|
เรื่องสั้น
ฉ.๒๔๓๘
วันดีๆ ในเมืองกรุง
ชาตรีย์นรทิพย์
หญิงสาวสะดุ้งสุดตัวเมื่อเสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น
เธอค่อยๆ พยุงตัวขึ้นมาแต่รู้สึกอ่อนล้าเหลือเกิน เธอรวบรวมพลังทั้งหมดยื่นมือออกไปกระแทกปุ่มบนตัวนาฬิกาดับเสียงปลุกด้วยความเคยชิน
ทำให้ในห้องนอนเล็กๆ นั้นเงียบสงัดอีกครั้ง เธอเหลือบไปมองเข็มนาฬิกาบนหน้าปัดนาฬิกาที่ตั้งอยู่บนโต๊ะเล็กๆ
ข้างหัวเตียง หญิงสาวถอนหายใจเบาๆ แล้วคิดในใจว่าถ้าหลับอีกสิบนาทีก็คงยังทัน
แล้วก็เอนตัวลงหนุนหมอนอีกครั้ง
หญิงสาวค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาช้าๆ แต่เมื่อได้เห็นเข็มนาฬิกา เธอก็รีบกระโดดลุกขึ้นออกจากเตียงแทบไม่ทัน
เธอเผลอหลับไปกว่าครึ่งชั่วโมง
"บ้าชะมัด..." เธอตะโกนเสียงดังด้วยความหงุดหงิดแล้วรีบกุลีกุจอหยิบผ้าเช็ดตัววิ่งเข้าไปในห้องน้ำทันที
เธอก้าวออกมาถึงถนนใหญ่เกือบแปดโมง รถค่อนข้างติดมากทีเดียว เธอเดินตรงไปยังป้ายรถเมล์อย่างเร่งด่วน
พลางถอนหายใจติดกันหลายๆ ครั้งด้วยความกังวล และก็อดต่อว่าตัวเองไม่ได้ที่ใจอ่อนยอมนอนหลับต่อ
ทั้งๆ ที่ก็ได้ตั้งเวลาปลุกเผื่อไว้ตั้งนาน เธอมาหยุดอยู่ท่ามกลางกลุ่มผู้คนที่ต่างก็มีท่าทีเร่งรีบด้วยกันหมดทั้งนั้น
ทุกคนต่างชะเง้อหน้ามองดูที่ถนนว่ารถเมล์คันต่อไปที่จะมาถึงนั้นเป็นคันที่ตัวเองรออยู่หรือเปล่า
เธอภาวนาในใจขอให้รถเมล์สายที่เธอต้องการมาถึงเร็วๆ และคนไม่แน่น ผู้คนทยอยขึ้นรถเมล์กันอย่างโกลาหล
คนที่จะลงก็ต้องฝ่าทางตันลงมา และคนที่จะขึ้นก็พยายามแย่งกันขึ้นเพื่อที่จะได้ไม่ต้องรอคันต่อไป
หญิงสาวกัดริมฝีปากแน่น พยายามลุ้นอยู่ลึกๆ ก่อนที่จะยกข้อมือขึ้นดูเวลา
เม็ดเหงื่อเริ่มมาเกาะอยู่ที่ปลายจมูก สายตาของเธอจับจ้องอยู่ที่ท้องถนนที่รถยนต์ที่ติดหนึบกันอยู่ค่อยๆ
เคลื่อนตัวไปช้าๆ ราวผักตบชวาในแม่น้ำ หัวใจเธอเต้นแรงขึ้นด้วยความตื่นเต้นเมื่อเห็นรถเมล์สายที่เธอต้องการเลี้ยวหัวมุมถนนออกมา
เธอก้าวเข้าไปยืนชิดขอบฟุตบาทมากขึ้นด้วยความหวังที่จะได้ขึ้นรถก่อน
แต่ผู้คนก็ยืนเบียดแย่งชิงตำแหน่งกันอยู่อย่างเอาเป็นเอาตาย และยิ่งเมื่อรถเมล์จอดและประตูบานน้อยๆ
แยกออกจากกันแล้ว มันก็แทบจะเป็นการจราจรเล็กๆ เลยทีเดียว ทั้งเด็กๆ
ในชุดนักเรียนที่ต่างพยายามแทรกตัวออกมา หรืออาซิ้มที่ค่อยๆ เดินลงบันไดอย่างปราณีต
ในขณะที่บนทางเดิน ผู้คนก็ต่างเบียดเสียดกันรอจังหวะที่จะได้ขึ้นรถ ท่ามกลางเสียงตะโกนร้องโหวกเหวกของกระเป๋ารถเมล์ที่ยื่นศีรษะออกมาเร่ง
"เร็วหน่อยพี่...เร็วหน่อยเดินในเลยครับ เดินในเลย ข้างในยังว่างอีกเยอะ...พี่เสื้อขาวน่ะ...เถิบไปอีกหน่อยสิ
ที่อีกตั้งเยอะแยะ"
หญิงสาวที่กำลังพยายามก้าวขึ้นไปบนรถ อยากจะส่ายหัวด้วยความอ่อนใจ และนึกอยากจะตะโกนถามกระเป๋ารถเมล์กลับไปว่าที่ที่ว่ายังว่างอีกเยอะน่ะ
มันอยู่ตรงไหน เพราะบนรถนั้นที่ที่จะยืนก็แทบจะไม่มีอยู่แล้ว เธอเซตามแรงดันของผู้ชายคนข้างหลังและแทบจะหกล้มหน้าคะมำ
แต่ก็ยังดีที่ยังคว้าเสาเอาไว้ได้ก่อน เธออยากจะหันกลับไปมองคนข้างหลังด้วยความขุ่นเคือง
แต่ที่ที่จะขยับตัวนั้นยังไม่มีเลย เธอจึงได้แต่ปล่อยเลยตามเลย แต่ก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่า
สุภาพบุรุษของเมืองไทยที่แต่ก่อนนั้นดูจะมีมากมายนั้น เดี๋ยวนี้หายไปไหนหมด
บนรถเมล์นั้นผู้ชายบางคนยังนั่งอย่างเฉยเมย ในขณะที่เด็กหรือผู้หญิงยืนถือข้าวของพะรุงพะรังอยู่
แต่เธอก็รู้ว่ามันก็คงไม่ใช่ทั้งหมดหรอกที่แยก เพราะเธอก็ยังเห็นภาพดีๆ
ของการเสียสละบนรถเมล์อยู่บ่อยเหมือนกัน แม้ว่ามันจะน้อยกว่าแต่ก่อนมากก็ตาม
แต่มันก็คงเป็นสัจธรรมของโลกกระมั้งที่ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไปตามกาลเสลา
ตอนนี้ทุกคนในเมืองกรุงก็ยุ่งมากขึ้น ทุกคนต่างห่วงแต่จะไปทำงานให้ทัน
ห่วงแต่จะขอได้นั่ง เพราะเดินทางไกล จนกลายเป็นความเห็นแก่ตัวไปโดยปริยาย
หญิงสาวถอนหายใจอย่างหดหู่แล้วกุมราวที่อยู่ข้างบนให้แน่นขึ้นเมื่อรถเมลออกตัวสู่ถนนใหญ่อย่างรวดเร็ว
แม้จะเป็นรถประจำทางปรับอากาศ แต่เมื่อมีผู้โดยสารเยอะแยะ อัดกันแน่นราวปลากระป๋องอยู่ข้างใน
มันก็คงเป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้ว่าแอร์จะไม่เย็น แต่กระนั้นเธอก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมกระเป๋ารถเมล์ถึงอยากจะให้คนขึ้นมาอัดกันอยู่บนรถนัก
เพราะถ้าว่ากันตามตรงแล้วน้ำหนักผู้โดยสารก็คงหนักกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตัวรถจะมารับไหวอยู่มากพอสมควร
แล้วยิ่งค่าโดยสารที่เก็บกันอยู่ทุกวันนี้ก็ค่อนข้างแพง หญิงสาวคิดว่าเธอน่าจะได้รับการบริการที่ดีกว่านี้
อย่างน้อยมันก็ไม่ควรแออัดถึงขนาดนี้ ทำให้มันดีๆ ไปเลยซิ ให้ตัวรถเมล์มีคุณภาพ
ให้คนขับ กระเป๋ามีคุณภาพ มิใช่ขับราวกับนึกว่าตัวเองเป็นตัวเอกในหนัง
"สปีด" ที่ต้องวิ่งเร็วๆ มิเช่นนั้นรถทั้งคันจะระเบิด หรือคอยตะโกนข่มขู่ผู้โดยสาร
และถึงจะคิดแพงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่อีกหน่อย เธอก็คิดว่าน่าจะอยู่ได้อย่างน้อยเธอก็คนหนึ่งละที่พร้อมจะจ่ายแพงขึ้นอีกหน่อยเพื่อบริการที่ดีขึ้น
แต่อย่างว่า เธอก็เป็นเพียงผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ท่ามกลางกระแสผู้คนของเมืองกรุงเท่านั้นเอง
หญิงสาวกัดริมฝีปากแน่นเมื่อรู้สึกว่ารถเมล์ติดอยู่ที่สี่แยกไฟแดงตรงนั้นนานพอสมควรแล้ว
เธออยากจะยกข้อมือขึ้นดูเวลา แต่ก็ไม่ถนัดนักเธอจึงมองไปรอบๆ ตัว และอาศัยสังเกตนาฬิกาของผู้โดยสารคนอื่นๆ
แทน เก้าโมงแล้ว แต่ยังไปไม่ถึงไหนเลย เธอมีนัดตอน ๑๑ โมง ถ้าเป็นเช่นนี้คงไปไม่ทันแน่ๆ
เธอครุ่นคิดอย่างหนักว่าจะทำอย่างไรดี เพราะถ้าไปสายคงไม่ดีแน่ ถ้านั่งแท็กซี่ไปล่ะ?
เมื่อไตร่ตรองดูแล้วว่ามันคงเป็นหนทางที่ดีที่สุด เธอจึงค่อยๆ กล่าวขอโทษขอโพยเพื่อนร่วมทางคนอื่นๆ
แล้วทั้งแทรก ทั้งมุดตัวออกมาจนถึงบริเวณประตูรถ เธอเอื้อมมือไปกดปุ่มสีแดงๆ
พอให้มีสัญญาณดังให้คนขับพอรู้ว่าเธอขอลง เธอยืนรออีกเพียงครู่เดียวประตูรถก็เปิดแยกออกจากกัน
ทำให้ผู้โดยสารที่ยืนอออยู่บริเวณนั้นต้องรีบหลบมุมกันเป็นแถว เธอยิ้มเจื่อนๆ
เป็นการขอบคุณแล้วมาหยุดดูให้แน่ใจว่าไม่มีรถจักรยานยนต์วิ่งมาทางนั้น
แล้วจึงค่อยๆ ก้าวลงมายืนบนถนนแล้วรีบวิ่งผ่านหน้ารถอีกหลายคันไปยังฟุตบาททันที
เธอเห็นว่ามีรถแท็กซี่ว่าง จอดติดไฟแดงอยู่คันหนึ่งจึงรีบเดินไปเปิดประตูรถด้านหลังยื่นหน้าเข้าไปถามคนขับทันที
"ไปแถวสยาม สแควร์มั้ยคะ"
คนขับหันมามองทางเธอ แล้วรีบส่ายหน้าปฏิเสธ
"รถติดจะตาย...ไปไม่ได้หรอก"
หญิงสาวพยักหน้ารับรู้แล้วค่อยๆ ปิดประตูรถคืนที่ ก่อนที่จะก้าวกลับขึ้นมายืนบนทางเท้า
แล้วมองหารถแท็กซี่ที่ว่างคันต่อไป เธอเดินย้อนไปอีกนิดหน่อยก็เห็นคันว่างอีกคัน
จึงรีบเข้าไปถามด้วยกลัวว่าไฟจะเขียวเสียก่อน
"ไม่ทันจริงๆ ครับ เดี๋ยวผมต้องส่งรถแล้ว"
คนขับว่าพลางชี้ให้ดูนาฬิกาหน้ารถ ด้วยสีหน้าเศร้า
"ไกลจัง...ไปไม่ทันหรอกครับ"
"ไม่ไหวจริงๆ หาคันอื่นแล้วกันนะน้อง"
"คันข้างหน้าไม่ไปเหรอ...อ๋อ สยามเหรอ...เออ...ผมไปไม่ทันจริงๆ
พี่ ขอโทษครับ"
คันแล้วคันเล่าที่เธอถามและได้เพียงคำปฏิเสธ จนเธอชักโมโหและกระแทกประตูคันสุดท้ายเสียงดังอย่าเหลืออด
เธออยากจะถามคนขับรถเหล่านั้นจังว่ามันมีปัญหาอะไรกันนักหนา ทั้งๆ ที่มีผู้โดยสารที่พร้อมจะไป
แต่กลับไม่มีรถคันไหนอยากจะไป เพราะรถติดหรือ มันก็เป็นที่รู้กันอยู่แล้ว
ในกรุงเทพฯนี้รถก็ติดทุกวันอยู่แล้ว เธอโกรธจัดจนอยากจะถามออกไปเลยให้มันรู้แล้วรู้รอดว่า
ถ้าไม่อยากรับผู้โดยสารแล้วจะมาขับรถกันเพื่ออะไร มันยิ่งทำให้ผู้โดยสารเสียเวลาและเสียความรู้สึกด้วย
แต่ก่อนนี้เธอเคยนึกสงสารคนขับรถที่บ่นให้ฟังว่าเศรษฐกิจไม่ดี ไม่มีผู้โดยสาร
แต่ตอนนี้ไม่แล้ว ไม่มีแม้แต่นิดเดียว เพราะเท่าที่ได้เห็นมากับตา และทั้งที่เจอกับตัวเอง
เธอรู้สึกว่าพวกเขาทำตัวเองกันทั้งนั้น ครั้งหนึ่งท่ามกลางสายฝน มีผู้โดยสารรอรถแท็กซี่อยู่เต็มถนน
แต่ทุกคันก็ปฏิเสธผู้โดยสารไปเสียหมด ปล่อยให้พวกเขารวมทั้งเธอด้วยต้องยืนตากฝนรอรถคันต่อไปอยู่อย่างนั้น
เธอเข้าใจและยอมรับว่ามีหลายคนจริงๆ ที่อยากจะไปแต่ก็ไปไม่ได้เพราะคิดที่ตอนจังหวะเปลี่ยนกระ
แต่การปฏิเสธผู้โดยสารเพียงเพราะว่าระยะทางมันไกลหรือรถติดนั้น มันอ้างไม่ขึ้นจริงๆ
หญิงสาวตัดสินใจว่าจะลองเรียกดูอีกสักคันหนึ่ง และถ้าคันนี้ไม่ยอมไปอีกเธอคงจะต้องหาทางอื่นอย่างไม่มีทางเลือก
"ไปครับ..." ชายชราที่นั่งอยู่ข้างหลังพวงมาลัยพยักหน้ารับ
"ผมเห็นคุณยืนเรียกรถมาตั้งหลายคันแล้ว"
"ค่ะ ไม่มีใครยอมไปสักคน"
"ไปเที่ยวเหรอครับ" ชายชราชวนคุย
"เปล่าค่ะ..." หญิงสาวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งราวกับกำลังตัดสินใจว่าจะเอ่ยอะไรต่อไปดีมั้ย
"หนูจะไปสัมภาษณ์งานค่ะ"
"โฮ...สัมภาษณ์งานแถวสยามเลยหรือครับ ไกลจากบ้านจังเลยนะ"
คนขับแหงนหน้าขึ้นสบตาเธอผ่านกระจกเงาที่อยู่ข้างหน้า
"ทำไงได้ล่ะคะ..." ผู้เป็นผู้โดยสารรู้สึกสบายใจขึ้นที่อย่างน้อยก็ได้รถแล้ว
และแอร์เย็นๆ ในตัวรถก็ทำให้เธอหายเหนื่อยขึ้นมาเหมือนกัน "ในยุคนี้แล้ว
เลือกมากไม่ได้หรอกค่ะ มีงานอะไรมาก็ขอเอาไว้ก่อนดีกว่า"
"แล้วธรรมดาคุณไปอย่างไรละครับ?"
"รถเมล์ค่ะ" หญิงสาวเปิดกระเป๋าใบเล็กๆ แล้วหยิบตลับแป้งออกมาแต่งเต้มใบหน้า
"ไปรถเมล์ คงใช้เวลาเกือบๆ หนึ่งชั่วโมง..." ชายชราคาดคะเน
"ชั่วโมงครึ่งค่ะ..."
"กว่าจะไปถึงคงเหนื่อยแย่..." น้ำเสียงของเขาแสดงความเอื้ออาทรอย่างจริงใจ
มันทำให้หญิงสาวรู้สึกอบอุ่นใจขึ้นมาอย่างประหลาดว่าท่ามกลางความเย็นชาของตึกสูงเสียดฟ้า
ยังพอมีคนที่มีจิตใจเอื้ออาทรอยู่บ้าง "แล้วนี่นัดสัมภาษณ์กี่โมงครับ"
ชายชราว่าพลางรอจังหวะที่จะเปลี่ยนเลน
"๑๑ โมงค่ะ" หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงที่ไม่สามารถปิดบังได้ถึงความประหม่า
"ผู้ที่เป็นคนขับรีบหันไปมองทางหน้าปัดนาฬิกาเล็กๆ ที่อยู่ข้างใต้ช้องแอร์และเหนือวิทยุ
"ตายแล้ว นี่ก็จะสิบโมงแล้ว จะไปทันเหรอเนี่ย..." เขาหันมามองเธอผ่านกระจกอีกครั้ง
"ทำไมไม่บอกผมก่อนว่ากำลังรีบ..."
"พอดีมัวแต่ดีใจที่ได้รถน่ะค่ะ..."
ชายชราพยักหน้ารับ ก่อนที่จะค่อยๆ เร่งความเร็วของตัวรถขึ้นและเริ่มแซงซ้ายแซงขวาหาช่องว่างที่จะแทรกตัวไปได้อย่างมั่นใจและชำนาญ
"เรียนจบนานหรือยังครับ..."
"ปริญญาโท เพิ่งจบเมื่อกลางปีน่ะค่ะ"
ผู้ที่อยู่หลังพวงมาลับแหงนหน้าขึ้นมองเธออีกครั้งด้วยสายตาที่ชื่นชม
"เก่งจังเลยนะครับ อายุยังน้อยก็จบปริญญาโทแล้ว...การศึกษาเดี๋ยวนี้สำคัญมากนะครับ
ใครมีความรู้มากก็มีอนาคตที่ดีกว่า..."
"ค่ะ..." หญิงสาวเห็นด้วย
"ยังไงก็ขอฝากอนาคตของผมกับคุณด้วยแล้วกันนะครับ รุ่นพวกคนแก่อย่างผมก็หมดความหมายแล้ว
ก็ได้แต่หกวังพึ่งอนาคตของชาติรุ่นใหม่ๆ อย่างคุณนี่แหละครับ..."
ชายชรายิ้มอย่างเศร้าสร้อย "คนที่มีความรู้จบด็อกต้ง ด็อกเต้อร์
มาแต่ไม่มีความเป็นคน มีแต่สมองแต่ไม่มีหัวใจก็มากนะครับ อะไรก็จะตามแต่หนังสืออย่างเดียว..."
"ค่ะ..."
"เออ แล้วนี่คุณเตรียมตัวสัมภาษณ์หรือยังครับ...ขอโทษทีครับผมก็มัวแต่ชวนคุณคุย"
"ก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แค่ลุงยอมมานี่หนูก็ดีใจแล้วนะ เรื่องสัมภาษณ์ก็ไม่ได้เครียดอะไร
เตรียมตัวมาเต็มที่แล้ว ได้แค่ไหนก็แค่นั้นแหละค่ะ ถ้ามานั่งกังวลว่าเขาจะถามอะไรเราจะตอบอะไร
มันก็ไม่ช่วยอะไรขึ้นมา...เพียงแต่หนูหงุดหงิดที่ตื่นสายเท่านั้นเอง"
ชายชราหัวเราะอย่างถูกใจ
"คุณนี่ใจเย็นมากเลยนะครับ ถ้าผู้โดยสารทุกคนเป็นอย่างคุณก็คงจะดี
เชื่อมั้ยว่าขับรถแท็กซี่นี่เหมือนกับอยู่โรงละครเลยนะครับ มีอะไรแปลกๆ
ให้เห็นอยู่ทุกวันแหละครับ" แกเอ่ยอย่างจริงใจ
หญิงสาวยิ้มรับด้วยหัวใจที่เบิกบานขึ้น อย่างน้อยการที่ได้มีลุงคนขับรถคันนี้ชวนเธอคุยก็พอทำให้เธอไม่นึกถึงเรื่องสัมภาษณ์ได้
และก็พลอยทำให้เธอสบายใจมากขึ้นเลยทีเดียว เธอยกข้อมือขึ้นตรวจดูเวลาอีกครั้ง
และก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า "เวลา" ช่างเป็นสิ่งที่เข้มงวดเสียเหลือเกิน
ชีวิตคนเรานี่ก็ช่างผูกติดอยู่กับเวลาเสียจริงๆ ทุกอริยาบท ทุกการกระทำ
ทุกเสี้ยววินาทีของชีวิตถูกบงการด้วยเจ้าเข็มเล็กๆ สองสามอันนี่เอง คนเราพัฒนาขึ้นก็ด้วยกาลเวลา
แก่ลงก็ด้วยกาลเวลา มันแยกไม่ออกจริงๆ
"ใกล้ถึงแล้วครับ..." ชายชราเอ่ยขึ้นมาอย่างอารมณ์ดี
หญิงสาวพยักหน้ารับก่อนสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ
"ยังไงก็ขอให้คุณโชคดีนะครับ..." ชายชราเอ่ยเมื่อพารถมาจอดตรงหน้าตึกใหญ่ตามที่ผู้โดยสารบอก
"ขอบคุณค่ะ" หญิงสาวว่าพลางยื่นค่าโดยสารให้ แล้วรอรับเงินทอนมาใส่กระเป๋าตังค์
"ขอให้คุณประสบความสำเร็จในทุกๆ ด้านนะคะ และก็ขอเอาใจช่วยให้คุณก้าวต่อไปอย่างแน่วแน่และเข้มแข็งครับ"
"ขอบคุณค่ะลุง...ขอบคุณจริงๆ" เธอยิ้มให้กับคนขับรถอย่างเป็นมิตรก่อนที่จะก้าวออกจากตัวรถมายืนอยู่บนฟุตบาทหน้าตึกที่ใหญ่โต
เธอแหงนหน้าขึ้นมองดูชั้นสูงสุดของตึกด้วยหัวใจที่เริ่มเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น
ลุงคนขับรถแท็กซี่กดแตรรถเป็นการบอกลาครั้งสุดท้ายก่อนที่จะขับรถออกไป
เข้าสู่กระแสลำธารแห่งการจราจรที่เนืองแน่นไปด้วยรถยนต์มากหน้าหลายตาอีกครั้ง
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ อีกครั้ง แหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสดใสที่ปราศจากก้อนเมฆมาบดบังอย่างรวบรวมกลังใจก่อนที่จะค่อยๆ
เดินฝ่าฝูงผู้คนเข้าไปในตึกนั้นอย่างแน่วแน่
"วันนี้เป็นวันดี..." เธอบอกับตัวเองในใจ "วันดีในเมืองกรุง"
|