|
เรื่องสั้น
ฉ.๒๔๓๖
กาฝากอารมณ์
ชัญวลี ศรีสุโข
ท้องฟ้ายามเช้ามืดหม่นไร้เมฆหมอก อากาศเย็นพาสบายตัว
เมื่อออกวิ่ง ลมพัดหน้าพัดหลังพาขนลุกซู่ ฉันซอยเท้าวิ่งเป็นจังหวะคงที่
เลี้ยวลัดออกจากบ้านพักในโรงพยาบาลอำเภอ วิ่งไปตามเส้นทางผ่านชุมชน
เป็นหมอมาสิบกว่าปี สอนให้คนไข้ปฏิบัติตนให้มีชีวิตยืนยาวใช้วิธีห้าอ.
อาหารดีมีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมอารมณ์ไม่ให้ขึ้งไม่ให้เครียด
พยายามอยู่ในที่ที่อากาศบริสุทธิ์ ดูแลเรื่องอุจจาระให้ปกติ (แพทย์บางสาขาบอก
๖ อ. เพิ่ม อ.อึ๊บด้วย เชื่อว่าจะเพิ่มฮอร์โมนแห่งความสุขสบาย)...น่าอายที่ฉันเพิ่งปฏิบัติตามคำพูดตนเองเข้าสองสามปีนี่เอง
ทำแล้วรู้สึกว่าร่างกายและจิตใจแจ่มใสขึ้น
ไม่นาน แสงสีชมพูเริ่มพาดตีนฟ้า ถัดขึ้นมาพรมฟ้าสีน้ำเงินเข้ม ปุยเมฆเทาขลิบชมพูกระจัดกระจายคล้ายปุยฝ้ายที่ปลิวลม...เมื่อวิ่งผ่านตัวหมู่บ้าน
ผ่านบ้านเก่าๆ แต่ละหลังที่ตั้งไม่ติดกัน ฉันมองทะลุเข้าไปในอดีต...การเป็นหมอในชุมชนเล็กๆ
ทำให้รู้จักคนในแต่ละบ้านราวเป็นครอบครัวเดียวกัน...
บ้านหลังแรก เป็นร้าค้าขายของชำ ตั้งอยู่ต้นถนน เดิมเจ๊ง้อหญิงหม้ายชาวจีนอาศัยอยู่กับอาตี๋ลูกชายคนเดียว
ต่อมาอาตี๋แต่งงานกับสาวสวยชื่อกิมลั้ง มีตี๋เล็กให้เจ๊ง้ออุ้ม เจ๊ง้อและอาตี๋ขยันขันแข็งหนักเอาเบาสู้
ขณะที่กิมลั้งหยิบหย่งเอาแต่แต่งตัวสวยไปวันๆ ชาวบ้านพากันนิทาว่ายายลั้งไม่ทำอะไร
ขาดก็แต่ผัวป้อนข้าวเท่านั้น สามเดือนที่ผ่านมา โชคร้ายมาเยือน อาตี๋ขับรถปิคอั้พไปส่งของ
เด็กวิ่งตัดหน้ารถ เขาเบรคกะทันหัน กระดูกคอเคลื่อนทับเส้นประสาท แขนขาขยับไม่ได้
เป็นอัมพาตทั้งตัว เหลือแต่หายใจและกลอกตาได้เท่านั้น นอนอยู่บนเตียงดึงคอ
(Stryke Frame) มีน้ำหนักถ่วงห้อยจากเครื่องจับกระโหลกที่โรงพยาบาลเอกชน
ตอนนี้เจ๊ง้อต้องเลี้ยงหลานคนเดียว เพราะกิมลั้งหนีตามผู้ชาย ป่านนี้ยังไม่มีใครทราบข่าวคราว
บ้านถัดมาเป็นร้านขายทองของสามีภรรยาชื่อกานต์กับใหญ่ ทั้งสองมีลูกสาวหนึ่ง
ลูกชายหนึ่ง ในวัยน่ารักน่าเอ็นดู คนโตเรียนชั้นประถมหนึ่ง ช่วงเศรษฐกิจไม่ดี
กานต์คิดมากยิงตัวตายบนชั้นสองของร้านทอง ตอนฉันมาชันสูตรพลิกศพนั้น
รู้ว่าคนเป็นเมียและแม่ที่ชื่อใหญ่นั้นเข้มแข็งเหลือเกิน ไม่มีการร้องไห้ฟูมฟายให้ใครเห็น
ดวงตาแดงก่ำอย่างเจ็บช้ำ กลั้นสะอื้น จนเส้นคอปูดโปน เมื่อบอกฉันว่า
"หมอไม่ต้องห่วงใหญ่หรอก แม้ใหญ่จะเสียใจมากที่พี่กานต์เขาตัดช่องน้อยแต่พอตัว
อย่างไรใหญ่ก็ต้องต่อสู้กับชีวิตให้ถึงที่สุด ต้องเป็นหลักส่งเสียลุกๆ
อีกสองคนเรียนให้จบจนได้"
เหงื่อเริ่มซึมตามไรผม แผ่นหลังเริ่มร้อน เมื่อวิ่งผ่านบ้านที่สาม บ้านนี้เป็นร้านขายก๋วยเตี๋ยว
คนขายเป็นหญิงวัยสี่สิบเศษชื่อน้อย ขายไปด่าตาพจน์ลูกไป พจน์เรียนจบชั้นม.สามแล้วไม่ยอมเรียนต่อ
ปีที่แล้วน้อยหกล้มในห้องน้ำ เป็นอัมพฤกษ์ ขายก๋วยเตี๋ยวไม่ได้ กลายเป็นว่าพจน์ลูกชายวัยสิบห้าปียืนจับตะกร้อลวกเส้นก๋วยเต่ยวขายเลี้ยงแม่แทน
คนมากินมากมายยิ่งกว่าตอนแม่ขายอีก
หลังที่สี่ เจ้าของบ้านเป็นข้าราชการระดับสูง สี่เดือนมานี่เอง เขาขับรถชนรถสิบล้อ
ตายคารถ ที่ทำให้ลูกเมียอับอายไม่อยากมองหน้าใคร ชาวบ้านก็วิจารณ์กันแซด
คือตายพร้อมนักร้องสาวสวยในชุดเกือบเปลือยทั้งคู่
หลังที่ห้า บ้านของเสมียนสาวสวยชื่อมาลี สามีเป็นตำรวจอยู่ต่างจังหวัด
จันทาหนุ่มคนงานโรงพยาบาลมีลูกมีเมียแล้วอยู่ข้างบ้าน...ชอบมาช่วยดูแลเป็นพิเศษ
จนทะเลาะกับสนองผู้เป็นเมียเรื่องสาวสวยคนนี้ ไม่รู้กี่ครั้งกี่หน สนองทำหนังสือมาฟ้องฉัน-ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอำเภอแห่งนี้เรื่องชู้สาวระหว่างสามีและมาลี
สนองยังพยายามติดต่อ ฟ้องตำรวจสามีมาลีด้วย ผลก็คือจันทากับสนองตบตีกันอย่างรุนแรง...ผัวหัวร้างข้างแตก
เมียไส้แตกต้องส่งตัวไปผ่าตัดโรงพยาบาลจังหวัด ที่ผู้คนในบ้านนั้นอยู่อาศัยโดยไม่ผ่านเรื่องชวนสลดใจ
ผู้คนในบ้านทุกบ้านล้วนมีทุกข์และต้องพยายามฝ่าความเจ็บปวด ทรมาน ผิดหวัง
ขมขื่น โดดเดี่ยว อ้างว้าง ไปให้ได้ด้วยตนเองจึงมีชีวิตรอดอยู่ได้ แม้แต่ตัวฉันเองก็ต้องต่อสู้อุปสรรคชีวิตมานักต่อนัก
จวนเจียนเกือบเอาชีวิตไม่รอด...
ทำไมชอบคิดเรื่องเศร้าและเครียดนะ...ฉันว่าตนเอง เท้าวิ่งออกไปท้องทุ่ง
มองฟ้าที่เริ่มพาดสีแสด ลูกไฟสีส้มดวงกลมใหญ่ โผล่เสี้ยวแพลมตีนฟ้า เสียงไก่หลงขันผิดเวลา
ยังดังมาแว่วๆ
เหงื่อไหลซึมหน้าผาก รวมตัวเป็นหยด ย้อยลงมาตามข้างแก้ม เสื้อชุ่มเหงื่อ
ฉันเพลาฝีเท้า วิ่งช้าๆ จนหยุดยืนข้างต้นไม้ใหญ่ มือสองข้างเท้าหัวเข่า
หัวใจเต้นตึ๊กตั๊ก โน้มตัวหายใจหอบบรรเทาความเหนื่อย
มือจับชีพจรตนเอง ร้อยสี่สิบครั้งต่อนาที แสดงว่าออกกำลังกายได้ที่ตามทฤษฎี
ฉันทรุดตัวนั่ง สายตาเพิ่งพิจารณาต้นไม้ใหญ่ข้างตัว มันเป็นต้นมะม่วงที่ชำรุดทรุดโทรมเต็มที่
ลำต้นและกิ่งมีกาฝากเลื้อยรัดชูช่ออย่างทระนง ยิ่งต้นใบกาฝากอวบใหญ่เขียวสดเพียงใด
กิ่งใบมะม่วงก็ลีบเล็กผอมโทรม เหลืองจวนเป็นสีน้ำตาลเพียงนั้น...เสียงมอเตอร์ไซค์ของใครเร่งเครื่องมาตามทาง
ฉันหันกลับไปดู
"หมอ" เสียงหายใจหอบ "พี่แห้ง ฉีดยาและผูกคอฆ่าตัวตายมาที่โรงพยาบาล"
ไม่ต้องพูดซ้ำ ฉันกระโดดซ้อนท้ายพรรณี พยาบาลรุ่นน้องทันที เธอบึงรถสุดแรงเกิดกลับโรงพยาบาล
แห้งเป็นพยาบาลสาวหน้าตาดี อายุสามสิบเอ็ด มีความผิดหวังอยู่เป็นนิจสินเรื่องคู่ครอง
ซึ่งใครๆ ก็ต้องเดาว่าสุดท้ายก็ต้องลงเอยแบบทุกข์ๆ เช่นนี้ เพราะแห้งชอบผู้ชายที่หน้าตาดี
พอที่จะเป็นพระเอกหนังพระเอกละครหรือนักร้องได้ โดยไม่ต้องศึกษานิสัยใจคอปูมหน้าปูมหลังก่อนร่วมหอลงเรือนเลย
แต่งงานครั้งแรกสามีเป็นผู้ชายรูปหล่อเจ้าชู้ อาชีพทำงานธนาคาร ย้ายไปจังหวัดต่างๆ
อยู่เรื่อย หยอดไข่มีเมียไปทุกจังหวัด แห้งต้องตามไปราวี ประเภทไม่เคยได้อยู่เป็นสุขเลย
สามีคนนี้ทำให้แห้งต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อสร้างครอบครัวและซื้อวัตถุสิ่งของที่สามีต้องการอย่างไม่เคยปริปากบ่น
หวังดึงรั้งสามีไม่ให้ตกไปเป็นของหญิงอื่น สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ สามีขอหย่าไปแต่งงานกับเมียคนใหม่ที่ตั้งท้องด้วย
แห้งถึงกับกินยาฆ่าตัวตาย เพื่อนๆ หอบหิ้วมาล้างท้องที่โรงพยาบาล จึงรอดชีวิตได้
ด้วยความชอบที่ไม่เปลี่ยนแปลง แฟนคนต่อมาของแห้ง เป็นหนุ่มน้อยอาชีพนักดนตรีหน้าตาหล่อเหลา
คบกันได้เจ็ดวัน หนุ่มนักดนตรีก็หอบผ้าหอบผ่อนมาอยู่กับแห้ง และก็อีหรอบเดิม
หลังจากแห้งกู้หนี้สหกรณ์ดาวรถเก๋งให้เขาขณะตนเองมีมอเตอร์ไซค์เก่าๆ
ส่งค่างวดรถจนหมด เขาได้รถแล้วก็จากไป คราวนี้แห้งกินยานอนหลับ หลับไปหลายวัน
คนที่เกิดเรื่องนี้เป็นคนที่สาม แห้งรู้จักครึ่งเดือนก็หลงไหลได้ปลื้ม
เขาเป็นตำรวจหน้าตาดี แฟนคนนี้ทำให้เพื่อนฝูงแทบไม่อยากอยู่ใกล้แห้ง
เพราะเธอเที่ยวยืมเงินเพื่อซื้อข้าวของต่างๆ ให้แฟนจนทุกคนอิดหนาระอาใจ
แห้งกัดฟันส่งเสียแฟนเรียนโรงเรียนนายร้อยด้วย คบกันได้ปีเศษ ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิม
แฟนตำรวจของแห้งเปลี่ยนใจมีแฟนคนใหม่ และบอกเลิกกับแห้ง อกหักครั้งที่สามนี่รุนแรงมาก
ฉันสังเกตแห้งซึมเศร้านัก ก็ได้แต่พูดคุยปลอบใจ บอกให้เพื่อนๆ คอยดูแล
แต่ผลสุดท้าย...
แห้งนอนหมดสติอยู่บนเตียงคนไข้ หน้าตาแต่งอย่างสะสวย มีรอยเกลียวเชือกบาดลึกที่คอ
หมอเวรรุ่นน้องใส่ท่อหายใจให้เธอแล้ว ขณะบีบอากาศเข้าท่อหายใจ หมอรุ่นน้องบอกฉันว่า
"พี่...พี่แห้งเขาฉีดยานอนหลับเข้าเส้นตนเองถึงสิบแอมป์ (หลอด)"
เขาหยิบหลอดยา และกระบอกฉีดของกลางมาให้ดู "แล้วเอาเชือกรัดคอแน่น
ตอนพี่สุดาไปพบนั้น เชือกรัดคอแน่นแล้ว ตัวเขียว มือเขียว แต่หัวใจยังเต้น
เมื่อรีบปลดเชือกออก ยังหายใจแผ่วๆ จึงพามาโรงพยาบาล ผมดูอาการแล้วหายใจไม่พอ
ผมจึงใส่ท่อหายใจ"
ฉันมีบมือของแห้งด้วยความอเนจอนาถใจ เห็นสภาพของเธอแล้วอดสะท้อนสะท้านใจเวทนาคนที่เคยร่วมงานกันมาถึงสิบปีไม่ได้
พยาบาลหลายคนน้ำตาคลอด้วยความสงสาร
"ผมว่าจะส่งพี่แห้งไปโรงพยาบาลจังหวัดนะพี่ ผมดูพิวพิ้ว (รูม่านตา)
แล้ว ไม่ค่อยรีแอคท์ (มีปฏิกิริยา) ต่อแสงเลย ผมว่าสมองพี่เขาคงขาดออกซิเจนไปหลายนาที"
ฉันหยิบไฟฉายมาดูรูม่านตาทั้งสองข้าง แล้วพยักหน้าเห็นด้วย
รีบจัดการเรื่องรถฉุกเฉินพร้อมพยาบาลประจำรถไปส่งแห้งที่โรงพยาบาลจังหวัด...ส่งขึ้นรถเรียบร้อยแล้ว
ฉันหันมาถามสุดา พยาบาลเพื่อนสนิทของแห้งที่โทรศัพท์ไปบอกพ่อแม่ของแห้ง
ซึ่งเป็นชาวนาอยู่ต่างอำเภอว่า "พ่อแม่แห้งว่าไงบ้าง"
สุดาหน้าแหยเมื่อตอบ "หมอ...พ่อแม่แห้งว่า ตายก็ตายไม่ต้องมาบอก
ถ้าตายก็เผาเลย ไม่ต้องเอาศพกลับบ้าน ท่าทางเขาโกรธๆ บอกว่า กี่ครั้งกี่หนแล้วไม่รู้จักเข็ด
ไม่รู้จักจำ เลี้ยงมาโตป่านนี้ แทนที่พ่อแม่จะได้พึ่ง กลับมีเรื่องเดือดร้อนเข้าบ้านไม่รู้จบ"
ฉันรับฟังด้วยความไม่สบายใจ นึกในใจว่าทำไมพ่อแม่ของแห้งเป็นอย่างนี้
ไม่เคยเห็นพ่อแม่ที่ไหนใจร้ายไม่รักไม่ห่วงลูกอย่างนี้เลย ลูกฆ่าตัวตายมีแต่จะรีบโลดแล่นมาหา...เฮ้อ...ฉันหันมาปรึกษาคุณละเอียดหัวหน้าพยาบาล
สรุปว่าจะไปสำรวจที่บ้านของแห้ง เผื่อมีอะไรพอจะช่วยเธอได้บ้าง
บ้านของแห้งเป็นบ้านเช่าหลังเล็กกะทัดรัด เปิดประตูเข้าบ้านชั้นเดียวอาณาบริเวณแคบๆ
แต่จัดเป็นสัดส่วนน่าอยู่ การจัดข้าวของบ่งว่าเจ้าของบ้านเป็นคนมีระเบียบและสะอาดเอี่ยม
สมกับเป็นพยาบาล เชือกเส้นเท่านิ้วก้อยร้อยหลายทบ ผูกโยงอยู่ที่หน้าต่าง
มีรอยเลือดหยดอยู่ที่พื้น นึกภาพออกว่า เมื่อแห้งฉัดยาเข้าเส้น คงเอาเชือกผูกคอตนให้แน่นก่อนสลบไป
บนโต๊ะทำงานในห้องนอน พบจดหมายอยู่สามฉบับ ฉับแรกถึงคนรัก...แห่งบอกว่ายอมตายเพื่อบูชาความรัก
เธอทนไม่ได้ที่จะสูญเสียเขาไป ขอให้เธอได้เดินจากไปก่อนที่เขาจะไปจากเธอ
ขอฝากสร้อยคอ แหวนทองคำ และโทรศัพท์มือถือ ไว้ให้เป็นที่ระลึกในครั้งสุดท้าย
อย่าลืมคิดถึงแห้งบ้าง แห้งก็พอใจแล้ว จดหมายฉบับที่สองถึงพ่อแม่ ให้พ่อแม่มาช่วยกันใช้หนี้ทั้งต้นและดอก
แห้งแจกแจ้งรายละเอียดของหนี้และชื่อที่อยู่เจ้าหนี้ รวมเป็นหนี้หลายแสน
บอกว่า...พ่อแม่จะด่าจะว่าหนูก็ว่าเถอะ หนูขอกราบแทบเท้า ให้พ่อแม่ช่วยครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย
ฟังคุณละเอียดเล่าว่า...พ่อแม่แห้งเป็นชาวนาธรรมดา เสียใจเรื่องแห้งมานักต่อนัก
นอกจากไม่ได้พึ่งลูกคนเดียวที่รับราชการ กลับกลายว่าลูกไปไถเงินพ่อแม่มาให้แฟนตนเองใช้ตลอด
พ่อแม่เตือนอย่างไรเธอก็ไม่เชื่อฟัง จนพ่อแม่ระอา ฉบับที่สามถึงสุดาเพื่อนรัก
แห้งบอกว่าเธอทำทุกอย่างลงไปด้วยสติสัมปชัญญะอันดี ไม่ต้องว่าให้เธอสิ้นคิด
เธอรู้ดีทุกอย่าง ใครมาอยู่ในฐานะเธอก็ต้องทำอย่างนี้ เธอทนไม่ได้ กับความรักที่ล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า
เธอได้อาบน้ำแต่งตัวแต่งหน้าและเตรียมพร้อมแล้ว เพื่อไม้ให้ใครต้องอาบน้ำศพอีก
และสุดท้ายให้สุดาช่วยจัดการเรื่องงานศพของตน
คุณละเอียดถอนหายใจยาวขณะเก็บจดหมายไว้ในลิ้นชักโะ บ่นว่า "ไม่เข้าใจเลยนะหมอ
ทำไมแห้งไขว่คว้าหาความรักมาก จนไม่เห็นคุณค่าของชีวิตตน" พลอยทำให้ฉันนึกถึงคำพูดตนที่เคยเตือนแห้งหลายครั้ง
ตั้งแต่ครั้งแรกที่กินยาฆ่าตัวตาย...
"แห้ง แห้งต้องรักตนเองนะ แห้งดูสิ คนรอบข้างทุกข์กว่าแห้งมีมากมายไป
พี่ทัย..." ฉันอ้างพยาบาลรุ่นพี่คนหนึ่งที่ขับรถพลิกคว่ำ ลูกสองคนตายตาที่
พี่สาวและลูกพี่สาวไปตายที่โรงพยาบาล เหลือพี่ทัยกับสามีเท่านั้นที่รอดชีวิต
"...สูญเสียลูกและคนใกล้ชิดไปอย่างไม่มีวันกลับ พี่ทัยเขาสูญเสียมากกว่าแห้งเท่าไร
เขาก็ยังต่อสู้เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ แห้งคิดดู แห้งไม่ได้สูญเสียอะไรไปมากมาย
แห้งต้องพยายามทำใจ แฟนนะเขาอยากไปก็ปล่อยเขาไป อุปมาแฟนของแห้ง ก็เหมือนหนูผูกขาติดกับกบ
ตัวหนึ่งอยากลงน้ำ ตัวหนึ่งอยากอยู่บนบก ไม่จากกันคราวนี้ อีกหน่อยก็ต้องจากกัน
ไม่จากกันตอนเป็นๆ ก็จากกันตอนตาย กาลเวลานั้นเป็นยารักษาจิตใจผู้คนเสมอ
ไม่นาน...ไม่ว่าทุกข์แค่ไหนแห้งก็จะต้องลืมได้"
"ไม่มีทาง นานเท่าไรแห้งไม่มีวันลืม มีแต่จะสะสมความทุกข์เพิ่มพูน
ทุกข์ของคนอื่นนั้นอย่างไรก๋ไม่เท่าทุกข์ของแห้ง คนอื่นเขามีแฟนคอยปลอบโยน
แต่แห้งไม่มีคนรัก ไม่มีใครรักแห้งเลย หมอ ทำไมแห้งจึงต้องผิดหวังในความรักซ้ำแล้วซ้ำเล่า"
ไม่ว่าจะพูดอย่างไร แห้งไม่อาจรับรู้และเข้าใจ ทั้งๆ ที่เธอเป็นพยาบาลผ่านหลักสูตรการให้คำปรึกษาคนไข้มานักต่อนัก...คนเรานั้นเมื่อเกิดปัญหา
ถ้าตัวเราไม่มองเห็นปัญหา ไม่พึงตนเอง ไม่มองตนเองเป็นศูนย์กลางการแก้ปัญหา
การที่จะรอให้ใครมาแก้ให้แต่เพียงฝ่ายเดียวนั้น ไม่มีทางสำเร็จ แห้งกับฉันมองปัญหากันคนละมุม
ขณะที่ฉันเห็นแล้วว่า ทุกอย่างเกิดจากเหตุ เมื่อเธอไขว่คว้าหาความรักจากรูปกายภายนอกอันฉาบฉวยไม่จีรัง
สุดท้ายก็ต้องลงเอยแบบนี้ เธอกลับเข้าใจว่ามันเป็นความโชคร้ายของตัวเธอเอง
หนึ่งปีผ่านมา...หมอและพยาบาลในโรงพยาบาลแห่งนี้ ผลัดกันไปเยี่ยมแห้งที่ห้องไอซียูโรงพยาบาลจังหวัด
เพื่อรับรู้ว่าแห้งคือเจ้าหญิงนิทรา หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี มีสัญญาณชีพอยู่ได้โดยอาศัยเครื่องช่วยหายใจ
และอาหารทางท่อสายยางเสียบผ่านปากเข้าไปในกระเพาะอาหารเท่านั้น
ตีนฟ้าสีเทาประดับด้วยลำแสงสีทองง อากาศเริ่มหนาว
มีหมอกบางๆ ห่มคลุม ฉันวิ่งออกกำลังกายทุกเช้าตามปกติ เห็นพระสงฆ์ออกบิณฑบาต
ก้าวเท้าเนิบนาบ ผ้าเหลืองปลิวไสวเป็นแนว ดูสงบและงดงาม ฉันแวะซื้อกับข้าวหน้าโรงพยาบาลใส่บาตรก่อนออกวิ่งต่อ
ผ่านบ้านเรือนผู้คนเหมือนดังเคย
ผ่านทุ่งนา เมื่อตะวันเริ่มส่องแสงสีส้มอ่อนไปตามทาง เห็นเงาตนทอดยาววิ่งนำหน้า
หายใจหอบเหนื่อย เหงื่อย้อยหยดลงมาตามใบหน้าและลำคอ จึงหยุดนั่งเหยียดยาวชิดโคนต้นมะม่วงใหญ่ข้างทาง
ส่ายหน้าหมุนคอบริหารตามความเคยชิน สะกิดใจเมื่อเห็นกิ่งแห้งห้อยพะเยิบพะยาบ
ฉันเพ่งตามพลางพิศพิจารณาความเป็นไปของต้นมะม่วงต้นใหญ่ที่เคยเห็นว่ามันชำรุดทรุดโทรมเต็มที่
ขณะกาฝากชูช่อยอ่างทระนง บัดนี้...ต้นมะม่วงต้นเดิมได้หมดอาหารและตายไป
เหลือเพียงกิ่งใบสีน้ำตาลแก่ห้อยอยู่ ขณะต้นกาฝากก็เหี่ยวเฉา กลายเป็นซากสีเข้ม
ไม่ต่างกัน...อนิจจาเมื่อต้นมะม่วงตาย กาฝากที่เลี้ยงตนเองไม่ได้ก็ต้องตายตาม
ไม่ต่างอะไรกับอารมณ์ของมนุษย์ ยิ่งคนเราไม่สามารถควบคุมอารมณ์ โลภ โกรธ
หลง ที่เจริญงอดงามผิดทางในตนเองได้เท่าใด ร่างกายและจิตใจก็ต้องทรุดโทรมลงทุกขณะจิต
และเมื่อถึงขีดสุด ที่อารมณ์เหล่านั้นระเบิดทำลายชีวิตทั้งชีวิตของเจ้าของไป
อารมณ์เหล่านั้นก็ต้องตายตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เห็นต้นมะม่วงและกาฝาก พาฉันคิดถึงแห้ง หายใจเฮือกเมื่อพึมพำ...อนิจจา...กาฝากอารมณ์...ก้มลงบีบแข้งขาตนให้หายเมื่อย
ก่อนยืดตัวขึ้นวิ่งกลับโรงพยาบาลในเส้นทางเดิม
|