเบื่อ ไม่รู้จะคุยไปทำไม เพราะหัวข้อการสนทนาก็มักวนเวียนซ้ำซากอยู่ที่...เมื่อคืนฝันว่ายังไง
งวดนี้เลขไหนมาแรง งานฉลองผ้าป่าที่วัดคืนนี้จะมีลิเกแสดงประชันลำตัด
อาทิตย์หน้าก็จะมีผ้าป่ามาทอดที่วัดอีก...
พวกเขาอาจไม่ผิดที่คุยกันเรื่องนี้ เพราะเขารู้แต่เรื่องพรรค์นี้
แต่เธอก็ไม่ผิดที่ไม่ยอมร่วมวงสนทนา เพราะเธอไม่รู้เรื่องด้วย ไม่สนใจ
และไม่คิดจะสนใจ
แล้วในที่สุดเธอก็กลายเป็นคนแปลกหน้าในสายตาเพื่อนบ้าน
จากที่เคยพูดคุยทักทายกัน ก็กลายเป็นนานๆ ครั้ง กระทั่งไม่คุยกันเลย
ยามที่เดินสวนกันในซอย จะเกิดความรู้สึกอึดอัดทั้งสองฝ่าย ต่างคนต่างก็แกล้งหันหน้าไปทางอื่น
จะได้ไม่ต้องสบตากัน
ไม่คุยกับใครก็ไม่เห็นแปลก เพราะถึงยังไงเธอก็มีคนที่
คุยกันรู้เรื่อง ในอินเทอร์เนตอยู่แล้ว
มีคนบอกว่าอินเทอร์เนตเป็นโลกอันจมปลอม
หาความจริงไม่ได้ แม้แต่ชื่อที่ใช้ในการสนทนากับคนอื่นก็เป็นชื่อปลอม...จะตั้งให้แปลกพิสดารยังไงก็ได้
เป็นต้นว่า...เออิเอ้กเอ้ก
มิสเมารี โก๋โจ๊ะ ติ่มซำ แมงมุมขาว Mayaaaa Sixzaza Whytok ตัวเธอเองก็ใช้นามแฝงว่า นกกะพรุน
ไม่มีความหมายใดๆ ทั้งสิ้น เอาให้แปลกไว้ก่อน เธอชอบเพื่อนในอินเทอร์เนตคนหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า
Virtual Friend ความหมายของชื่อก็ดี เพื่อนเสมือน
ท่าทางเป็นคนมีความรู้ ความคิดดีด้วย ครั้งหนึ่งในการสนทนา
เขาบอกเธอว่า คุณแน่ใจหรือว่าโลกนี้มีความจริงแท้
ทุกอย่างล้วนเกิดจากความเชื่อ ถ้าคุณเชื่อว่าโลกในอินเทอร์เนตเป็นความจริง
มันก็คือความจริง ที่เขาว่าก็ถูก โลกนี้ไม่มีความจริง
มีแต่ความ เชื่อว่าจริง ความสัมพันธ์ฉันเพื่อนในอินเทอร์เนตมันอาจเป็นแค่เรื่องหลอกๆ
แต่ตราบใดที่มันยัง หลอก ให้มีความสุขได้
ก็ไม่น่าจะมีอะไรเสียหาย ไม่เห็นจะต้องไปแคร์กับชื่อแปลกๆ
ปลอมๆ เหล่านั้น เพราะถึงยังไงพวกเขาก็ยังเป็น เพื่อน
เธอได้สมบูรณ์ในโลกอินเทอร์เนต โลกแห่งความจริงเสมือน
Virtual Reality คนเล่นอินเทอร์เนตรู้ดีอยู่แล้วว่าจะ
แชท
กับใคร อย่างไรก็ได้ แต่ถ้ายังไม่มั่นใจ ก็อย่าไปให้เบอร์ไอซีคิว
และต้องระมัดระวังให้จงหนัก หากจะสานต่อความสัมพันธ์ถึงขั้นให้เบอร์โทรศัพท์
บอกแหล่งพักอาศัยที่แท้จริง หรือนัดหมายไปพบตัวจริงกัน มีเพียงครั้งเดียวที่เธอรับนัดเพื่อนชายที่รู้จักกันในอินเทอร์เนต
นัดเจอกันที่ร้านฟาสต์ฟู้ดกลางกรุง คุยไปสักพัก เธอก็รู้ว่าตัวจริงของเขาไม่เหมือนกับ
ตัวตน
ที่เธอรับรู้ในอินเทอร์เนต ด้วยคำพูด ส่อเจตนา
ไม่กี่ประโยค ผมรู้จักร้านอาหารอร่อยแถวชานเมืองอยู่ร้านหนึ่ง
เอ่ยชื่อสถานที่ที่ ไกล
และ เปลี่ยว ขึ้นมา
เดี๋ยวเราไปนั่งทานอะไรที่นั่นกันดีกว่า เธอตอบปฏิเสธ แม้ว่าเขาจะพยายามเซ้าซี้คะยั้นคะยอเพียงใดก็ตาม
เมื่อไม่ได้ดังหวัง ก็เปลี่ยนเป็นชวนไปดูหนัง ชวนไปผับ ไปคลับเฮ้าส์
ซึ่งเธอก็ยังปฏิเสธเหมือนเดิม นี่คือตัวอย่างของอันตรายจากอินเทอร์เนต
แต่มันเป็นอันตรายที่เธอรู้เท่าทันและหาทางป้องกันได้อยู่แล้ว ผู้ชายคนนั้นก็แค่
นักแสวงหาผลพลอยได้
จากความสัมพันธ์ในอินเทอร์เนต เมื่อเธอรู้ทัน เขาก็ไม่มีทางทำอะไรเธอได้ แต่ถ้าเป็นพวกมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่นี่ล่ะ
หากพวกมันคิดจะทำมิดีมิร้ายกับเธอ เธอจะหาทางป้องกันได้อย่างไร? คุยกับเพื่อนอยู่หรือจ๊ะ แม่ถามภายหลังที่เธอเปิดประตูออกไปหา
หลังๆ มานี้แม่มาเคาะประตูเรียก ถ้ามองเข้ามาเห็นเครื่องคอมพิวเตอร์เปิดใช้งานอยู่
ก็จะไม่ถามแล้วว่า กำลังทำอะไรอยู่ เปล่าค่ะ
กำลัง...เอ่อ...ส่งจดหมายสมัครงานอยู่น่ะค่ะ
เธอโกหก เพราะรู้สึกไม่ดีถ้าทำให้แม่คิดว่าเธอเอาแต่คุยเล่นไปวันๆ
ไม่กระตือรือร้นคิดหางานทำ ในความเป็นจริงนั้นน เธอเลิกส่งอีเมล์สมัครงานมานานแล้ว
เพราะส่งไปเท่าไหร่ก็ไม่เกิดผล เออ...ไอ้คอมพิวเตอร์นี่ดีนะ
นอกจากจะใช้คุยกันได้แล้ว ยังใช้ส่งจดหมายได้ด้วย ยังงี้ก็ไม่ต้องไปไปรษณีย์ให้มันยุ่งยากซิ ใช่ค่ะ...เดี๋ยวนี้คนหันมาใช้จดหมายอีเล็คทรอนิกส์กันเยอะ
มันประหยัดกว่า อย่างส่งไปต่างประเทศก็เสียเงินไม่กี่บาท แถมเร็วด้วย
ส่งปุ๊บ คนทางโน้นได้รับปั๊บ เดี๋ยววันหลังแม่ต้องวานหนูช่วยส่งจดหมายไปหายายนีบ้างแล้ว
ไม่รู้ไปอยู่โน่นเป็นไงบ้าง แม่หมายถึง พี่นี
ลูกผู้พี่ผู้น้องของเธอ ซึ่งไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น เอาสิคะ...แม่มีเบอร์อีเมล์พี่นีไหมล่ะ เบอร์อะไรนะ
แม่ทำหน้างงๆ เบอร์อีเมล์ค่ะ
เป็นรหัสติดต่อทางคอมพิวเตอร์ ถ้าไม่มีเบอร์อีเมล์ก็ส่งไม่ได้ เขามีหรือเปล่าล่ะ ไม่รู้สิ...ต้องจะไปถามน้านอมเขาดูก่อนว่า
ยายนีมีเบอร์ที่ว่านี่หรือเปล่า คงมีอยู่หรอก...เธอนึกเยาะหยันในใจ
ถ้าคนไปทำงาน อาชีพเก่าแก่ อย่างนั้นให้ความสนใจวิทยาการสมัยใหม่อย่างอินเทอร์เนต
ต้องถือว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาดมหัศจรรย์ นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งของจังหวัดนี้ที่เธอรับไม่ได้
ผู้คนเห็นการส่งลูกไป ขายตัว
ที่ญี่ปุ่นเป็นเรื่องปกติ ไปกันแทบจะทุกครัวเรือน แล้วก็เอามาคุยอวดกันว่าลูกใคร
หาเงิน ส่งกลับบ้านได้มากกว่า ดีที่แม่ไม่คิดให้เธอไปทำงานอย่างนั้นบ้าง...หรืออาจ
คิด อยู่ก็ได้ ใครจะรู้
เพราะเห็นแสงความชื่นชมญาติผู้พี่ของเธออยู่บ่อยๆ ไม่แน่ว่าถ้าเธอยังอยู่ในสภาพ
ตกงาน อย่างนี้ไปเรื่อยๆ
แม่อาจจะให้เธอ ทำ อย่างที่ผู้หญิงละแวกบ้านเขาทำก็ได้ พอดีแม่มีเรื่องจะมาบอกหนู
แม่พูดขึ้นมา ช่วยขจัดความคิดฟุ้งซ่านในใจเธอออกไปได้
พรุ่งนี้แม่จะไปบวชชีพราหมณ์ ถือศีลอยู่ที่วัดสามวัน
หนูอยู่เฝ้าบ้านคนเดียวได้นะจ๊ะ เอ่อ...ได้ค่ะ...ได้...
เธอตอบรับ ท่าทางยังงงๆ พึมพำว่า สามวันเชียวหรือคะ... จ้ะ...สามวัน
แต่ไม่มีปัญหาหรอก แม่พูดยิ้มๆ แม่ฝากคนแถวนี้ช่วยดูแลหนูไว้แล้ว
อาหารการกินก็ไม่ลำบาก แม่ซื้อมาตุนเอาไว้ให้แล้ว แต่ว่า...
ยกนิ้วขึ้นมาชี้หน้า ทำเสียงดุๆ หนูต้องทานข้าวให้ครบทุกมื้อนะ
จะมาทำกินบ้างไม่กินบ้างอย่างเคนไม่ได้ เดี๋ยวจะไม่สบาย -ตอนนี้อยู่เฝ้าบ้านคนเดียวค่ะ
เหงาจัง มีข้อความตอบกลับมาว่า -โถ ...น่าสงสารจังเลย
ให้ผมไปอยู่เป็นเพื่อนไหม -มาสิคะ -บ้านคุณอยู่แถวไหนครับ เธอยิ้ม นึกอยู่ในใจ...มุขนี้มันเชยแล้วล่ะพี่...ขณะพิมพ์ข้อความบอกที่อยู่ไป -อ้าว นึกว่าคุณอยู่ในกรุงเทพฯเสียอีก เธอจินตนาการสีหน้าท่าทางของคู่สนทนาได้ทันที
คงผิดหวังแสนสาหัส ก่อนจะได้พิมพ์ข้อความโต้ตอบอะไรไปอีก
ก็ได้ยินเสียงคนตะโกนโหวกเหวกอยู่หน้าบ้าน เธอเปิดประตูออกไป เห็นชายวัยกลางคนยืนเกาะรั้วอยู่ด้านนอก มาหาใครคะ
เธอถาม โผล่แค่หน้าออกมาพ้นประตู มือยังจับลูกบิดด้านในไว้แน่น บ้านไอ้เวียงอยู่หลังไหน
เสียงถามเหน่อๆ เขาอยู่ในซอยนี้เหรอคะ
เธอถามกลับไปอีก ซึ่งไม่น่าจะมีความหมายอะไรมากไปกว่าถามแก้เก้อ
เพราะเธอแทบจะไม่รู้จักชื่อเพื่อนบ้านในละแวกนี้เลย ใช่...อยู่ในซอยนี้แหละ
แต่ไม่รู้หลังไหน ลุงไม่เคยมา แกตอบเสียงดัง
เธอขมวดคิ้วด้วยความรำคาญ นึกอยู่ในใจ...อะไรกัน
อยู่ห่างไม่กี่วา ทำไมต้องพูดเสียงดังขนาดนี้ด้วย รู้สึกว่าคนที่นี่จะชอบพูดเสียงดังกันทั้งนั้น
ไอ้เวียงที่เลี้ยงไก่ชนไง ใครก็รู้จัก
ฟังเหมือนตำหนิ ลุงจะมาดูไก่มัน
เห็นว่าซุ่มเลี้ยงไว้ตัวนึง เป็นไก่สายพันธุ์ดี ยังไม่เคยลงตีที่ไหน...
รู้จักบ้านเลขที่ไหมละคะ
เธอรีบตัดบท เพราะขืนปล่อยให้พูดต่อ ลุงแกคงพูดในเรื่องที่เธอไม่สนใจไปได้เรื่อยๆ
อ้าว...ใครจะไปรู้
ลุงไม่ได้เป็นไปรษณีย์นี่นา จะได้ไปจำเลขบ้านคน
ตอบพร้อมหัวเราะเอิ๊กอ๊าก เหมือนขบขันเสียเต็มประดา
ในความรู้สึกของเธอ...นี่คือเสียงหัวเราะเยาะ
หนูไม่รู้จักหรอก
เธอชักหงุดหงิด พูดเสียงห้วน ชี้มือบอก ลุงไปถามบ้านหลังโน้นก็แล้วกัน
ชายคนนั้นพยักหน้าหงึกหงัก พูดเบาๆ เหมือนจะรำพึงกับตัวเอง
ไม่รู้จักได้ไง แล้วก็เดินจากไป
เธอมองตาม เห็นแกส่ายหน้า เอามือเกาหัว บ่นอะไรงึมงำไปตลอดทาง
ปิดประตูค่อนข้างแรง เดินกลับเข้าห้องด้วยอารมณ์หงุดหงิด
ยิ่งมาเจอข้อความบนจอคอมพิวเตอร์ ฉันมาทำอะไรอยู่ที่นี่...จังหวัดโง่ๆ
มีแต่คนโง่ๆ ก็ยิ่งอารมณ์เสียขึ้นไปอีก
ที่นี่คือที่ไหน?
แล้วเรามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? เธอคิดพลางหันไปมองรอบกาย
ตลอดพื้นดินจรดแผ่นฟ้า มีแต่ความเวิ้งว้างว่างเปล่า เหมือนยืนอยู่กลางทะเลทราย
หรือถ้าคิดอีกที...มันน่าจะเป็นดวงดาวที่ไร้สิ่งมีชีวิตเสียมากกว่า
เดินสะเปะสะปะไร้ทิศทางไปจนกระทั่งเหนื่อยหอบ
สภาพภูมิประเทศก็ยังเหมือนเดิม เธอเปลี่ยนจากเดินเป็นวิ่ง ออกแรงวิ่ง...วิ่ง...วิ่ง...ไม่คิดชีวิต
แต่เหมือนกับวิ่งอยู่ที่เดิม เธอรู้สึกหวาดกลัวระคนอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก
แผดเสียงร้อง แม่...ช่วยด้วย
พลันก็ลืมตาตื่น
ที่แท้เป็นเพียงความฝัน ฝันร้าย...
รู้สึก่อนระโหยโรยแรง ศีรษะหนักอึ้ง นัยน์ตาก็พร่าเบลอ
มองเห็นภาพตรงหน้าเหลื่อมซ้อนไม่ชัดเจน กะพริบตามองอีกที ถึงได้รู้ว่าภาพที่เธอเห็นอยู่คือใบหน้าของแม่
คนที่เธอร้องขอความช่วยเหลือในความฝันนั่นเอง
ไม่เป็นไรแล้วล่ะลูก
แม่พูดปลอบโยน เอามือลูบหัวเธอเบาๆ
เอี้ยวคอมองรอบทิศ ที่นี่ไม่ใช่บ้าน ไม่ใช่ห้องนอนของเธอ
ที่เธอนอนอยู่คือเตียงที่มีขาหยั่งห้อยสายน้ำเกลือระโยงระยาง...ที่นี่คือโรงพยาบาล!
หนูเป็นอะไรไปคะ
ถามเสียงแหบแห้ง
หนูไม่สบาย...มีคนพามาส่งโรงพยาบาล...ไปตามแม่ที่วัด...เธอนึกลำดับเหตุการณ์
เป็นไปได้หรือ? ถ้าเธอไม่สบาย ถึงขั้นนอนสลบไสลอยู่ในบ้าน
แล้วคนภายนอกจะรู้ได้อย่างไร?
เหมือนแม่จะรู้ข้อกังขาในใจ อธิบายมาอีก คนข้างบ้านเขาเห็นบ้านเงียบผิดสังเกต
เลยงัดประตูเข้าไปดูจ้ะ
เธอกะพริบตาปริบๆ ยังรู้สึกมึนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น
พูดอะไรไม่ออก ได้แต่ปล่อยให้แม่เล่าเรื่องราวต่อไป
แม่บอกว่า อีกหนึ่งวันต่อจากวันที่แม่ไปบวชชีพราหมณ์
กรรมการชุมชนได้นำซองผ้าป่ามาบอกบุญกับคนในซอย มาถึงบ้านเธอ ทีแรกกรรมการชุมชนนึกว่าไม่มีใครอยู่บ้าน
แต่บ้านข้างเคียงยืนยันว่ามีลูกสาวเจ้าของบ้านอยู่ แล้วคนที่บ้านหลังนั้นก็ออกมาช่วยเรียกเธอ
ตะโกนเรียกอยู่หลายครั้ง ไม่มีเสียงตอบรับ เห็นผิดปกติเลยงัดประตูบ้านเข้าไปดู
พบเธอนอนหมดสติอยู่ในห้อง จึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล
โชคดีเหลือเกิน
ลูกเอ๋ย ถ้าไม่ได้เพื่อนบ้านช่วยเหลือ หนูต้องแย่แน่ๆ แม่พูเสียงเครือ
ใครคะที่เข้าไปช่วยหนู
ลุงคนอ้วนๆ
ดำๆ สักยันเต็มตัว ที่หนูเคยบอกว่าท่าทางเหมือนโจรไง แม่ตอบ
น้ำเสียงแจ่มใสขึ้น
อ๋อ...ลุงเติมใช่ไหมคะ
ลุงเจิมจ้ะลูก
เจิม...ไม่ใช่เติม แม่บอกยิ้มๆ
ค่ะ...ลุงเจิม
เธอพึมพำในลำคอ พยักหน้าช้าๆ ก่อนจะปิดเปลือกตาลงด้วยความรู้สึกอ่อนล้าทั้งกายใจ |