เรื่องสั้น ฉ.๒๔๒๗

อาสาสมัครเหรียญและจ่าแห้ง

ไชยา วรรณศรี

                การเดินทางมักตื่นเต้นเสมอสำหรับผม ทุกครั้งที่การเดินทางเริ่มต้นขึ้น ผมมักตรวจตราความเรียบร้อยทุกอย่าง เมื่อเริ่มต้นการเดินทาง จิตใจระล่ำระสาย ประหม่าแระพรั่นพรึงในบางเรื่องราว...และจะสงบลงอย่างปกติเมื่อเวลาผ่านไปสักพัก...

                ชุดสีดำที่สวมใส่เป็นเบ้าสายตาใครต่อใคร บนรถโดยสารเที่ยวกลับสู่หมู่บ้านหรือเที่ยวจากบ้านกลับสู่รอยต่อชายแดนไทย-กัมพูชา ความภูมิใจกำเนิดขึ้นในเบื้องลึก...ความรู้สึกถึงความสำคัญของคนในภาระหน้าที่ฉายฉาน มีความมั่นใจที่จะปริรอยยิ้มสู่พวกเขาอย่างคุ้นเคย...แบ่งเบาภาระบางอย่างที่เกิดขึ้นต่อหน้า เล็กๆ น้อยๆ แม้กระทั่งลุกยืนให้ผู้อื่นนั่งแทนที่หากว่าผู้โดยสารบนรถเกินขนาดที่นั่ง...จะมีสายตาเมียงมองมาอย่างไม่พอใจอยู่บ้างในกรณีที่เพื่อนๆ อาจจะมึนเมาส่งเสียงดังและกลิ่นเหล้าคณะคลุ้ง...แต่ก็ใช่ว่าจะบ่อยครั้งนัก!!

 

                การเดินทางกลับสู่ฐานปฏิบัติการครั้งนี้เต็มไปด้วยความตื่นเต้น หวาดหวั่นและหงอยเหงา...พ่อและแม่ยังคงเป็นห่วงเป็นใยเช่นเดิม เพื่อนๆ ต่างออกจาหมู่บ้านเข้าเมืองหลวงเสียส่วนใหญ่ เมืองหลวงที่ผมเคยสาบานว่าจะไปเหยียบย่ำอีกหลังจากถูกหลอกใช้แรงงานทั้งกลางวันและกลางคืน...โรงงานนรกแห่งนั้น มันกักขังผมให้อยู่ภายในบริเวณบ้าน โรงงานอันใหญ่โต...ทำงานตั้งแต่เช้ามืดจวบจบกระทั่งเลยหลังเที่ยงคืน อาหารบูดเน่าเหลือเศษเดนวันละ ๒ เวลา ห้องนอนที่ชื้นแฉะและเต็มไปด้วยยุง...

                ผมครุ่นคิดถึงเพื่อนๆ ...พวกเขายังไม่เข็ดหลาบหรือไรนะ? หรือความเข็ดหลาบนั้นมันไม่เท่าความยากจนข้นแค้นและการมีเกียรติเล็กๆ น้อยๆ ภายในหมู่บ้าน การไม่ยอมจำนนต่อสิ่งเลวร้าย อาจจะได้มาด้วยความสำเร็จ...ผมเองใช่จะแตกต่างไปจากพวกเขา...

                 “ไม่กลัวหรือไรเพื่อนพวกเขาถาม

                อีกคนกล่าว “มันคงน่ากลัวกว่ากรุงเทพฯ”

                ผมตอบว่า “ใช่” มันน่ากลัวสำหรับทุกคน...แต่ความกลัวจะหายไปหากว่าเราสลัดมันทิ้ง และ “กล้า” ที่จะเผชิญกับความจริงทุกสิ่งอย่าง...

                นี่เองกระมัง...ที่พวกเขาหลงลืมวันเวลาแห่งการเจ็บปวดและทุกข์เข็น...กลับเดินทางเข้าไปหามันอย่างจงใจ...เช่นเดียวกับผมที่กำลังเดินทางกลับไปสู่บางสิ่งบางอย่างที่ไม่ได้แตกต่างไปจากพวกเขานัก...หรือว่านี่คือ...วิถีชีวิตที่ถูกกำหนดและคัดสรรมาอย่างดีแล้วสำหรับผู้ก่อกำเนิดมนุษย์!!

 

                ฐานที่มั่นสงบนิ่งและถูกโอบล้อมไปด้วยไม้นานาพันธุ์ ให้ความแตกต่างระหว่างนอกป่ากับในป่าชัดเจน...หัวใจเต้นแรงและรู้สึกเงือนเหงา...ใบหน้าเพื่อนๆ แต่ละคนเฉื่อยชา มีแววของความกังวลและไม่แน่ใจอะไรบางอย่าง...บางคนบ่นถึงการไม่ได้กลับบ้าน บางคนบ่นถึงความไม่เอาไหนของกองทัพบก ดูเอาเถอะ!! พวกเขามีแต่คำบ่น...บ่นให้เข้ารูหูของตนเองและกลืนกินมันลงไปในท้องอย่างจำยอม...

                ได้ทราบข่าวจากเพื่อนว่าช่วงที่ผมกลับบ้าน ชายแดนคุกรุ่นไปด้วยเสียงปืน กลิ่นดินปืนและกลิ่นควันจากกระสุนปืนใหญ่...รอบๆ ฐานเต็มไปด้วยร่องรอยของกระสุนปืนใหญ่ตก แม้ว่าแต่ละคนจะมีสีหน้าที่หวั่นวิตกอยู่บ้าง แต่บางสิ่งบางอย่างผลักดันให้พวกเขาต้องจำยอมอยู่เช่นนี้...

                รุ่งเช้าวันต่อมา ผลัดพักต่อไปเดินทางออกจากฐานเพื่อกลับบ้านหาพ่อแม่ลูกเมีย...พวกเขามีสีหน้าที่แจ่มใส บ่งถึงความดีใจสุดขีด กระตือรือร้นในการเก็บข้าวของและแต่งตัว บางคนร้องเพลง...บางคนผิวปาก

                มีบางคนฝากเงินไปกับเพื่อนที่อยู่หมู่บ้านใกล้กันเพื่อให้กับญาติพี่น้องทางแนวหลัง...เพียงเท่านี้เขาก็สุขใจ เป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ เป็นตัวแทนของตัวตนที่เดินทางไปถึงบ้านเพื่อให้ผู้อยู่แนวหลังรับรู้ว่า...เขายังสบายดีกันอยู่!!

 

                ที่จริง...กองร้อยของเราจะต้องถูกสับเปลี่ยนกำลังตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว แต่ช่างบังเอิญกระสุนปืนใหญ่มากมายถูกยิงมาตกรอบๆ ฐานเต็มไปหมด ด้านหลังกองร้อยทหารราบที่มาสนับสนุนก็เจอเข้าไปเต็มๆ เช่นกัน

                คำสั่งจากหน่วยเหนือให้กองร้อยเราตรึงพื้นที่เอาไว้ก่อน ห้ามขอถอยกำลังและขอคำสั่งเปลี่ยนแปลง กองร้อยของเราคล้ายถูกตัดขาดกลายๆ จากโลกภายนอก ผมรู้สึกหวั่นวิตกขึ้นมา แต่กำลังใจยังพอมี...รวมทั้งเพื่อนๆ ยังพอมีพลังใจอันล้นเปี่ยม สิ่งเหล่านี้...พวกเราถ่ายเทให้กันและกัน กลับกลายมาเป็นขวัญและกำลังใจ

                เป็นอีกคืนหนึ่งที่เสียงปืนเล็กดังรัวอยู่ด้านหน้าตั้งแต่ตะวันยังไม่ตกดิน และเสียงปืนใหญ่ก็คำรามตามมาติดๆ ในที่สุด...ทหารปืนใหญ่ฝ่ายเราที่มาสนับสนุนก็ได้ฤกษ์ในการยิงโต้ตอบเสียที...คำสั่งยิงจากหน่วยเหนือช่างเป็นไปได้อย่างยากเย็นที่สุด กระสุนเตือนที่ยิงออกไปก่อนนั้นหลายวันหลายครั้งไม่ได้ทำให้ฝ่ายตรงข้ามเกรงกลัว กลับทวีความรุนแรงขึ้นตามลำดับ การยิงตอบได้จึงเป็นเหตุผลอันสมควรยิ่งในเวลานี้...

                ไม่มีใครสามารถล่วงรู้ความรู้สึกจองพวกเราหรอกที่ตกอยู่กึ่งกลางระหว่างเสียงและกระสุนปืนใหญ่ที่วี้ด...วีด ผ่านศีรษะอยู่ไปมา...

                หลังเที่ยงคืนการยิงตอบโต้ยุติลง และเริ่มต้นขึ้นใหม่ตั้งแต่ฟ้ายังไม่เปิด...ความง่วงซึมและอ่อนเพลีย การถูกเก็บกดเริ่มมาเยือนทีละน้อย...มันกลับกลายเป็นความหวาดระแวงและหงุดหงิดโกรธง่าย...ช่วงเวลากลางคืนคือความหวาดกลัวโดยแท้ รู้ถึงหัวใจที่เต้นเร่งเร้า และเนื้อตัวอ่อนเปลี้ยในบางครั้ง!!

                อาสาสมัครเหรียญไม่ยอมออกจากหลุมบังเกอร์ เขาหวาดกลัวและสั่นเทาเกินไป ทั้งๆ ที่เขาเคยผ่านสมรภูมิสำคัญๆ มาแล้ว...

                 “เฮ้ย! ขึ้นมากินข้าวสิวะ” เพื่อนตะโกนเรียก

                 “กูไม่ขึ้นไปแน่ๆ มึงเอาลงมาหน่อยเป็นไร

                เพื่อนๆ หัวเราะและปฏิเสธตามคำขอ...สักพักอาสาสมัครเหรียญค่อยๆ โผล่ศีรษะให้เห็น แต่ยังไม่ทันได้ก้าวขาออกมา เสียงปืนใหญ่ดังคล้ายๆ ฟ้าร้องทางฟากโน้น และเสียงวี้ดก็ตามมาเขามุดศีรษะเข้าไปในบังเกอร์อีกครั้ง เป็นอยู่เช่นนี้หลายเที่ยว...ในที่สุดเพื่อนๆ ก็ต้องตักข้าวราดกับลงไปให้

                ผู้บังคับกองร้อยตะโกนมา” ไอ้ห่ะ...มันบ้าจี้โว้ย!!”

 

                เสียงปืนสงบลงได้ ๓ วันแล้ว สองวันก่อนทหารกัมพูชาที่อยู่ด้านหน้าปะทะกับกองกำลังไม่ทราบฝ่าย และต่างฝ่ายต่างถอยร่น...ทหารกับพูชากับพวกเราคล้ายกลายเป็นพวกเดียวกันเสียแล้ว...

                พวกเขาแต่งตัวด้วยชุดสีเขียวอ่อนบ้าง เขียวแก่บ้าง บางคนสวมชุดลายพราง เครื่องหมายบอกยศและสังกัดไม่มีให้เห็น รองเท้ายางรถยนต์ มีผ้าขาวม้าพันที่คอ บ้างโพกที่ศีรษะ อายุระหว่าง ๑๔-๒๕ ปี มากกว่านี้แทบจะนับหัวได้ ทหารตัวเล็กๆ สะพายอาก้าด้วยสีหน้าไม่มั่นใจอะไรมากนัก ผมเพ่งมองพวกเขาอายุน้อยกว่าพวกเรามากนัก เราว่าพวกเราอายุน้อยแล้ว เขาเหล่านั้นยังน้อยกว่าเราเสียอีก...

                นี่กระมังสงคราม...สงครามทำให้เกิดการพลัดพราก ก่อให้เกิดทหารตัวน้อยๆ พ่อแม่และญาติพี่น้องของพวกเขาอยู่ที่ไหนนะ? พวกเขาจะลำบากเพียงใด? และการต่อสู้จะไปสิ้นสุดวันไหน? คำตอบเป็นเพียงสายลมที่พัดผ่านอันโหดร้ายกระนั่นหรือ...?

                พวกเขาเคยพูดภาษาไทยเหน่อๆ บอกว่าพวกเราว่า...

                 “พวกเราอิจฉาทหารไทย”

                 “ทำไมล่ะ

                 “ทหารไทยมีเงินเดือน มีที่อยู่พวกเราไม่มีเงินเดือน”

                พวกเราปลอบ “มันคือความภูมิใจของทหารเขมรที่สู้เพื่อประเทศชาติแม้ไม่มีเงินเดือน”

                พวกเขายิ้มอย่างภูมิใจ ผมชอบมองพวกเรา ในทุกๆ ครั้งที่พวกเขาถอยร่นเข้ามาถึงฐานพวกเรา พวกเขาไม่มีรอยยิ้ม...ไม่มีเสียงหัวเราะ มีเพียงกลิ่นติดตัวที่รุนแรง เสื้อผ้าสกปรก และร่องรอยของการบาดเจ็บ พวกเขาผ่านเข้ามาทางฐานพวกเราวันแล้ววันเล่า...เสียงปืนที่เลิกราไป ชุดปฏิบัติการของพวกเราต่างออกทำงานเช่นเดิม การลาดตระเวนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับแนวหน้า...

                จ่าสิบตรีแห้ง ไปกับชุดที่หนึ่ง ผมอยู่ชุดของนายสิบโทเทพในชุดที่สอง ละแวกดังกล่าวยังคงมีกลิ่นควันดินปืน...ต้นไม้เต็มไปด้วยร่องรอยของกระสุน แมลงวันตัวใหญ่หัวเขียวบินวนเวียนตามกลิ่นคาวเลือดเส้นทางยังคงเต็มไปด้วยอันตรายเช่นเคย...

                แต่ละชุดออกทำงานในแต่ละเส้นทาง ซากปรักหักพังของกระท่อมทหารกัมพูชามิให้เห็นกลาดเกลื่อนปลอกกระสุนและเศษกระป๋องปลาเรียงราย...สิ่งที่ต้องระมัดระวังมากที่สุดคือ วัตถุระเบิดที่อาจจะโยงอยู่ที่ไหนสักแห่ง หรืออาจจะถูกฝังอยู่ได้ผิวดินอันหมิ่นเหม่...

                ไปและกลับ พวกเราไม่พบสิ่งผิดสังเกต เมื่อถึงฐานต้องรายงานต่อผู้บังคับกองร้อยก่อนจะถูกส่งไป ยังหน่วยเหนือเหล่านี้ คือความจำเป็นที่หน่วยเหนือจะต้องรับรู้เพื่อประเมินสถานการณ์

                เย็นนั้นจึงมีเรื่องเล่าสู่กันฟัง...

                 “เดินไปได้สักหน่อย หน่อยเดียวเท่านั้น ตรงนั้นเป็นทางโค้ง มีป่าหนาๆ อยู่สองฝั่งพอที่จะทำให้มองไม่เห็น จ่าแห้งเดินนำหน้า พอพ้นโค้งก็จ๊ะเอ๋กับพวกนั้น พวกมันกำลังมาเดินมาทางนี้...”

                อาสาสมัครเหรียญเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

                 “จ่าแห้งกระโดดหลบร่างผอมๆ ล้มลงคลุกดิน พวกมันก็ตกตะลึงแล้วเผ่นหนีทันที”

                หลายคนหัวเราะและนึกภาพไปถึงจ่าแห้ง อายุของจ่าแห้งเกือบจะสี่สิบปีแล้ว ร่างของเขาผอมบางแต่ยังแข็งแรง เป็นคนที่รักลูกน้อง เขามักจะเหน็บมีดโบวี่ที่สายเก่งตรงหน้าอก ปีนสั้นพกที่เข็มขัดสนาม มือกระชับเอ็มสิบหก ผ้าพันคอโพกที่ศีรษะ และเป็นเซียนไอโลตัวยงทีเดียว...

                อาสาสมัครเหรียญเล่าบอก... “พวกเรายิงไล่หลังแม่ง-น่าหัวเราะชิบหาย ดีที่จ่าสั่งไม่ให้ตาม”

                 “มึงรู้ไหมอาสาสมัครเหรียญหันมาถามและเล่า “จ่าแห้งเก็บเอาหมวกกะโล่ของพวกมันที่ทำหล่นขึ้นมาใส่ ดูเหมือนทหารญวนที่สุด แล้วข่าแห้งยังเก๊กท่าให้ช่างภาพถ่ายไปหลายท่าเสียด้วย...”

                เขาเล่าอย่างสนุกสนาน เสียงหัวเราะพลอยให้ทุกคนหายเหนื่อย และรับรู้ถึงความสุขชั่วครั้งชั่วคราว

                 “แล้วมึงกลัว หมอบจนไม่ลุกขึ้นมา ตัวก็สั่น...”

                อาสาสมัครเขียวพูดถึงอาสาสมัครเหรียญ เขาหัวเราะ...แต่อาสาสมัครเหรียญแยกเขี้ยวเข้าใส่อาสาสมัครเขียวอย่างไม่พอใจ!!

 

                ทุกคนแยกย้ายไปเมื่อตะวันใกล้ตกดิน ความมืดจะมาเยือนในไม่ช้า ในความมืดมีคำถามมากมาย มีความน่ากลัว...ความสงบเงียบ และความครุ่นคิดคำนึง...และข่าวจากหน่วยเหนือก็แพร่งพรายไปทั้งฐาน คำสั่งสับเปลี่ยนกำลังพลจะมาถึงในวันรุ่งขึ้น...ทุกคนดีใจและตื่นเต้น บางคนถึงกับตะโกนออกมา บางคนร้องเพลง บางคนเก็บข้าวของสิ่งจำเป็นทั้งๆ ที่คำสั่งจากผู้บังคับกองร้อยยังไม่มี ความตื่นเต้นนี้ อาจจะทำให้หลายคนนอนหลับไม่สนิทนัก รวมไปถึงการวิเคราะห์วิจารณ์ว่าพวกเราจะถูกส่งไปที่ไหน?

                พวกเราสนุกสนานตื่นเต้นดีใจ ทั้งๆ ที่พวกเราไม่รู้หรอกว่าคำสั่งมาใหม่นั้นจะให้พวกเราไปอยู่ตรงไหน? ที่ที่มีสาวๆ ใกล้หมู่บ้านหรือว่าในป่าลึก หรือในสนามรบหน้าแถว เพราะสงครามได้ขยายอาณาเขตไปในทุกพื้นที่ พวกเราอาจจะไม่ได้คิดถึงในวันรุ่งขึ้นมากนักก็เป็นไปได้ คืนนี้ต่างหากเล่า...ที่ทุกคนจะต้องระมัดระวังรักษาเนื้อรักษาตัวให้รอดพ้นไปได้เสียก่อน การสับเปลี่ยนกำลังพลเป็นเพียงคำสั่งทางทหารที่อาจจะเปลี่ยนแปลงได้เสมอ...

                เพราะสงคราม...ไม่เคยมีความปราณีใดๆ สำหรับผู้ที่อยู่ในแนวหน้า!!