เรื่องสั้น ฉ.๒๔๔๐

มงกุฎเกียรติยศ

 “ประชาคม ลุนาชัย”

             “จริงหรือที่ว่าเส้นทางชีวิตมนุษย์ล้วนถูกลิขิตไว้แล้ว โดยพระเจ้า พระพรหมและมือศักดิ์สิทธิ์จากเบื้องบน เช่นเดียวกับตัวละครในนวนิยายที่ถูกนักเขียนกำหนดโชคชะตาเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว...คุณเชื่อหรือเปล่า...”

            นักเขียนหนุ่มใหญ่โอบกอดภรรยาสาวรุ่นไว้หลวมๆ ทั้งคู่นั่งอยู่บนระเบียงตึกชั้นเก้า ทอดตามองเมืองอันกว้างใหญ่และผู้คนบนท้องถนน

             “แล้วจริงไหมล่ะคะ”

             “คุณต้องพังผมเล่า”

             “สนุกไหมคะเรื่องนี้”

             “เรื่องราวในชีวิตมนุษย์สนุกอยู่แล้ว แถมมีแง่คิดและปรัชญาในตัวเอง แต่ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะค้นพบหรือเปล่า”

            ภรรยาสาวพยักหน้ายิ้มๆ และนิ่งฟัง

 

            รองศาสตราจารย์ลางานสองที่มหาวิทยาลัยสองสัปดาห์ เขาต้องเดินทางไปต่างจังหวัดอย่างรีบด่วน ภรรยาอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมสามีเดินทางปุบปับเช่นนี้ ไม่มีการวงแผนล่วงหน้า ทั้งที่เขาเป็นคนละเอียดรอบคอบมาแต่ไหนแต่ไร

             “ครูบุษบาป่วย” เขาให้เหตุผล “ไม่รู้เด็กๆ มันดูแลกันยังไง ปล่อยให้แกล้มในห้องน้ำ”

            สีหน้าภรรยาสลดลงเล็กน้อย หล่อนเคยตามสามีไปเยี่ยมครูบุษบาหลายครั้ง “ครูอายุมากแล้วนี่คะ”

             “ครบเจ็ดสิบปีนี้ เราต้องไปเยี่ยมแก”

             “ค่ะ” ภรรยาพยักหน้ารับรู้

            ในอีกมุมหนึ่งของเมืองหลวง วุฒิสมาชิกขับรถกลับบ้านด้วยความเร็ว ภรรยางุนงงกับความเร่งรีบและสีหน้ากังวลของสามี

             “เกิดอะไรขึ้นหรือคะ”

             “ผมต้องไปต่างจังหวัดด่วนเลย คุณช่วยจัดกระเป๋าให้ด้วย”

            ภรรยาขมวดคิ้ว “ไหนว่าพรุ่งนี้มีประชุมไม่ใช่หรือคะ”

             “ส่งใบลาไปแล้ว ผมมีเรื่องด่วนมาก แม่ผมป่วย”

            ภรรยาเตรียมกระเป๋าเดินทาง ขณะสาละวนอยู่กับข้าวของ หล่อนเงยหน้ามองภาพขาวดำบนหัวเตียงบ่อยครั้ง หญิงชราผมขาวโพลนในภาพยิ้มเบิกบาน แววตาเป็นประกายแจ่มใสเหมือนเด็กสาว หล่อนเคยเห็นตัวจริงแกเพียงสองครั้ง ครั้งแรกในวันแต่งงาน หญิงสูงวัยที่ยังดูงามสง่า เค้าความสวยเมื่อตอนวัยสาวยังปรากฏให้เห็น เหนือสิ่งอื่นใดคือความอ่อนโยนในดวงตาซึ่งเพียงได้จ้องมอง หล่อนก็รู้สึกอบอุ่น

             “ดิฉันไปด้วยนะคะ” หล่อนหันไปทางสามี

             “ไปสิ แม่คงดีใจที่ได้เห็นหน้าคุณอีก”

            ที่หุบเขาชายทะเล กองถ่ายทำภาพยนตร์มาปักหลักอยู่เกือบครึ่งเดือน ผู้กำกับหนุ่มใหญ่ติดธุระด่วน เขาสั่งยกเลิกการถ่ายทำและเลื่อนวันปิดกล้องออกไปอย่างไม่มีกำหนด เขาเรียกผู้ช่วยมามอบหมายงาน ใบหน้าเข้มด้วยหนวดดกดำของผู้กำกับเคร่งขรึมเอาจริงเอาจัง แต่ดวงตาเขาแฝงแววเหงาเศร้าอยู่เป็นนิตย์

             “แม่ผมป่วย”

             “แม่คุณจริงๆ น่ะหรือ” ผู้ช่วยซึ่งร่วมงานกันมาหลายปีย่นหัวคิ้ว

            ผู้กำกับผงกหัว “แม่คนเดียวที่ผมมี ไม่มีท่านผมไม่มีวันนี้”

            เขาพารถเก๋งคันงามแล่นลิ่วไปบนทางหลวง มือจับพวงมาลัย ตาทอดมองไปข้างหน้าหวนนึกถึงเมืองเล็กๆ ที่เงียบสงบ กลิ่นหอมเย็นรื่นของแมกไม้ บ้านไม้หลังใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ความเรียบลิ่นของพื้นกระดานไม้ลักซึ่งเขาเคยนอนกลิ้งเกลือก และหญิงชราผู้เปรียบเสมือนอ้อมแขนจากสวรรค์

            เขาไม่เคยลืมอ้อมกอดอบอุ่นและสายตาปรานีของแม่ โตเป็นหนุ่มต่อสู้ชีวิตจนประสบความสำเร็จแล้ว ยังหวนนึกถึงมือที่เคยป้อนข้าวน้ำ ลูบไล้เนื้อตัวเด็กกำพร้าอย่างเขาด้วยความใส่ใจรักใคร่

            เขาเลื่อนวันปิดกล้องออกไป ไม่คำนึงผลกระทบต่อธุรกิจ แม่ยิ่งใหญ่และมาเป็นอันดับหนึ่งเสมอ

            ไม่เพียงหนุ่มใหญ่สามคนเท่านั้น จากหลายมุมของเมืองหลวงและจากหลายสวนของแผ่นดิน หญิงชายผู้เติบโตมาใต้ชายคาเรือนไม้ในเมืองเล็กๆ ที่เงียบสงบ จากมาเพื่อไขว่คว้าโอกาสของชีวิตเมื่อทราบข่าวการล้มป่วยของหญิงชรา พวกเขาและเธอรีบวางมือจากภารกิจทุกอย่าง เดินทางมุ่งสู่จุดหมายเดียวกัน

 

            นักร้องหนุ่มลูกครึ่งไทยฮ่องกงนั่งซึมอยู่บนเก้าอี้ บนโต๊ะเตี้ยๆ เบื้องหน้าเขาเกลื่อนไปด้วยนิตยสารและหนังสือพิมพ์ เขาเพิ่งวางมันลงไปเมื่อครู่ แขนสองข้างของเขาอ่อนล้าเต็มที และใจก็หนักอึ้งด้วยความวิตก ดวงตาแสนเศร้าพราวด้วยหยาดน้ำ แผ่นหลังเอนลงแนบพนักพิง มือสองข้างห้อยลงข้างกาย ทอดถอนหายใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า

            ภาพเปลือยของแม่ยังติดตา มันปรากขึ้นอีกทั้งในหนังสือพิมพ์และนิตยสารบันเทิง ภาพสี่สีและขาวดำทั้งชุดว่ายน้ำ ภาพเปลือยเปล่าในอริยาบทยั่วยวน เหลื่อมซ้อนกันอยู่ระหว่างศิลปะ อุจาดและอนาจาร

            ตอนเขาโด่งดังจากงานถ่ายแบบโฆษณา มีนักข่าวรายหนึ่งขุดคุ้ยความเป็นมาของเขา แต่ดูเหมือนไม่เป็นที่สนใจมากนัก จนกระทั่งเขาเซ็นสัญญากับบริษัทบันเทิงแห่งหนึ่ง และกำลังจะมีผลงานเพลงชุดแรก เรื่องนี้กลายเป็นข่าวอีกครั้ง

            เขาเป็นแขกรับเชิญในรายการโทรทัศน์ เมื่อถูกถามถึงแม่ เขายอมรับอย่างหน้าชื่น

            หล่อนเป็นแม่ของเขา แม้หล่อนเคยเป็นดาวยั่วดาวเปลือย หรือเคยเป็นอะไรต่อมิอะไรเมื่อครั้งอดีต แต่หล่อนคือผู้ให้กำเนิด ความกล้าหาญของเขาได้รับความชื่นชม ไม่มีใครตำหนิ และไม่ใช่เรื่องน่าอับอาบที่เขาเป็นลูกชายของดาวยั่ว

            ทว่าคราวนี้ สกู๊ปข่าวอาชญากรรมเจาะลึกถึงเบื้องหลังการเสียชีวิตแม่ของเขา เหตุการณ์ผ่านไปนานถึงสิบแปดปี ใกล้จะหมดอายุความ ความตาย เงื่อนงำและพฤติกรรมต่างๆ ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาอีกพร้อมข้อมูลใหม่ๆ

            ชื่อเสียงเขากำลังโด่งดัง ชีวิตกำลังประสบความสำเร็จ เทปเพลงชุดรแกยอดจำหน่ายพุ่งขึ้นกว่าล้านตลับ วัยรุ่นคลั่งไคล้กันทั่วเมือง งานแสดงสดเปิดตัวจะมีขึ้นในอีกสองเดือนข้างหน้า จู่ๆ เรื่องราวของแม่เกิดอื้อฉาวขึ้นมา

            แม่ตายตอนเขาอยู่ต่างประเทศ...และเขาไม่ได้พบหน้าแม่ตั้งแต่อายุสองขวบ ไม่ได้มาร่วมงานศพ และไม่รู้เลยว่าเงื่อนงำการเสียชีวิตของแม่เป็นข่าวดังประดับหน้าหนังสือพิมพ์รายวันอยู่ครึ่งค่อนเดือน

            เขามารู้ภายหลัง ว่าแม่ฆ่าตัวตาย แต่กว่าตำรวจจะสรุปสำนวนได้ ผู้เกี่ยวข้องกับแม่หลายคนก็ตกเป็นผู้ต้องสงสัย ทั้งสามีเก่าหลายคนและเด็กหนุ่มที่แม่เกี่ยวพันด้วย

            หนังสือพิมพ์หลายฉบับเจาะลึกไปถึงอาชีพเดิมของแม่ มีชื่อและภาพของเขาเกี่ยวพันอยู่ด้วย แม่ของเขาไม่เพียงเป็นอดีตนางงาม ดาวยั่ว แม่ค้า แต่เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจอีกหลายอย่าง

            นักร้องหนุ่มทิ้งตัวลงนอนบนพื้น ปล่อยน้ำตาไหลอาบหน้าโดยไม่ปาดเช็ด

 

            เด็กสาวร่างอวบอัดวัยยี่สิบสองปียืนมองเงาตัวเองในกระจก ปิดตัวหมุนไปหมุนมา สำรวจส่วนสัด ความสูง ผิวพรรณ ใบหน้าและดวงตาซึ่งเพื่อนๆ เคยชมว่าสวย แต่จะสวยพอจะสู้กับคนอื่นๆ ได้หรือไม่ แมวมองผู้คร่ำหวาดกับเวทีประกวดความงามทำให้หล่อนตึงคำถามและลำบากกับการตัดสินใจ

            หล่อนเคยฝันอยากเป็นครู อาชีพสาถะแต่มั่นคงซึ่งเหมาะกับคนรักสงบอย่างหล่อน หล่อนสอบเข้าเรียนคณะครุศาสตร์ ตอนนั้นเหมือนว่าหล่อนได้ตัดสินใจทางเดินของชีวิตแล้ว หากไม่มีทางอีกแพร่งเพิ่มมาให้เลือกหลังวันรับปริญญา

            หล่อนเป็นคนสวย ความสวยมีค่าหรือถ้ากลับไปอยู่ต่างจังหวัด ห่างไกลแสงสีและความฟุ้งเฟ้อ ห่างสายตาค้นพบของผู้ประเมินค่า ความสวยที่หล่อนมีคงเป็นเหมือนดาวร่วงลงหล่มโคลม สั้นแสงที่ควรมีและสิ้นประกายจะทออวดโลก

            หล่อนผละจากกระจกเงา นอนครุ่นคิดกับการตัดสินใจ จะกลับบ้านเกิดต่างจังหวัดรอสอบบรรจุกับราชการหรือก้าวสู่ถนนอีกสายหนึ่ง

            หล่อนนึกวาดภาพตัวเองในเครื่องแบบข้าราชการครู มีชีวิตผูกพันอยู่ระหว่างบ้านกับโรงเรียน ผิวหน้าเคยชาวเนียนหมองคล้ำลงด้วยเปลวแดด แก่ตัวลงเหมือนดอกไม้ในป่าลึกซึ่งไม่มีใครเห็นความงามของมันยามเบ่งบาน

            ภาพอีกภาพหนึ่งแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง หล่อนเดินเฉิดฉายอยู่บนเวทีประกวด บนหัวมีมงกุฎเพชรวับวาว ยิ้มหวานอวดสายตาคนทั้งประเทศ หล่อนคือหญิงสาวที่สวยที่สุด และกำลังจะก้าวเดินไปสู่ถนนสายเกียรติยศ

            ความฝันเก่าๆ ไม่สวยงามอีกต่อไปแล้ว หล่อนเคยเห็นครูสาวในโรงเรียนต่างจังหวัด และในกรุงเทพฯมาชินตา ไม่แตกต่างกันเลย ไม่ว่าตำแหน่งเงินเดือนจะสูงแค่ไหน มันก็คือใบหน้าเก่าๆ ไม่เคยเปลี่ยนแปลง มีชื่อเสียงในวงจำกัด ได้รับการเคารพยกย่องในหมู่คนเพียงไม่กี่ร้อย ลูกศิษย์เรียนจบแล้วก็จากไป ครูแต่ละคนเหมือนมีใบหน้าเดียวกัน และเป็นตัวละครที่ไร้ความหมายของสังคม หล่อนไม่อยากเป็นเรือจ้างที่รอเวลาผุพังและจมหายไปกับกาลเวลา

            หล่อนนึกถึงอาจารย์ในมหาวิทยาลัย นักวิชาการที่พอมีชื่อเสียงเหล่านี้ เป็นเจ้าของได้แค่บ้านชานเมืองหลังเล็กๆ ไปไหนมาไหกับรถยนต์เก่าๆ

            ชายวัยกลางคนผู้มีสายตาคมกริบ พูดจาอ่อนหวานและรู้จักให้ความหวัง เขากระตุ้นความทะเยอทะยานขึ้นในหัวใจหล่อน และมันเติบขึ้นอย่างรวดเร็ว

            เงาหญิงสาวในกระจกเหมือนแตกออกเป็นสอง เด่นชัดอยู่เพียงครู่ แล้วค่อยๆ จมลึกหายไปกับขอบมุมคนละด้าน

             “น้องผิวสวยมาก สัดส่วนดี สูงได้มาตรฐานสากล จมูกโด่ง ตาสวยหน้าคม ฟิตร่างกายไม่นานน้องก็สู้คนอื่นได้สบาย อาบน้ำแร่แช่น้ำนมสักเดือนน้องจะสวยไปทั้งตัว”

             “หนูไม่มั่นใจเลยพี่”

             “คุณป้ามีวิธีทำให้หนูมั่นใจ เชื่อพี่สิ ป้าแกปั้นนางงามมาไม่รู้กี่สิบคนแล้ว ทุกคนได้ดิบได้ดีกันทั้งนั้น น้องมีคุณสมบัติความเป็นนางงามครบถ้วน ฝึกเดินฝึกพูดและการเข้าสังคมอีกหน่อยก็สมบูรณ์แบบแล้ว ป้าแกเก่ง...รู้วิธีเรียกคะแนนจากกรรมการ ผ่านเวทีประกวดคราวนี้ไปแล้ว ไม่ว่าน้องจะได้ตำแหน่งอะไร วงการบันเทิงเปิดกว้างรอน้องอยู่...”

            หญิงสาวคนหนึ่งยิ้มอยู่ในกระจกเงา เสียงชายวัยกลางคนดังแว่ว “น้องต้องเปลี่ยนชื่อใหม่ ชื่อเดิมออกจะเก่าไป...”

            รอยยิ้มของหล่อนฉายชัดขึ้น เช่นเดียวกับยิ้มของหญิงสาวในกระจกเงา หล่อนคือ...สาลินี สกาวเดือน

 

            ครูบุษบาหกล้มหัวกระแทกขอบกระเบื้องห้องน้ำแตกเป็นแผลเพียงเล็กน้อย เด็กหนุ่มสองคนช่วยพยุงแกออกมา นอนพักได้ไม่นานแกเจ็บระบมเหมือนจะเป็นไข้ ลูกๆ ช่วยกันนำแก่งโรงพยาบาล และผลัดกันเฝ้าไข้

            ลูกๆ สามสี่คนช่วยกันเขียนจดหมายถึงพี่ๆ ที่อยู่ต่างเมือง “แม่หกล้มหัวแตก ตอนนี้พักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาล”

            เพียงวันเดียวครูบุษบาก็กลับบ้าน ไม่มีอาการป่วยไข้นอกจากแผลที่หัว รับรู้ว่าลูกๆ ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ก็ต่อเมื่อ รถยนต์ทยอยกันแล่นผ่านประตูรั้วเข้ามาแทบไม่ขาดระยะ

            บ้านหลังใหญ่ในอาณาบริเวณร่มรื่นไม่เงียบเหงาอีกต่อไปแล้ว ลูกๆ หลากวัยของครูบุษบากลับมาจากต่างเมือง บางคนมากันทั้งครอบครัว พาหลานๆ ของครูมาส่งเสียงเจี้ยวจ้าวอยู่เต็มลานหญ้านายตำรวจ นายทหาร นายแพทย์ที่เหินฟ้ามาจากต่างประเทศ ข้าราชการพลเรือน นักร้อง นักแสดงโรงจอดรถสองหลังแคบลงไปถนัด เช่นเดียวกับเรือนไม้หลังใหญ่ เรือนบริวารอีกสี่หลัง รวมทั้งสวนหย่อมและสนามหญ้ากว้างขวางซึ่งเคยว่างโล่งมาเกือบตลอดทั้งปี

            ครูบุรุษบานั่งอยู่บนเก้าอี้โยกมองจากริมชานเรือนไปยังประตูรั้ว รถเก๋งสีน้ำเงินเลี้ยวผ่านเข้ามาช้าๆ

             “ผู้กำกับหนังมา” มีเสียงร้องบอก

            ชายหนวดดกโบกมือทักทายน้องๆ ลูบหัวเด็กๆ ที่เล่นอยู่ตามลานหญ้า ก้าวขึ้นบันไดมาที่ชานเรือน หยุดยืนมองหญิงชราอยู่ครู่หนึ่ง เคลื่อนกายเข้ามาและคุกเข่าลงกราบ

             “แม่สบายดีแล้วใช่ไหมครับ” เขาเงยหน้าขึ้นมองไปที่แผลบนหัวของหญิงชรา

            มือเหี่ยวบ่นเอือมมาลูบหัวผู้กำกับเบาๆ “แม่สบายดี หัวแตกนิดหน่อย”

             “ผมติดถ่ายหนังอยู่ ได้รับจดหมายก็รีบมา ห่วงแม่ใจจะขาด”

             “แม่ไม่เป็นไรแล้ว”

            รถยนต์หลายคันผ่านปากประตูรั้วเข้ามา เพียงไม่กี่นาทีถัดมารองศาสตร์และวุฒิสมาชิกก็เดินขึ้นบันได ตามด้วยภรรยาทั้งสองของพวกเขา ทั้งสี่ก้มลงกราบ ไม่ถามทุกข์สุข ทักทาย และสัมผัสมืดกับหญิงชรา กระเถิบถอยออกมานั่งห่างๆ ลูกๆ อีกส่วนหนึ่งห้อมล้อมเข้ามา

            ครูบุษบายิ้มให้ลูกๆ กวาดตามองหลานๆ บางคนแกเพิ่งเห็นหน้าค่าตาเป็นครั้งแรก

            ใบหน้าลูกๆ ทุกคนคล้ายชีวิตผืนเดียวกัน แกเคยลูบไล้และปลูกฝังหลายสิ่งหลายลงไปทั้งความสุข ความหวัง ความรัก และความอบอุ่น แกรู้ภูมิหลังของลูกๆ ทุกคน แม้พวกเขาเคยเป็นเด็กกำพร้า แต่แกพยายามสุดชีวิตที่จะทำให้คนเหล่านี้ไม่เป็นคนกำพร้าของสังคม

            แกสอบบรรจุรับราชการครู สอนประจำในโรงเรียนมัธยมอยู่เพียงสองปี ลาออกมาเป็นแม่บ้านหลังแต่งงาน สามีแกเป็นช่างไฟฟ้าในนิคมอุตสาหกรรม เขาต้องเดินทางแต่เช้าไปทำงานที่ต่างจังหวัด มันเป็นเมืองที่ถูกเนรมิตขึ้นใหม่ สองสามปีแรกงดงามน่าตื่นตาด้วยสิ่งปลูกสร้าง แต่ต่อมามันเต็มไปด้วยผู้คนและเสียงอึกทึก คนงาน คนติดยา ขี้คุกและเด็กจรจัด เป็นเมืองที่คุ้นเคยกับความตายและการพลัดพราก

            คืนหนึ่งสามีแกกลับมาพร้อมทารกวัยขวบเศษในอ้อมแขน ตาคู่เล็กๆ จ้องมองแกนิ่งอยู่ ปากยังคาบหัวนมพลาสติก น่าแปลกที่เด็กคนนี้ไม่ร้องไห้และมีท่าทีตื่นกลัวคนแปลกหน้า

             “ผมรับเด็กมาเลี้ยง” สามีแกพูด “พ่อแม่เขาฆ่ากันตายเมื่อคืนนี้ น่าสงสาร...”

            แกกับสามีไม่อาจมีลูกได้ เด็กกำพร้าคนนี้อาจทดแทนความบกพร่องของชีวิต เขาคือผ้าขาวผืนแรกซึ่งแกระบายความรักความเอาใจใส่ทั้งหมดลงไป เช่นเดียวกับเด็กๆ คนอื่นในเวลาต่อมา ทุกคนคือลูกและเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของแผ่นดิน เด็กน้อยที่พ่อแม่ฆ่ากันตายคือวุฒิสมาชิกในวันนี้ เขาคือลูกของแก และเป็นส่วนหนึ่งในมรดกความดีงาม

            ตาดำขลับของผู้กำกับหนังสือเป็นดวงตาคู่เดิมซึ่งแกยังจำได้ สามีแกอุ้มเขาลงจากรถในค่ำคืนจันทรคราส ท่ามกลางสายลมหนาวซึ่งนำความเย็นยะเยือกห่มคลุมไปทั่วเมือง

             “พ่อเขาตายไปตั้งแต่แม่ตั้งครรภ์ได้สองเดือน ตอนนี้แม่เขาป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย”

            แววตาของเด็กคนนี้อ้างว้างเศร้าสร้อยตลอดมา แกพยายามจะลบออกด้วยความรักความเอาใจใส่ทั้งหมดแต่ไม่สำเร็จ สามีเคยพูดปลอบแกว่า ไอ้เด็กคนนี้มีแววตาศิลปิน โตขึ้นมันจะมีชื่อเสียงทางด้านศิลปะ

            ตอนเล็กๆ รองศาสตราจารย์ขี้แย ร้องไห้เก่งและค่อนข้างเลี้ยงยาก เขามาสู่ชีวิตแกเป็นคนที่สาม พ่อแม่เขาแยกทางกันและนำลูกมาทิ้งไว้หน้าโรงงาน

            บ้านกลายเป็นโรงเลี้ยงเด็ก ขยายเป็นโรงเรียน บุตรบุญธรรมของแกเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ สามีซื้อที่ดินจากเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกัน ต่อเติมเรือนไม้หลังใหญ่ สร้างเรือนบริวาร คลับคล้ายเขาจะหยั่งรู้วันข้างหน้า ว่าบ้านเหล่านี้จะเต็มไปด้วยผู้อาศัย สร้างทุกสิ่งทุกอย่างเสร็จแล้วเขาก็จากไป สามีแกอายุสั้นไม่ทันได้เห็นความสำเร็จของบรรดาลูกๆ

            ความเศร้าทั้งหมดของครูบุษบาแปรเป็นความรัก มอบให้แก่ลูกๆ ที่หลั่งไหลมาจากทุกทิศทุกทาง

            วันนี้สีหน้าของทุกคนแจ่มใสด้วยความสุข ครูบุษบายิ้มและสบตากับพวกเขา เหมือนว่าทุกคนยังเป็นเด็ก และต้องการความรักความเข้าใจอยู่เสมอ

 

 

            สาลินี สากาวเดือนเป็นสาวงามที่ถูกกรมถ่ายภาพมากที่สุด ภาพถ่ายในชุดว่ายน้ำของหล่อนแพร่ไปตามสื่อต่างๆ ในฐานะตัวเต็งที่จะคว้าตำแหน่งสาวงามประจำปีนี้

            หล่อนคว้าตำแหน่งขวัญใจช่างภาพเป็นประเดิม เงินรางวัล สายสะพาย มงกุฎเล็กๆ สวมครอบเรือนผม มงกุฎแรกในชีวิตทำให้หล่อนมั่นใจ แม้ไม่ใช่ตำแหน่งสูงสุดแต่หล่อนเชื่อว่าได้เดินมาถูกทางแล้ว ถนนแห่งความสำเร็จทอดยาวอยู่ข้างหน้า และมันควรปูลาดด้วยกลีบดอกไม้

            พิธีกรประกาศรายชื่อสาวงามผู้เข้ารอบห้าคนสุดท้าย ไม่มีชื่อสาลินี สกาวเดือน การประกวดสำหรับหล่อนสิ้นสุดลงแล้ว หล่อนยืนซึมอยู่หลังเวที มองข้าวของที่จะเก็บกลับบ้าน กอดมงกุฎเล็กๆ เอาไว้แนบอก มันเป็นของที่ระลึกชิ้นเดียวซึ่งจะทำให้หล่อนมีความทรงจำดีๆ ต่อเวทีประกวด

            เรือนร่างอวบอัดและผิวพรรณขาวเนียนที่เตะตาช่างภาพสื่อมวลชน และชื่อเสียงที่ได้การกล่าวขาน ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์หลายรายให้ความสนใจ ผู้กำกับหนังบู๊รายหนึ่งติดต่อหล่อนได้ก่อนใครอื่น

            ถนนสายบันเทิงคือทางเลือกใหม่ พอจะปลอบประโลมใจหล่อนที่พลาดหวังจากเวทีประกวดหากได้เป็นนางเอกหนังบางทีอาจดีกว่าตำแหน่งนางงามเสียอีก มีอาชีพและรายได้ ชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศ

            ถนนสายบันเทิงคือทางเลือกใหม่ พอจะปลอบประโลมใจหล่อนที่พลาดหวังจากเวทีประกวด หากได้เป็นนางเอกหนังบางทีอาจดีกว่าตำแหน่งนางงามเสียอีก มีอาชีพและรายได้ ชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศ

            ผู้กำกับหนังบู๊หว่านล้อม “เรื่องแรกน้องรับบทรองไปก่อน ชื่อน้องยังใหม่อยู่ สายหนังยังไม่รู้จัก มันเป็นเงื่อนไขทางการค้า ลองบทนี้ไปก่อน พี่เชื่อว่าน้อจะต้องแจ้งเกิดได้แน่ เรื่องต่อไปค่อยว่ากันใหม่”

            สาลินีตกลงตามนั้น ไม่ต้องรองอะไรอีก กว่าจะรู้ว่าเป็นบทดาวยั่วเสื้อผ้าก็หลุดจากกายไปแล้ว แต่จะแปลกอะไร หล่อนเคยสวมชุดว่ายน้ำเดินยิ้มร่าบนเวทีประกวด ว่ากันว่ามันเป็นชุดเกือบจะเปลือยเปล่าเช่นเดียวกัน นางงามกับดาวยั่วจึงดูไม่น่าจะแตกต่างกันนัก

            หนังเรื่องแรกออกฉาย เรื่องที่สองและสามตามมา สาลินีกลายเป็นขวัญใจหนุ่มๆ ภาพเปลือยของหล่อนติดหราอยู่แทบทุกแห่ง ห้องน้ำ ห้องนอน ข้างฝาโรงงาน ข้างรถบรรทุกสิบล้อ สื่อมวลชนสายบันเทิงขนานนามหล่อนว่า ลูกระเบิดที่สั่นสะเทือนต่อมกระสันของชายหนุ่มรุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษ

            ผ้าหลุดจากกายง่ายขึ้น บทยั่วยวนจัดจ้านเป็นธรรมชาติ งานแสดงวิ่งเข้าหาจนแทบรับไม่ไหว หล่อขายบ้านและที่ดินที่ต่างจังหวัด ซื้อบ้านหลังใหญ่โตราคาหลายล้านบาทในเมืองหลวง บ้านรูปทรงทันสมัยหรูหราอัครฐานสมฐานะดาวยั่วหมายเลขหนึ่ง หล่อนซื้อรถยนต์ เครื่องประดับ และซื้อทุกสิ่งทุกอย่างมาประดับความภาคภูมิใจ หล่อนต้องมีในสิ่งที่นางเอกและนางงามไม่อาจมีได้

            หล่อนเชิดหน้าหลงระเริงไปกับเงามายา แทบไม่รู้สึกรู้สากับความเปลี่ยนแปลง งานลดน้อยลง บทบาทที่ได้รับก็ลดความสำคัญ คนดูเริ่มเบื่อออกโตๆ ของหล่อน เบื่อจะเห็นซ้ำแล้วซ้ำอีก และวงการบันเทิงมีดาวยั่วดวงใหม่เกิดขึ้นมากมาย แต่ละคนใจถึงและไม่หวงเนื้อหวงตัว

             “สาลินี” ผู้กำกับหนังบู๊คนที่ปั้นหล่อนมากับมือพูดกับหล่อนด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ “เรื่องนี้สุดท้ายแล้วนะ พักไว้ก่อน อะไรต่อมิอะไรในตัวคุณคนพูดเห็นหมดแล้ว”

            หล่อนขายบ้านและสมบัติเกือบทั้งหมดที่มี เงียบหายไปจากวงการบันเทิง ตัดสินใจไปใช้ชีวิตที่ต่างประเทศกับสามีชาวเยอรมัน

            เงียบหายไปเหมือนดาวตก ไม่มีน้ำตาอาลัยจากชายหนุ่มซึ่งเคยติดภาพเปลือยหล่อนไว้ในห้องนอน และหล่อนเหมือนไม่อยู่ในความทรงจำของใครเลย ดาวยั่วไม่ใช่ดาว ไม่เคยทำให้ท้องฟ้าวงการบันเทิงสว่างไสว หล่อนเป็นเพียงสะเก็ดอะไรสักอย่างหนึ่งพาดผ่านท้องฟ้า และวูบดับไปอย่างไร้ความหมาย

            หล่อนหย่าขาดกับสามีชาวเยอมันเหินฟ้ากลับเมืองไทย เปลือยอกเต่งยิ้มร่าอยู่ปกหนังสือแนวผู้ชาย ภาพเปลือยล่อนจ้อนในเล่มทำให้ชื่อเสียงหล่อนกลับมาฮือฮาอีกครั้ง มงกุฎขวัญใจช่างภาพยังทำหน้าที่ของมัน ประดับเรือนผมนางเปลือยวาววับอยู่บนปกนิตยสาร อย่างน้อยก็ทำให้หล่อนมีคุณค่ากว่านางเปลือยที่ไร้ตำแหน่งทั่วไป

            หล่อนหวนกลับสู่วงการบันเทิง แต่เป็นเพียงตัวประกอบเล็กๆ ปล้ำตัดกับดาวร้ายเพียงฉากเดียว หลายเรื่องหล่อนมีบทบาทเพียงแก้ผ้าวิ่งผ่านหน้ากล้อง

            ชีวิตคู่กับช่างภาพหนุ่มดำเนินไปได้เพียงปีเศษๆ ก็แยกทางกัน ทุกอย่างในชีวิตเป็นของชั่วคราวไปหมด มันเป็นมายาอันไร้จุดจบ ท่ามกลางความเดียวดายในห้องเช่าแคบๆ สาลินียืนนิ่งอยู่หน้ากระจกเงาสำรวจรูปร่างหน้าตาของตน ในวัยสามสิบเศษหล่อนยังดูสวย ผิวพรรณขาวนวลไม่แพ้ตอนขึ้นเวทีประกวด สะโพกและเอวหนาขึ้นเล็กน้อย หน้าอกห้อยย้อยลงไปบ้างตามอายุขัยที่เพิ่มมากขึ้น หล่อนจะเอายังไงดีกับชื่อเสียง อดีตดาวยั่วที่ถูกเบียดตกจอเงิน ขวัญใจช่างภาพซึ่งได้มาเพียงมงกุฎเล็กๆ เป็นที่ระลึกแห่งความพ่ายแพ้ สายสะพายเก่าเก็บและไร้มนต์ขลัง มูลค่าสิ่งเหล่านี้ควรเป็นเท่าไหร่ มันจะช่วยอะไร หล่อนได้บ้างในช่วงที่ชีวิตตกต่ำลงเรื่อยๆ เหมือนดิ่งเหว

            หล่อนเลี้ยวเข้าสู่ถนนอีกสายหนึ่งที่เต็มไปด้วยแสงสีและวอลกลิ่นคาวกาม หล่อนกลับมาเป็นนางพญาผู้เฉิดฉายอีกครั้ง มงกุฎแก้วผ่องใสสกาวอยูบนเรือนผม สวยสดใสอยู่ท่ามกลางหญิงสาวผู้เป็นเสมือนดอกไม้ในอุทยาน ข่าวคราวของหล่อนแพร่สะพัดออกไป

             “สาลินี สกาวเดือนลงตู้ เสี่ยเข้าคิวจองยาวเป็นเดือน”

             “อดีตนางงามขวัญใจช่างภาพตกอับ ยึดอาชีพหมอนวด”

             “ดาวยั่วสาลินีตัดสินใจยึดอ่างเป็นอาชีพสุดท้าย เสื่อป่ารุมจองคิวแน่นเยียด”

            ไม่เพียงเท่านี้ ช่างภาพหนุ่มอดีตคู่นอนนำภาพถ่ายที่เก็บไว้ไปขายให้หนังสือใต้ดิน ภาพเปลือยล่อนจ้อนไม่มีอะไรปิดลังของหล่อนเกลื่อนไปทั่วตลาดมืด และกระจายไปสู่หน้าบันเทิงและนิตยสารอีกหลายฉบับ

            หนังสือใต้ดินเล่มหนึ่งเดินทางมาถึงมือสาลินี หล่อนหยิบมาเปิดดูภาพเปลือยของตนเพียงครู่แล้ววางลง หวนนึกถึงความเจ้าเล่ห์แสนกลของช่างภาพ ชีวิตหล่อนทุกข์ทรมานมากในช่วงที่อยู่ร่วมกับเขา อารมณ์เขาแปรปรวนยิ่งกว่าคลื่นในทะเล และหมัดเท้าเข่าศอกเขาเร็วกว่าคำพูด ประเคนใส่ร่างของหล่อนจนหน้าตาปูดบวมไปไหนมาไหนไม่ได้ หล่อนสลัดภาพเปลือยและความทรงจำอันเลวร้ายทิ้งยักไหล่และเหยียดยิ้ม เชิดหน้าเยาะหยันกับหลายสิ่งซึ่งไม่อาจมองเห็น มีความตกต่ำน่าคับแค้นใจกว่านี้อีกไหมในโลกนี้...หล่อนร้องท้ามันอยู่ในใจ ให้โถมทับลงมาอีก บดขยี้หล่อนให้แหลกคามือไปเลยสิ อย่าให้หล่อนต้องหลั่งน้ำตาอีกเป็นครั้งที่นับไม่ถ้วน เพราะน้ำตาไม่อาจแก้ปัญหาอะไรได้เลย และถึงตอนนี้หล่อนไม่มีเหลือจะให้

            คิวจองหดสั้นลง ค่อยๆ เลือนหายไปกับกระแสข่าว หล่อนไม่ใช่ดาราตู้กระจกอีกต่อไป หากเป็นหมอนวดธรรมดาที่ชั่วโมงทำงานลดน้อยลง หล่อนเหยียดยิ้มให้กับสิ่งที่เกิดขึ้น ชีวิตมันตบหน้าสั่งสอนหล่อนมามากกว่านี้ หล่อนเป็นเจ้าของมาครบถ้วนแล้วไม่ว่าเป็นความล้มเหลวหรือตกอับ หากอาบอบนวดแห่งนี้ไม่ดีงามต่อหล่อนก็ไม่มีอะไรจะอาลัยอีก หล่อนพร้อมจะปัดก้นเดินจากไป

            สาลินีพบรักอีกครั้งหนึ่ง หล่อนไม่อยากคิดว่ามันจะเป็นครั้งสุดท้าย ชีวิตมันยืนยาวเกินไป และพบกับสิ่งพลิกฝันยากคาดคะเนมากเกินไป แต่สำหรับความอบอุ่นใกล้มือ และความผูกพันที่หาได้ยากนี้ หล่อนไม่โง่พอจะปล่อยให้มันหลุดลอยจากไป

            หล่อนเอื้อมคว้ามันไว้และยิ้มให้กับชีวิต ย้ายจากตู้กระจกมาเฝ้าร้านขายเสื้อผ้า สามีหล่อนเป็นชาวฮ่องกงผู้มีรายการเดินทางทุกสัปดาห์ หล่อนพยายามลืมแผลร้ายทั้งหมด เริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ดูเหมือนจะเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น ในวันที่หมอตรวจพบว่าหล่อนตั้งครรภ์ สาลินีนำสายสะพาย มงกุฎ และภาพถ่ายที่เก็บไว้ออกมาจากตู้ ไม่มีความภาคภูมิใจเหลืออยู่ มันเป็นอดีตที่ไม่น่าหวงแหน หล่อนเก็บใส่ถุงดำแล้วนำไปทิ้งลงถังขยะหน้าบ้าน

            หล่อนได้ลูกชาย ลูกทำให้หล่อนไม่คิดว่าชีวิตจะมีความสุขได้ขนาดนี้ หล่อนยิ้มกับลูกค้า พูดกับลูก ร้องเพลงกล่อมและนอนลงเคียงข้างลูก ชีวิตหล่อนดำเนินมาถึงจุดสูงสุดแล้ว หล่อนเกิดใหม่อีกครั้งพร้อมลูกชาย

            ความสุขทำให้หล่อนลืมทุกสิ่งทุกอย่างแม้แต่ความเข้มแข็งและบทเรียนเมื่อครั้งอดีต ชีวิตหล่อนไม่เคยมีอะไรยั่งยืน มีเหตุการณ์เหนือความคาดหมายรออยู่เสมอ สามีกำลังจะแต่งงานกับผู้หญิงคนใหม่และเขาต้องการลูก

            ชีวิตหล่อนเหมือนปิดฉากลงอย่างแท้จริง ไม่มีพลังแรงใจที่จะเข้มแข็งขึ้นมาใหม่ สามีพรากลูกชายของหล่อนไปโดยคำสั่งศาล อดีตเก่าๆ ของหล่อนถูกขุดคุ้ยขึ้นมาประจานอีกครั้งก่อนถึงบทสรุปว่าหล่อนเป็นหญิงเลวทราม ไม่มีวิญญาณของความเป็นแม่ ไม่เหมาะสมจะเลี้ยงดูลูกอันเป็นเลือดในอกของหล่อนเอง

            หล่อนติดเหล้า ซานเซไปตามแหล่งอโคจรต่างๆ ยามราตรี คบเพื่อนชายมากหน้าหลายตา เสพยาเสพย์ติด และวันหนึ่งมีคนพบศพหล่อนนอนแข็งทื่ออยู่ในห้องพัก

 

 

            เงาเรือนไม้หลังใหญ่ทอดยาวไปไกล ลานหญ้ากว้างและตามบริเวณสวนหย่อมเต็มไปด้วยเด็กๆ จับกลุ่มกันนั่งร้องเพลง เสียงเล็กๆ ดังก้องประสาน ดวงตาไร้เดียงสาร่าเริงและเต็มไปด้วยจินตนาการ

            เท้าเล็กๆ วางอยู่บนพื้นหญ้านุ่ม บอบบางและแดงเรื่อ แทบไม่มีบาดแผลและริ้วรอยใดๆ ฝ่าเท้าเหล่านั้นมีเรื่องราวมากมายรออยู่ในวังข้างหน้า โลกกว้างซึ่งเต็มไปด้วยวีรกรรมรอพวกเขาอยู่

            ลูกๆ มากันพร้อม กระจายกันนั่งอยู่บนชานเรือน สายตาหลายคู่กวาดมองไปยังภาพถ่ายที่ติดไว้ตามผนัง บนชั้นหนังสือและในตู้หลายใบเต็มไปด้วยโล่และใบประกาศ ครูบุษบาได้รับการยกย่องทั้งในระดับจังหวะและระดับชาติ เป็นผู้หญิงตัวอย่าง เป็นแม่ดีเด่น และยืนอยู่บนตำแหน่งความดีงามซึ่งมีคุณูปการต่อสังคมอีกมากมาย

            เด็กหญิงเด็กชายสิบกว่าคนคลานเข้าไปกราบ ครูบุษบาโน้มตัวลงมาใกล้ๆ “อายุมันขวัญยืนเถอะหลาน”

             “คุณย่า...”

             “คุณยาย...”

            เสียงเล็กๆ กังวานแจ่มใส...ครูบุษบาหลับตาลงชั่วครู่ ดูเหมือนเสียงเหล่านี้อยู่ข้างกายแกมาตลอด ราวกับดอกไม้ผลิบานต่อเนื่องอยู่ในดวงวิญญาณของแก

            ดวงตะวันลับขอบฟ้า โต๊ะหลายตัวตั้งวางเรียงรายบนลานหญ้า อาหารถูกยกออกมาจากห้องครัว เรือนไม้ทั้งหมดระยิบด้วยแสงไฟ แสงกะพริบโยงมายังลานหญ้าและประดับอยู่ตามต้นไม้

            ครูบุษบาสวมชุดขาวนั่งอยู่เบื้องหน้าขนมเค้ก เปลวเทียนทั้งเจ็ดสิบเล่มวูบไหวต้องลม หญิงชราโน้มตัวไปข้างหน้าช้าๆ บรรจงเป่าเทียนดับไปทีละดวง

            ลูกหลานห้อมล้อมเข้ามา ใบหน้าชราเงยขึ้นกวาดตามองไปรอบๆ พร้อมรอยยิ้มอ่อนโยนแกไม่ใช่คนป่วย และดูเหมือนไม่เคยป่วยไข้มาเลยตลอดชีวิต เข้มแข็งต่องานหนักและอุปสรรค มั่นใจต่อสิ่งที่ได้ทำ มงกุฎแห่งชีวิตอยู่ตรงนี้เอง มันอยู่ในมือแกและลูกๆ ที่เติบใหญ่เป็นกำลังสำคัญของสังคม

            เมื่อหลายสิบปีก่อนแกเคยยืนอยู่เบื้องหน้ากระจกเงาบานใหญ่ นอกจากมันสะท้อนเงากายทุกส่วนของแกแล้ว ยังฉายภาพแพร่งทางซึ่งแกต้องเลือก แกยังเป็นเด็กสาวเพิ่งจบมหาวิทยาลัยมาใหม่ๆ อ่อนไหวต่อคำเยิรยอและคาดหวังสูงกับสิ่งซึ่งยังมาไม่ถึง ทางสองแพร่งทอดตัวอยู่ข้างหน้า

             “ชื่อบุษบาเก่าไป มีผู้หญิงชื่อนี้อยู่เกือบครึ่งในสมุดรายชื่อผู้ใช้โทรศัพท์ พี่จะหาชื่อใหม่ให้จะเอาวิชุดา หทัยชนก อรปรียา ปทุมรัตน์ หรือสลินีดี”

            แมวมองช่างหว่านล้อมเสนอชื่อสวยๆ อีกยาวเหยียด เสียงของเขาเบาลงเรื่อยๆ เงาในกระจกแบ่งออกเป็นกอง ชื่อบุษบาซ้อนทับอยู่บนชื่อสวยๆ อีกนับสิบ พร่าเลือนคล้ายจะลับหาย แต่แล้วค่อยๆ ชัดเจนขึ้นและเหลือเพียงหนึ่งเดียว

            แกหันหลังให้กระจกเงา ประกาศก้องกับตัวเองในวินาทีนั้น “ฉันคือบุษบา และฉันจะเป็นครู...”

 

 

            นักร้องหนุ่มลูกครึ่งไทยฮ่องกงหายตัวไปลึกลับ ห้องพักในคอนโดมิเนียมปิดตาย การแสดงสดเปิดตัวเพลงชุดแรกถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด บรรดาวัยรุ่นแห่กันมาคืนตั๋วแทบเกิดจราจล

            ข่าวคราวแม่ของเขายังไม่จางหาย เรื่องราวของนางเปลือยบนหน้าปก หมอนวดผู้สร้างสีสันใหม่ๆ ให้กับถนนสายโลกีย์ หญิงขี้เมาที่ยอมขึ้นเตียงกับผู้ชายแลกกับเหล้าเพียงหนึ่งขวด หล่อนตายไปนานแล้ว แต่มงกุฎแห่งความอัปยศยังตามไปสวมครอบในทุกช่วงก้าวซึ่งหล่อนเคยเดินเหิน

            นักร้องหนุ่มหายสาปสูญ ทิ้งไว้เพียงเสียงเพลงซึ่งดังกระหึ่มไปทั่วประเทศ

             “เขาหายไปไหนหรือ” นักเขียนหนุ่มใหญ่หันมองภรรยายิ้มๆ

            แววตาของสาวรุ่นยังจมลึกอยู่กับเรื่องราว “เขาไปอยู่ที่ไหนล่ะคะ คุณต้องรู้สิคะว่าเขาหายไปไหน”

            สามีโคลงหัว “เรื่องมันจบแค่นี้”

             “ยังไม่จบ” ภรรยาแย้ง

             “ทำไมคุณไม่คิดต่อล่ะ” เสียงเขาเคร่งขรึม “นักร้องดาวรุ่งของเราอาจไปยืนอยู่ระหว่างทางสองแพร่ง กำลังตัดสินใจเลือกสิ่งที่เหมาะสมสำหรับตัวเอง มันคงหนักเอาการอยู่ เพราะการตัดสินใจครั้งนี้มีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเขาในวันข้างหน้า เขาอายุยังน้อย ประสบการณ์ในชีวิตไม่มาก บางครั้งคนเราก็เลือกผิด ทำเรื่องง่ายๆ ให้กลายเป็นเรื่องยาก สร้างปัญหาพัวพันต่อเนื่องไปตลอดชีวิต ตอนนี้ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ถ้าเขากล้าหาญก็จะกลับมาเผชิญหน้าความจริง สู้กับความจริงและพิสูจน์ตัวเองกับความสำเร็จ แต่ถ้าเขาอ่อนแอก็จะหนีไปเรื่อยๆ”

             “เขายืนอยู่กึ่งกลางระหว่างความเข้มแข็งกับอ่อนแอ”

             “เป็นเช่นนั้น” สามียกหัวแม่มือชมเชยภรรยา “ทุกชีวิตมีสิทธิ์เลือกทางเดิน ตัวละครในนวนิยายก็เหมือนกัน นักเขียนสร้างขึ้นมาแต่ตัวละครมีชีวิตเป็นของตัวเอง”

             “ไม่ได้กำหนดไว้ล่วงหน้าหรือคะ”

             “ไม่ทั้งหมด แต่จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตตัวละครมีผลต่อบทอวสาน”

             “มนุษย์ก็เช่นเดียวกัน”

             “ใช่...พระเจ้า พระพรหม หรือแม้แต่หัตถ์แห่งอำนาจจากสรวงสวรรค์ ไม่ได้เสือกไสให้ชีวิตใดชีวิตหนึ่งสูงเลิศลอยหรือจมลึกอยู่ในห้วงเหว ในแพร่งทางที่ต้องเลือกทุกชีวิตย่อมลิขิตด้วยมือของเขาเอง”

            สองสามีภรรยาต่างปิดปากเงียบ ทอดตามองไปยังยอดตึกสูงสลับซับซ้อนกลางเมืองใหญ่