เรื่องสั้น ฉ.๒๔๔๑
ของขวัญวันเกิด
"ดำเนินทราย"


"คุณตาขา วันนี้วันเกิดหนู หนูขออะไรคุณตาได้ไหมคะ?" หนูแพรหลานสาวตัวยุ่ง ทวงของขวัญเข้าให้ ข้าพเจ้าเคยนึกว่าตัวเองเล่าโจ๊กเก่งจนใครๆ ยอมแพ้ เวลาไปไหนๆ กัน ข้าพเจ้าจะเล่าคนใครๆ หลับกันเป็นแถว
แต่มิใช่หนูแพรเด็ดขาด ปีที่แล้วนั่งรถไปนครพนม เพื่อจะไปรดน้ำสงกรานต์ญาติผู้ใหญ่ ตลอดทางเธอขอให้ข้าพเจ้าเล่าเรื่องตลกจนข้าพเจ้ายอมแพ้ เพราะเธอไม่ยอมหลับตามใครๆ จบเรื่องนี้ก็จะเอาเรื่องนั้น จบเรื่องนั้นก็จะเอาเรื่องโน้น จนข้าพเจ้าต้องขอให้เธอเล่าบ้าง
ปรากฏว่า นิทานของเธอมีสีสันมิใช่เล่น เรื่องยาวมีรายละเอียดจนข้าพเจ้าทึ่งว่า เด็กหญิงอายุ ๑๑ ขวบคนนี้เอาจินตนาการผสมความจำได้วิเศษอย่างนี้มาจากใคร
แอบคิดในใจว่า อาจจะได้จากข้าพเจ้าเอง แต่จะเป็นไปได้หรือ เธอเป็นหลานตาของข้าพเจ้าก็จริง แต่แม่ของเธอคือลูกสาวของพี่ชายคนโตของข้าพเจ้าต่างหาก
"ว่าไงล่ะคะคุณตา คุณตาเคยสัญญาว่า จะให้ของขวัญวันเกิดตอนหนูครบ ๑ รอบ ไงล่ะคะ"
นี่ไง เธอละ ผู้ทำเอาภรรยาของข้าพเจ้าผงะเมื่อดึงเธอมานั่งตักกลัวจะหนาวเพราะสวมเสื้อบางๆ อยู่ในห้องแอร์ พลางกอดแล้วถามเธอว่า "แพรหนาวไหมลูก มานั่งตักยายซีจ๊ะ"
เธอคิดนิดเดียวแล้วตอบประโยคอันทำให้ "คุณยาย" จำประโยคนี้ทุกคำพูดไว้อวดใครๆ อย่างขึ้นใจว่า
"หมามันยังรู้จักหนาว ทำไมคนจะไม่หนาวคะ"
นั่นคือ ประโยคเด็ดขาดของเธอ ตอนที่เธอโต้ตอบ "คุณยาย" นั้น เธออายุเพียง ๙ ขวบด้วยซ้ำ!
คราวนี้เธอมาทาวงสัญญาแล้ว ข้าพเจ้าบ่ายเบี่ยงว่า "ก็คุณยายซื้อของขวัญให้หนูแล้วไงจ๊ะ ของขวัญนั้นตาก็เข้าหุ้นด้วยนี่ลูก"
"หนูไม่เอาของขวัญจากคุณตาอีกก็ได้ค่า" เธอลากเสียงยาว แต่หนักแน่น "ถ้าคุณตาเล่าเรื่องตลก"
ยังไม่ทันที่ข้าพเจ้าจะหาทางเลี่ยง เธอกลับพูดเรื่องใหม่ว่า
"เอายังงี้ดีกว่าค่ะ หนูอยากรู้ว่าทำไมคุณตาไม่อยากให้พ่ออนุญาตให้หนูเลี้ยงลูกหมา หนูอยากได้ลูกหมาเป็นของขวัญวันเกิดนี่คะ"
ข้าพเจ้าจึงนึกออกว่า ข้าพเจ้าเคยให้สัญญาหรือห้ามอะไรไม่ได้ เพราะ "แม่คุณ" จะจำไว้ทวงตอนหลังได้หมดแทบทุกเรื่อง
"ก็ได้จ้ะ ตาก็อยากเล่าเรื่องนี้อยู่พอดี เรื่องหมาของพี่อ๊อปไงล่ะลูก" ข้าพเจ้าเอ่ยถึงชื่อลูกชายคนกลางของข้าพเจ้า "ตอนนั้นพี่อ๊อปอายุ ๕ ขวบ พี่ออมอายุ ๗ ขวบ"
ตอนนั้นตากับยายไปเรียนตีระนาดที่วังคลองเตยทุกวันอาทิตย์ ตาเรียนระนาดเอก คุณยายเรียนระนาดทุ้ม เพราะ "ท่านทวด" ที่วังคลองเตยขอให้ครูมาสอนดนตรีไทย
วันอาทิตย์หนึ่งใกล้วันครบรอบวันเกิดพี่อ๊อป พอดีหมาที่วังคลอดลูกน่ารักหลายตัว ท่านทวดเลยประทานเป็นของขวัญวันเกิดพี่อ๊อปมาตัวหนึ่ง
พี่อ๊อปเรียกมันว่า "กีต้า" ใครๆ ก็เรียกมันตาม
เจ้ากีต้าอายุยังเล็กมาก วันแรกที่เอาไปเลี้ยง คนที่บ้านตาแทบไม่ได้นอนทั้งคืน มันร้อง มันเห่าน่าสงสารจนตาคิดว่ามันคงคิดถึงแม่และพี่ๆ น้องๆ ของมันอีก ๗ ตัว อยากจะเอาไปคืน แต่พี่อ๊อปเขาไม่ยอม
เราเลี้ยงมันมาได้หลายเดือนจนมันเป็นที่รักของเราทุกคน มันชอบไปซุกตักคนโน้นคนนี้เหมือนเด็กน่ารักเที่ยวฝากตัวกับคนทั่วไป ที่ร้ายที่สุดมันชอบเลียและกัดโน่นกัดนี่เหมือนเด็กที่มีฟันขึ้นใหม่ๆ คงคันฟันเหมือนๆ กัน
ที่มันชอบที่สุด คือ ชอบงับเรา ไม่ว่าใครจะเล่นกับมัน มันชอบงับนิ้วมือนิ้วเท้า (ถ้าเรานอนเผลอๆ)
โดยเฉพาะคนที่ถูกมันคลุกคลีตีโมงมากที่สุดก็คือ พี่อ๊อป ซึ่งแทบจะกินด้วยกัน เล่นด้วยกัน เวลาพี่อ๊อปนอนกลางวัน มันยังสะเออะมานอนอยู่ใกล้ๆ อีกด้วย
แล้ววันหนึ่ง ก็เกิดเรื่องจนได้
เช้าวันนั้นก่อนจะไปทำงาน ยายกับตาก็กอดหอมพี่อ๊อปเสียก่อนเป็นกิจวัตรประจำวัน
เช้าวันนั้น ตาสังเกตว่า หลังมือข้างหนึ่งของพี่อ๊อปมีแผลเล็กๆ จึงถามคนเลี้ยงว่านี่คือรอยอะไร
คนเลี้ยงพี่อ๊อปตอบว่า "ไอ้กีต้างับค่ะ"
"อ้าว...แล้วทำไมไม่บอกเรา ปล่อยให้เป็นแผล ทำท่าจะเป็นสะเก็ดอยู่แล้ว กัดมากี่วันแล้ว" คุณยายซักไซ้ต่อ
"เพิ่งกัดเมื่อวานซืนค่ะ ไม่รู้กีต้ามันเป็นอะไร ท่าทางหงอยๆ พอคุณอ๊อปอุ้ม มันก็เลยงับเอา หนูใส่ยาแดงให้แล้วค่ะ" คนเลี้ยงอธิบาย
ตารู้สึกสงสัยว่า เจ้ากีต้ามันจะหงอย จะอารมณ์เสียจนกัดมือคนที่รักมัน เล่นกับมันทุกวันได้อย่างไร
พอไปส่งคุณยายที่ทำงานแล้ว ตาก็เลยลางานมาดูเจ้ากีต้า ซึ่งท่าทางมันซึมๆ ไม่ยอมกินอะไร แย่กว่า ๓-๔ วันที่คนเลี้ยงเขาเล่าให้ฟัง
ตาก็เลยให้พี่แก้ว คนเลี้ยงของพี่อ๊อปอุ้มเจ้ากีต้านั่งรถไปกับตา ว่าจะพามันไปหาหมอสัตว์ที่สถานเสาวภา
เจ้ากีต้าที่น่าสงสาร ดูไม่ค่อยมีเรี่ยวมีแรง เพราะมันกินอะไรไม่ค่อยได้มาหลายวัน วันนั้นตัวมันสั่นๆ น้อยๆ แล้วก็แรงขึ้นๆ เหมือนคนจับไข้ตลอดเวลา
พอรถแล่นไปได้ไม่ถึงครึ่งทาง เจ้ากีต้าก็ดิ้นร้องทุรนทุรายเหมือนเด็กได้รับความเจ็บปวด
โดยไม่คาดฝัน มันอาเจียนและน้ำลายฟูมปากออกมา ชักและดิ้นจนหลุดมือพี่แก้วเขาตกไปดิ้นอยู่บนพื้นรถ น้ำลายฟูมปากออกมาน่าสงสาร ไม่นานแล้วก็เงียบเสียงไป
พอไปถึงสถานเสาวภา พี่แก้วอุ้มเจ้ากีต้าซึ่งตอนนี้ไม่ดิ้นไม่อะไรทั้งนั้น พยาบาลรับไปดูแล้วบอกว่า "มันตายแล้วนี่"
พอได้ยินเท่านั้น พี่แก้วก็ร้องไห้โฮเต็มที่ด้วยความสงสารมันหรือสงสารพี่อ๊อปก็ไม่รู้
พยาบาลบอกว่า คุณหมอขอหมาไว้ผ่าสมองตรวจดูก่อนก็แล้วกันว่ามันเป็นโรคอะไรตาย
ตาพาพี่เลี้ยงของพี่อ๊อปกลับไปส่งบ้าน หลังจากให้หมายเลขโทรศัพท์เผื่อพยาบาลที่สถานเสาวภาจะโทรศัพท์บอกผลการตรวจกีต้า ขณะเดียวกันเราก็ขอหมายเลขที่จะติดต่อเขาได้ว่า ผลการตรวจเป็นอย่างไร
เผื่อทางสถานเสาวภาเขาอาจมีงานมาก เราจะได้โทร.ถามได้
ตากลับไปทำงาน ทำงานไปก็คิดถึงว่าถ้าเจ้ากีต้าติดเชื้อโรคกลัวน้ำหรือเป็นหมาบ้าจะทำยังไงดี
พอบ่ายๆ พยาบาลที่สถานเสาวภาก็โทรศัพท์บอกตาว่า หมอผ่าสมองเจ้ากีต้าดูแล้ว พบว่ามันเป็นโรคหวัดและปอดบวม แต่ก็มีเชื้อโรคอีกอย่างที่พบ ซึ่งหมอยังบอกไม่ได้ว่าเป็นโรคกลัวน้ำหรือเปล่า เพราะมันใกล้เคียงกันมากจนวินิจฉัยไม่ออก
"แล้วทำไงจะรู้" ตามถามด้วยความประหวั่นใจ
"คงใช้เวลาอย่างน้อยเจ็ดวัน" เสียงพยาบาลบอก
ตารีบไปบอกคุณยาย เพราะเราทำงานบริษัทเดียวกัน คุณยายมีอาการจะร้องไห้ให้ได้ คิดถึงใครไม่ออก รีบโทรศัพท์ไปถึงคุณตาหมอพูนพิศ ทั้งๆ ที่คุณตาหมอเป็นหมอผู้เชี่ยวชาญโรคหูคอจมูก
คุณตาหมอเป็นคนที่ "เด็จทวดเลี้ยงมาด้วยกันกับคุณยาย คุณตาหมอจึงเป็นที่พึ่งของเราทุกอย่าง คุณตาหมอพูดเอาคุณยายตกใจยิ่งขึ้นไปอีกว่า
"แม่หญิง เธอไม่มีทางเลือกนะ จะรอจนรู้ว่าเชื้อโรคมันเป็นโรคกลัวน้ำหรือไม่ ไม่ได้ ฉันไม่ยอมให้เธอปล่อยให้หลานฉันเสี่ยงชีวิตเป็นอันขาด เอาตาอ๊อปไปให้หมอฉีดกันบาดทะยักเสียก่อน เดี๋ยวฉันจะปรึกษาหมอผู้เชี่ยวชาญโรคกลัวน้ำว่าจะเอายังไงแล้วจะรีบดทร.มาบอก"
ตารีบลางานกลับบ้าน พี่พี่อ๊อปไปให้หมอฉีดยากันบาดทะยัก แต่ก่อนจะฉีด หมอต้องลองฉีดยาทดลองดูก่อนว่า พี่อ๊อปจะแพ้ยาหรือไม่ ตกลงพี่อ๊อปต้องร้องไห้สองหน เพราะฉีดยาสองเข็มวันนั้น
"น่าสงสารพี่อ๊อป" เสียงหนูแพรรำพึง
"ใช่จ้ะ พี่อ๊อปน่าสงสารที่สุด ตอนนั้นอายุแค่ห้าขวบเท่านั้น เล็กกว่าหนูตอนนี้ตั้งเยอะ ต้องถูกฉีดยาเท่าไรรู้ไหมจ๊ะ สิบหกเข็มแน่ะ"
"แล้วมีใครถูกฉีดอีกไหมคะ?"
"มีซิจ้ะ ท่านทวด พี่ออม ตาคุณยายหยายคนดูแลพี่อ๊อป คนละสิบสี่เข็ม เพราะพวกเราทุกคนเล่นกับเจ้ากีต้ามันมาก ร่างกายอาจมีแผลที่น้ำลายมันซึมเข้าไป ต้องฉีดทุกวันวันละเข็ม ขาดไม่ได้ แล้วแพรรู้ไหมจ๊ะว่าเขาฉีดตรงไหน ไม่เจ็บหรอก แต่มันเสียว"
"ฉีดที่ไหนล่ะคะคุณตา?"
"รอบสะดือจ้ะ" พอสิ้นเสียงข้าพเจ้า หลานสาวตัวเล็กก็ร้อง "ว้าย...เสียว" ขึ้นมาแทบจะพร้อมกัน ในขณะที่ข้าพเจ้าหัวเราะเอามือตบพุง หลานสาวก็เอามือกุมท้องด้วยความหวาดเสียว
"ความจริงแล้วนะจ๊ะ" ข้าพเจ้าเล่าต่อไป "สมัยนั้นการฉีดยาแก้โรคกลัวน้ำ เวลาใครถูกหมาบ้ากัด ต้องฉีดยารอบสะดือถึงยี่สิบเอ็ดเข็ม แต่ตอนนั้นคุณตาหมอพูนพิศรีบติดต่อขอซื้อยาอย่างพิเศษ เป็นยาที่สั่งมาจากเมืองนอก บอกว่าผสมด้วยไข่ ไม่ทำให้คนถูกฉีดแพ้เหมือนยาทั่วไป ราคาแพงกว่ายาทั่วไปประมาณสองเท่า แต่ไม่ต้องฉีดถึงยี่สิบเอ็ดเข็ม ฉีดเพียงสิบสี่เข็มเท่านั้น"
ตอนนั้นตากับยายก็กำลังมีภาระมาก แถมคุณยายกำลังท้องพี่โอ๊ต อีกไม่นานก็จะคลอด เราต้องเตรียมเงินไว้ตอนคุณยายคลอดด้วย แต่โชคดีที่นายของคุณยาย ผู้จัดการฝ่ายที่คุณยายทำงานอยู่นั้นเป็นฝรั่ง เขาเดินผ่านมาเห็นคุณยายหน้าตาวิตกกังวลเลยถามว่ามีปัญหาอะไร คุณยายก็เล่าเรื่องให้ฟัง พอฟังจบเขาบอกคุณยายให้ไปทำหนังสือขอยืมเงินบริษัทมา เขารีบเซ็นให้จะได้เอาไปซื้อยา ซึ่งเป็นราคาหลายหมื่นบาท นั่นคือสวัสดิการที่บริษัทระดับนานาชาติเขาดูแลพนักงานของเขา และที่สำคัญผู้บริหารของบริษัทที่ดีเขาจะเอาใจใส่ทุกข์สุขของพนักงานที่เป็นลูกน้องของเขาอย่างไม่คลาดสายตา
"ตั้งแต่วันรุ่งขึ้นจากนั้น ตาจึงต้องพาท่านทวด พี่ออม พี่อ๊อป กับคุณยายหยายไปฉีดยาที่โรงพยาบาลรามาทุกวันจนครบสิบสี่วัน เพราะถ้าเราขาดไปสักวันต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่"
"พี่ออม พี่อ๊อปไม่ร้องหรือจ๊ะ เวลาฉีดยา?" หนูแพรเป็นห่วงขึ้นมา
"ร้องสิลูก" ข้าพเจ้าบอก "แต่พี่เขาไม่งอแงนะจีะ นับว่าทุกคนกลัวเป็นโรคกลัวน้ำมาก เพราะคุณหมอบอกว่า โรคนี้ตายอย่างเดียว แต่ก่อนจะตาย จะทรมานมาก บางคนลงคลานหรือร้องเหมือนหมาบ้าเลยแหละลูก แต่ที่ทรมานมากคือ กลัวน้ำ เห็นน้ำไม่ได้ คนเราถ้าดื่มน้ำไม่ได้ หนูคิดดูสิลูกว่าจะทรมานแค่ไหน ก่อนจะขาดใจตายเพราะหิวน้ำ แต่ไม่กล้าดื่ม"
เห็นสีหน้าหลานสาวขาวซีดด้วยความกลัว ข้าพเจ้าจึงดึงหลานสาวเข้ามากอดแล้วปลอบว่า
"มันน่ากลัวจริงๆ แหละลูก พี่เขาจึงยอมไปฉีด แต่ก่อนจะไปแต่ละวัน พี่ออมเขาจะต้องปลอบพี่อ๊อปว่า พรุ่งนี้พี่จะฉีดเป็นคนแรก พูดอย่างนั้นเพื่อให้พี่อ๊อปไม่กลัว แต่พอไปถึงโรงพยาบาลก็ไม่มีใครยอมเข้าฉีดเป็นคนแรก ตาจึงต้องเป็นคนนำก่อนทุกวัน แม้จะเสียวก็ต้องพูดว่า "ไม่กลัวๆ" ปลอบใจพี่เขาไว้ พอฉีดเสร็จทุกคนก็ต้องพูดว่า "แน่ะไม่เจ็บเลยเห็นมั้ย พี่ออม พี่อ๊อปก็เหมือนกัน พูดไปทั้งๆ ที่เสียงเครือเพราะร้องไห้ แต่พี่เขาสองคนเก่งมากๆ ไม่งอแงเลย"
"แล้วทำไมคุณยายไม่ไปฉีดด้วยล่ะคะ?" นี่คือความละเอียดรอบคอบของหนูแพรคนฉลาด
"คุณยายท้องแก่ไงลูก คุณยายเลยไม่ยอมฉีดกลัวเป็นอันตรายต่อพี่โอ๊ตซึ่งอยู่ในท้อง"
"แล้วจริงๆ กีต้าเป็นโรคอะไรคะคุณตา" หนูแพรคนฉลาดไม่ขาดเฉลียวจริงๆ ถามต่อ
"ตั้งสัปดาห์กว่าก็ยังไม่รู้ พวกเราก็ไม่สนใจแล้ว ไหนๆ ก็ซื้อยามาแล้ว ฉีดยาไปแล้ว เราจึงต้องฉีดให้ครบ ไม่สนใจแล้วว่า เจ้ากีต้าเป็นโรคอะไรแน่ ตากับยายจึงไม่อยากให้พี่ๆ เขาเอาหมาตัวเล็กๆ มาเลี้ยงอีก แต่ก็ห้ามไม่ได้ เพราะทุกคนก็รักหมานะแหละลูก แล้วเพื่อนๆ ก็มักจะให้ลูกหมาเรื่อยๆ
"แพรก็รักค่ะ" นั่นแน่ะ นึกว่าจะหวาเสียวจนยอมแพ้แล้ว อุตส่าห์เล่าละเอียดอย่างนั้น "คุณตาพาหนูไปซีคอนแสควนะคะ...นะคะ"" หลานคนดื้อเซ้าซี้
"ไปทำไมล่ะซีคอน?" คุณยายซึ่งนั่งปักครอสติชฟังมาตั้งนาน เพิ่งจะถาม เธอจึงหันไปตอบยายว่า
"ไปหาพี่อ๊อปให้พาไปซื้อหมานะซีคะ" แพรยืนยันซึ่งทำให้ข้าพเจ้าค่อนข้างหงุดหงิดนิดหน่อย แต่ด้วยความรักและคำขาดของหลานที่ว่า
"แต่คุณตาสัญญาแล้วนะคะว่า จะให้ของขวัญแพร" คุณตากับคุณหลานจึงต้องพากันไปซีคอนแสคว
เมื่อไปถึงจุดหมายปลายทาง หนูแพรรีบวิ่งไปที่ห้องทำงานของ "พี่อ๊อป" ซุบซิบกันอยู่นิดหนึ่ง แล้วก็จูงมือออกมาดึงมือตาไปที่ร้านขายของเล่นเด็ก
แล้วข้าพเจ้าก็ถึงบางอ้อ เมื่อหนูแพรคว้าตุ๊กตาลูกหมาน่ารักมากตัวหนึ่งมากอด "แพรขอตัวนี้นะคะคุณตา ไม่แพงและไม่ต้องเลี้ยง ที่สำคัญไม่มีโอกาสกัดใครให้ต้องไปฉีดยาโรคกลัวน้ำ"
ข้าพเจ้าต้องควักกระเป๋าจ่ายสตางค์พลางบ่น "ร้ายนักนะ หนูแพร" ว่าแล้วก็ดึงหลานรักเข้ามากอดด้วยรักและซึ้งในความเฉลียวฉลาดไร้เทียมทาน
บ้านยายประทาน
๒๘ ตุลาคม ๒๕๔๓