เรื่องสั้น
ฉ.๒๔๓๒
ข่าวภาคค่ำ
ชาครีย์นรทิพย์
"สวัสดีครับ ผมเดวิด ลอว์...ขอต้อนรับท่านผู้ชมเข้าสู่ข่าวภาคค่ำ..."
เสียงของพิธีกรชายดังออกมาจากลำโพงของโทรทัศน์ที่ติดอยู่ที่กำแพงมุมหนึ่งของบาร์
ชายหนุ่มวางอุปกรณ์คู่ชีพลงบนเคาน์เตอร์ก่อนที่จะเอนคอซ้ายทีขวาทีเบาๆ
จนเสียงกระดูกที่ต้นคอดัง กร๊อบ ก่อนที่จะยกมือขวาขึ้นบีบต้นคอเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
บรรยากาศภายในบาร์ยังเงียบเหงาอยู่ แต่จากประสบการณ์ที่เขาได้เข้ามานั่งที่นี่แทบทุกเย็นตั้งแต่เริ่มทำงานที่ใหม่แล้ว
เขาก็รู้ว่าในอีกไม่กี่ชั่วโมงทันทีที่ผู้คนเริ่มเลิกงานกันแล้ว ที่นี่ก็จะเริ่มคึกคักและบริเวณที่ดูกว้างและโล่งอยู่ขณะนี้ก็จะเล็กและแคบลงถนัดตา
ชายหนุ่มจึงรู้สึกรีบเร่งที่จะเอ็นจอยกับความเงียบสงบนี้ แม้จะสักครู่เดียวก็ตามที
เขาหันไปมองทางบาร์เทนเดอร์ที่ยืนอยู่ด้านหน้าตู้เก็บแก้ว แล้วยกมือส่งสัญญาณขอเครื่องดื่มเติมที่เขาดื่มอยู่เป็นประจำ
โดยที่ไม่รอดูว่าผู้ที่กำลังยืนเช็ดแก้วอยู่นั้นจะรับรู้ไปกับเขาด้วยหรือไม่
"ว่าไง...เจ้าหนู?" เสียงทักดังขึ้นมาจากด้านข้าง และผู้ที่นั่งอยู่ก่อนก็เพียงแต่หันหน้าไปมองทางที่มาของเสียงอย่างเนือยๆ
เท่านั้น "ยังไม่ยอมกลับบ้านอีกแล้วนะ..."
"บ้านของผมมันอยู่ชานเมือง หากมีอะไรเกิดขึ้นกว่าจะเข้ามาในเมืองก็หลายนาทีอยู่
เดี๋ยวจะไม่ทันการ" ชายหนุ่มตอบเบาๆ แล้วยกมือขึ้นปัดผมดกดำที่ตกลงมาปรกหน้าผาก
"ช่วงแรกๆ มันก็ไฟแรงอย่างนี้ทุกคนแหละ..." ผู้มาใหม่ยิ้มอย่างอารมณ์ดี
ทำให้เห็นฟันที่หลอและเหลืองมาจากการสูบบุหรี่ "อุดมการณ์แรงกล้า
อยากทำงาน อยากช่วยคน แต่พออยู่ไปนานๆ ก็จะรู้เองแหละว่าไฟที่อยู่ในใจกับอุดมการณ์มันแทบไม่มีความหมายอะไรเลย..."
"โถ...มอนตี้" ผู้ถูกเรียกว่า "เจ้าหนู" เอ่ยขึ้นอย่างเป็นกันเอง
"ถ้าไม่มีไฟแล้วคนเราจะมีความปรารถนาจะดิ้นรนต่อสู้กับการมีชีวิตอยู่ต่อไปหรือ?"
เขาหันไปสบตามองผู้ที่อาวุโสกว่าด้วยสายตาที่แน่วแน่
"เฮ้ย...โก้ ใจเย็นๆ สิ ฉันไม่ได้จะมาหาเรื่องกับนายสักหน่อย..."
มอนตี้ว่าพลางอมยิ้มก่อนที่จะค่อยๆ นั่งลงบนเก้าอี้ไม้ที่ว่างอยู่ข้างเด็กหนุ่ม
แล้วเป่าปากเรียกบาร์เทนเดอร์ที่ยังง่วนอยู่กับการเช็ดแก้ว แล้วยกนิ้วชี้ขึ้นส่งสัญญาณขอเครื่องดื่ม
"นายรู้มั้ยว่ามองนายแล้วฉันเหมือนกับมองกระจกเลยนะ ตอนหนุ่มๅฉันก็ไฟแรง
ดื้อและใจร้อนเหมือนนายนี่แหละ..." เขายกมือขึ้นปลดปมเน็คไทแล้วค่อยๆ
ปลดกระดุมที่คอ แล้วดึงเน็คไทสีน้ำเงินเข้มมาสอดไว้ในกระเป๋าเสื้อเชิ้ต
"...จะต่างกันก็เพียงฉันผิวขาวกว่า ตาโตกว่า ผมสีทองและก็หล่อกว่านาย"
เขาพูดติดตลก
ชายหนุ่มคู่สนทนาอมยิ้มแล้วอดส่ายหน้าและหัวเราะออกมาไม่ได้ พาให้เจ้าของมุกคอยหัวเราะเสียงดังจนพุงกระเพื่อมตามไปด้วยอีกคน
มอนตี้ยกแก้วเล็กๆ ที่บรรจุสุราที่ตนเองโปรดปรานขึ้นดื่มลงคดรวดเดียวอย่างชำนาญ
เมื่อคนที่ยืนอยู่ข้างหลังเคาน์เตอร์นำเครื่องดื่มมาให้กับแขกทั้งสอง
โก้กลึงแก้วเปล่าเล่นบนเคาน์เตอร์ไม้ที่ดูแข็งแรงแต่ออกจะสึกหรอจากการถูกถู
ไถ ทุบ และเช็ดทำความสะอาดมาหลายปี อย่างกำลังใช้ความคิด
"เกิดอะไรขึ้น?..." คำถามหลุดออกมาจากปากของชายหนุ่มราวกับมิได้ตั้งใจที่จะให้ใครได้ยิน
คู่สนทนามองหน้าเขาอย่างงุนงง
"ผมหมายความว่าเกิดอะไรขึ้นกับ คนที่อยู่ก่อนหน้าผม?" โก้เอ่ยออกมารวดเดียวและดูออกจะโล่งอกที่สามารถเอ่ยคำพูดเหล่านั้นออกมาได้หมดเสียที
มอนตี้ถอนหายใจเสียงดัง ส่ายหน้าไปมาสองสามหน ก่อนที่จะเอื้อมมือไปคว้าขวดเหล้าที่บาร์เทนเดอร์ได้เอามาวางไว้ให้ตามคำสั่งของเขาหลังจากเบื่อที่จะต้องสั่งแล้วสั่งอีก
"ก็เราตกลงกันไว้แล้วว่าไม่ให้ถาม..." น้ำเสียงบ่งบอกถึงความรำคาญเล็กน้อย
"ผมรู้..." ชายหนุ่มยอมรับ "และผมก็ไม่ได้อยากจะถามคุณหรอก...แต่ไปถามใครก็ไม่มีใครบอก
ถามที่อื่นก็ไม่มีใครเต็มใจบอกอะไร"
ชายชรายกมือขึ้นเกาจมูกอย่างยอมแพ้
"สมกับที่เป็นนักข่าว..."
โก้กัดริมฝีปากแน่น
"เอ้า...นั่นไง" มอนตี้เอ่ยขึ้นมาจนโก้ไม่ทันตั้งตัวและรีบเอนตัวมองไปทางทิศที่มอนตี้นั่งหันหน้าอยู่
แต่ก็ไม่พบใคร "นั่นๆ ..." ชายชราชี้ขึ้นไปที่จอโทรทัศน์
โก้มองหน้าผู้ที่กอดขวดเหล้าไว้แน่นอย่างคลางแคลงใจ ก่อนที่จะค่อยๆ
หันกลับไปมองที่โทรทัศน์อย่างไม่เชื่อใจนัก เขาพบว่าพิธีกรคนเดิมยังคงดำเนินรายการอยู่
"...และตอนนี้ มาถึงข่าวของนายมาร์ติน โจนส์..." เสียงทุ้มๆ
ของพิธีกรดังออกมาจากลำโพง โก้หันไปมองทางมอนตี้อย่างสงสัย แต่ชายชราก็ยังชี้ไปที่จอโทรทัศน์เหมือนเดิมและแถมทำตาดุใส่ราวจะบอกให้เขาใจเย็นๆ
"ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าว อีฟนิ่ง โพสต์..." เสียงของพิธีกรหนุ่มยังดังอยู่อย่างต่อเนื่อง
"...ผู้ที่ได้หายตัวลึกลับเป็นเวลากว่าสี่เดือนแล้ว...ณ วันนี้เจ้าหน้าที่ของเอฟบีไอ
ได้ค้นพบซากรถยนต์และศพของนายโจนสแล้ว หลังจากที่ได้พยายามตามหามาอย่างต่อเนื่อง"
โก้จ้องมองที่ผู้ประกาศข่าวอย่างใจจดใจจ่อจนรู้สึกปวดเบ้าตาขึ้นมาโดยมิรู้ตัว
เขารู้สึกว่าหัวใจเขากำลังเต้นแรงขึ้นและไม่เป็นจังหวะราวกับเป็นกลองหนังที่กำลังถูกนักดนตรีกระหน่ำตีอย่างบ้าคลั่ง
เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากราวกับมีอะไรมาติดอยู่ที่ลูกกระเดือก
"ทั้งนี้เจ้าหน้าที่สรุปว่าเป็นการฆ่าตัวตาย และมิใช่การถูกลักพาตัวตามที่ได้สันนิษฐานไว้แต่ทีแรก..."
ถึงตอนนี้ โก้ ไม่ได้ยินเสียงของผู้ประกาศข่าว เสียงพูดคุยของคนรอบข้าง
เสียงหัวเราะ เสียงหายใจ ในสมองเขาในวินาทีนั้นมีแต่ความเงียบ ความสับสน
ราวกับว่าโลกเขากำลังหมุนติ้วไปอย่างไร้ทิศทางและจุดหมาย
เขาหันกลับมามองทางมอนตี้ช้าๆ ราวกับว่าโลกทั้งใบในขณะนั้นอยู่ในสโลโมชั่น
และรู้สึกขนลุกซึ่ขึ้นทั้งตัว เมื่อได้พบกับสายตาของชายชราที่จับจ้องใบหน้าเขาอยู่
ดวงตาสีฟ้าอ่อนคู่นั้นปราศจากความรู้สึกใดๆ ปราศจากคำถามใดๆ ทั้งนั้น
และเขามั่นใจว่ามันคงจะไม่เย็นชาราวน้ำแข็งเช่นนี้แน่ หากในดวงตาคู่นั้น
มีแค่เพียงแม้แต่คำถามเดียว โก้กัดริมฝีปากแน่น รู้สึกผิดกับความอยากรู้อยากเห็นและความขี้สงสัยของตนเอง
และรู้สึกผิดยิ่งกว่าที่ปล่อยให้คำถามเพื่อจะตอบสนองความขี้สงสัยหลุดออกไปจากปากของเขา
และในวินาทีนี้ เขาแน่ใจแล้วว่าถ้าหากเขาไม่รู้ความจริง หรือเพียงแค่มอนตี้โกหกเขาเท่านั้น
เขาก็คงไม่ต้องทุรนทุราย ทรมานและปวดร้าวอย่างที่เขาเป็นอยู่ในตอนนี้
"ตอนนี้นายก็รู้แล้ว..." ชายชราเอ่ย กำแก้วเหล้าไว้แน่นในมือ
โก้สังเกตเห็นว่าดวงตาสีฟ้าที่เย็นชาเมื่อครู่นี้ซ่อนเร้นความเศร้าหมอง
และดูอ่อนโยนลงไปมาก
"ทำไมถึงเลือกผม..." โก้ไม่มั่นใจเหมือนกันว่าเขาต้องการคำตอบอะไรจากคำถามนั้น
แต่มอนตี้ก็มีเพียงความเงียบเท่านั้นที่ให้เขา "เพราะผมมาจากบ้านนอก...มาจากรัฐอื่นหรือ?"
"ก็ทำนองนั้น..." มอนตี้เอ่ยตอบในที่สุด แต่ก็มิได้หันมาสบตาเจ้าของคำถาม
"ฉันกะอยากจะให้เรื่องมันซาและเงียบหายไปเอง"
"ทั้งๆ ที่คุณเองก็เสียใจกับการจากไปของเขา..." โก้พยายามระงับความรู้สึกที่วิ่งปราดขึ้นมาสู่สมองเขาราวปรอท
เขานึกว่าเขาได้งานนี้ด้วยความสามารถ ด้วยผลงานที่เขาได้ทำไว้กับหนังสือพิมพ์ประจำเมือง
นึกว่าคนก่อนหน้าเขาย้ายออกไปด้วยความเย่อหยิ่งจองหองอย่างลืมตัว นึกว่าตัวเองดังและประสบความสำเร็จแล้ว
ในเสี้ยววินาทีนี้ในใจเขาล้นเอ่อไปด้วยความเศร้าสลดและความผิดหวัง
เขาถูกเลือกเพียงเพราะเขามาจากบ้าน เพียงเพราะคนเหล่านี้ต่างคิดว่าเขาจะไม่ถามอะไร
เพราะเขาซื่อบื้อเกินไป เขาถอนหายใจเสียงดังด้วยความท้อแท้ ปวดเบ้าตาอย่างแสนสาหัส
ราวกับเป็นกำแพงกั้นน้ำที่เปราะบาง และน้ำที่อยู่หลังกำแพงก็พร้อมจะปะทุระเบิดฝ่ากำแพงมาได้ทุกเมื่อ
โก้ดันตัวเองลุกขึ้นยืนด้วยความฉุนเฉียว เอื้อมมือไปกระชากเสื้อแจ๊คเกตดำที่วางพาดเก้าอี้ว่างข้างกายขึ้นมาถือไว้ในมือ
ก่อนที่จะใช้มือที่ว่างล้วงลงไปหยิบธนบัตรยับสองสามใบมาวางบนโต๊ะอย่างขอไปที
แล้วหันหลังเตรียมตัวจะเดินออกไป
"เจ้าหนู...อย่าคิดมากเลย" เสียงมอนตี้ดังขึ้นมา แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มหยุดเดิน
"ช่างมันเถิด"
โก้ผลักประตูเดินออกมาฝ่าลมหนาวด้วยความรู้สึกอ้างว้างและโดดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
ราวกับว่าบนโลกนี้มีเพียงเขาเดินฝ่าลมหนาวอยู่เพียงคนเดียว ทั้งๆ ที่รอบกายเขาก็มีผู้คนอื่นๆ
อีกมากมาย
"นายได้งานนี้เพราะฝีมือ..." มอนตี้พึมพำก่อนที่จะกระดกแก้วขึ้นเทน้ำสุราลงคออย่างปวดร้าว
โก้ฝังตัวเองกับการทำงานราวคนบ้า เขาจะมาถึงออฟฟิศก่อนใคร
และมักกลับเป็นคนเกือบสุดท้ายเสมอ เขาเลิกใส่ใจกับการจากไปของคนที่อยู่ก่อนหน้าเขาได้นานแล้ว
แต่เขาไม่สามารถทำใจได้กับความรู้สึกผิดหวังที่เผลอคิดว่าได้งานนี้เพราะผลงานจึงพยายามที่จะผลักดันและพิสูจน์ตนเองให้ทุกคนที่ทำงานเห็นว่าเขามีความสามารถ
ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วก็ไม่เคยมีใครสบประมาทหรือคลางแคลงใจเลย
"บ้าจัง..." โก้อุทานออกมาอย่างหงุดหงิดเมื่อปากกาที่ถืออยู่ในมือหลุดตกลงพื้น
ขณะที่นั่งเขียนงานอยู่อย่างเอาเป็นเอาตาย เขาค่อยๆ ก้มตัวลงช้าๆ และเมื่อพบว่ามันตกไปอยู่ใต้โต๊ะลึกเอาการอยู่
เขาจึงลุกขึ้นและคุกเข่ามุดลงไปใต้โต๊ะ เขาคว้าปากกาแล้วพยายามที่จะรีบออกมาเขียนงานต่อจนลืมตัวและหัวไปฟาดขอบโต๊ะอย่างจัง
เมื่อรีบลุกไปหน่อย เขารู้สึกมึนหัวอย่างหนักและต้องนั่งพิงโต๊ะเอาแรงและรวบรวมสติก่อน
หัวของเขามันปวดจนน้ำตาแทบไหล ชายหนุ่มกัดริมฝีปากแน่น พลางยกมือขึ้นคลึงบริเวณที่ชนและไม่แปลกใจเลยที่พบว่ามันนูนโนแล้ว
เขาถอนหายใจอย่างอ่อนล้าและพยายามดันตัวเองเพื่อนั่งให้สบายขึ้น และในจังหวะนั้นเองที่ขอบตาของเขาสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง
มันถูกติดอยู่ที่ใต้โต๊ะด้วยเทปกาว มันเป็นเหมือนซองจดหมายใหญ่ๆ สีน้ำตาล
โก้ขยับตัวอีกครั้งและค่อยๆ เอื้อมมือไปหยิบห่อจดหมายชิ้นนั้น แต่ทว่าเทปกาวยังเหนียวแน่นอยู่จนเขาต้องกลับตัวคุกเข่าแล้วค่อยๆ
ดึงเทปกาวออกทีละเส้น จนครบทั้งสี่เส้นก่อนที่จะนำห่อพัสดุชิ้นนั้นมาวางบนตักหลังจากที่กลับขึ้นมานั่งบนเก้าอี้แล้ว
เขารู้สึกว่าความตื่นเต้นกับการค้นพบสิ่งที่อยู่ต่อหน้าเขาตอนนี้ทำให้เขาแทบลืมความเจ็บปวดที่หัวไปเลยทีเดียว
เขาพยายามสอดนิ้วเข้าไปใต้ช่องปิดผนึก แต่ก็พบว่ามันยังติดแน่นอยู่
จึงเอื้อมมือไปหยิบคัตเตอร์มา ดันปลายมีดออกแล้วกรีดหัวซองเปิดออกเบาๆ
เขาแหงนหน้าขึ้นปรายตาไปรอบๆ สำนักงานก่อน เพื่อความแน่ใจและเมื่อพบว่าทุกคนต่างกำลังยุ่งอยู่กับงานของตนและมิได้มาใส่ใจกับเขาแล้ว
เขาจึงค่อยๆ คลี่ปากซองออกและสอดนิ้วเข้าไปในซองอย่างตื่นเต้น
โก้สะดุ้งสุดตัวเมื่อรู้สึกว่ามีใครมาวางมือลงบนบ่าของเขา
"เจ้าหนู...เชื่อฉันเถอะว่านายไม่อยากเห็นสิ่งที่อยู่ในนั้น"
น้ำเสียงของผู้มารบกวนบ่นบอกถึงความกังวล เจ้าของโต๊ะหันหน้าขึ้นไปมองทางผู้ให้คำแนะนำ
"ทำไมครับ..."
มอนตี้ไม่ตอบ แต่ฉวยจังหวะที่โก้ยังอึ้งงงอยู่ดึงห่อพัสดุมาถือไว้ในมือ
ทำให้โก้ลุกขึ้นยืนแทบจะตามแรงดุงและเผชิญหน้ามองตากับผู้อาวุโสกว่าอย่างขมึงตึง
"นั่นมันของที่ผมเจอ..." โก้ทวง พยายามควบคุมน้ำเสียง
"และฉันก็ยึดมันมาเพื่อความปลอดภัยของตัวนายและทุกคน..."
มอนตี้เอ่ยอย่างไม่สะทกสะท้าน ก่อนที่จะเดินจากไปอย่างเงียบๆ ปล่อยให้เด็กหนุ่มยืนกุมมือกัดฟันแน่น
เขานั่งลงอย่างพยายามระงับอารมณ์ แต่แล้วก็ผลุดลุกขึ้นและเดินฝ่าเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ
ตามชายชราเข้าไปในห้องทำงานอย่างแน่วแน่
"เคาะประตูรึยัง?" มอนตี้ถามอย่างอารมณ์ดี
โก้ยืนมองเจ้าของห้องตาขวาง แล้วหันไปกระแทกประตูปิดลงเสียงดังโดยไม่สนใจว่าด้านนอกเพื่อนร่วมงานจะคิดอย่างไร
"นั่นมันของผม..." ชายหนุ่มชี้ไปที่ซองสีน้ำตาลหนาที่ยังอยู่ในมือชายชรา
"บ.ก.จะเอาไปเฉยๆ อย่างนี้ไม่ได้"
"ฉันบอกแล้วไงว่าฉันยึดมันมาเพื่อ..."
"ผมยังไม่เห็นสิ่งที่อยู่ข้างใน...จะให้ผมเชื่อได้อย่างไรว่ามันอันตราย?"
ผู้อ่อนวัยกว่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่มั่นคง แต่รู้สึกว่าภายในใจของเขานั้นร้อนรนราวมีมรสุมไฟโชติช่วงอยู่
บ.ก.อาวุโสถอนหายใจอย่างอ่อนใจ พลางส่ายหัวไปมา
"วัยหนุ่มช่างทำให้คนเราดื้อรั้นเสียเหลือเกิน..."
"ผมอยากเห็นของที่อยู่ในซองนั้นก่อน..." โก้เอ่ยปากออกมาอีกครั้ง
มอนตี้หันหน้ามาสบตามองชายหนุ่มที่ยืนอยู่เบื้องหน้าและจับจ้องดวงตาที่แน่วแน่สักครู่นั้นอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนที่จะร่อนซองสีน้ำตาลลงบนโต๊ะทำงานของตนเอง ส่งเสียงดัง บ่งบอกในซองนั้นบรรจุเอกสารไว้มากพอสมควร
"ปิดมู่ลี่ด้วย..." เจ้าของห้องกำชับ ชายหนุ่มหยุดนิ่งไปครู่หนึ่งอย่างไม่มั่นใจ
ดวงตาสีช็อกโกเลตคู่นั้นจับอยู่ที่ซองพัสดุสีน้ำตาลอย่างไม่ละสายตา
ราวกับกลัวว่าจะมีใครมาแอบเอาไปอีก เขาค่อยๆ เอื้อมมือไปปิดมู่ลี่ตามที่มอนตี้สั่ง
"นั่งลงสิ..." ชายชราชี้ไปที่เก้าอี้ที่ว่างอยู่ ก่อนที่ตัวเองจะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หลังโต๊ะ
โก้ทำตามอย่างว่าง่าย ยื่นมือออกไปหยิบซองที่อยู่เบื้องหน้าอย่างระมัดระวัง
แล้วค่อยๆ หยิบแผ่นกระดาษที่อยู่ด้านในออกมา ข้างในบรรจุไว้ซึ่ง คลิปปิ้งข่าวหลายต่อหลายแผ่น
รวมถึงข้อมูลต่างๆ และรูปภาพสองสามใบ โก้หัวใจเต้นรัวไม่เป็นจังหวะและรู้สึกราวกับว่าตัวเองถูกดูดเข้ามาสู่หลุมอากาศ
ข้อมูลที่สายตาของเขามองผ่านๆ อยู่นั้นเป็นข้อมูลลับทางราชการหลายแผ่นและเขาก็แน่ใจว่าเขาไม่เคยได้อ่านรายงานเกี่ยวกับเรื่องที่เขาถืออยู่ในมือที่ไหนมาก่อน
เขาสั่นไปทั้งตัวราวกับภูมิอากาศในห้องนั้นได้ลดลงจนติดลบ
"รัฐบาลเรากำลังทำการทดลงอยู่..." มอนตี้ซึ่งนั่งมองปฏิกิริยาของผู้สื่อข่าวหนุ่มมาตลอดเอ่ยขึ้นเบาๆ
"ผมเคยได้ยินมาบ้าง...แต่ไม่นึกว่า..." ชายหนุ่มกัดฟันแน่นกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
มอนตี้พยักหน้าเป็นเชิงรับรู้
"พวกเขากำลังพยายามสร้างหน่วยรบที่สมบูรณ์แบบ...พละกำลัง มันสมอง
ความสามารถในการใช้อาวุธ ความสามารถในการต่อสู่ประชิดตัว...ร้อยแปดพันเก้าที่พวกเขาจะคิดกันได้"
ชายชราเอนตัวเอาแขนมาพิงขอบโต๊ะและอธิบายต่อไป
"พวกเขากำลังทดลองยาสูตรใหม่ สารเคมีที่เมื่อฉีดเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์แล้ว
จะทำให้กลายเป็นเสมือนพระเจ้าแห่งสงคราม" เขาชี้ไปที่รูปภาพที่โก้วางไว้บนโต๊ะ
ทำให้ชายหนุ่มต้องรีบหยิบขึ้นมาดู ไม่ชัดเท่าใด แต่ชายหนุ่มก็พอดูออกว่า
สิ่งที่อยู่ตรงกลางนั้นเหมือนจะเป็นคน แต่ก็ไม่ใช่ เพราะร่างกายบึกบึนจนเกินกว่าที่คนธรรมดาจะเพาะขึ้นมาได้
ไม่ว่าจะพยายามนานสักกี่สิบปี มีผมยาวปิดบังเรือนร่างด้านบนอยู่ มองดูแล้วเหมือนกับมนุษย์หมาป่า
ในนิยายคลาสสิก เขาละสายตาจากภาพถ่ายในมือแล้วเงยหน้าขึ้นมาสบตากับ
บ.ก.หนุ่มใหญ่
"โจนส์ไปค้นพบข้อมูลเหล่านี้..." นักข่าวหนุ่มผมดำเอ่ยอย่างคาดเดา
มอนตี้เพียงแต่พยักหน้าแทนคำตอบ ดวงตามิสามารถซ่อนเร้นความรู้สึกเจ็บปวดที่วิ่งปราดขึ้นมาจากหัวใจ
"งั้นการเสียชีวิต..." ชายหนุ่มจะเอ่ยต่อ
ชายชราพยักหน้าอีกหนยืนยันว่าเขาไม่เชื่อว่าการเสียชีวิตของโจนส์จะเป็นอย่างที่ทางเอฟบีไอสรุป
"แล้วทำไมคุณไม่ทำอะไรล่ะ..." โก้ถามอย่างคาดคั้น
"จะให้ผมทำอะไร?" ชายชราสวนทันควัน "รูปถ่ายพวกนั้นผมใช้ได้ที่ไหนกัน
ใครมองก็จะหาว่าไปแอบถ่ายมาจากกองถ่ายหนังสยองขวัญ แล้วอีกอย่างหนึ่ง..."
น้ำเสียงของเขาจริงจังขึ้น "นายคิดว่ารัฐบาลจะปล่อยให้ข่าวอย่างนี้รั่วไหล
แพร่งพรายออกมาหรือ?"
"แต่คุณก็มีข้อมูลอยู่ในมือ" ชายหนุ่มส่ายเอกสารไปมา
"พวกเรามันเป็นแค่หนังสือพิมพ์กระจอกๆ ธรรมดา ฉบับเดียว แล้วพวกนั้นเป็นใคร"
"เดวิดยังเคยล้ม โกไลแอท มาแล้ว..." โก้เถียงอย่างเอาจริงเอาจัง
มอนตี้ส่ายศีรษะปฏิเสธ
"คุณกลัวหรือ..." โก้เผลอกลืนน้ำลายลงคอทันทีที่คำถามหลึดออกไปจากริมฝีปากเขา
และเขาสังเกตเห็นว่ามันเป็นดังลูกศรธนูที่พุ่งตรงทิ่มแทงกลางใจของชายชรา
ชายหนุ่มเพ่งมองใบหน้าของชายชรา ผู้ส่ายศีรษะปฏิเสธอีกครั้ง
"ผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคุณกลัว...คุณกลัวอะไรนักหนา?" โก้เค้นเสียงถาม
มอนตี้หน้าแดงขึ้นด้วยโทสะ ลุกขึ้นพรวด พลางยกมือขึ้นทุบโต๊ะเสียงดัง
แต่ชายหนุ่มก็มิได้สะทกสะท้านแม้จะตกใจ
"เจ้าหนูฉันจะบอกอะไรให้นะ ตอนที่นายยังล่องลอยไม่ได้เกิดขึ้นมาบนโลกนี้
ฉันอยู่ที่เวียดนามท่ามกลางเสียงระเบิด ท่ามกลางการเข่นฆ่าอย่างทารุณ
ตอนที่นายเพิ่งหย่านมฉันอยู่ที่สงครามอ่าวเปอร์เซีย ท่ามกลางรถถัง
เครื่องบินเจ็ทและลูกระเบิดสกัต เพราะฉะนั้นอย่ามาพูดเรื่องความกลัวกับฉัน..."
ผู้ที่เป็น บ.ก.กัดฟันแน่นจนกรามนูน
"ผมขอโทษ..." โก้เอ่ยออกไปอย่างจริงใจ "ผมมิได้มีเจตนาจะลบหลู่คุณ"
มอนตี้ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนที่จะค่อยๆ นั่งลงบนเก้าอี้อีกครั้งหนึ่ง
"ฉันไม่ได้กลัวรัฐบาล หรือท่านประธานาธิบดี หรืออำนาจเบื้องบน...ฉันเพียงแต่ไม่อยากให้พวกเราเดือดร้อน
ทุกคนต่างก็มีภาระกันทั้งนั้น ถ้าสำนักข่าวเราเกิดมีปัญหาขึ้นมา จะทำอย่างไรกัน"
"แต่เราอยู่ในระบอบประชาธิปไตย และหนึ่งในข้อดีของระบอบนี้ก็คือเสรีภาพในการพูด
ในการคิด..."
"นั่นมันก็ใช่..." ชายชราเอ่ยอย่างจำนน
"ประชาชนควรได้รับรู้เรื่องนี้...ไม่สิ" โก้นิ่งไปครู่หนึ่ง
"ประชาชนมีสิทธิ์ที่จะได้รับรู้เรื่องนี้ ใครจะรู้ เกิดวันดีคืนดี
มีคนบ้าจี้เอาสารเคมีตัวนี้มาฉีดให้กับเด็กๆ เพียงเพื่อต้องการเผ่าพันธุ์ที่สมบูรณ์แบบ
แล้วมันจะยุติธรรมหรือ อย่างน้อยให้โอกาสให้ประชาชนได้รู้ความจริง
และหากพวกเขายังต้องการจะให้มีการค้นคว้าต่อไปอย่างเต็มใจ ก็ตามแต่เขา
แต่เราก็จะได้ทำหน้าที่ของเราอย่างถึงที่สุดแล้ว..."
มอนตี้ถอนหายใจมองดูเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่เบื้องหน้าอย่างใช้ความคิด
"...ขอผมทำงานชิ้นนี้เถอะครับ" โก้เอ่ยออกมาอย่างหนักแน่นจนทำเอาบ.ก.อาวุโสขนลุกและนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
"ทำไมนายถึงอยากทำงานชิ้นนี้..." มอนตี้เอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา
"ชื่อเสียงหรือ?" หรือว่าอยากจะ..." เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นแววตาสีช็อกโกเลตคู่นั้นกำลังฉายแววบางอย่าง
"เลิกบ้าเสียทีได้มั้ย..." มอนตี้เอ่ยออกมาเมื่อตระหนักว่าแววตาคู่นั้นกำลังบ่งบอกอะไร
"นายไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองอีกต่อไปแล้ว...ไม่ว่าจะต่อฉันหรือใครๆ
ทุกคนเขาก็เห็นกันหมดแล้วว่านายมีความคิดมีความสามารถ...แล้วยังจะดื้อรั้นทำอย่างนี้ไปเพื่ออะไรอีก?"
ชายหนุ่มผมดำสูดลมเข้าปอดลึกๆ เสียงดัง
"เพราะผมเป็นนักข่าว และผมมีหน้าที่ต่อประชาชนที่จะต้องรายงานความเป็นจริงให้พวกเขาได้รับรู้..."
เชาตอบด้วยน้ำเสียงและแววตาที่เด็ดเดี่ยว
มอนตี้ถอนหายใจเล็กๆ และพยักหน้ายอมรับอย่างยอมจำนน
"ก็ได้...แต่ฉันขอบอกไว้ก่อนว่าเมื่อนายเริ่มทำข่าวชิ้นนี้แล้ว
ชีวิตของนายก็จะเป็นดังเส้นฟาง และเปราะบางดังแก้วคริสตัล นายพร้อมยอมรับกับความเสี่ยงเช่นนี้หรือ"
ผู้อาวุโสเตือนด้วยน้ำเสียงที่เอ่อล้นไปด้วยความหวังดี
นักข่าวหนุ่มพยักหน้าอย่างไม่ต้องเสียเวลาคิด
"ตอนนั้น โจนส์ ก็กระตือรือร้นอย่างนี้" ชายชรามิสามารถซ่อนเร้นความเสียใจได้
"ผมจะไม่ทำให้บ.ก.ผิดหวัง" ชายหนุ่มสัญญา
"ฉันรู้และฉันมั่นใจ..." มอนตี้จีบปาก... "เท่าที่ฉันรู้
โจนส์แอบเข้าไปในห้องทดลองของรัฐบาล และนอกจากรูปถ่ายที่อยู่ในมือนายตอนนี้
เขาก็เคยบอกว่าได้ตัวยามาได้หลอดหนึ่ง แต่ฉันไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหน
แต่ที่ฉันรู้ก็คือว่าชีวิตของโจนส์คงจบลงเพราะไอ้ตัวยาบ้าๆ ขวดนั้น"
"ขอบคุณครับ...บ.ก." โก้เอ่ยอย่างจริงใจ "ที่เหลือเดี๋ยวผมไปอ่านแล้วก็คงจะปะติดปะต่อเองได้..."
ชายหนุ่มลุกขึ้นแล้วหยิบเอกสารและรูปถ่ายลงใส่ซองพัสดุ เขารู้ดีว่ารูปที่อยู่ในมือเขานั้นมันคงใช้ในการตีพิมพ์มิได้
แต่อย่างน้อยในตอนนี้มันก็เป็นหลักฐานชิ้นเดียวที่เขามีอยู่ เขาสัญญากับตัวเองว่าเขาจะต้องหาทางถ่ายรูปที่ชัดเจนกว่านี้มาให้ได้
ข้อมูลที่รุ่นพี่ของเขาเก็บสะสมมานานปีเกี่ยวกับการทดลองของรัฐบาลนั้น
มันช่างน่ากลัวเสียเหลือเกิน มีข้อมูลที่บ่งชัดว่ารัฐบาลได้ลักพาตัวผู้คนประเภทที่ไม่เป็นที่ต้องการของสังคม
เช่น นพวกคนข้างถนนมาเป็นหนูลองยาหลายครั้งหลายหน เขาไม่แน่ใจว่า โจนส์
ไปได้ข้อมูลเหล่านี้มาได้อย่างไร แต่สัญชาติญาณของเขาบอกว่ามันเป็นเรื่องจริงทั้งหมดแน่นอน
และการเสียสละและทุ่มเทต่องานจนถึงชีวิตของรุ่นพี่กลับทำให้ชายหนุ่มมุ่งมั่นขึ้นไปอีกว่าจะต้องหาหลักฐานมาเปิดโปง
การทดลองที่อุบาทว์นี้ให้ได้ ลำพังโดยตัวข้อมูลแล้วชายหนุ่มมั่นใจว่าเขามีเพียงพอที่จะเขียนเรื่องได้แล้ว
หลังจากที่มุศึกษาทั้งการทดลองที่เปิดเผยและเป็นความลับของทางรัฐบาล
และศึกษาถึงผลกระทบของสารเคมีต่อระบบในร่างกายมนุษย์และจากการพูดและสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญและนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังมากมายหลายคนอยุ่หลายเดือน
ซึ่งทุกคนก็ออกจะแสดงความประหลาดใจและคลางแคลงใจต่อหัวข้อสัมภาษณ์ของเขา
และสิ่งเดียวที่ขาดอยู่ตอนนี้ก็คือภาพถ่าย ถ้าข่าวนี้ถูกเผยแพร่ออกไปตอนนี้
คงโดนรัฐบาลตอกกลับ และคงโดนฟ้องจนพินาศย่อยยับดังที่มอนตี้เกรงอย่างแน่นอน
เพราะฉะนั้นหากปราศจากรูปถ่ายแล้ว เขารู้ดีว่าเรื่องนี้คงจะไม่มีวันถูกเปิดโปงอย่างแน่นอน
โก้จึงตัดสินใจที่จะไปลองหา สารเคมีหลอดนั้นที่อพาร์ตเม้นท์ของโจนส์
ชายหนุ่มก้าวเดินตามขั้นบันไดขึ้นไปอย่างช้าๆ จากที่สอบถามเจ้าของพื้นที่ของตึกแล้ว
ห้องของรุ่นพี่ผู้ล่วงลับ ซึ่งอยู่บนชั้นสองนั้น ยังมิได้มีผู้อื่นมาเข้าอาศัยต่อ
และแม้ว่าเจ้าของออกจะไม่อยากให้เขาเข้าไปยุ่มย่ามในห้องสักเท่าไรนัก
แต่เมื่อถูกรบเร้าและเซ้าซี้อยู่นานจึงยอมให้กุญแจเขาไปสำรวจห้องพักนั้นได้
คงเพราะความรำคาญมากกว่าสิ่งอื่นใด
ตึกที่ โจนส์ อาศัยอยู่นี้เป็นตึกบล๊อคเก่าๆ ซึ่งผู้อยู่อาศัยส่วนมากจะเป็นผู้อพยพมาจากโปเตริโก้และชนกลุ่มน้อยอื่นๆ
แต่กระนั้นทุกคนต่างก็จ้องมองนักข่าวเอเชียด้วยสายตาที่หวาดระแวง โก้ไขกุญแจประตูและผลักดันประตูเข้าไปด้านในช้าๆ
และทันทีที่ประตูถูกเปิดออก ความอับชื้นจากข้างในก็วิ่งมาต้อนรับเขาจนเขาแทบสำลัก
เขากวาดตามองไปรอบๆ พบว่าห้องนั้น ข้าวของทุกอย่างถูกรื้อจนไม่เหลือชิ้นดี
ทางรัฐบาลก็คงจะตามหาหลอดสารเคมีนั้นเช่นกัน เขาไม่รู้ว่าพวกที่มาค้นก่อนเขานั้นพบเจอสิ่งที่ต้องการหรือไม่
แต่ยังไงเขาก็ตัดสินใจแล้วว่าจะต้องควานหาดูอีกรอบ แม้ว่ามันจะดูเหมือนการงมเข็มในมหาสมุทรก็ตามที
ภายในห้องร้างนั้นร้อนอบอ้าว และข้าวของถูกวางทิ้งให้เกลื่อนจนแทบมองไม่เห็นพื้นห้อง
นอกจากตู้หนังสือที่ล้มไม่เป็นท่า โซฟาเก่าๆ ที่สกปรกจนแทบนั่งไม่ลง
และโต๊ะทำงานที่ตั้งอยู่ตรงอีกมุมหนึ่งของห้องใต้บานหน้าต่างแล้ว ทรัพย์สมบัติอื่นๆ
ในห้องนั้นก็แทบไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันแล้ว เขาถอดเสื้อแจ๊คเกตโยนไปพาดกับเก้าอี้ไม้ซึ่ล้มอยู่ในบริเวณที่น่าจะเป็นห้องครัวแล้วก้มตัวลงค่อยๆ
ลงมือค้นเอกสารและข้าวของบนพื้นทันทีอย่างขะมักเขม้น
โก้นั่งชันเข่าอย่างอ่อนล้าและท้อแท้ หลังจากที่นั่งค้นยืนค้นห้องพักนั้นแทบจะทุกมุมแล้ว
เขาถอนหายใจอย่างอ่อนใจ แล้วยกแขนขึ้นปาดเหงื่อที่จับอยู่ที่หน้าผากของเขา
แสงสว่างจากหลอดไฟสลัวๆ พอทำให้ห้องนี้ดูน่ากลัวน้อยลงบ้าง แต่กระนั้นเขาก็ไม่มีความคิดที่จะนอนค้างที่นี่อย่างแน่นอน
เขาดันตัวเองลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปยังหน้าต่างที่มีรอยร้าวเล็กๆ แล้วดันมันขึ้นเปิดให้ลมพอถ่ายเทเข้ามาได้บ้าง
และทันทีที่ลมข้างนอกได้พัดเข้ามาข้างในห้องเขาก็รู้สึกสดชื่นขึ้นและบอกกับตัวเองว่าเขาน่าจะเปิดหน้าต่างนี้มาตั้งนานแล้ว
เขาถอนหายใจอีกครั้งแล้วยื่นมือไปยันโต๊ะและเอนตัวไปข้างหน้าเพื่อจะให้ใบหน้าได้สัมผัสลมเย็นๆ
บ้าง
ทันใดนั้นชายหนุ่มเกิดฉุกใจคิดอะไรขึ้นมา เขาเดินถอยออกมาจากโต๊ะสองสามก้าว
แล้วเพ่งมองดูที่โต๊ะทำงานตัวนั้น ลิ้นชักจากโต๊ะถูกดึงลงมาและข้าวของถูกเทลงกอบกับพื้นจนหมดและเขาก็ได้ตรวจมันดูแล้วทั้งสามลิ้นชัก
แต่เขาก็ยังมิได้ดูใต้โต๊ะ เขาจำได้ว่าพบของพัสดุที่บรรจุข้อมูลใต้โต๊ะของโจนส์ที่ออฟฟิศ
โก้จึงรีบคุกเข่าลงและค่อยๆ ขยับตัวเข้าไปใต้โต๊ะนั้น แสงไฟสลัวจากหลอดไฟเก่าๆ
กลางห้องทำให้เขามองเห็นค่อนข้างลำบาก ชายหนุ่มจึงอาศัยใช้มือคลำใต้โต๊ะด้วยหัวใจที่เต้นระรัว
ปลายนิ้วของเขาสัมผัสกับความสากของแผ่นไม้ เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
พยายามที่จะควบคุมสติตัวเองไว้ให้มั่ง ลมหายใจของเขาเริ่มแรงและถี่ขึ้นอย่างมิรู้ตัว
และในร่องเล็กๆ ขอบโต๊ะปลายนิ้วของเขาก็ได้สัมผัสกับสิ่งหนึ่งซึ่งรู้สึกแตกต่างไปจากแผ่นไม้
เขาสามารถสัมผัสได้ถึงกระดาษกาวที่ยึดมันไว้กับที่ หัวใจเขาเต้นแรงขึ้นมากจนเขารู้สึกราวกับว่ามันแทบจะทะลุหน้าอกของเขาได้ทุกเมื่อ
โก้บรรจงดึงวัสดุชิ้นนั้นออกมาอย่างทนุถนอม ทั้งๆ ที่ในใจเขานั้นยังไม่มั่นใจว่ามันเป็นสิ่งที่เขาตามหาอยู่หรือเปล่า
เขากัดฟันแน่น เอนตัวพิงโต๊ะแล้วหลับตาปี๋ อนึ่งเหมือนจะภาวนาขอให้ขอพรพระเจ้า
แต่ก็เหมือนจะพยายามรวบรวมสติของตนเองอยู่ในทีเช่นกัน เขาลืมตาขึ้นช้าๆ
ใบหน้าเปียกปอนไปด้วยเหงื่อจากการลุ้นระทึก เขาค่อยๆ ก้มหน้าและเลื่อนสายตามาเพ่งมองดูสิ่งที่อยู่ในมือตอนนี้
มันเป็นห่อเล็กๆ เรียวๆ และน้ำหนักมันก็แทบจะไม่มีเลย ภายในห่อกระดาษมีผ้ากำมะหยี่สีดำคลุมด้านนอกของวัสดุอย่างมิดชิด
เขาค่อยๆ ใช้มือทั้งสองคลี่ผ้าสีดำที่วางพักอยู่บนตักเขาออกอย่างช้าๆ
ในใจเต้นระทึก ไม่รู้ว่าควรจะคาดหวังอะไรได้บ้างจากการค้นพบครั้งนี้และสิ่งของชิ้นนี้
ทันทีที่แสงไฟสลัวๆ มาสัมผัสกับสิ่งที่ถูกซ่อนใต้ผ้ากำมะหยี่ เขาก็เห็นว่ามันเป็นหลอดทดลอง
อย่างที่เขาเคยเห็นตั้งแต่เรียนวิชาเคมี มีจุกปิดฝาหลอดอยู่ เขาบรรจงหยิบหลอดทดลองขึ้นมาและส่องมันกับแสงไฟลิบหรี่
และพบว่าของที่บรรจุอยู่ข้างในหลอดนั้นเป็นของเหลวดูคล้ายกับน้ำ แต่สีของมันเป็นสีน้ำเงินเข้ม
เขาอยากจะเขย่าและลองเปิดฝาจุกออกดู แต่รู้ว่าของสิ่งนี้มีความสำคัญเกินกว่าที่จะเสี่ยงทำให้มันเสียหาย
ละตระหนักดีว่าเขาเองก็คงจะมีเวลาไม่มากนัก จึงรีบลุกขึ้นวิ่งไปคว้าเสื้อแจ๊คเกตคู่ใจและวิ่งออกไปจากห้องนั้นอย่างรวดเร็ว
ชายหนุ่มโยนกระเป๋าเป้และสัมภาระอื่นๆ
ลงบนเตียงนอนเก่าๆ ของห้องเช่าเล็กๆ ของโรงแรมโทรมๆ อย่างเร่งรีบ เขาคิดว่ามันคงไม่ปลอดภัยแน่หากจะทำการครั้งนี้ที่บ้านพักของเขา
จึงขับรถตระเวนหาโรงแรมราคาถูกในบริเวณที่เหมาะสมอยู่สักพักใหญ่ เขาเลือกที่นี่
เพราะหน้าโรงแรมนั้นมีตู้จดหมายตั้งอยู่และเขาคำนวนดูแล้วว่านั่นคือทางออกที่สะดวกที่สุดและปลอดภัยที่สุด
โก้เริ่มจัดตั้งวางขากล้องตรงกลางห้องนอนอย่างปราณีต ก่อนที่จะเดินกลับมาที่ขอบเตียง
เอนตัวลงรูดซิปเปิดกระเป๋าสะพายกล้องแล้วบรรจงหยิบเพื่อนคู่ชีพขึ้นมาสวมเลนส์และติดแฟรช
ดันปุ่มเปิดแฟรชให้ทำงาน และหยิบสายรีโมทขึ้นมาเสียบที่ตัวกล้อง เขาเคยใช้รีโมทกับกล้องตัวนี้มาครั้งสองครั้งก่อนหน้านี้
และแม้ว่าภาพมันจะออกมาไม่ดีเท่ากับการที่ได้กดเอง แต่ในยามนี้เขาก็คงจะทำได้ดีที่สุดเพียงเท่านี้
เสียงพัดลมเพดานดังเป็นจังหวะราวคนแก่โลกที่พร่ำบ่นถึงการทำงานหนักอย่างตรากตรำ
แต่กระนั้นลมเย็นจากพัดลมก็มิสามารถหยุดเม็ดเหงื่อของเขามิให้ไหลได้
ชายหนุ่มกลืนน้ำลายลงคอเบาๆ รู้สึกว่าชีวิตของเขากำลังวิ่งบนถนนที่เล็กและแคบลงทุกวินาทีและมันใกล้จะถึงยอดเขาที่เขาต้องการจะพิชิตได้ทุกเมื่อ
ชายหนุ่มเดินมาหยิบเอกสารที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาอ่านทบทวนพิจารณาดูอีกครั้ง
มันสมบูรณ์เกินกว่าคำบรรยายใดๆ และหากได้ภาพถ่ายด้วยแล้ว เขาเชื่อว่ามันจะเป็นดังระเบิดที่ตกลงกลางทำเนียบขาวอย่างแน่นอน
เขาวางเอกสารสามสี่แผ่นกลับลงบนโต๊ะข้างซองสีน้ำตาลขนาดใหญ่ที่จ่าหน้าซองถึง
บ.ก. ของหนังสือพิมพ์ อีฟนิ่ง โพสท์ และติดแสตมป์ไว้เรียบร้อยแล้ว
ที่ขอบโต๊ะมีสก็อตเทปสองสามแผ่นที่ถูกดึงออกมาจากแป้นแล้วติดอยู่เตรียมใช้งานได้อย่างทันท่วงที
เมื่อจัดอุปกรณ์ทุกย่างเรียบร้อยแล้ว โก้สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ หลับตานิ่งครู่หนึ่ง
พยายามรวบรวมสติและสมาธิ ก่อนที่จะลืมตาและเดินมาทรุดตัวลงนั่งที่ขอบเตียง
และจากในเป้ใบเล็กๆ บรรจงหยิบหลอดแก้วที่ห่อหุ้มด้วยผ้าอย่างทนุถนอมออกมาถือไว้ในมือ
ชายหนุ่มแกะผ้าแล้วมองดูหลอดแก้วและของเหลวที่อยู่ในนั้นด้วยอารมณ์สงบและนิ่งเงียบ
และทันใดนั้น เขาใช้มือขวายกหลอดแก้วขึ้น คือฝาจุกออกแล้วอ้าปากเท
ของเหลวสีน้ำเงินเข้มลงปากาอย่างเด็ดเดี่ยว ในขณะที่มือซ้ายก็กดรีโมทกล้องอย่างทันท่วงที
แสงไฟจากแฟรชทำให้ห้องสว่างขึ้นครู่หนึ่ง
โก้ถอนหายใจช้าๆ กัดกรามแน่น
"ทำไมนายถึงอยากทำงานชิ้นนี้..." เสียงของมอนตี้ดังขึ้นในโซนประสาทราวเสียงเพลงที่แผ่วเบาของวันวาน
"เพราะผมเป็นนักข่าว และผมมีหน้าที่ต่อประชาชนที่จะต้องรายงานความเป็นจริงให้พวกเขาได้รับรู้..."
ชายหนุ่มจำคำตอบอันเด็ดเดี่ยวของตัวเองได้ดี เขาถอนหายใจช้าๆ และพยายามรบเร้าให้ตัวเองเชื่อในคำตอบนั้นเช่นกัน
เขาเองก็อยากจะเชื่อคำตอบนั้นอย่างสุดหัวใจเหมือนกัน เขายิ้มที่มุมปากและส่ายศีรษะเบาๆ
อุดมการณ์หรือ? มันคืออะไรกันละ การที่พยายามยืนหยัดต่อสู้เพื่อคนยากจนทั้งๆ
ที่ตนเองมิเคยรับรู้ด้วยซ้ำว่าคนเหล่านี้ทุกข์ร้อนขนาดไหน พอมีโอกาสก็อ้างว่าทำเพื่อคนยากจนหรือ
การที่หาเรื่องมาล้มล้างรัฐบาลเพียงเพราะไม่พอใจ ไม่ชอบใจแล้วบอกว่าทำเพื่อประชาธิปไตย
ทำเพื่อประชาชนหรือ ชายหนุ่มหัวเราะในลำคออย่างขมขื่น ไม่ใช่หรอก ไม่เลย
เขาไม่ใช่นักต่อสู่เพื่อคนจน มิใช่นักสังคมพัฒนา มิใช่นักสู้เพื่อเสรี
เพื่อประชาธิปไตย และก็ไม่ใช่นักข่าวที่ไฟแรงอย่างที่เขาอยากจะให้ทุกคนเห็นและคิดกับตัวเขาด้วยซ้ำไป
เขาเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่งที่ฝักใฝ่ในชื่อเสียงและเกียรติยศ ที่อยากจะถูกจดจำไปชั่วกัลปาวสาน
และมีชื่อถูกจารึกในประวัติศาสตร์ ใช่แล้ว สิ่งที่เขาต้องการคือเท่านี้แหละ
และเขาก็เป็นผู้ชายพอที่จะยอมรับกับตัวเองว่าเขาทำสิ่งที่ทำอยู่นั้นเพื่ออะไรกันแน่
เขากลืนน้ำลายลงคอ เมื่อแสงไฟจากแฟรชสว่างขึ้นอีกครั้ง ชายหนุ่มเอนตัวไปวางรีโมทไว้บนเตียงและดึงกระเป๋าสะพายกล้องที่ยังมีน้ำหนักอยู่วางทับปุ่มรีโมท
คิดว่ากว่าแฟรชจะรีชาร์จ แต่ละครั้งก็คงพอบันทึกภาพเหตุการณ์ต่างๆ
ที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างครบถ้วนพอดี
ชายหนุ่มนั่งนิ่งบนขอบเตียง รู้สึกเพียงว่าหัวใจเต้นแรงขึ้น และหายใจแรงและรัวขึ้นจนไม่เป็นจังหวะ
เขามิได้รู้สึกอะไรเลยในจังหวะที่สารเหลวจากหลอดทดลองผ่านคอเขาไป และจนถึงบัดนี้ก็ยังมิรู้สึกอะไรอยู่เช่นเดิม
แต่ใบหน้าเขาร้อนขึ้นราวกับอุณหภูมิในห้องนั้นกำลังเปลี่ยนแปลงไป เหงื่อเริ่มไหลรินอย่างไม่ว่างเว้นทั่วใบหน้าและเรือนร่าง
เขายกมือขึ้นปาดเหงื่อและปัดผมที่ตกมาปลกหน้าผากเบาๆ
ไฟจากแฟรชจ้าขึ้น
เขากลืนน้ำลายลงคออีกครั้ง หายใจลำบากขึ้น รู้สึกร้อนลำคอ...หน้าอก...ท้อง...ท่อนแขน...ท่อนขา
มันร้อนราวกับมีใครไปฟ้องยมทูตถึงบาปต่างๆ ที่เขาเคยทำเอาไว้ และยมทูตมาดึงเขาตกลงไปในกระทะทองแดง
เขากัดฟันแน่น พยายามทรงตัวให้มั่น แต่ร่างกายเขาเริ่มสั่นอย่างรุนแรงราวกำลังนั่งอยู่บนรถไฟเหาะที่กำลังแล่นไปด้วยความเร็วสูง
เขากำมือแน่น พยายามควบคุมร่างกายตัวเองไว้
แสงสว่างจากแฟรชกล้องทำให้เขาต้องหลับตาชั่วครู่หนึ่ง
เขาหายใจสั้นลงๆ หน้าอกและปอดขยับขึ้นลงอย่างบ้าคลั่ง เขารู้สึกปวดร้าวที่กล้ามเนื้อทุกสัดส่วนในร่างกายราวกับมันกำลังปริออก
และพร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ ดังภูเขาไฟที่รอการปะทุ สมองเขาร้าวรานเหมือนมีคนนำแท่งเหล็กที่ร้อนรนมาทิ่มแทง
เขาอยากจะตะโกนกู่ร้องคลายความเจ็บปวดรวดร้าว แต่ก็ไม่มีเสียงใดหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากของเขา
ไฟจากแฟรชสว่างขึ้น
ชายหนุ่มรู้สึกราวกับเขากำลังจะสลบไปจากการเปลี่ยนแปลงในร่างกายเหล่านี้
แต่ตลอดร่าง เวลาที่ราวนั่งรถไฟเหาะผ่านนรกนั้น เขาก็พยายามรวบรวมและยึดสติไว้อยู่เสมอแม้ว่ามันจะบอบบางราวเส้นด้าย
ใบหน้าเขาปวดร้าวและร้อนรนจนแทบทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว นิ้วมือทั้งสิบยึดตรงจนสุดและสั่นระรัว
เขา...หายใจ...ไม่ทัน
แสงไฟจากแฟรชจ้าขึ้น
โก้นั่งนิ่งเมื่อรู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในร่างกายของเขาได้ยุติลงเสียที
เขาหายใจแน่นอน และมีท่วงจังหวะขึ้น เขาไม่แน่ใจว่าผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงมาได้อย่างไร
เขาไม่รู้ว่าฟิล์มหมดไปตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่แสงไฟจากแฟรชของกล้องถ่ายรูปดับไปพักใหญ่ๆ
แล้ว และเสียงชัตเตอร์ฟิล์มหมุนก็เงียบหายไปแล้ว มีเพียงแต่เสียงบ่นของพัดลมติดเพดานและเสียงเขาหายใจเท่านั้นที่ยังดังอยู่
เขาพยายามดันตัวเองลุกขึ้นยืน แต่ก็รู้สึกเหนื่อยล้าและทุลักทุเลเหลือเกิน
เขากัดฟันและรวบรวมพลังยืนขึ้นรอบๆ เตียงนั้นมีเศษผ้าชิ้นเล็กๆ มากมายหลายชิ้นจากเสื้อผ้าที่เขาสวมอยู่ตกบนพื้นห้อง
ราวกับว่ามันได้ถูกสัตว์ป่ากระชากฟัดเหวี่ยงจนมิเหลือชิ้นดี ชายหนุ่มกลืนน้ำลายลงคอเบาๆ
แล้วก้มหน้ามองที่ร่างกายของตัวเองด้วยหัวใจที่เต้นรัว เขารู้สึกราวกับว่าร่างกายของเขาใหญ่โตขึ้นมาก
และก็มีขนดกดำขึ้นตามบริเวณหน้าอกและช่วงแขน ชายหนุ่มตกใจ แต่ก็พยายามรวบรวมสติ
เขายกมือที่สั่นระริกขึ้นลูบไล้สัมผัสใบหน้าของตนเอง
หัวใจเขาแทบตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม เมื่อรู้สึกว่ารูปทรงของใบหน้าของเขานั้นก็ได้เปลี่ยนไปเช่นกัน
มีขนขึ้นเต็มหน้า จนเขามิมีกะใจที่จะไปดูกระจกให้ตอกย้ำความชอกช้ำใจแต่อย่างใด
เขารวบรวมกำลังและสติที่ยังพอมีเหลืออยู่เดินโซซัดโซเซไปยังกล้องที่ตั้งอยู่เบื้องหน้า
เอื้อมนิ้วที่บัดนี้ป้อมและใหญ่ราวแท่งซิการ์ออกไปค่อยๆ ทำการถอดฟิล์มออกจากกล้อง
เขารู้สึกว่าหัวเขากำลังหมุนด้วยความเร็วและรู้สึกวิงเวียนหัวขึ้นมา
เขาสอดฟิล์มลงกล่องดำกลมๆ แล้วทิ้งมันลงไปในซองสีน้ำตาลที่เตรียมไว้เสร็จสรรพอย่างเชื่องช้า
ราวกับทุกกิริยาบทถูกจำกัดอยู่ในสโลโมชั่น เขาเอื้อมนิ้วไปหยิบแถบสกอตเทปที่เตรียมไว้มาปิดหัวซองอีกครั้งเพื่อเพิ่มความแน่นหนาและความปลอดภัย
แต่การควบคุมตัวเองของเขาทำได้ลำบากขึ้นทุกขณะ เขารู้สึกเหนื่อยล้าเหลือเกิน
ราวกับคนที่ถูกลอยแพในทะเลมาหลายวันและค่อยๆ หมดแรงยื้อกับโชคชะตาชีวิตและกำลังจะจมลงทะเลที่อ้างว้างนั้นไปอย่างช้าๆ
อย่างมิมีเรี่ยวแรงจะขัดขืน
"ตู้ไปรษณีย์..." เขาได้ยินเสียงตัวเองสั่งอย่างแผ่วเบา
ร่างกายของโก้โอนเอนอย่างอ่อนแอ แต่ก็ยังกัดฟันหยิบซองสีน้ำตาลขึ้นมาถือไว้ในมือและพยายามก้าวเดินไปยังประตูห้อง
ดวงตาของเขาปวดร้าว และพล่ามัวขึ้น นักข่าวหนุ่มส่ายหัวอย่างแรงพยายามขับไล่ความงัวเงีย
เขาก้าวออกไปจากห้องพักช้าๆ และแม้สายลมข้างนอกจะกรูมาทักทายเขา แต่ชายหนุ่มก็มิได้รู้สึกหนาวแต่อย่างใด
เขาเห็นตู้ไปรษณีย์ที่ข้างถนนแล้วและสายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ตู้สีแดงนั้นอย่างแน่วแน่และค่อยๆ
ก้าวเท้าออกไปทีละข้างอย่างยากเย็น รอบข้างผู้คนต่างหยุดมองดูเขาด้วยดวงตาที่แตกตื่น
หลายคนวิ่งหลบด้วยความกลัว หลายคนยังจ้องมองด้วยความมิเชื่อสายตา โก้มิได้ใส่ใจกับผู้คนรอบข้าง
เขาแทบจะมิเห็นอะไรเลยนอกจากตู้สีแดงๆ ที่เริ่มเรือนรางอยู่เบือนหน้า
เสียงกรีดร้องด้วยความกลัวเริ่มดังขึ้นรอบกายเขา ชายหนุ่มอยากจะหันไปบอกว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี
แต่เพียงแค่จะเดินไปที่ตู้ไปรษณีย์ก็ลำบากพออยู่แล้ว
เขาหยอดซองสีน้ำตาลลงช่องด้านหน้าตู้สีแดงนั้นด้วยความรู้สึกโล่งใจ
เสียงหวอจากรถตำรวจดังขึ้นทำให้ชายหนุ่มตกตลึงมิใช่น้อย และเสียงหวอนั้นก็ใกล้เข้ามาๆ
เรื่อยๆ ดวงตาของเขาพล่ามัวจนแทบมองมิเห็นอะไรแล้ว โก้เพ่งมองสุดความสามารถจึงสังเกตว่ารถตำรวจมาจอดเรียงรายบนถนนนนั้นอย่างคับคั่ง
ซึ่งเขาก็ยังสงสัยว่าตำรวจมาทำไมกัน ตำรวจหลายนายยกอาวุธปืนขึ้นเล็งที่เขาและซ่อนตัวอยู่ข้างรถเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
โก้กัดฟันอีกครั้งและพยายามเดินหนีออกมาอย่างเงียบๆ ดูเหมือนทุกอย่างรอบกายจะอยู่ในความสับสนอลหม่าน
เขาถอนหายใจแรงขึ้นและรู้สึกว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในอันตราย และด้วยสัญชาตญาณดิบซึ่งเขาไม่เคยได้รู้สึกหรือสัมผัสมาก่อนชายหนุ่มก็เริ่มกระโจนและพยายามวิ่งหนี
แสงไฟและการเพ่งมองและกระบอกปืนของเจ้าหน้าที่พิทักษ์สันติราษฎร โก้ไม่รู้ว่าเขาวิ่งไปไกลขนาดใด
หรือจุดหมายเขาอยู่ที่ใด แต่เขารู้ว่าเขากำลังวิ่งเพื่อเอาชีวิต เขาไม่เคยรู้สึกกลัวเท่านั้นมาก่อนเลย
โก้วิ่งไปข้างหน้าราวคนตาบอด ไม่รู้ว่าจะหนีไปทางไหนดีจนในที่สุดถูกผลักดันให้เข้ามาติดในซอยทางตัน
ข้างหน้าของเขาเป็นกำแพงที่เปรอะเปื้อนไปด้วยโปสเตอร์โฆษณาต่างๆ มากมาย
แสงจันทร์ที่ทอแสงลงมาพอให้ความสว่างที่อ่อนโยน โก้หายใจเข้าออกอย่างหนักและหันหน้ากลับมาเผชิญหน้ากับผู้ที่ติดตามล่าเขามาจนจนตรอก
สีหน้าทุกคนเต็มเปี่ยมไปด้วยความกลัว ความวิตกกังวลและความหวาดระแวง
ทุกย่างก้าวของพวกเขาฟ้องถึงความไม่แน่ใจ ที่มุมตึกเขามองเห็นตำรวจหนุ่มคนหนึ่งกำลังขึ้นไกปืนพกในมือด้วยความประหม่ากลัว
โก้อยากบอกว่าเขาไม่ต้องการทำอันตรายใครแต่อย่างใด และอยากจะขอให้ทุกคนอย่ายิงเขา
ชายหนุ่มยกมือขึ้นและพยายามพูดสิ่งที่อยู่ในใจ แต่สิ่งที่ออกมาจากริมฝีปากของเขานั้นกลับเป็นเสียงหอนโหยหวนจนฟังไม่ได้ศัพท์
เสียงปืนลั่นดังรัวขึ้นเป็นสิบๆ ครั้งก่อนที่ตรอกนั้นจะเงียบสงบลงอีกครั้ง
โก้รู้สึกถึงความปวดร้าวทั่วเรือนร่าง แต่ในเสี้ยววินาทีนั้นเขารู้สึกสงบและมีความสุขที่สุดในชีวิต
เขามองเห็นภาพต่างๆ ในอดีตวิ่งผ่านหน้าเขาไปราวกับกำลังชมวิดีโอแห่งความหลังอยู่
เขาเห็นใบหน้าของพ่อ ของแม่ ของญาติสนิท มิตรสหาย ของคนแปลกหน้า ของมอนตี้
ของโจนส์...เขาได้ยินเสียงพูดคุยจากบทสนทนาของวันวาน เสียงหัวเราะ
เสียงร้องไห้...และความมืดมิดและความเงียบ...
"สวัสดีครับ ผมเดวิด ลอว์...ขอต้อนรับท่านผู้ชมเข้าสู่ข่าวภาคค่ำ..."
เสียงของพิธีกรชายดังออกมาจากลำโพงของโทรทัศน์ที่ติดอยู่ที่กำแพงมุมหนึ่งของบาร์
"สำหรับข่าวเด่นในวันนี้ การลาออกของประธานสภาความมั่นคงของรัฐ
นายไมเคิล วอร์คเก้อ เพื่อเป็นการรับผิดชอบต่อการทดลองสารลับของรัฐบาลเพื่อการสร้างมนุษย์ที่เป็นอาวุธสงคราม
ที่ถูกเปิดโปงโดยหนังสือพิมพ์ อีฟนิ่ง โพสท์..."
มอนตี้แหงนหน้ามองดูรายงานข่าวด้วยดวงตาที่แดงก่ำ
"ทั้งนี้จากการรวยงานข่าวสืบสวนขุดคุ้ยลับสุดยอดของผู้สื่อข่าว
มาร์ติน โจนส์ และมงคล อาสาธรรม ระบุว่ารัฐบาลได้กระทำการทดลองนี้มายาวนานกว่า
๑๐ ปี..."
ชายชรามองดูภาพผู้คนที่ถูกสัมภาษณ์ที่ต่างรุมประนามรัฐบาลและชื่นชมการทำงานของสองนักข่าวด้วยหัวใจที่บอบช้ำ
มอนตี้ยกแก้วเหล้าที่อยู่ในมือขึ้น และมองไปทางโทรทัศน์ที่ยังนำเสนอข่าวใหญ่อยู่
"แก้วนี้ฉันดื่มเพื่อนายนะ เจ้าหนู..." ชายชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
เขายกแก้วขึ้นเทเหล้าลงคอ ลุกขึ้นยืนหยิบเงินมาวางบนเคาน์เตอร์แล้วหันหลังเดินออกจากบาร์ไปอย่างโดดเดี่ยว