|
เรื่องสั้น
ฉ.๒๔๔๒ สุดห่วง บงกชเพชร
ผมรักป้าเยื้อนมาก ป้าเป็นคนใจดี สุภาพอ่อนโยน
มีวาจาไพเราะ ป้าไม่มีลูกจึงขอผมไปเลี้ยงตั้งแต่ผมยังนอนแบเบาะ บ้านของป้าปลูกไม่ห่างจากบ้านของแม่ผมนัก
แค่วิ่งอ้อมกอไผ่ตรงกลางลานดินก็ถึงบันไดบ้านป้า บ้านป้ากับบ้านแม่ปลูกทรงเดียวกันคือเป็นเรือนไม้ชั้นเดียว
ใต้ถุนสูง บริเวณใต้ถุนบ้านเป็นที่เก็บแผ่นไม้กระดานกองโตจำพวกไม้มะค่าโมง
ไม้มะม่วงป่า กระถินป่า นอกจากนั้นก็มีเรือลำหนึ่ง และสุ่มไก่
ก่อนถึงตัวบ้าน ด้านขวามือมีศาลพระภูมิทำด้วยไม้ตั้งโย้เย้อยู่ข้างอต้นเข็มที่ออกดอกสีแดง
ตรงบันไดบ้าน มีท่อซีเมนต์แตกผ่ากลาง ป้าเยื้อนใส่น้ำไว้ในท่อนั้นใช้ทำเป็นที่เก็บน้ำสำหรับล้างเท้าก่อนขึ้นเรือน
ลุงชื้น สามีของป้าเป็นคนอารมณ์ดี ชอบคุย เย็นลงต้องตั้งวงนั่งกินเหล้ากับเพื่อนๆ
บนนอกชาน ร้องรำทำเพลง บางวันก็ถกปัญหาชาวบ้าน ถ้าวันไหมไม่มีเพื่อนมาร่วมวงก็จะนั่งดื่มกินอยู่คนเดียวและมักจะเอากลองเล็กๆ
มาตีคลอเสียงที่ร้อง เวลาเย็นเยื้อนทำอาหารกับแกล้มให้เสร็จก็มักจะปลีกตัวลงจากเรือนไปนั่งคุยกับแม่
ปล่อยให้ลุงกินเหล้าอยู่จนเกือบจะค่อนคืนป้าจึงค่อยๆ ย่องกลับเข้าห้องนอนโดยไม่รู้ว่าลุงชื้นเลิกกินเหล้าเวลาใด
ป้าเยื้อนกับลุงชื้นรักผมมาก แกบอกว่าผมเรียนหนังสือเก่งอยากให้เรียนหมอเผื่อจะได้ฝากผีฝากไข้
ยามแก่เฒ่าลุงชื้นพูดพลางชี้นิ้วกวาดไปรอบๆ แล้วว่าสมบัติที่มีอยู่แกยกให้ผมคนเดียว
ผมเรียนหนังสือในอำเภอจนจบแล้วเจ้ามาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ
เข้าเรียนแพทย์ได้ เป็นที่ปลาบปลื้มของครอบครัวญาติพี่น้องของคนที่บ้านตำบลไม้ทองยิ่งนัก
ป้าของผมเวลาไปตลาดมักจะแวะคุยอวดโอ้กับพวกแม่ค้าที่ซื้อของประจำว่าบัดนี้หลานชายกำลังเรียนหมอแล้วนะ
เวลาที่ผมกลับบ้านผมรู้สึกเขินจนไม่อยากไปตลาดให้คนโน้นคนนี้ทักทายหรือมาแสดงความยินดีกับผมเลย
ตอนที่กำลังศึกษาแพทย์ปีที่ ๒ ระหว่างปิดเทอมใหญ่
ป้าเยื้อนขอร้องให้ผมบวชสักเดือนหนึ่ง ป้าบอกว่าทั้งป้ากับลุงคงจะมีอายุไม่ยืนยาวจนถึงผมเรียนจบหรอก
ยังไงๆ ก็อยากเห็นชายผ้าเหลืองของหลานรักเสียหน่อย ผมจึงได้เข้าบรรพชาอุปสมบทที่วัดทองมงคลในหมู่บ้าน
ป้าเยื้อนกับลุงชื้นชื่นอกชื่นใจและปลื้มนักหนาที่ได้เห็นหลานบวชสมความปรารถนา
ลุงชื้นถึงกับบอกว่าจะอดเหล้าไปตลอดชีวิตฉลองศรัทธาหลาน แต่วันสุกดิบก่อนบวชลุงก็ดื่มเหล้าเสียเพียบแปร้จนต้องนอนแผ่กลางนอกชาน
อย่างไรก็ตามวันรุ่งขึ้นลุงก็กระปรี้กระเปร่าสามารถเข้าร่วมพิธีบรรพชาอุปสมบทให้ผมจนลุล่วงโดยสวัสดิภาพ
ผมจำวัดคร่ำเคร่งสวดมนต์ภาวนาอ่านภาษาบาลีตามพระสงฆ์อื่นๆ
ประพฤติปฏิบัติอยู่ในพระธรรม คำสั่งสอนและวินัยสงฆ์เป็นอันดี ทุกเช้าผมเดินเคร่งรับบิณฑบาตรรับข้าวปลาอาหารจากชาวบ้านตั้งแต่ยังไม่รุ่งสางแน่ละ...
ป้าเยื้อนจะต้องออกมายืนใส่บาตรทุกเช้าเป็นประจำ ป้าเยื้อนบอกว่าลุงชื้นอดเหล้าได้หลายวันแล้ว
เมื่อครบกำหนดผมสึกออกจากผ้าเหลือง วันนั้น ป้าเยื้อนมาคอยรับถึงบั้นไดกุฏิวัด
เมื่อผมเดินลงมาป้ายื่นสายสร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทองให้ผม บอกให้ผมสวมคอไว้เป็นสิริมงคลและขอให้เก็บรักษาให้ดีเพราะเป็นพระพุทธชินราชพิษณุโลกเนื้อแท้และหายาก
อย่าทำหาย ผมก้มกราบป้าด้วยความรู้สึกตื้นตันใจ
ผมกลับไปศึกษาแพทย์ต่อ ไม่กี่เดือนต่อมาผมได้รับข่าวร้าย
แม่ใช้น้าไปตามผมถึงหอพักบอกว่าลุงชื้นป่วยหนัก ผมรีบเดินทางกลับบ้านพร้อมน้าในทันที
ผมก้าวขึ้นเรือนป้าเยื้อนเมื่อยามพลบ เห็นญาติพี่น้องนั่งในห้องโถงสิบกว่าคน
ป้าของผมพลางน้ำตาคลอ ลุงชื้นนอนหายใจผะแผ่ว บางครั้งก็สำลักลมหายใจเป็นห้วงๆ
ส่งเสียงร้อง โอย โอย โอ้ก อ้าก ลั่นบ้าน ป้าบอกว่าแกลงแดงเพราะอดเหล้าจนแทนไม่ไหว
ผมเร่งให้ญาติช่วยกันอุ้มลุงชื้นจะพาไปโรงพยาบาลในอำเภอ
ป้าถือตะเกียงเดินกลับเข้าห้องนอนคอยสักประเดี๋ยวจะไปเอายาดม
ป้าเดินเข้าไปไม่ถึงห้านาทีทุกคนได้ยินเสียงล้มตึงในห้อง ผมกับญาติพี่น้องกรูเข้าไปดู
พบป้าเยื้อนนอนพาดขอบเตียง ผมรีบเข้าไปพยุง ตรวจชีพจรก อนิจจา ชีพจรสงบหยุดเต้น
ป้าเยื้อนมีอาการหัวใจวายโดยฉับพลันยังไม่ทันที่ผมจะได้พาไปพบหมอ มันไม่ทันเสียแล้ว
ผมอุ้มป้าให้นอนราบบนพื้นห้อง ทุกคนเดินออกมาที่ห้องโถง ปรากฏว่าลุงชื้นก็นอนนิ่งไม่ร้องไม่ไหวติง
ชีพจรก็หยุดเต้น แกสิ้นสมหัวใจวายตามป้าเยื้อนไป ผมตกตะลึงตัวชา อะไรกัน
เป็นไปได้หรือที่ทั้งลุงชื้นและป้าเยื้อนเกิดหัวใจวายตายไปเกือบจะพร้อมกันทั้งสองคน
ญาติพี่น้องที่มานั่งล้อมวงดูอาการต่างรู้สึกตกใจร้องไห้โหยหวนกันระงม
ผมยืนใจสั่นระริก คิดอะไรไม่ออก หูอื้อ แน่นหน้าอกเหมือนลืมหายใจ แม่เข้ามาประคองให้ผมนั่ง
ญาติพี่น้องต่างช่วยกันจัดการทำศพของป้ากับลุงจนเสร็จเรียบร้อย นำอังคารไปบรรจุไว้ที่สถูปเล็กๆ
ในวัดของมงคล ส่วนบ้านที่ป้ายกให้ผมนั้น ผมขอให้น้ามาอยู่เฝ้าเพราะสมบัติของป้าก็ไม่ใช่น้อย
เป็นของเก่าจำนวนถ้วยชามเบญจวงศ์น้ำทอง ถาดหินอ่อนลายดอกอัญชันสีครามและเครื่องของเหลืองหลายชิ้น
ก่อนที่ผมจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ แม่ถามผมว่าเคยเห็นป้าให้สร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทองเมื่อตอนสึก
ตอนนี้อยู่ที่ไหน ผมจำไม่ได้ว่าถอดวางไว้ที่ไหน เมื่อไหร่ และผมลืมของสิ่งนี้เสียสนิทเพราะผมไม่ยอมใส่สายสร้อยและผมก็จำไม่ได้ว่าเก็บไว้ที่ไหน
ผมบอกให้แม่ช่วยหาด้วยคงจะอยู่ในห้องนอนไม่ของแม่ก็ของผมแน่ๆ
แล้วผมก็ลืมเรื่องนี้ไปเลย
ผมเรียนจบเป็นนายแพทย์ด้านศัลยกรรมทำงานอยู่ในโรงพยาบาลของรัฐแห่งหนึ่ง
เวลาล่วงเลยมาสิบกว่าปีแล้ว หมู่บ้านของผมที่ห่างจากตัวอำเภอเมืองบัดนี้เจริญขึ้นมาก
หมูบ้านขยายอาณาเขต เพื่อนๆ ที่เคยเรียนด้วยกันมาตั้งแต่เด็กต่างทำงานมีอาชีพเป็นหลักแหล่ง
บางคนเป็นหมอความ วิศวกร นายธนาคาร เป็นช่าง ส่วนพวกที่ไม่ได้เรียนอะไรต่อก็มีที่นาทำกันหรือให้เช่าหรือทำสวนมีหลักฐานมั่นคง
แต่ละคนล้วนมีครอบครัวลูกเต้ากำลังศึกษาเล่าเรียน เวลาพบปะกันทีก็มีเรื่องเก่าๆ
มาเล่าฟื้นความหลังเป็นที่สนุกสนานครึกครื้น
ตัวผมเองก็มีลูกสองคน ชายหนึ่งหญิงหนึ่งกำลังศึกษาในระดับมัธยม
ยามว่างผมมักจะพาภรรยาและลูกๆ มาเยี่ยมแม่กับน้า และนอนพักที่บ้านป้าเยื้อน
เด็กๆ มักจะนอนบ้านแม่ ปฏิเสธเสียงแข็งไม่ยอมนอนบ้านหลังใหญ่ของป้าบอกว่าบ้านหลังนี้มีบรรยากาศเย็นเยือกและคล้ายมีดวงตาจับจ้องมองดูทุกอิริยาบท
ผมเองก็พลอยรู้สึกตามไปด้วยเหมือนกับป้ายังไม่ตายมาคอยเฝ้าบ้านคอยการมาเยี่ยมของผมอยู่ตลอดเวลา
เมื่อมาถึง ผมให้ภรรยาและลูกๆ มาจุดธูปกราบรูปป้ากับลุงทุกครั้ง
และจริงอย่างที่เด็กๆ พูด สายตาในรูปของป้าคล้ายมีแววประกายและมองมาที่เรา
ผมมักจะออกมานอนที่ห้องโถงใหญ่ ส่วนน้านอนในห้องป้า แต่ในเวลาที่ผมมาพัก
น้าจะกลับไปนอนบ้านแม่ น้าบอกว่า หมู่นี้พี่แย้มเขามักเป็นลม
เลยไม่ค่อยได้มานอนบ้านหลังนี้ น้าต้องนอนเป็นเพื่อนพี่แย้มที่บ้านโน้น
ผมพยักหน้าอย่างเข้าใจ ผมนอนบ้านป้าเยื้อนด้วยความรู้สึกอบอุ่นไม่มีความหวาดกลัวแต่ประการใด
ระยะหลัง ภรรยากับลูกๆ ที่โตขึ้นมักไม่ค่อยติดตามผมกลับมาบ้าน
สาเหตุเนื่องจากภรรยามีงานต้องทำในวันหยุดและลูกๆ ก็มักอ้างว่ามีนัดกับเพื่อนเป็นประจำ
ไม่เป็นไร ผมขับรถของผมมาเองก็ได้เพราะผมชอบและคิดถึงแม่ ส่วนใหญ่ผมจะมาวันเสาร์ตอนบ่าย
นอนค้างบ้านป้า ๑ คืน รุ่งขึ้นเช้าก็ไปนอนคุยกับแม่หรือเยี่ยมบ้านญาติพี่ป้าน้าอา
หรือไม่ก็ไปพบปะเพื่อนฝูงสมัยที่เรียนมัธยมที่นี่ บ่ายวันอาทิตย์ผมก็ขับรถกลับ
เวลานี้ด้านหลังบ้านมีถนนเล็กๆ ตัดใหม่ทอดไปทางหลังวัดเลียบคลองชลประธานออกถึงถนนใหญ่ได้
ผมจึงใช้ถนนสายนี้ตอนขากลับ
ผมเพิ่งจะสังเกตเห็นบ้านหลังหนึ่ง อยู่หลังวัดของมงคลริมคลองชลประทาน
มีต้นมะม่วงใหญ่อยู่หน้าบ้าน มันเป็นบ้านของใคร เจ้าของมาอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่
ผมไม่เคยรู้ แต่ออกจะผิดสังเกตเพราะว่าผมไม่เคยเห็นบ้านหลังนี้มาก่อนเลย
คงเป็นเพราะผมมักจะกลับเวลาโพล้เพล้และขับรถเร็วผ่านเลยไป หรือไม่ก็เพราะต้นมะม่วงใหญ่คงบังจนไม่ทันสังเกตเห็นตัวบ้านก็ได้
ผมขับรถออกจากบ้านแม่ไปบนถนนเลียบคลองอ้อมมาหลังวัด
ริมถนนตรงกำแพงวัดมีต้นมะขามเทศต้นใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาร่มครึ้ม ผมมองเห็นแคร่ไม้ใต้ต้นมะขามเทศมีหญิงชรานั่งหันข้าง
เมื่อผมขับรถเข้าไปใกล้ ผมชะลอความเร็วแล้วหยุดรตรงข้างๆ แคร่
ผมเดินลงจากรถไปหาเธอ เธอมองผมแล้วยิ้มน้อยๆ
ถามว่า จะกลับกรุงเทพฯแล้วเหรอ?
ผมมองเธอแล้วพยักหน้า ครับ
คุณป้า เอ! ผมขับรถผ่านมาทางนี้สองสามหนไม่เคยเห็นบ้านหลังนี้มาก่อน
เพิ่งจะสังเกตเห็น บ้านหลังนี้เป็นของใครครับ?
อ๋อ
บ้านของป้าเอง วันหลังว่างๆ ก็แวะขึ้นไปเที่ยว กินน้ำกินท่าก่อนก็ได้
คุณป้าปลูกอยู่นานแล้วเหรอครับ?
ผมถาม
ก็ไม่นานร้อก...ป้าเอาไม้จากบ้านเก่ามาปลูก
คุณป้าตอบ
คุณป้าอยู่คนเดียวเหรอครับ?
คุณป้าพยักหน้า จ้ะ
อยู่คนเดียว แต่...เอ้อ...บางวันลุงเขาก็มานอนเป็นเพื่อน
อ้อ...
ผมครางอืออออยู่ในลำคอ บ้านของคุณป้ามองคล้ายๆ
บ้านของป้าผมจังเลย ผมก็เลยสงสัย เอาละครับ ผมลาละครับ วันหลังผมจะมาแวะกินน้ำบ้านคุณป้า
สวัสดีครับ
ผมไหว้ลาแล้วเดินมาขึ้นรถขับมุ่งไปออกถนนใหญ่
พอถึงถนนใหญ่ มีรถเก่งสีน้ำเงินเข้มแล่นผ่านนำหน้า
ผมเลี้ยวออกแล้วขับตาม เมื่อถึงสี่แยกกำลังไฟเขียวรถเก๋งคันหน้าวิ่งผ่านไป
ผมเหยียบคันเร่งจะให้ไฟเขียว แต่...ภาพเบื้องหน้าทำให้ผมต้องเหยียบเบรกสุดตัว
รถสิบล้อคันหนึ่งแล่นพรวดพราดออกมาจากแยกซอยพุ่งพรวดชนรถเก๋งคันหน้ากระเด็นพลิกหลายตลบ
รถผมถูกเบรกเต็มที่เพื่อไม่ให้เล่นไปชนกับรถทั้งสองคันข้างหน้า ผมรู้สึกตัวชาเลือดแล่นซู่ตั้งแต่ปลายเข้าไปถึงเส้นผม
นี่ถ้าผมขับเร็วกว่านี้อีกนิดหรือหากว่าผมไม่เสียเวลาแวะทักทายคุณป้า
รถผมคงเข้าเป้าถูกชนเป็นแน่
จากเหตุการณ์วันนั้น ภาพรถเก๋งสีน้ำเงินเข้มถูกรถสิบล้อชนกระเด็นยังติดตา
ผมรู้สึกหวั่นไหว ใจคอวูบวาบ ไม่ค่อยสบายใจ ผมเว้นระยะขับรถกลับบ้านไปพักหนึ่ง
จนเวลาล่วงเลยมาหลายเดือน แม่โทรศัพท์มาตามขอให้ไปเยี่ยมบ้าน
ผมคิดว่าจะนั่งรถโดยสารไปคงสะดวกดี นั่งหลับๆ ตื่นๆ ประเดี๋ยวเดียวก็ถึง
เมื่อรถมาถึงจอดที่ท่ารถ ผมว่าจ้างรถมอเตอร์ไซค์ให้พาไปส่งที่บ้าน
เย็นวันนั้นแม่ทำกับข้าวที่ผมชอบเต็มสำรับ ผมกินข้าวอิ่มหนำสำราญนั่งคุยกับแม่พักหนึ่งแล้วจึงเดินไปนอนบ้านป้า
วันรุ่งขึ้นผมไปหาแม่ นั่งๆ นอนๆ จนเกือบเที่ยง
แม่ทำอาหารกลางวันให้กิน พอได้เวลาเกือบบ่ายโมงผมก็ลาแม่เดินทางกลับ
ผมให้รถมอเตอร์ไซค์พาไปทางหลังวัด เห็นคุณป้าคนนั้นนั่งที่แคร่ใต้ต้นมะขามเทศริมกำแพงวัดแต่ไหลผมให้รถชะลอความเร็ว
รถหยุดเลยไปหน่อย ผมบอกให้คนขับไปคอยที่ใต้ต้นมะขามถัดไป ผมจะไปทักคุณป้าสักสองสามคำ
คุณป้าแสดงความดีใจที่เห็นผมอีก และชักชวนให้ผมขึ้นเรือน
ผมต้องปฏิเสธ บอกว่าจะรีบไปขึ้นรถเที่ยวบ่ายโมงครึ่งให้ทัน เพราะผมจองตั๋วไว้แล้ว
คุณป้าบอกว่าถ้างั้นไม่เป็นไร จะขึ้นไปตักน้ำให้ผมกิน
ยังไม่ทันที่ผมจะปฏิเสธ คุณป้าก็เดินเร็วข้ามสะพานไม้ขึ้นเรือนแล้วกลับลงมาพร้อมขวดแม่โขงใส่น้ำเย็นเจี๊ยบพร้อมแก้ว
เดินมาถึงก็รับน้ำส่งให้ผมดื่ม
ผมรับแก้วมาดื่มแล้วยกมือไหว้ขอบคุณพร้อมกล่าวลา
คุณป้ายังชวนคุยต่อ ถามว่า ทำไมถึงมารถมอเตอร์ไซค์?
ผมไม่อยากบอกถึงความหวาดเสียวที่เห็นรถคันหน้าผมถูกชนกระเด็น
จึงบอกว่า อ๋อ เผอิญรถของผมเสียครับ ผมเลยนั่งรถ
บ.ข.ส.มา ผมขออนุญาตลาคุณป้าก่อนนะครับ เดี๋ยวจะไปขึ้นรถไม่ทัน
คุณป้าพยักหน้าแล้วบอกว่า คราวหน้าถ้าขับรถมา
พาลูกๆ มาด้วยสิ อยากเห็นว่าลูกคุณหน้าตาเหมือนใคร
ครับ
แล้วผมจะชวนน้อยกับลูกๆ มาด้วย พามาพบคุณป้าทั้งหมดทุกคนเลย
จ้ะ
ดีจ้ะ ขอบใจมากจ้ะ คุณป้าตอบ พลางนั่งลงบนแคร่ตามเดิม
มองมาที่ผม
ผมเดินไปขึ้นรถมอเตอร์ไซค์
คนขับพยายามสตาร์ทรถรถไม่ยอมติด ใจผมเริ่มร้อนจี๋กลัวตกรถ
อยากจะเดินไปโบกรถมอเตอร์ไซค์อีกคัน แต่ระยะทางไปถึงถนนใหญ่ก็ไม่ใช่ใกล้ๆ
คนขับเอาเครื่องมือออกจากกระเป๋าเล็กๆ แก้โน่นไขนั่นขันนี่
พักหนึ่งรถก็ติด ผมหันไปจะอำลาคุณป้าอีกครั้งแต่แคร่นั้นว่างเปล่า ไม่ทันสังเกตว่าคุณป้าเดินกลับขึ้นบ้านตอนไหน
ในที่สุด ผมก็มาถึงสถานีรถขนส่ง ผมเห็นท้ายรถแล่นลิ่วๆ
ออกไปแล้ว ผมมาช้าไปแค่ ๕-๖ นาทีเอง
ผมเอาตั๋วที่ซื้อไว้ไปที่ช่องขายตั๋ว บอกขอเลื่อนเวลา
เจ้าหน้าที่ยอมเลื่อนให้ บอกว่าอีกสี่สิบห้านาทีรถอีกคันจะออก
ผมต้องนั่งคอยรถคันใหม่ด้วยความหงุดหงิด นึกในใจว่าไม่ควรเสียเวลาทักทายและรอกินน้ำของคุณป้าเลยถ้าไม่เช่นนั้นผมคงไม่พลาดรถเที่ยวนั้นหรอก
มาไม่ทันกี่นาทีทำให้เสียเวลาไปเกือบชั่วโมง
รถโดยสารคันที่ผมจะขึ้นแล่นมาเทียบชานชาลาก่อนเวลาออก
๑๐ นาที ผมขึ้นไปนั่งตามเบอร์ที่เขาจัดให้ หยิบหนังสือพิมพ์มาอ่านฆ่าเวลา
ในไม่ช้า รถก็แล่นออกจากสถานี ตัวหนังสือชักพันกันยุ่งเพราะความง่วง
ผมเคลิ้มหลับไปนานเท่าไรไม่รู้ มารู้สึกตัวตอนที่ได้ยินเสียงในรถเอะอะ
ผู้โดยสารต่างลุกขึ้นจากที่นั่งมาทางด้านผมชะโงกดูข้างถนนทางหน้าต่าง
ผมลืมตามองดูเห็นรถติดยาวเหยียด เสียงคนพูดกันว่ารถไฟชนรถโดยสาร ผมได้ยินแล้วรู้สึกหวาดเสียวจึงหลับตา
เพราะไม่อยากมองภาพสยดสยอง
รถค่อยๆ แล่นตามกันไปจนถึงจุดที่เกิดเหตุ เสียงคนในรถพูดกันแซ่ด
ทันใด คนขับก็ร้องบอกว่า เฮ้ยนั่นมันรถของบริษัทเรานี่หว่า
คันที่ออกเมื่อตอนบ่ายโมงครึ่ง ไอ้ฤทธิ์เป็นคนขับ สงสัยมันจะง่วงจัด
ขับฝ่าทางรถไฟเลยโดนชนซะเละ
ผมชันตัวลุกขึ้น มองเห็นรถพังยับเยิน มีตำรวจทางหลวง
เจ้าหน้าที่มูลนิธิ และประธานกลุ่มหนึ่งกำลังชุลมุนช่วยผู้บาดเจ็บนอนร้องครวญคราง
บางคนถูกหนังสือพิมพ์ปิดไว้มิด บางคนในรถร้องว่าเห็นเลือดแดงนองถนน ผู้หญิงคนนั่งข้างหน้าผมเอายาดมขึ้นมาสูดดม
โอ! มันช่างน่ากลัว น่าสยดสยองเสียจริง ถึงแม้ว่าผมจะเป็นหมอเคยผ่าตัดพบเห็นศพมานับไม่ถ้วน
แต่เมื่อมาเห็นภาพคนตายเกลื่อนกลาด หัวใจของผมก็อดรู้สึกสะท้านสะทกไม่ได้
ใจของผมหายวูบ นึกขอบคุณคุณป้าที่ถ่วงเวลาผมไว้
ให้ผมเดินทางช้ากว่าเดิมแทนที่จะมากับรถคันแรก ไม่เช่นนั้นผมคงเป็นคนหนึ่งที่นอนถูกหนังสือพิมพ์ปิดดังเช่นภาพที่เห็นข้างล่างก็ได้
ผมนั่งเอนพิงพนัก หลับตา
กลับถึงบ้านจวนค่ำ อาบน้ำเสร็จ ผมเข้าไปห้องพระ
จุดธูปบูชา ซึ่งสงบสติพักใหญ่ ลูกๆ ขึ้นมาตามไปกินข้าว ผมบอกว่าให้กินกันไปตามสบายผมกินมาจนบ้านคุณย่าแล้ว
ขอตัวเข้านอน
ผมข่มตาให้หลับ แต่ไม่ยอมหลับ จนต้องอาศัยยากล่อมประสาทช่วย
สักพักผมก็หลับสบาย
รุ่งขึ้น ผมเห็นหนังสือพิมพ์ลงข่าวรถยนต์โดยสารปะทะรถไฟมีคนตายยี่สิบบาดเจ็บนะนาว
เหตุการณ์ที่ได้พบเห็นค่อยๆ จางหายไปจากสมอง
คงเนื่องมาจากงานประจำวันที่รัดตัวและโดยธรรมชาติเวลาคือยาบำบัดความทุกข์ใจของคน
ผมไม่ได้กลับไปเยี่ยมแม่เกือบ ๘-๙ เดือน เพราะเห็นว่าแม่แข็งแรงดีมีชีวิตไม่เงียบเหงา
แม่อยู่กับญาติพี่น้องที่ปลุกบ้านใกล้เคียงกัน สมัยนี้ ถ้ามีธุระอะไรก็ใช้โทรศัพท์ติดต่อได้
แต่แม่ก็ไม่ค่อยจะโทรศัพท์มาบ่อยนักเพราะกลัวค่าโทรศัพท์ทาไกล
ฤดูร้อนเวียนมาถึง ผมใช้วันหยุดยาวขับรถไปเยี่ยมแม่
คราวนี้ผมพาภรรยากับลูกไปด้วย
บ้านแม่ดูเก่าทรุดโทรมไปเยอะ ตรงข้ามกับบ้านป้ายังดูเอี่ยม
แปลก บ้านที่ถูกปล่อยปละน่าจะเก่ากว่า แต่กลับดูสะอาดสะอ้าน ปราศจากหยากไย่ใยแมงมุม
ผมคิดว่าน้าคงมาทำความสะอาดเตรียมต้อนรับคณะของผม ถ้าน้าดูก็ตอบว่าไม่เคยทำอะไร
คราวนี้ ครอบครัวผมมานอนบ้านป้า ลูกของผมชอบวิ่งเล่นบนนอกชานโล่ง
อากาศสดชื่นเย็นสบายเราได้กินผักกินไข่ไก่สดๆ กลางคืนก็เอาเสื่อมาปูนอนหนุนหมอนดูดาวแจ่มกระจ่างเต็มท้องฟ้า
เรานอนกันในห้องโถงอยู่ในมุ้งใหญ่เดียวกันทั้ง ๔ คน ส่วนตอนกลางวันก็ไปรวมตัวอยู่ที่บ้านแม่กินข้าวกินปลาอาบน้ำเสร็จจนถึงเวลาค่ำก็เดินมานอนที่บ้านป้า
ผมเดินตามหลังคุณป้า ข้ามสะพานไม้ เห็นตัวบ้านปลูกมีรูปทรงคล้ายบ้านของผม
ใต้ถุนสูง มีกองไม้กระดาน มีเรือ ของใช้ไถนาจิปาถะ และมีสุ่มไก่ เบื้องขวามือ
ผมเห็นศาลพระภูมิทำด้วยไม้เก่าๆ ตั้งโย้เย้อยู่ข้างกอต้นเข็มออกดอกสีแดง
คุณป้าเดินกลับไปในห้อง ผมมองตาม นึกแปลกใจไม่หายว่าทำไมบ้านหลังนี้จึงปลูกเหมือนกับบ้านของป้าผมเสียจริงๆ
ห้องหับก็เท่ากัน ข้างฝาผนังติดรูปเก่าๆ มัวๆ มองไม่ชัด ผมลุกขึ้นยืนจะเดินไปดูใกล้ๆ
พอดีคุณป้าเดินออกมาจากห้องถือกระเป๋ากลมๆ ส่งให้ผม
เอ้านี่
ฉันให้คุณ คุณอย่าเพิ่งเปิดดูข้างในนะ เอาไว้ไปเปิดเมื่อถึงบ้านที่กรุงเทพฯ
ครับ
ของพระคุณมากครับ ผมยกมือไหว้ รับของมาถือไว้
ดูคุ้นๆ มันเป็นกระป๋องบุหรี่กลมๆ แบบเก่าสมัยสงคราม ยี่ห้อแสดนดาร์ด
III ผมจำได้ว่าป้าของผมก็มีกระป๋องบุหรี่แบบนี้ตั้งอยู่ในห้องนอนกระป๋องหนึ่ง
แต่ผมไม่เคยหยิบมาเปิดดูของข้างในเลย
ผมต้องขอตัวกลับบ้านก่อนนะครับ
เดี๋ยวลูกๆ จะคอย อ้อ...ประเดี๋ยวตอนขากลับผมจะจับรถมาทางนี้
จะแวะบ้านคุณป้านะครับ
คุณป้ายิ้ม พยักหน้า ค่ะ
อ้อ เดี๋ยวก่อน ฉันจะเก็บมะม่วงให้
ไม่ต้องหรอกครับ
ลำบากคุณป้าเปล่าๆ
เธอบอกว่าไม่เป็นไร จะเก็บใส่ตะกร้าให้มาแวะเอาตอนขากลับ
ผมเดินลงยันได ข้ามสะพานมาที่รถ หันกลับไปเห็นคุณป้ายืนส่งอยู่ที่หัวบันได
ภาพนั้นสลัวๆ ไม่ชัดและไม่ถนัดตาเห็นเป็นภาพแหว่งเว้า คงเป็นเพราะแสงแดดแล้วและใบมะม่วงบังร่างกายบางส่วนไว้
สายตาผมคงจะพร่าเพราะแสงแดดจัดมากเกินไปจึงเห็นคล้ายคุณป้าเยื้อนมือปลิดมะม่วงจากต้น
ผมไม่ได้สนใจว่าต้นมะม่วงมีกิ่งก้านทอดไปถึงหัวบันไดหรือไม่
ระหว่างขับรถกลับ ผมกะว่าจะไปถามแม่ดูว่ารู้จักคุณป้าหรือเปล่า
แต่พอถึงบ้านผมก็ลืม
ผมเก็บกระป๋องบุหรี่ที่คุณป้าให้ในที่เก็บของหน้ารถ
ผมจับรถกลับมาถึงบ้าน ลูกๆ พากันร้องถามว่าไปตลาดซื้อขนมอะไรมาฝาก ผมบอกว่าไม่ได้ไปตลาดแต่ไปหาคุณป้าคนหนึ่ง
เดี๋ยวตอนขากลับจะพาลูกๆ ไปพบ
เย็นแล้ว ตะวันจวนพลบ หลังกินข้าวเย็น ผมกับภรรยาและลูกๆ
ลาแม่แล้วมาขึ้นรถ ผมขับอ้อมไปทางหลังบ้านเลียบคลอง มุ่งหน้าไปยังหลังวัดมองเห็นแคร่ไม้ใต้ต้นมะขามเทศแต่ไกล
แต่ว่างเปล่า คุณป้าคงอยู่บนบ้าน ผมนึกในใจ
ผมจอดรถข้างๆ แคร่ไม้ เปิดประตูรถพาลูกๆ ลงมา
ลูกกับภรรยาถามผมว่า ไหนล่ะ คุณป้าที่จะพามาพบ
ผมชวนเดินนำหน้าข้ามสะพาน มาถึงกลางสะพาน ข้างหน้าที่ผมเห็นมีแต่ต้นมะม่วงสูงใหญ่ปราศจากบ้าน
มีเพียงศาลาใหญ่เก่าๆ ร้างหลังหนึ่ง ขวามือมีศาลพระภูมิไม้เก่าๆ ตั้งโย้เย้ริมกอต้นเข็มออกดอกสีแดง
ทั่วอาณาบริเวณมีบรรยากาศวังเวงเงียบเชียบ...ลมกรรโชกมาวูบหนึ่ง
ผมยืนขนหัวลุกซู่อยู่คนเดียว หันไปบอกภรรยาว่าผมจำบ้านผิดหลัง
ไม่ใช่หลังนี้หรอก กลับกันเถอะจวนค่ำแล้ว วันหลังค่อยแวะมาใหม่ ก่อนขึ้นรถ
ลูกชายร้องบอกว่าเห็นตะกร้าเล็กๆ บรรจุมะม่วงไว้เต็มน่ากินของใครไม่รู้มาวางไว้ที่แคร่ไม้
ผมนึกออกว่าเป็นมะม่วงที่คุณป้าบอกว่าจะเก็บให้ จึงบอกลูกชายให้ถือขึ้นรถกลับบ้าน
ลูกสาวของผมชี้ให้ดูนกสีดำตัวใหญ่เกาะบนต้นมะม่วง
เมื่อผมเงยมองตามมันก็ร้องเสียงแหลม บินถลาพุ่งปราดไปจับยอดหลังคาโบสถ์ภายในวัด
ผมเดินถอยหลังจะไปดู มันก็บินลับหายไปด้านป่าช้าเสียแล้ว
เรี่ยวแรงของผมหายไปหมด รู้สึกอ่อนระโหยในอกในใจจนไม่อาจขับรถได้ต้องให้ภรรยาเป็นผู้ขับ
ให้ลูกชายนั่งข้างหน้า ส่วนผมไปนั่งหลับตาอยู่เบาะหลังกับลูกสาว ในสมองอึงอลสับสน
คุณป้าคนนั้นคือใคร!
ในห้วงความคิดคำนึงผมรู้สึกในบัดดลว่าคุณป้ามีใบหน้าด้านข้างละม้ายป้าของผมมาก
หากแต่ว่ายังดูสาวและแช่มชื่นกว่า ใช่ป้าของผมจริงๆ หรือนี่ ป้าที่คอยห่วงใย
มารั้งผมไว้ให้ออกเดินทางล่ากว่ากำหนดเพื่อให้รอดจากอุบัติเหตุเพทภัยถึงสองครั้งสองครา
ถึงบ้าน ผมหยิบกล่องบุหรี่ขึ้นไปยังห้องนอน มือผมค่อนข้างสั่น
เมื่อเปิดฝาออก ผมเห็นสร้อยคอห้อยพระพุทธชินราชเลี่ยมทองบรรจุอยู่ในนั้น
มันคือสร้อยคอทองคำที่ป้าเคยให้ผมในวันที่ผมลาสิกขาบทนั่นเอง
ผมนำมากราบไหว้แล้วสวมคอ
ผมไม่เคยเชื่อเรื่องจิต วิญญาณ โชคลาง หรือไสยศาสตร์
คน สัตว์ ต้นไม้ ทั้งหลายที่ตายก็กลายเป็นซากธรรมดาๆ รอวันเน่าเปื่อยผุพังตามธรรมชาติ
มาบัดนี้ผมไม่ค่อยแน่ใจ...เพราะผมประสบเหตุการณ์ด้วยตัวเองสองสามครั้ง
และยังมีเข้าของวัตถุให้เห็นเป็นตัวตนจับต้องยืนยันได้ ไม่ใช่เพ้อฝันหรือเป็นเรื่องจิตใต้สำนึกอย่างแน่นอน
ฤาว่ามิติที่สามนั้นมีจริง! |