|
เรื่องสั้น
ฉ.๒๔๓๓
ชีวิตข้างทาง
พนมพร
วันนี้ เวลาประมาณ ๘.๓๐ น. เกิดปัญหาจราจรติดขัยตรงบริเวณใกล้กับทางขึ้นทางด่วนพระรามเก้า
เนื่องจากอุบัติเหตุรถยนต์ชนกันซ้อนถึง ๕ คัน สาเหตุมาจากคนขับรถคันหน้าเบรกอย่างกระทันหัน
หลบเด็กหญิงคนหนึ่งที่ยืนกอดตุ๊กตาอยู่กลางถนน เคราะห์ดีที่ไม่มีใครได้รับบอดเจ็บในเหตุการณ์นี้
ฉันฟังข่าวสั้นจบ เอื้อมมือปิดวิทยุก่อนจะลงจากรถ ในใจยังพะวงถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา
เด็กหญิงในข่าวนี้เกือบทำให้ฉันเสียใจที่สุดในชีวิต...
หนูน้อยอาจเคราะห์ดีรอดตายในวันนี้...แต่ชีวิตวันข้างหน้าเล่า จะเป็นอย่างไร...
ฉันนึกทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านพบในเช้านี้
วันแรกที่ลมหนาวเริ่มมาเยือนพร้อมกับละอองฝนปรอยๆ อากาศปลายฝนต้นหนาวเย็นสบายชวนนอนจนทำให้ฉันตื่นสายไปนิด
หลังจากบรรจงแต่งตัวนานกว่าปกติ เพื่อให้ดูดีในสายตาของลูกค้ารายสำคัญ
เลือกใส่สูทสีกรมท่าและพาดบ่าด้วยผ้าพันคอผืนเก่งให้สมเป็นผู้หญิงทำงาน
เสียเวลาอีกหน่อยกับการเตรียมเอกสารประชุมใส่แฟ้มให้เรียบร้อย และตรวจหัวข้อที่จะต้องพูดอีกครั้ง
เหลือบมองนาฬิกาเห็นว่าเหลือเวลาอีกไม่ถึงชั่วโมงต้องไปให้ทันประชุม
อาหารเช้าคงรับประทานไม่ทันแน่ๆ เพื่อไม่ให้เสียเวลาฉันคว้าแซนวิชทูน่า
๒ ชิ้นห่อใส่ถุง และเทกาแฟร้อนใส่ถ้วยปิดฝาพกไปกินระหว่างทาง ก่อนขับรถอย่างเร็วออกจากบ้าน
ถ้าจะไปให้ตรงเวลานัดก็คงต้องพึ่งพาทางด่วนตามเคย แต่วันนี้ถนนสายตรงไปทางด่วนมีปริมาณรถคับคั่งเป็นพิเศษ
ฉันจึงขับเร็วไม่ได้ ต้องชะลอบ้าง หยุดบ้าง ขยับบ้างตามกันไป สายตามองเรื่อยเปื่อยตามทางที่ผ่าน
บริเวณซอกใต้สะพานแถวนี้แม้ฉันจะขับรถผ่านบ่อยๆ แต่ก็ไม่เคยสังเกตสักที
เพิ่งเห็นว่าได้มีชาวบ้านเข้าไปยึดครองอาศัยสะพานเป็นหลังคาบ้าน ตอกฝากั้นบ้านด้วยเศษไม้และวัสดุเก่าๆ
มีโซฟาขาดๆ ที่ทิ้งแล้วใช้เป็นเครื่องเรือน หน้าบ้านมีหญิงวัยกลางคนกำลังป้อนข้าวเด็กเล็กๆ
คนหนึ่งบนแคร่ไม้ ใกล้ๆ บริเวณนั้นเด็กชายหญิงหลายคนใส่เสื้อปอนๆ ขาดๆ
วิ่งเล่นกันอยู่ นี่ก็ย่างเข้าหน้าหนาว ถ้าอากาศหนาวขึ้นหรือลมแรงกว่านี้
ชีวิตของเด็กใต้สะพานเหล่านี้...คงจะลำบากไม่น้อยทีเดียว
เมื่อรถจอดติดไฟแดง ฉันหยุดคิดห่วงใยความเป็นอยู่ของชาวใต้สะพานชั่วขณะ
หันมาคิดถึงปากท้องของตัวเองก่อน หยิบแซนวิชทูน่าออกจากห่อขึ้นมากินโดยไม่ได้หันไปมองใคร
สักครู่หนึ่ง เสียงเคาะกระจกรถข้างๆ ฉันดังขึ้น คงไม่แคล้วพวกเด็กชายพวงมาลัยหรือขายหนังสือพิมพ์ที่ยึดถิ่นนี้เป็นที่ทำกินมาช้านาน
เด็กพวกนี้มักจะมายืนเกาะกระจกขอให้ช่วยซื้อพวงมาลัยบ้าง ดอกกุหลาบบ้าง
หนังสือพิมพ์บ้าง ฉันเองก็เคยอุดหนุนอยู่บ่อยๆ ด้วยความสงสาร แต่ที่สร้างความรำคาญที่สุดก็คือ
เด็กที่ถือผ้าสกปรกมาผืนหนึ่ง พยายามถูให้กระจกรถของฉันมัวขึ้นและก็ขอเงินค่าบริหาร
ถ้าไม่ให้ก็ไม่ยอมไป ถูกระจกจนเป็นฝ้าหนักขึ้นไปอีก ฉันต้องยอมแพ้ส่งเหรียญห้าบาทเพื่อให้จบเรื่องไป
ฉันเชื่อว่าผู้ขับรถหลายคนคงเคยประสบเหตุการณ์เหมือนฉัน
วันนี้และเวลานี้เป็นเวลาอาหารเช้าเคลื่อนที่ของฉัน ยังไม่อยากให้มีใครมากวนใจ
ฉันยังคงก้มหน้าเคี้ยวแซนวิชไปเรื่อยๆ พอรู้สึกฝืดคอนิดๆ ก็คว้ากาแฟมาดื่ม
เสียงเคาะกระจกรถข้างฉันยังคงดังเป็นระยะๆ จนฉันอดเงยหน้าไปมองไม่ได้
ไม่ใช่เด็กขายพวงมาลัยหรือขายหนังสือพิมพ์อย่างเคย กลับเป็นเด็กหญิงวัยประมาณ
๔-๕ ขวบ สูงเลยกระจกรถของฉันขึ้นมานิดหน่อย กำลังยื่นหน้าแนบกับกระจกรถจ้องหน้าฉันอยู่
หน้าตาของหนูน้อยออกจะมอมแมมไปหน่อย แต่ก็หน้าเอ็นดู ด้วยใบหน้ากลมรับกับผมหยิกหยักโศกยุ่งๆ
สีน้ำตาลแดง แก้มแดงด้วยลมหนาว ดวงตากลมโตไร้เดียงสากำลังจ้องแซนวิชคำสุดท้ายที่เข้าไปในปากของฉันพอดี
แล้วทำท่ากลืนน้ำลายลงคอ
หนูน้อยส่งสายตาให้ฉัน ฉันเห็นปากของเธอขมุบขมิบ แล้วเสียงเบาๆ ที่ลอดเข้ามาในรถได้ยินว่า
"น้า...น้า...ขอกิน...ขอกิน..."
ฉันส่ายหน้าบอกว่าไม่มี...หมดแล้ว รู้สึกว่าตัวเองออกจะใจร้ายไปหน่อย
แต่ไม่ชอบพฤติกรรมขอของกินแบบนี้ ฉันหันหน้ากลับไปมองสัญญาณไฟข้างหน้าอย่างหงุดหงิดที่ยังคงมีสายตาเล็กๆ
คู่หนึ่งจับจ้องอยู่ พอสัญญาณไฟเขียวปรากฏ รถเริ่มขยับได้บ้าง ฉันรีบออกรถตามคันหน้าไปติดๆ
แต่ยังไม่ทันพ้นสี่แยก สัญญาณไฟแดงขึ้นอีกครั้ง ต้องเสียเวลาหยุดรถรอสัญญาณไฟเขียวอีกรอบหนึ่ง
พอรถหยุด เสียงเคาะกระจกกลับมาอีก ฝีมือของหนูน้อยหน้ากลมคนเดิมที่เดินตามมาเกาะรถจนได้
คราวนี้สายตาของหนูน้อยสอดส่ายเข้าไปในรถ ค้นหาของที่พอจะขอกินอีกมั้ง
ก็คงต้องผิดหวังเพราะไม่มีอะไรจะให้กิน ปกติในรถของฉันไม่เคยมีของกิน
เพียงแต่วันนี้สายไปหน่อย ถ้ามัวยุ่งกับอาหารเช้าก็อาจพลาดการประชุมนัดสำคัญกับลูกค้าอย่างแน่นอน
แม่หนูน้อยไม่ละความพยายาม ไม่ยอมเดินจากไปง่ายๆ ยังคงเวียนวนเกาะกระจกรถของฉัน
จากกระจกข้างกระเถิบไปยังกระจกด้านหลัง แล้วก็เดินวนจนครบรอบอย่างช้าๆ
สำรวจข้าวของต่างๆ ภายในรถของฉันอย่างละเอียด และเวียนกลับมาหยุดข้างฉันอีกครั้ง...แล้วก็เริ่มเคาะกระจกดังกล่าวคราวที่แล้ว
"น้า...น้า ขอ...ขอ..."
เสียงขอดังลอดเข้ามา เสียงดังกว่าเดิม คงได้พบสิ่งของพึงประสงค์อีก คราวนี้จะอะไรหนอ
แล้วเมื่อไรสัญญาณไฟจะเขียวสักทีนะ รู้สึกอึดอัดไม่ชอบวิธีการแบบนี้
"น้า...น้า...ขอ...ตา...ตา..." เสียงเล็กๆ ลอดเข้ามา พร้อมกับเสียงเคาะกระจกถี่ขึ้น
ฉันทำตาดุเข้าใส่ แต่เด็กน้อยกลับไม่ได้สนใจมองหน้าฉัน สายตาของเธอมองเลยไปที่เบาะหลังรถ
ฉันมองตามไปพบว่าเจ้าตุ๊กตาหมีสีน้ำตาล ๒ ตัว คือตัวต้นเหตุของคราวนี้
หมีน้อยสีน้ำตาลคู่นี้ตัวเล็กแค่ฟุตเดียว หน้าตาเหมือนกันยังกับฝาแฝด
ต่างกันตรงการแต่งกายเท่านั้น เจ้าหมีฝ่ายชายสวมเสื้อยืดขาวกับกางเกงขายาวสีแดง
ส่วนเจ้าหมีสาวแต่งตัวสวยด้วยชุดกระโปรงตาตะรางสีแดงและผูกโบแดง มันเป็นของขวัญวันเกิดของฉันจากลูกน้องที่ทำงาน
พร้อมบัตรอวยพรรูปหมีแผ่นเล็กๆ ที่มีข้อความว่า "สุขสันต์วันเกิดค่ะพี่ครีม
หนูขอฝากตุ๊กตาหมีสองตัวให้นั่งรถเป็นเพื่อนพี่นะคะ" ตั้งแต่นั้นมา
หมีน้อยทั้งคู่ก็นั่งเป็นเพื่อนร่วมทางที่ดีให้ฉันอุ่นใจทุกวันมาหลายเดือน
ฉันมองหน้าแม่หนูน้อยที่กำลังจ้องตุ๊กตาหมีของฉันอย่างไม่กะพริบตา ปากของเธอยังร้องขอ...ขอ
มือเล็กของเธอก็เคาะกระจกรถถี่ขึ้น ส่วนใบหน้าของเธอก็ทำท่าพยักตลอด
ใจหนึ่งฉันนึกโกรธขึ้นมา อยากจะโทษสังคมที่เสื่อมโทรมลงทุกวัน โกรธความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม
ตำหนิพ่อแม่ที่ไม่รู้จักอบรมสั่งสอนลูก ปล่อยให้เด็กตัวเล็กๆ มาเดินข้างถนน
คอยเกาะรถแล้วร้องขอ...ขอ...ตามสี่แยก สร้างความรำคาญให้กับคนขับรถยนต์บนท้องถนน
อีกใจหนึ่งกลับกระซิบว่า ดูตาสิ ช่างน่าสงสารนัก ตั้งแต่เกิดเคยมีใครซื้อตุ๊กตาให้บ้างมั้ย?
แม่หนูคงอยากาได้จริงๆ ถึงได้ร้องขออย่างนี้...
...แล้วเราจะสร้างเด็กพันธุ์ใหม่เป็นเด็กขี้ขอขึ้นมาหรือ ไม่ได้นะ ถ้าเราให้ครั้งหนึ่ง
ก็จะมีครั้งต่อๆ ไปเรื่อยๆ จนติดเป็นนิสัย
แต่ก็...น่าวเทนานัก จะเอาอะไรกับเด็กเล็กๆ ที่ไม่รู้เดียงสา คงไม่เคยมีของเล่นสวยๆ
กับเขา
"ของเล่น...".จริงสิ สมัยยังเด็กจำได้ว่า ครั้งหนึ่งฉันเคยอยากได้ตุ๊กตาแหม่มผมบรอนตัวโตที่พูดได้หลายประโยค
แม่ไม่ยอมซื้อให้จนกว่าเห็นผลการเรียนปลายปีของฉัน ผลสอบจะต้องดีกว่าปีก่อน
เพราะความอยากได้ฉันจึงแอบรบเร้าให้ลุงยุทธพาไปซื้อ ลุงยุทธใจดีไม่เคยขัดใจหลานๆ
ฉันจึงได้ตุ๊กตาแหม่มมาครองโดยง่าย
เรื่องไม่จบง่ายอย่างที่คิด พอแม่รู้เข้าก็โกรธมาก แม่ไม่ชอบให้ฉันเที่ยวไปขอของจากใคร
แม้แต่ผู้เป็นลุง ฉันถูกยึดตุ๊กตาไว้และถูกเฆี่ยนเสียหลายที ได้แต่แอบนอนร้องไห้คิดถึง
"นางซิน" ตุ๊กตาแหม่มผมบรอนไปหลายคืน ความรู้สึกในช่วงนั้นน้อยใจมาก
เหมือนว่าแม่ไม่รักเรา
แต่ความอยากได้ "นางซิน" คืน ทำให้ฉันต้องแลกด้วยความขยันเรียนและมุมานะทำการบ้านทุกวัน
และท่องหนังสือจนดึกหลายเดือน เมื่อประกาศผลปลายปี ฉันสอบได้คะแนนเป็นที่หนึ่งของห้อง
แม่พอใจกับผลการเรียนของฉัน จึงยอมคืน "นางซิน" ให้ฉัน และยังแถมเย็บเสื้อสวยๆ
หลายชุดให้นางซินของฉันด้วย
"นางซิน" จึงกลายเป็นสมบัติล้ำค่าของฉัน ที่ต้องแลกด้วยความเพียรพยายาม
ฉันยังคงเก็บรักษาไว้เป็นอนุสรณ์จนถึงทุกวันนี้ ฉันโชคดีที่เติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่อบอุ่น
โดยมีแม่เป็นผู้ดัดและขัดเกลา ฉันจึงเป็นไม้ต้นที่แข็งแรงและยืนหยัดด้วยตัวเองเสมอ
ละอายเกินกว่าจะพูดคำว่า "ขอ" ไม่ว่ากับใครก็ตาม
แล้วเด็กคนนี้เล่า...แม่เขาไปไหนนะ...ใครจะเป็นผู้ขัดเกลาเขา?
ฉันปล่อยให้ใจค้านใจไปเรื่อยๆ เมื่อสบตาใสๆ เข้าอีกครั้งก็ใจอ่อน มือข้างซ้ายของฉันกลับเอื้อมข้ามเบาะหลังรถ
หยิบตุ๊กตาหมีสาวแยกจากคู่รักของมัน ส่วนมือขวาก็ไขกระจกรถลง ตัดใจยื่นตุ๊กตาหมีตัวรักส่งให้แม่หนูไปจนได้
หนูน้อยคว้าหมีสาวกระโปรงแดงเข้าไปกอดอย่างตื่นเต้น แนบใบหน้าอันมอมแมมเลอะน้ำมูกเข้ากับหมีน้อยของฉันอย่างรักใคร่
แล้วก็เดินผละจากรถของฉันไปทันที ไม่มีการยกมือไหว้ หรือแสดงความขอบคุณอย่างที่เด็กควรทำ
คงเหมือนเด็กขาดการอบรมทั่วไป ทำให้ฉันผิดหวังนิดๆ "ถือว่าทำทานไปก็แล้วกัน
อย่าหวังอะไรกับเด็กข้างทางเลย"
ฉันออกรถเมื่อสัญญาณไฟเขียว ครั้งนี้รถของฉันจอดแถวแรก
ฉันขับอย่างเร็ว ผ่านสี่แยกตรงไป ทางข้างหน้าคือด่านเก็บค่าทางด่วนแล้ว
ฉันแอบมองแม่หนูน้อยกับตุ๊กตาหมีของฉันแวบหนึ่งผ่านกระจกรถก่อนจะขับตรงขึ้นทางด่วน
ภาพของแม่หนูเดินกอดหมีน้อยอยู่กลางถนนโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ทำให้ฉันเกิดความภูมิใจเล็กๆ
ที่มีส่วนสร้างสุขให้กับเด็กที่ด้อยโอกาสคนหนึ่ง
ยังไม่ทันไร หูของฉันได้ยินเสียงเบรกของรถดังสนั่นขึ้นมาจากข้างหลัง
เสียงกระแทกโครมตามมาติดๆ กันหลายครั้ง
เสียงโครมนั้นเกิดขึ้นจากอะไร คงไม่ใช่อย่างที่ใจฉันคิดนะ...ฉันเริ่มคิดมาก
ถ้าเด็กนั่นมัวแต่เดินก้มหน้ากอดตุ๊กตาอยู่โดยไม่มองถนน...อะไรจะเกิดขึ้น
เพียงแต่คิดใจก็เริ่มกังวลเสียแล้ว ทำให้ฉันขับรถต่อไปไม่ไหว ฉันตัดสินใจจอดรถหลบเข้าข้างทางใกล้ๆ
กับด่านเก็บเงิน เปิดประตูรถและเดินลงไปดู...ด้วยความอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเด็กน้อยหรือเปล่า
"หวังว่าคงไม่นะ" ฉันนึกค้านอยู่ในใจ
"แต่ถ้าใช่ล่ะ"
ถ้าใช่หรือ...ฉันก็คือคนที่หยิบ ยื่นความเจ็บปวดและความตายให้กับเด็กคนนั้นโดยไม่ได้ตั้งใจ
นึกถึงท่าเดินก้มหน้ากอดตุ๊กตาหมีไว้แนบตัว จนชายหนุ่มที่จอดรถข้างๆ
ฉันพลอยอมยิ้มไปด้วย ภาพนี้ยังค้างอยู่ในใจของฉัน
ฉันยืนเก้ๆ กังๆ ข้างรถ มองกลับไปยังเส้นทางที่ผ่านมา เห็นผู้คนยืนมุงกันกลุ่มใหญ่
มีรถยนต์จอดอยู่หลายคัน
ตำรวจทางด่วนจอดรถจักรยานยนต์ลงข้างฉัน ถามว่า
"รถเป็นอะไรหรือคุณ มีอะไรให้ผมช่วยมั้ยครับ"
"ไม่เป็นอะไร แต่คุณช่วยฉันหน่อย ช่วยดูว่าเกิดอุบัติเหตุอะไรฝั่งตรงข้ามถนนน่ะ"
ฉันชี้มือไปยังตรงที่คนกลุ่มโตที่กำลังมุงกันอยู่ นายตำรวจมองฉันอย่างไม่เข้าใจ
"คงเกิดอุบัติเหตุรถชนธรรมดา ไม่มีอะไรหรอก คุณจอดรถบริเวณนี้ไม่ได้นะครับ
เดี๋ยวรถติดกันใหญ่"
"ค่ะ...ค่ะ ฉันทราบ แต่คุณช่วยดูนิดได้มั้ยคะว่า มีเด็กผู้หญิงถูกรถชนหรือเปล่า"
"ผมมองไม่เห็นครับ"
"คุณข้ามไปดูได้มั้ยคะ ขอร้องล่ะ"
ฉันเลี้ยงรถกลับไม่ได้แล้ว ก็หวังพึ่งคุณตำรวจคนนี้
"คุณคงต้องขยับรถแล้วนะครับ ตรงนี้จอดรถไม่ได้ เดี๋ยวรถติดกันใหญ่"
ฉันลังเล ตำรวจเริ่มรำคาญ
"ถ้าคุณยังไม่ไปอีก ผมจะต้องเขียนใบสั่งแล้วนะครับ" ฉันจำยอมเดินกลับไปขึ้นรถ
เมื่อเห็นเขาทำท่าควักสมุดใบสั่งขึ้นมา
ระหว่างจ่ายค่าทางด่วนและรอเงินทอน สายตาของฉันก็ยังคงจับจ้องมองกระจกรถอยู่
ส่วนในใจได้แต่ภาวนาขออย่าเป็นอย่างที่วิตกเลย คิดว่าจะหาทางลงข้างหน้า
แล้วขับรถย้อนกลับมาเส้นทางเดิมดีมั้ย จะได้รู้กันว่าเด็กคนนั้นเป็นอะไรหรือเปล่า
จะเสียเวลาแค่ไหนก็ช่าง
'แล้วงานของเราเล่า'...อะไรสำคัญกว่ากัน งานหรือชีวิตคน แม้เป็นชีวิตข้างทางก็ตาม
แต่ก็คือชีวิตหนึ่งที่ฉันเพิ่งหยิบยื่นความสุขเล็กๆ ให้ไป โดยไม่ตั้งใจให้เกิดความเจ็บปวดหรืออันตรายใดๆ
รถคันหลังบีบแตรไล่ ฉันขึ้นเกียร์ออกรถช้าๆ ด้วยใจที่หมกมุ่น พลันสายตาของฉันก็กระทบกับภาพเด็กผู้หญิงคนนั้นแต่ไกล
แม่หนูยังคงเดินก้มหน้ากอดตุ๊กตาหมีอยู่กลางถนนสายนั้น โดยไม่รับรู้สิ่งรอบด้าน
ฉันถอนหายใจอย่างโล่งอก...รีบขับรถต่ออย่างเร็วเพื่อให้ทันประชุม
จนบัดนี้ฉันยังคิดไม่ออกว่า ถ้าพบเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นมาอีก...ควรทำอย่างไรดี
มีใครให้คำตอบกับฉันได้บ้าง
|