เรื่องสั้น

ขอเพียงล้มแล้วลุกได้ทุกครั้ง

 “ดวงลดา”

 “หา อะไรนะเอก แกว่าอะไรนะ”
 “ก็อย่างที่แกได้ยินนั่นแหละ ไอ้เจ้าเปี๊ยกมันไม่สบาย ฉันกับอาจารย์นวลนัดจะไปเยี่ยมกันวันเสาร์นี้พอดี ไหนๆ แกก็กลับมาแล้ว แกจะไปด้วยไหม เพราะแกสนิทกับน้องมันมาก” แม้กระทั่งเมื่อเอกอรเพื่อนสนิทได้วางหูไปแล้ว ฉันก็ยังงงๆ อยู่ไม่หาย
...อะไรกันน่ะ มันเป็นไปได้อย่างไร...
เจ้าเปี๊ยกหรือเจ้าช่อม่วงของพวกเรา เป็นรุ่นน้องที่ห่างกันหนึ่งรุ่นกับฉัน เรารู้จักกันตั้งแต่สมัยเรียนชั้นมัธยมปลาย

พ่อฉันรับราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทย เราย้ายไปย้ายมาหลายจังหวัดในเขตภาคอีสาน จนกระทั่งพ่อมารับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดที่นี่เอาตอนที่ฉันเริ่มขึ้นวัยรุ่น ฉันก็เลยได้เข้าเรียนโรงเรียนสตรีประจำจังหวัดที่นี่ไปด้วย ถึงฉันจะไม่ใช่คนในพื้นที่ แต่ความซุกซนปนทะโมนของฉัน ทำให้ฉันกลายเป็นคนที่มีเพื่อนมาก ทั้งเพื่อนรุ่นพี่รุ่นน้องเลยทีเดียว

ช่อม่วงเป็นน้องในชมรมวิทยาศาสตร์ของโรงเรียน วันที่ฉันได้เจอกับน้องวันแรกเป็นวันที่เรามีรับน้องชมรมฯกัน ช่อม่วงเป็นเด็กหน้าตาน่ารัก รูปร่างผอมบาง ตัวเล็กนิดเดียว ส่วนที่น่าเอ็นดูก็คือ นัยน์ตากลมโตดำขลับ แต่มีแววมุ่งมั่นอยู่ในนั้น ช่อม่วงตัวเล็กจนฉันตั้งสมญานามให้น้องว่า เจ้าเปี๊ยก แล้วก็เรียกกันแพร่หลายจนต่อมาเจ้าตัวก็ต้องจำยอมรับชื่อใหม่นี้ไปโดยไม่มีทางเลี่ยง
 “พี่คนนี้ชื่อ เร เป็นประธานชมรมฯเรา นี่น้องชื่อน้องช่อม่วงนะยายเร อยู่มอสี่ เพิ่งย้ายโรงเรียนมา”
อาจารย์นวลจิรา อาจารย์ที่ปรึกษาของชมรมฯ เป็นคนแนะนำน้องกับฉัน ขณะที่ช่อม่วงยิ้มพลางกระพุ่มมือไหว้

 “ไม่ต้องสวัสดีพี่ก็ได้ค่ะ พี่ชื่อเรขา เวลาใครๆ เรียกพี่ก็เลยจะเรียกอย่างอ่อนหวานว่าเรคะ เรขา กันทุกคนแหละ”

ช่อม่วงกลั้นยิ้มจนขนตากระพริบปริ๊บๆ ทีเดียวแหละ เออ น้องเขาขนตางอนยาวสวยจนน่าอิจฉาจริงๆ แฮะ...ฉันนึกในใจ แล้วน้องช่อม่วงก็เลยมาสนิทสนมกับฉันและเพื่อนๆ ในชมรมฯ เอาเสียมากมาย

เผอิญเรามีอาจารย์ที่ปรึกษาที่ค่อนข้างไฟแรงจบทางด้านเคมีมาเสียด้วย เราก็เลยสนุกกันยกใหญ่ กับการคิดโครงงานทางด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่งค่อนข้างมุ่งไปทางที่เกี่ยวกับเคมีเสียเป็นส่วนใหญ่ ยิ่งในงานนิทรรศการครบรอบวันก่อตั้งโรงเรียนซึ่งเราจัดกันจนเป็นธรรมเนียมอยู่ทุกปีอยู่แล้ว แต่ละชมก็ต้องเตรียมแสดงผลงาน ไม่เว้นแม้แต่ชมรมวิทย์อย่างพวกเราที่วุ่นวายกับการเตรียมงานกันจนเหงื่อตกถ้วนหน้าเลยทีเดียว

 “เหนื่อยหน่อยนะยายเร...ปีหน้าก็สบายแล้ว ให้เปี๊ยกมันเป็นประธานแทน”

อาจารย์นวลจิราให้กำลังใจฉัน ขณะที่ทุกคนกำลังเตรียมงานอย่างขะมักเขม้นอยู่ในชมรม ฉันเหลือบไปมองหน้าช่อม่วงนิดนึง ก่อนจะก้มหน้าก้มตาตัดกระดาษแข็งตรงหน้าเพื่อทำตัวอักษรสำหรับตกแต่งต่อ ส่วนช่อม่วงทักท้วงเสียงเอะอะ
 “อาจารย์คะ ปีหน้าพี่เรก็ยังอยู่ในชมรมฯ แล้วก็เป็นประธานได้นี่คะ พี่เขาเพิ่งมอห้าเองนะคะ”
 “นี่เจ้าเปี๊ยก ปีหน้าพี่ก็ต้องเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยสิ คงไม่มีเวลาให้กับชมรมฯ ได้มากนักหรอก ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นธรรมเนียมด้วย ที่จะให้มอห้าเป็นประธานชมรมฯ”
ฉันอมยิ้มพลางชี้แจงน้อง
...ก็ตำแหน่งประธานชมรมฯ นี่น่ะ ไม่ค่อยมีใครอยากยอมเป็นกันนักหรอก ค่าที่มันเหนื่อยอยู่ไม่น้อยน่ะสิ แล้วเจ้าช่อม่วงก็ตัวกระเปี๊ยกเดียวออกอย่างนี้
 “อย่าเพิ่งคิดมากเลย ไว้ปีหน้าก็ค่อยเลือกตั้งประธานเอาก็ได้ ไม่แน่หรอกว่าเปี๊ยกจะต้องรับตำแหน่งนี่นา”
ฉันปลอบใจน้อง ซึ่งต่อมาปรากฏว่าคำปลอบใจของฉันมันไม่จริง เพราะช่อม่วงได้รับมติเป็นเอกฉันท์ให้เป็นประธานต่อจากฉัน

 “โธ่ พี่เร ดูสิ ตอนนี้เปี๊ยกเลยแย่เลย ยุ่งน่าดู”
ช่อม่วงโอดครวญเอากับฉันในวันหนึ่ง ที่ฉันและเพื่อนๆ มอหกมาเยี่ยมชมเพื่อผ่อนคลายความเครียดจากการเตรียมตัวสอบเรียนต่อ

 “ทำไปเถอะ เจ้าเปี๊ยก เป็นประโยชน์กับตัวเราเอง หัดไว้ งานง่ายๆ ใครเขาจะให้เราทำอย่างเรามันต้องทำของยากๆ” ฉันปลอบใจน้อง
 “ลำบากวันนี้แล้วสบายวันหน้าเหรอพี่” หน้าตาเจ้าช่อม่วงดูมีความหวังขึ้นมาหน่อยๆ
 “เปล่า ลำบากวันนี้ วันหน้าจะได้ชิน” ฉันตอบหน้าตาเฉย ขณะที่เจ้าช่อม่วงค้อนขวับ

แล้วฉันกับเอกอรเพื่อนรักก็สอบเรียนต่อคณะวิศวฯ ที่มุ่งหวังไว้ได้โดยไม่น่าประหลาดใจสำหรับคนอื่นๆ นัก เพราะนิสัยฉันกับยายเอกเหมือนลิงทะโมนมากกว่าผู้หญิง ความเรียบร้อยจึงไม่ค่อยมี มีแต่เรียบหมดร้อยเสียล่ะมากกว่า

วันอำลาอาลัยที่ช่อม่วงและน้องๆ ในชมรมฯจัดให้พี่ๆ มอหกก็เลยซาบซึ้งกันน่าดู เพราะพวกเราสนิทกับน้องๆ มากนั่นเอง
 “พี่เร รอเปี๊ยกนะ” ช่อม่วงบอกฉันด้วยดวงตาแดงๆ แต่หน้าตาแสดงความมุ่งมั่นอย่างที่เจ้าหล่อนเป็นอยู่เสมอ

 “ได้เลย ตามมานะ พี่จะเรียนวิศวฯ เคมีรอ” ฉันขยี้หัวช่อม่วงด้วยความเอ็นดู ที่ฉันจะเลือกเรียนวิศวฯเคมี ก็ไม่ใช่เพราะอะไรนอกจากความชอบวิชาเคมีที่อาจารย์นวลจิราปลูกฝังมาเสียเข้ากระดูกไปแล้วนั่นเอง

แล้วฉันกับเอกอร ก็จากบรรดาอาจารย์ที่เคารพมาก และจากเพื่อนๆ น้องๆ ไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยในอีกจังหวัดหนึ่ง ซึ่งชีวิตนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยก็เป็นสิ่งที่ฉันสนุกสนานกับมันเป็นอย่างยิ่ง ทั้งเพื่อนใหม่ ทั้งสภาพแวดล้อมใหม่ ระยะนั้นฉันแทบไม่ได้ติดต่อกลับไปยังรุ่นน้องในชมรมฯ เอาเลย แต่จะว่าไป เวลาหนึ่งปีก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วมาก พริบตาเดียวช่อม่วงก็ผ่านการสอบเข้ามหาวิทยาลัยมาเรียนคณะเดียวกับฉันจนได้
 “เปี๊ยกทำได้แล้ว พี่เร” ภาพช่อม่วงยิ้มกว้างวิ่งถลามาหาฉันในวันรับน้องใหม่ของคณะ ทำเอาฉันอมยิ้มด้วยความเอ็นดู
 “เออ เอ็งเก่ง” ฉันแซว ขณะที่ช่อม่วงทำท่ายืดอกภาคภูมิใจกับคำชมของฉันอย่างล้นเหลือ

ตลอดเวลาสามปีที่เหลือในรั้วมหาวิทยาลัยร่วมกับช่อม่วง ฉันชักจะรู้สึกยังไงๆ อยู่เพราะว่าดูเหมือนช่อม่วงมันเห็นฉันเป็นวีรสตรีในดวงใจมันแฮะ...เมื่อฉันปรึกษาเอกอร เจ้าหล่อนก็เพียงชำเลืองมองฉันด้วยหางตา แล้วเมินพลางเปรยเสียงงึมงำๆ ทำนองว่า...นี่แกเพิ่งรู้หรือยะ...
 “เอ หรือเจ้าเปี๊ยกมันไม่มีพี่สาวหว่า” ฉันถามเอกอรต่อ โดยทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับท่าเมินๆ ของเจ้าหล่อน
 “ไม่รู้สิ...คงไม่มีมั้งแก หรือแกไปทำอะไรให้น้องมันชื่นชมแกมากล่ะยะ เจ้าเปี๊ยกมันเดินตามรอยแกเป๊ะๆ ไปทุกรอยเลยนะยะ”

เมื่อฉันเอาคำพูดของเอกอรมานั่งนึกตรึกตรอง ก็ยังคงนึกไม่ออกอยู่ดีว่า ฉันมันดูเป็นพี่สาวน่าชื่นชมศรัทธา น่าตามรอยตรงไหนหว่า ก็ขนาดแม่น้องสาวคลานตามกันมาของฉันแท้ๆ ยังเป็นคนบอกฉันอยู่เหย็งๆ ว่า...ใครอยากได้เธอเป็นพี่สาว ก็เอาไปเลย เอาไปด้ายเล้ย...

เอาเหอะ คนเราจะชอบใครจะชมใคร มันก็คงเป็นเหตุผลส่วนตั๊ว ส่วนตัว ฉันขี้เกียจจะไปหาเหตุผลว่าทำไม แต่ที่แน่ๆ ฉันลำบากใจนะนั่น ค่าที่ทำอะไรต่ออะไร ก็จะมีตาใสๆ แป๋วๆ ของช่อม่วงมองดูอย่างกับเรดาห์ แถมเล่นใส่แววตาชื่นชมลงไปด้วย เล่นเอาฉันชักเกร็ง ฉันไม่ได้โตกว่าน้องสักเท่าไหร่นี่นะ ฉันก็เป็นแค่เด็กสาวอายุไม่เต็มยี่สิบคนหนึ่งเท่านั้นเอง

ฉันก็เลยทำตัวออกห่างน้องในระยะหนึ่งที่ฉันคิดเอาเองว่ากำลังเหมาะ แต่ช่อม่วงยังคงทำไม่รู้ไม่ชี้และวางตัวเป็นน้องที่น่ารักอย่างไรก็อย่างนั้น

หลังจากฉันและเอกอรเรียนจบได้หนึ่งปี ช่อม่วงก็เรียนจบวิศวฯสาขาเดียวกันกับฉัน

ฉันได้ยินข่าวว่าเจ้าหล่อนได้งานที่บริษัทเดียวกันกับเอกอร เป็นบริษัทออกแบบระบบบำบัดน้ำเสียย่านสุขุมวิท ส่วนฉันเวลานั้น กำลังขะมักเขม้นอ่านตำราเตรียมสอบชิงทุนปริญญาโทเอกของสถานทูตแห่งหนึ่งอยู่ ช่วงนั้นพ่อฉันได้เลื่อนตำแหน่งมาประจำกระทรวง ครอบครัวเราก็เลยอพยพกลับมาอยู่กรุงเทพฯ กันหมด ถ้าอยากรู้ข่าวคราวเพื่อนเก่าๆ สมัยเรียนมัธยม ก็ต้องอาศัยเอกอรเป็นอีกาคาบข่าวมาให้

 “น้องมันก็ขยันดีนะแก” เอกอรรายงานเมื่อเจอหน้าฉัน วันนั้นฉันนัดเอกอรและเพื่อนคนอื่นๆ อีกหลายคน เพื่อทานข้าวเย็นด้วยกันฉลองที่ฉันสอบชิงทุนของสถานทูตได้หลังจากที่อุตส่าห์อ่านหนังสือเพื่อสอบภาษาอังกฤษาอยู่หลายเดือน

 “ดีๆ ฝากดูแลเจ้าเปี๊ยกมันด้วยละกัน ฉันคงไม่อยู่หลายปีว่ะ กว่าจะกลับมา แกกลายเป็นคุณแม่ลูกสามแหงๆ เลย”
เอกอรหัวเราะลั่น
“เออ ขอให้สมพรปากแกเหอะ ไอ้เร ฉันจะเลี้ยงหัวหมูแกเต็มที่”

 “ไอ้บ้า ไม่ใช่ศาลเจ้านะเว้ย” ฉันปาผักกาดหอมในจานใส่เจ้าหล่อน ขณะที่พวกเพื่อนๆ ต้องลุกขึ้นมาห้ามทัพก่อนที่ฉันกับยายเอกจะเริ่มต้นปาอะไรใส่กันมากกว่านี้

วันที่ฉันบิน เอกอรและเพื่อนสนิทๆ อีกหลายคนมาส่งที่สนามบิน แน่นอน ช่อม่วงก็มาด้วย เจ้าหล่อนดูหงอยๆ ไปจนยายเอกต้องตั้งกองแซวน้องให้บรรยากาศครึกครื้น
 “นี่เจ้าเปี๊ยก พี่เรเขาไปเรียน ไม่ได้ไปตาย...” เอกอรลากเสียง
ขณะที่ฉันหันไปทุบยายเอกดังอั้ก

 “แช่งฉันเหรอแก เดี๋ยวเถอะ”
 “สงสัยเปี๊ยกคงตามพี่เรไปไม่ได้เหมือนที่เคยทำได้แล้วล่ะ ก็พี่เรเล่นไปซะไกลเลย แถมไปตั้งนาน” ช่อม่วงทำเสียงอ่อยๆ

 “เปี๊ยก เคยได้ยินเพลง The Greatest Love of All ที่เขาร้องว่า... I decided along ago, never to walk in anyone’s shadow. If I fail, if I succeed, at least I live as I believe...พี่ชอบท่อนนี้มาก และพี่ก็ทำอย่างเพลงนี้ตลอด เปี๊ยกจะเดินตามรอยเท้าพี่ เดินอยู่ใต้เงาของพี่ไปตลอดไม่ได้หรอก เราต้องมีทางเดินเป็นของเราเอง เพราะไม่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว อย่างน้อยเราก็จะได้ใช้ชีวิตในแบบที่เราเชื่อมั่น ไม่ว่าทางที่เดินจะขรุขระแค่ไหนเราก็ต้องลุยไปข้างหน้าเพราะมันเป็นทางเดินของเราเอง จริงไหม”

 “เปี๊ยกจะจำไว้”

เมื่อฉันหันมาโบกมือให้ครอบครัวและเพื่อนๆ ก่อนจะเดินเข้าช่องตรวจหนังสือเดินทาง ฉันยังคงเห็นช่อม่วงใช้ดวงตามุ่งมั่นคู่เดิมมองส่งฉันจนกระทั่งลับตา...

ตลอดเวลาที่ฉันคร่ำเคร่งร่ำเรียน ฉันได้จดหมายยายเอกอรประมาณปีละฉบับ ซึ่งฉันไม่แปลกใจเท่าไหร่ เพราะรู้นิสัยเพื่อนรักคนนี้ดีอยู่ ส่วนจดหมายจากช่อม่วงแรกๆ ก็มาเดือนละฉบับ จากนั้นก็ค่อยๆ ห่างไป จนหลังๆ หายไปเลย ซึ่งฉันเข้าใจว่าเป็นเพราะภารกิจรัดตัวอันเป็นเรื่องปกติธรรมดาของคนทำงานทั่วไป

ฉันเรียนปริญญาโทหนักมาก และหนักมากยิ่งขึ้นเมื่อเริ่มต้นเรียนปริญญาเอก ปัญหาของการทำงานวิจัยก็เริ่มดาหน้ากันเข้ามา และฉันก็ยิ้มอย่างมีความสุขน้อยลงไปทุกวัน การทดลองที่ล้มเหลวแล้วล้มเหลวอีก ทำซ้ำแล้วซ้ำอีก ต่อให้สุขภาพจิตดีดสักเพียงไหน ก็เริ่มจะมีอาการจิตชำรุดกันตอนนี้นี่แหละ

บ่อยครั้งที่ฉันเดินกลับบ้านด้วยความเซ็งกับความล้มเหลวที่เกิดขึ้น พอถึงบ้านก็โดดขึ้นเตียงคลุมโปงหลับตาปี๋...ไม่อยากลืมตามาดูโลกอีกเลย เคยไหมเล่าที่เหนื่อยแสนเหนื่อย ทดท้อแสนทดท้อ เสียจนอยากจะนอนให้ตายไปเลย นี่เพิ่งเริ่มปีที่สองของการเรียนปริญญาเอกเองนะนี่ แล้วฉันจะต้องเจอกับอารมณ์แบบนี้ ปัญหาแบบนี้ไปอีกสองปีเป็นอย่างน้อย นี่ฉันจะสติชำรุดก่อนไหมนี่

ฉันน่าจะกลับบ้านไปเป็นคุณหนูอย่างที่เคยเป็น ตื่นเช้ามามีคนทำนู่นทำนี่ให้ตั้งแต่เก็บเตียง ทำอาหารเช้ารอ ซักรีดเสื้อผ้า จะไปไหนมาไหนก็มีรถราให้ขับ ความสะดวกสบายครบครัน แทบไม่ต้องกระดิกตัวทำอะไรเอง หรือถึงแม้อยู่หอพักสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ฉันก็มีคนรับจ้างซักรีด มีข้าวปลาอาหารถูกปากขายอยู่อย่างบริบูรณ์ แต่อยู่ที่นี่ ฉันต้องดิ้นรนกระเสือกกระสนด้วยตัวเองทุกอย่าง นอกเหนือจากการเรียนที่แสนหนัก ฉันยังต้องดูแลการกินอยู่ของตัวเอง เริ่มตั้งแต่การจับจ่ายซื้อของกินของใช้ ทำกับข้าวกินเอง ซักรีดเสื้อผ้าเอง ไปไหนมาไหนด้วยการเดิน

อยู่เมืองไทยฉันเป็นลูกสาวผู้ว่าฯ แต่อยู่ที่นี่ฉันเป็นแค่นักเรียนจากโลกที่สามเท่านั้นเอง แล้วฉันจะมาดักดานทำอะไรอยู่ที่นี่

บ่อยไปที่ฉันถามตัวเอง...นี่เรามาลำบากอยู่อย่างนี้ทำไมกัน...แล้วนี่ฉันจะมาเรียนให้มันได้อะไรขึ้นมา...ฉันคงจะเรียนนานไปจนทำจุดมุ่งหมายของชีวิตหล่นหายไปที่ไหนสักแห่ง

เมื่อฉันบ่นออกมาดังๆ ต่อหน้าเพื่อนที่นั่น บรรดาเพื่อนตาสีน้ำข้าวทั้งหลายก็มากลุ้มรุมให้คำแนะนำ “ถ้าเธอไม่มีความสุขกับมัน เธอก็ไม่ควรจะทนทุกข์ทรมานกับมัน”

คำแนะนำส่วนใหญ่ก็คือให้ไปหาอะไรที่ฉันทำแล้วมีความสุขกว่านี้ทั้งนั้น ก็เพราะค่านิยมของสังคมที่นั่น ใบปริญญาไม่ใช่สิ่งที่พวกเขายกย่อง เขายกย่องสิ่งที่คนคนนั้นเป็น ไม่ใช่ใบปริญญาเอกที่คนคนนั้นมี

สับสนมากๆ เข้าฉันเลยตัดสินใจกลับมาพัก ตั้งสติที่เมืองไทย ฉันกำลังชั่งใจว่า ฉันจะเลิกเรียนมันเสียตั้งแต่ตอนนี้ ก่อนที่จะสติชำรุดมากไปกว่านี้ หรือว่าฉันควรจะลุยต่อไป เพราะไหนๆ ก็สติชำรุดมาถึงเพียงนี้แล้วนี่ หลังจากนอนโยนหัวโยนก้อยตัดสินใจอยู่ที่บ้านในกรุงเทพฯได้สองสามสัปดาห์ ฉันก็ตัดสินใจว่า พอกันที ฉันไม่เอาแล้วปริญญาเอก...ได้มาก็ใช่ว่าจะเหาะได้...ฉันคิดอย่างเย้ยปนเซ็ง
แล้วฉันก็ลุกมาโทรศัพท์หาเอกอร

 “เอก...นี่แม่แกพูดนะ” ฉันกรอกเสียงใส่โทรศัพท์ทันทีที่ได้ยินเสียงยายเอกรับสาย

 “ต๊าย...ยายเร แก๊...” เอกอรจำเสียงฉันได้แทบจะทันที พลางกรีดร้องเสียงหลง ก่อนที่จะโวยวาย ต่อว่าต่อขานอยู่หลายนาทีที่ฉันเล่นกลับมาเงียบๆ ไม่ให้เจ้าหล่อนไปรับที่สนามบิน
พอฉันถามถึงช่อม่วง เอกอรก็เปลี่ยนเสียงเป็นเสียงขรึมจัดจนฉันแปลกใจ

 “เจ้าเปี๊ยกไม่ค่อยดีว่ะแก ไม่สบาย”
 “น้องไม่สบายเป็นอะไรวะ” ฉันชักขัดใจที่ยายเอกอรมัวแต่อ้ำๆ อึ้งๆ อยู่ได้

 “เปี๊ยกมันเป็นโรคสมองฝ่อ ส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายน่ะแก มันเลยเดินไม่ได้ คล้ายๆ จะเป็นอัมพาตไปครึ่งตัว เป็นมาเกือบปีแล้ว แต่ฉันเพิ่งรู้เมื่อสักไม่กี่เดือนนี่เอง เขาว่ามันเป็นโรคทางพันธุกรรมนะ เพราะมีประวัติว่าในตระกูลมันเนี่ยมีคนเคยเป็นอย่างที่มันเป็นเปี๊ยบเลย มันซ่อนอยู่ในตัวแล้วเพิ่งแสดงอาการออกมา”

 “หา อะไรนะเอก แกว่าอะไรนะ”

ถ้อยคำของเอกอรทำเอาฉันตัวชาวาบ ตามติดด้วยความรู้สึกเศร้าสลดใจอย่างบอกไม่ถูก

 “ก็อย่างที่แกได้ยินนั่นแหละ ได้เจ้าเปี๊ยกมันไม่สบาย ฉันกับอาจารย์นวลนัดจะไปเยี่ยมกันวันเสาร์นี้พอดี ไหนๆ แกก็กลับมาแล้ว แกจะไปด้วยไหม เพราะแกสนิทกับน้องมันมาก”

ฉันวางหูโทรศัพท์ลงด้วยอาการเลื่อนลอย...เป็นไปได้อย่างไร...

ภาพเด็กหน้าตาน่ารัก รูปร่างผอมบาง นัยน์ตากลมโตดำขลับ แต่มีแววมุ่งมั่นอยู่ในนั้นช่อม่วงที่ตัวเล็กเสียจนพวกเราตั้งสมญานามให้น้องว่า เจ้าเปี๊ยก...ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าช่อม่วงจะโชคร้ายถึงเพียงนี้ ชีวิตน้องเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น ทำไมจะต้องเจอกับบททดสอบที่หนักหนาถึงเพียงนี้ด้วย
 “เร ทางนี้เว้ย”

เอกอรตะโกนเรียกฉันอยู่โหวกเหวกแข่งกับเสียงประกาศของสถานีรถไฟ และเสียงจอแจของผู้คนที่เพิ่งลงจากรถไฟทันทีที่รถเข้าเทียบชานชาลา

ยายเอกถือโอกาสกลับมาเยี่ยมบ้านก่อนฉันจะตามมาได้สองสามวัน เจ้าหล่อนก็เลยได้เป็นฝ่ายมารอรับฉันทที่ลากกระเป๋าตุปัดตุเป๋ลงมาจากขบวนในเช้าวันเสาร์นี้
 “เฮ้ย ไปเรียนยังไงวะ ผอมลง เขามีแต่ไปเมืองนอกแล้วอ้วนขึ้นกัน”

เอกอรตบไหล่ฉันป้าบๆ อย่างอารมณ์ดี ดูเหมือนเพื่อนฉันจะปล่อยวางเรื่องราวของช่อม่วงได้ ขณะที่ดิฉันหน้าตายังไม่สู้ดีนักด้วยความกังวลใจ ดูเหมือนเอกอรจะเข้าใจความรู้สึกของฉันในทันที
 “อาจารย์นวลรออยู่บ้าน เข้าบ้านอาจารย์ก่อน อาบน้ำอาบท่า แล้วจะไปพาไปบ้านเจ้าเปี๊ยก”
ว่าแล้วเจ้าหล่อนก็หันไปคว้ากระเป๋าของฉันแล้วเดินนำหน้าลิ่วไปที่รถ

ตลอดเส้นทางจากบ้านอาจารย์นวลจิราไปยังบ้านของช่อม่วง ฉันนึกภาวนาให้ถนนสายนี้ทอดยาวไกลกว่าที่เป็นอยู่ จากข้อมูลที่ฉันได้รับฟังจากอาจารย์ ทำให้ฉันตึงเครียดอยู่ไม่น้อย

 “อาจารย์คะ เรามาเยี่ยมเจ้าเปี๊ยกนี่ เขาจะคิดมากไหมคะ ที่เห็นเราสบายดีแล้วเขากลับไม่สบาย ทำอะไรๆ อย่างเราไม่ได้”

ช่อม่วงไม่เพียงแต่เดินไม่ได้เท่านั้น น้องยังมีอาการลิ้นแข็งไม่สามารถควบคุมการพูดได้ดีเหมือนเดิม ปัญหาก็คือ ช่อม่วงยังทำใจกับสุขภาพของตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำ บางครั้งก็โมโหฉุนเฉียว ขัดอกขัดใจที่ไม่สามารถทำอะไรได้อย่างใจ บางครั้งก็ร้องห่มร้องไห้ เพราะความน้อยใจที่ตัวเองกลับกลายเป็นภาระของครอบครัว
อาจารย์นวลจิรานิ่งไปนิดนึง ก่อนจะหันมาให้กำลังใจฉันว่า

 “ไหนๆ มาแล้ว ก็ไปเยี่ยมน้องมันหน่อยเถอะ ครูเองมาเยี่ยมครั้งสุดท้ายก็สามสี่เดือนนู่นแหละ เปี๊ยกมันจะได้ดีใจว่าเรายังไม่ลืม”

ร่างเล็กผอมบางดูยิ่งเล็กและผอมลงไปกว่าที่ฉันเคยเห็น แววตาดีใจของช่อม่วงทอแสงขึ้นมาวูบหนึ่ง ฉันกุมมือช่อม่วงไว้ด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย...สงสาร และเสียใจด้วยอย่างสุดซึ้ง...และปรารถนาเหลือเกินที่จะมีส่วนได้ช่วย...แม้เพียงสักนิด...
กว่าฉันกลืนความขมขื่นที่พุ่งขึ้นมาในอกลงได้สำเร็จ ก็เป็นครู่ใหญ่

 “มีอะไรที่พี่จะทำได้เพื่อเปี๊ยกไหม”
เมื่อฉันมองเข้าไปในดวงตาคู่เดิมของช่อม่วง ฉันยังคงเห็นแววของความมุ่งมั่นที่เคยปรากฏให้เห็นอยู่เสมอๆ ซุกซ่อนอยู่ วูบหนึ่งฉันรู้สึกสบายใจขึ้นอย่างประหลาด

 “พี่เรเป็นพี่เรอยู่อย่างนี้ คือการทำเพื่อเปี๊ยกอยู่แล้ว”

สุ้มเสียงของช่อม่วงที่เปล่งออกมาชัดเจน ไม่มีอาการของคนที่ควบคุมการพูดไม่ได้อย่างที่อาจารย์เล่าแม้สักนิด จนฉันต้องหันไปมองหน้าอาจารย์
 “เปี๊ยกมันพูดชัดขึ้นนี่” อาจารย์นวลจิราอุทานขึ้นด้วยความยินดี
 “ไม่เพียงแค่พูดได้ดีขึ้นนะคะ นี่ก็หัดเดินทุกวันเลยค่ะ หัดเดินมาสามเดือนแล้ว”
แม่ของช่อม่วงเสริมขึ้น

 “อะไรทำให้เปี๊ยกฮึดได้เนี่ย” เอกอรยื่นหน้ามาถามด้วยความชื่นชม

 “เปี๊ยกเห็นรูปรูปนี้” ช่อม่วงชี้มือไปที่ผนังบ้านด้านหนึ่ง รูปที่ติดอยู่นั้นเป็นรูปของคนพิการขาขาดเลยเข่า เขาสวมขาเทียมเป็นโครงเหล็กไว้ทั้งสองข้าง และกำลังใช้สองขาเทียมนั้นวิ่งเข้าเส้นชัยในกีฬาโอลิมปิคคนพิการ

 “เขาไม่มีขาแล้ว แต่เปี๊ยกยังมีขา แม้ว่ามันจะไม่มีแรงแต่มันก็เป็นสองขาของตัวเราเอง เขายังไม่ยอมแพ้ เปี๊ยกจะยอมแพ้ได้ยังไง”
ฉันฟังแล้วก็พลันอึ้งด้วยความรู้สึกเต็มตื้น

 “และคำพูดพี่เรที่เคยบอกไว้ว่า เราต้องเดินบนเส้นทางของเราเองไง ไม่ว่าจะล้มเหลวหรือสำเร็จ อย่างน้อยเราก็ได้ใช้ชีวิตในแบบที่เราเชื่อมั่น ทางจะขรุขระแค่ไหนเราก็ต้องลุยเพราะมันคือทางเดินของเราเอง เปี๊ยกกำลังทำอย่างนั้นอยู่ และกำลังเริ่มต้นก้าวแรกด้วยการฝึกก้าวเดินอยู่ เปี๊ยกอาจจะล้มแล้วล้มอีกกับการหัดเดินหลายครั้ง แต่เปี๊ยกบอกตัวเองเสมอว่า จะล้มกี่ครั้งก็ตาม ฉันต้องมีกำลังที่จะลุกได้เองเสมอ”

ช่อม่วงต้องออกจากงานเพราะสภาพร่างกายไม่เอื้ออำนวย แต่เวลาว่างหลังจากการทำกายภาพบำบัดทุกวัน เธอตัดสินใจไปเรียนเพิ่มเติมเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เพื่อที่จะใช้พัฒนาโปรแกรมต่างๆ ที่เธอสนใจ แต่ฉันที่ร่างกายเป็นปกติดี กลับจะวิ่งหนีจากการเรียน เพียงเพราะมันยากลำบากเหลือเกิน

ฉันไปเยี่ยมช่อม่วงเพื่อที่จะไปให้กำลังใจน้องแท้ๆ แต่กลับเป็นฉันเองที่ได้รับหัวใจนักสู้อันเข้มแข็งกลับมา

ฉันหาจุดมุ่งหมายของชีวิตที่ฉันทำหล่นหายเจอจนได้ ฉันเจอมันในแววตาของช่อม่วง...ขอเพียงให้ฉันได้พยายามกับมันอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะล้มเหลวหรือสำเร็จ อย่างน้อยฉันก็ได้ใช้ชีวิตในแบบที่ฉันเชื่อมั่น...

ปริญญาเอกคือทางเดินที่ขรุขระลำเค็ญที่ฉันเลือกเดิน แม้ว่ามันจะทำให้ฉันต้องหกล้มไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ท้อไม่รู้กี่หนต่อกี่หน แต่ฉันหวังว่า ในบั้นปลาย...ทางเดินเส้นนี้จะทำให้ฉันกลายเป็นนักสู้ เป็นคนที่สามารถล้มแล้วลุกขึ้นได้เองทุกๆ ครั้ง เพราะชีวิตข้างหน้าคงไม่ได้มีแต่เรื่องเรียบง่ายสวยงามเพียงอย่างเดียวเป็นแน่

ฉันเหม่อมองก้อนเมฆมากมายผ่านกระจกหน้าต่างบนเครื่องบินที่กำลังบินข้ามมหาสมุทรกว้างใหญ่เบื้องล่าง พร้อมกับส่งใจถึงช่อม่วง
...ขอเพียงล้มแล้วลุกได้ทุกครั้ง ใช่ไหมเปี๊ยก...