|
เรื่องสั้น ขอเพียงล้มแล้วลุกได้ทุกครั้ง ดวงลดา หา
อะไรนะเอก แกว่าอะไรนะ พ่อฉันรับราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทย
เราย้ายไปย้ายมาหลายจังหวัดในเขตภาคอีสาน
จนกระทั่งพ่อมารับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดที่นี่เอาตอนที่ฉันเริ่มขึ้นวัยรุ่น
ฉันก็เลยได้เข้าเรียนโรงเรียนสตรีประจำจังหวัดที่นี่ไปด้วย
ถึงฉันจะไม่ใช่คนในพื้นที่
แต่ความซุกซนปนทะโมนของฉัน
ทำให้ฉันกลายเป็นคนที่มีเพื่อนมาก
ทั้งเพื่อนรุ่นพี่รุ่นน้องเลยทีเดียว ช่อม่วงเป็นน้องในชมรมวิทยาศาสตร์ของโรงเรียน
วันที่ฉันได้เจอกับน้องวันแรกเป็นวันที่เรามีรับน้องชมรมฯกัน
ช่อม่วงเป็นเด็กหน้าตาน่ารัก
รูปร่างผอมบาง
ตัวเล็กนิดเดียว
ส่วนที่น่าเอ็นดูก็คือ
นัยน์ตากลมโตดำขลับ
แต่มีแววมุ่งมั่นอยู่ในนั้น
ช่อม่วงตัวเล็กจนฉันตั้งสมญานามให้น้องว่า
เจ้าเปี๊ยก
แล้วก็เรียกกันแพร่หลายจนต่อมาเจ้าตัวก็ต้องจำยอมรับชื่อใหม่นี้ไปโดยไม่มีทางเลี่ยง ช่อม่วงกลั้นยิ้มจนขนตากระพริบปริ๊บๆ
ทีเดียวแหละ เออ
น้องเขาขนตางอนยาวสวยจนน่าอิจฉาจริงๆ
แฮะ...ฉันนึกในใจ
แล้วน้องช่อม่วงก็เลยมาสนิทสนมกับฉันและเพื่อนๆ
ในชมรมฯ เอาเสียมากมาย เผอิญเรามีอาจารย์ที่ปรึกษาที่ค่อนข้างไฟแรงจบทางด้านเคมีมาเสียด้วย
เราก็เลยสนุกกันยกใหญ่
กับการคิดโครงงานทางด้านวิทยาศาสตร์
ซึ่งค่อนข้างมุ่งไปทางที่เกี่ยวกับเคมีเสียเป็นส่วนใหญ่
ยิ่งในงานนิทรรศการครบรอบวันก่อตั้งโรงเรียนซึ่งเราจัดกันจนเป็นธรรมเนียมอยู่ทุกปีอยู่แล้ว
แต่ละชมก็ต้องเตรียมแสดงผลงาน
ไม่เว้นแม้แต่ชมรมวิทย์อย่างพวกเราที่วุ่นวายกับการเตรียมงานกันจนเหงื่อตกถ้วนหน้าเลยทีเดียว เหนื่อยหน่อยนะยายเร...ปีหน้าก็สบายแล้ว
ให้เปี๊ยกมันเป็นประธานแทน อาจารย์นวลจิราให้กำลังใจฉัน
ขณะที่ทุกคนกำลังเตรียมงานอย่างขะมักเขม้นอยู่ในชมรม
ฉันเหลือบไปมองหน้าช่อม่วงนิดนึง
ก่อนจะก้มหน้าก้มตาตัดกระดาษแข็งตรงหน้าเพื่อทำตัวอักษรสำหรับตกแต่งต่อ
ส่วนช่อม่วงทักท้วงเสียงเอะอะ แล้วฉันกับเอกอรเพื่อนรักก็สอบเรียนต่อคณะวิศวฯ
ที่มุ่งหวังไว้ได้โดยไม่น่าประหลาดใจสำหรับคนอื่นๆ
นัก
เพราะนิสัยฉันกับยายเอกเหมือนลิงทะโมนมากกว่าผู้หญิง
ความเรียบร้อยจึงไม่ค่อยมี
มีแต่เรียบหมดร้อยเสียล่ะมากกว่า วันอำลาอาลัยที่ช่อม่วงและน้องๆ
ในชมรมฯจัดให้พี่ๆ
มอหกก็เลยซาบซึ้งกันน่าดู
เพราะพวกเราสนิทกับน้องๆ
มากนั่นเอง ได้เลย
ตามมานะ พี่จะเรียนวิศวฯ
เคมีรอ ฉันขยี้หัวช่อม่วงด้วยความเอ็นดู
ที่ฉันจะเลือกเรียนวิศวฯเคมี
ก็ไม่ใช่เพราะอะไรนอกจากความชอบวิชาเคมีที่อาจารย์นวลจิราปลูกฝังมาเสียเข้ากระดูกไปแล้วนั่นเอง แล้วฉันกับเอกอร
ก็จากบรรดาอาจารย์ที่เคารพมาก
และจากเพื่อนๆ น้องๆ
ไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยในอีกจังหวัดหนึ่ง
ซึ่งชีวิตนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยก็เป็นสิ่งที่ฉันสนุกสนานกับมันเป็นอย่างยิ่ง
ทั้งเพื่อนใหม่
ทั้งสภาพแวดล้อมใหม่
ระยะนั้นฉันแทบไม่ได้ติดต่อกลับไปยังรุ่นน้องในชมรมฯ
เอาเลย แต่จะว่าไป
เวลาหนึ่งปีก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วมาก
พริบตาเดียวช่อม่วงก็ผ่านการสอบเข้ามหาวิทยาลัยมาเรียนคณะเดียวกับฉันจนได้ ตลอดเวลาสามปีที่เหลือในรั้วมหาวิทยาลัยร่วมกับช่อม่วง
ฉันชักจะรู้สึกยังไงๆ
อยู่เพราะว่าดูเหมือนช่อม่วงมันเห็นฉันเป็นวีรสตรีในดวงใจมันแฮะ...เมื่อฉันปรึกษาเอกอร
เจ้าหล่อนก็เพียงชำเลืองมองฉันด้วยหางตา
แล้วเมินพลางเปรยเสียงงึมงำๆ
ทำนองว่า...นี่แกเพิ่งรู้หรือยะ... เมื่อฉันเอาคำพูดของเอกอรมานั่งนึกตรึกตรอง
ก็ยังคงนึกไม่ออกอยู่ดีว่า
ฉันมันดูเป็นพี่สาวน่าชื่นชมศรัทธา
น่าตามรอยตรงไหนหว่า
ก็ขนาดแม่น้องสาวคลานตามกันมาของฉันแท้ๆ
ยังเป็นคนบอกฉันอยู่เหย็งๆ
ว่า...ใครอยากได้เธอเป็นพี่สาว
ก็เอาไปเลย เอาไปด้ายเล้ย... เอาเหอะ
คนเราจะชอบใครจะชมใคร
มันก็คงเป็นเหตุผลส่วนตั๊ว
ส่วนตัว
ฉันขี้เกียจจะไปหาเหตุผลว่าทำไม
แต่ที่แน่ๆ ฉันลำบากใจนะนั่น
ค่าที่ทำอะไรต่ออะไร
ก็จะมีตาใสๆ แป๋วๆ
ของช่อม่วงมองดูอย่างกับเรดาห์
แถมเล่นใส่แววตาชื่นชมลงไปด้วย
เล่นเอาฉันชักเกร็ง
ฉันไม่ได้โตกว่าน้องสักเท่าไหร่นี่นะ
ฉันก็เป็นแค่เด็กสาวอายุไม่เต็มยี่สิบคนหนึ่งเท่านั้นเอง ฉันก็เลยทำตัวออกห่างน้องในระยะหนึ่งที่ฉันคิดเอาเองว่ากำลังเหมาะ
แต่ช่อม่วงยังคงทำไม่รู้ไม่ชี้และวางตัวเป็นน้องที่น่ารักอย่างไรก็อย่างนั้น หลังจากฉันและเอกอรเรียนจบได้หนึ่งปี
ช่อม่วงก็เรียนจบวิศวฯสาขาเดียวกันกับฉัน ฉันได้ยินข่าวว่าเจ้าหล่อนได้งานที่บริษัทเดียวกันกับเอกอร
เป็นบริษัทออกแบบระบบบำบัดน้ำเสียย่านสุขุมวิท
ส่วนฉันเวลานั้น
กำลังขะมักเขม้นอ่านตำราเตรียมสอบชิงทุนปริญญาโทเอกของสถานทูตแห่งหนึ่งอยู่
ช่วงนั้นพ่อฉันได้เลื่อนตำแหน่งมาประจำกระทรวง
ครอบครัวเราก็เลยอพยพกลับมาอยู่กรุงเทพฯ
กันหมด
ถ้าอยากรู้ข่าวคราวเพื่อนเก่าๆ
สมัยเรียนมัธยม
ก็ต้องอาศัยเอกอรเป็นอีกาคาบข่าวมาให้ น้องมันก็ขยันดีนะแก
เอกอรรายงานเมื่อเจอหน้าฉัน
วันนั้นฉันนัดเอกอรและเพื่อนคนอื่นๆ
อีกหลายคน
เพื่อทานข้าวเย็นด้วยกันฉลองที่ฉันสอบชิงทุนของสถานทูตได้หลังจากที่อุตส่าห์อ่านหนังสือเพื่อสอบภาษาอังกฤษาอยู่หลายเดือน ดีๆ
ฝากดูแลเจ้าเปี๊ยกมันด้วยละกัน
ฉันคงไม่อยู่หลายปีว่ะ
กว่าจะกลับมา
แกกลายเป็นคุณแม่ลูกสามแหงๆ
เลย ไอ้บ้า
ไม่ใช่ศาลเจ้านะเว้ย ฉันปาผักกาดหอมในจานใส่เจ้าหล่อน
ขณะที่พวกเพื่อนๆ
ต้องลุกขึ้นมาห้ามทัพก่อนที่ฉันกับยายเอกจะเริ่มต้นปาอะไรใส่กันมากกว่านี้ วันที่ฉันบิน
เอกอรและเพื่อนสนิทๆ
อีกหลายคนมาส่งที่สนามบิน
แน่นอน ช่อม่วงก็มาด้วย
เจ้าหล่อนดูหงอยๆ
ไปจนยายเอกต้องตั้งกองแซวน้องให้บรรยากาศครึกครื้น เปี๊ยก
เคยได้ยินเพลง The Greatest Love of All ที่เขาร้องว่า...
I decided along ago, never to walk in anyones shadow. If
I fail, if I succeed, at least I live as I believe...พี่ชอบท่อนนี้มาก
และพี่ก็ทำอย่างเพลงนี้ตลอด
เปี๊ยกจะเดินตามรอยเท้าพี่
เดินอยู่ใต้เงาของพี่ไปตลอดไม่ได้หรอก
เราต้องมีทางเดินเป็นของเราเอง
เพราะไม่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว
อย่างน้อยเราก็จะได้ใช้ชีวิตในแบบที่เราเชื่อมั่น
ไม่ว่าทางที่เดินจะขรุขระแค่ไหนเราก็ต้องลุยไปข้างหน้าเพราะมันเป็นทางเดินของเราเอง
จริงไหม เปี๊ยกจะจำไว้ เมื่อฉันหันมาโบกมือให้ครอบครัวและเพื่อนๆ
ก่อนจะเดินเข้าช่องตรวจหนังสือเดินทาง
ฉันยังคงเห็นช่อม่วงใช้ดวงตามุ่งมั่นคู่เดิมมองส่งฉันจนกระทั่งลับตา... ตลอดเวลาที่ฉันคร่ำเคร่งร่ำเรียน
ฉันได้จดหมายยายเอกอรประมาณปีละฉบับ
ซึ่งฉันไม่แปลกใจเท่าไหร่
เพราะรู้นิสัยเพื่อนรักคนนี้ดีอยู่
ส่วนจดหมายจากช่อม่วงแรกๆ
ก็มาเดือนละฉบับ
จากนั้นก็ค่อยๆ ห่างไป
จนหลังๆ หายไปเลย
ซึ่งฉันเข้าใจว่าเป็นเพราะภารกิจรัดตัวอันเป็นเรื่องปกติธรรมดาของคนทำงานทั่วไป ฉันเรียนปริญญาโทหนักมาก
และหนักมากยิ่งขึ้นเมื่อเริ่มต้นเรียนปริญญาเอก
ปัญหาของการทำงานวิจัยก็เริ่มดาหน้ากันเข้ามา
และฉันก็ยิ้มอย่างมีความสุขน้อยลงไปทุกวัน
การทดลองที่ล้มเหลวแล้วล้มเหลวอีก
ทำซ้ำแล้วซ้ำอีก
ต่อให้สุขภาพจิตดีดสักเพียงไหน
ก็เริ่มจะมีอาการจิตชำรุดกันตอนนี้นี่แหละ บ่อยครั้งที่ฉันเดินกลับบ้านด้วยความเซ็งกับความล้มเหลวที่เกิดขึ้น
พอถึงบ้านก็โดดขึ้นเตียงคลุมโปงหลับตาปี๋...ไม่อยากลืมตามาดูโลกอีกเลย
เคยไหมเล่าที่เหนื่อยแสนเหนื่อย
ทดท้อแสนทดท้อ
เสียจนอยากจะนอนให้ตายไปเลย
นี่เพิ่งเริ่มปีที่สองของการเรียนปริญญาเอกเองนะนี่
แล้วฉันจะต้องเจอกับอารมณ์แบบนี้
ปัญหาแบบนี้ไปอีกสองปีเป็นอย่างน้อย
นี่ฉันจะสติชำรุดก่อนไหมนี่ ฉันน่าจะกลับบ้านไปเป็นคุณหนูอย่างที่เคยเป็น
ตื่นเช้ามามีคนทำนู่นทำนี่ให้ตั้งแต่เก็บเตียง
ทำอาหารเช้ารอ
ซักรีดเสื้อผ้า
จะไปไหนมาไหนก็มีรถราให้ขับ
ความสะดวกสบายครบครัน
แทบไม่ต้องกระดิกตัวทำอะไรเอง
หรือถึงแม้อยู่หอพักสมัยเรียนมหาวิทยาลัย
ฉันก็มีคนรับจ้างซักรีด
มีข้าวปลาอาหารถูกปากขายอยู่อย่างบริบูรณ์
แต่อยู่ที่นี่
ฉันต้องดิ้นรนกระเสือกกระสนด้วยตัวเองทุกอย่าง
นอกเหนือจากการเรียนที่แสนหนัก
ฉันยังต้องดูแลการกินอยู่ของตัวเอง
เริ่มตั้งแต่การจับจ่ายซื้อของกินของใช้
ทำกับข้าวกินเอง
ซักรีดเสื้อผ้าเอง
ไปไหนมาไหนด้วยการเดิน อยู่เมืองไทยฉันเป็นลูกสาวผู้ว่าฯ
แต่อยู่ที่นี่ฉันเป็นแค่นักเรียนจากโลกที่สามเท่านั้นเอง
แล้วฉันจะมาดักดานทำอะไรอยู่ที่นี่ บ่อยไปที่ฉันถามตัวเอง...นี่เรามาลำบากอยู่อย่างนี้ทำไมกัน...แล้วนี่ฉันจะมาเรียนให้มันได้อะไรขึ้นมา...ฉันคงจะเรียนนานไปจนทำจุดมุ่งหมายของชีวิตหล่นหายไปที่ไหนสักแห่ง เมื่อฉันบ่นออกมาดังๆ
ต่อหน้าเพื่อนที่นั่น
บรรดาเพื่อนตาสีน้ำข้าวทั้งหลายก็มากลุ้มรุมให้คำแนะนำ
ถ้าเธอไม่มีความสุขกับมัน
เธอก็ไม่ควรจะทนทุกข์ทรมานกับมัน คำแนะนำส่วนใหญ่ก็คือให้ไปหาอะไรที่ฉันทำแล้วมีความสุขกว่านี้ทั้งนั้น
ก็เพราะค่านิยมของสังคมที่นั่น
ใบปริญญาไม่ใช่สิ่งที่พวกเขายกย่อง
เขายกย่องสิ่งที่คนคนนั้นเป็น
ไม่ใช่ใบปริญญาเอกที่คนคนนั้นมี สับสนมากๆ
เข้าฉันเลยตัดสินใจกลับมาพัก
ตั้งสติที่เมืองไทย
ฉันกำลังชั่งใจว่า
ฉันจะเลิกเรียนมันเสียตั้งแต่ตอนนี้
ก่อนที่จะสติชำรุดมากไปกว่านี้
หรือว่าฉันควรจะลุยต่อไป
เพราะไหนๆ
ก็สติชำรุดมาถึงเพียงนี้แล้วนี่
หลังจากนอนโยนหัวโยนก้อยตัดสินใจอยู่ที่บ้านในกรุงเทพฯได้สองสามสัปดาห์
ฉันก็ตัดสินใจว่า พอกันที
ฉันไม่เอาแล้วปริญญาเอก...ได้มาก็ใช่ว่าจะเหาะได้...ฉันคิดอย่างเย้ยปนเซ็ง ต๊าย...ยายเร
แก๊... เอกอรจำเสียงฉันได้แทบจะทันที
พลางกรีดร้องเสียงหลง
ก่อนที่จะโวยวาย
ต่อว่าต่อขานอยู่หลายนาทีที่ฉันเล่นกลับมาเงียบๆ
ไม่ให้เจ้าหล่อนไปรับที่สนามบิน เปี๊ยกมันเป็นโรคสมองฝ่อ
ส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายน่ะแก
มันเลยเดินไม่ได้
คล้ายๆ
จะเป็นอัมพาตไปครึ่งตัว
เป็นมาเกือบปีแล้ว
แต่ฉันเพิ่งรู้เมื่อสักไม่กี่เดือนนี่เอง
เขาว่ามันเป็นโรคทางพันธุกรรมนะ
เพราะมีประวัติว่าในตระกูลมันเนี่ยมีคนเคยเป็นอย่างที่มันเป็นเปี๊ยบเลย
มันซ่อนอยู่ในตัวแล้วเพิ่งแสดงอาการออกมา หา
อะไรนะเอก แกว่าอะไรนะ ถ้อยคำของเอกอรทำเอาฉันตัวชาวาบ
ตามติดด้วยความรู้สึกเศร้าสลดใจอย่างบอกไม่ถูก ก็อย่างที่แกได้ยินนั่นแหละ
ได้เจ้าเปี๊ยกมันไม่สบาย
ฉันกับอาจารย์นวลนัดจะไปเยี่ยมกันวันเสาร์นี้พอดี
ไหนๆ แกก็กลับมาแล้ว
แกจะไปด้วยไหม
เพราะแกสนิทกับน้องมันมาก ฉันวางหูโทรศัพท์ลงด้วยอาการเลื่อนลอย...เป็นไปได้อย่างไร... ภาพเด็กหน้าตาน่ารัก
รูปร่างผอมบาง
นัยน์ตากลมโตดำขลับ
แต่มีแววมุ่งมั่นอยู่ในนั้นช่อม่วงที่ตัวเล็กเสียจนพวกเราตั้งสมญานามให้น้องว่า
เจ้าเปี๊ยก...ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าช่อม่วงจะโชคร้ายถึงเพียงนี้
ชีวิตน้องเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น
ทำไมจะต้องเจอกับบททดสอบที่หนักหนาถึงเพียงนี้ด้วย เอกอรตะโกนเรียกฉันอยู่โหวกเหวกแข่งกับเสียงประกาศของสถานีรถไฟ
และเสียงจอแจของผู้คนที่เพิ่งลงจากรถไฟทันทีที่รถเข้าเทียบชานชาลา ยายเอกถือโอกาสกลับมาเยี่ยมบ้านก่อนฉันจะตามมาได้สองสามวัน
เจ้าหล่อนก็เลยได้เป็นฝ่ายมารอรับฉันทที่ลากกระเป๋าตุปัดตุเป๋ลงมาจากขบวนในเช้าวันเสาร์นี้ เอกอรตบไหล่ฉันป้าบๆ
อย่างอารมณ์ดี
ดูเหมือนเพื่อนฉันจะปล่อยวางเรื่องราวของช่อม่วงได้
ขณะที่ดิฉันหน้าตายังไม่สู้ดีนักด้วยความกังวลใจ
ดูเหมือนเอกอรจะเข้าใจความรู้สึกของฉันในทันที ตลอดเส้นทางจากบ้านอาจารย์นวลจิราไปยังบ้านของช่อม่วง
ฉันนึกภาวนาให้ถนนสายนี้ทอดยาวไกลกว่าที่เป็นอยู่
จากข้อมูลที่ฉันได้รับฟังจากอาจารย์
ทำให้ฉันตึงเครียดอยู่ไม่น้อย อาจารย์คะ
เรามาเยี่ยมเจ้าเปี๊ยกนี่
เขาจะคิดมากไหมคะ
ที่เห็นเราสบายดีแล้วเขากลับไม่สบาย
ทำอะไรๆ อย่างเราไม่ได้ ช่อม่วงไม่เพียงแต่เดินไม่ได้เท่านั้น
น้องยังมีอาการลิ้นแข็งไม่สามารถควบคุมการพูดได้ดีเหมือนเดิม
ปัญหาก็คือ
ช่อม่วงยังทำใจกับสุขภาพของตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำ
บางครั้งก็โมโหฉุนเฉียว
ขัดอกขัดใจที่ไม่สามารถทำอะไรได้อย่างใจ
บางครั้งก็ร้องห่มร้องไห้
เพราะความน้อยใจที่ตัวเองกลับกลายเป็นภาระของครอบครัว ร่างเล็กผอมบางดูยิ่งเล็กและผอมลงไปกว่าที่ฉันเคยเห็น
แววตาดีใจของช่อม่วงทอแสงขึ้นมาวูบหนึ่ง
ฉันกุมมือช่อม่วงไว้ด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย...สงสาร
และเสียใจด้วยอย่างสุดซึ้ง...และปรารถนาเหลือเกินที่จะมีส่วนได้ช่วย...แม้เพียงสักนิด... สุ้มเสียงของช่อม่วงที่เปล่งออกมาชัดเจน
ไม่มีอาการของคนที่ควบคุมการพูดไม่ได้อย่างที่อาจารย์เล่าแม้สักนิด
จนฉันต้องหันไปมองหน้าอาจารย์ เปี๊ยกเห็นรูปรูปนี้
ช่อม่วงชี้มือไปที่ผนังบ้านด้านหนึ่ง
รูปที่ติดอยู่นั้นเป็นรูปของคนพิการขาขาดเลยเข่า
เขาสวมขาเทียมเป็นโครงเหล็กไว้ทั้งสองข้าง
และกำลังใช้สองขาเทียมนั้นวิ่งเข้าเส้นชัยในกีฬาโอลิมปิคคนพิการ เขาไม่มีขาแล้ว
แต่เปี๊ยกยังมีขา
แม้ว่ามันจะไม่มีแรงแต่มันก็เป็นสองขาของตัวเราเอง
เขายังไม่ยอมแพ้
เปี๊ยกจะยอมแพ้ได้ยังไง และคำพูดพี่เรที่เคยบอกไว้ว่า
เราต้องเดินบนเส้นทางของเราเองไง
ไม่ว่าจะล้มเหลวหรือสำเร็จ
อย่างน้อยเราก็ได้ใช้ชีวิตในแบบที่เราเชื่อมั่น
ทางจะขรุขระแค่ไหนเราก็ต้องลุยเพราะมันคือทางเดินของเราเอง
เปี๊ยกกำลังทำอย่างนั้นอยู่
และกำลังเริ่มต้นก้าวแรกด้วยการฝึกก้าวเดินอยู่
เปี๊ยกอาจจะล้มแล้วล้มอีกกับการหัดเดินหลายครั้ง
แต่เปี๊ยกบอกตัวเองเสมอว่า
จะล้มกี่ครั้งก็ตาม
ฉันต้องมีกำลังที่จะลุกได้เองเสมอ ช่อม่วงต้องออกจากงานเพราะสภาพร่างกายไม่เอื้ออำนวย
แต่เวลาว่างหลังจากการทำกายภาพบำบัดทุกวัน
เธอตัดสินใจไปเรียนเพิ่มเติมเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เพื่อที่จะใช้พัฒนาโปรแกรมต่างๆ
ที่เธอสนใจ
แต่ฉันที่ร่างกายเป็นปกติดี
กลับจะวิ่งหนีจากการเรียน
เพียงเพราะมันยากลำบากเหลือเกิน ฉันไปเยี่ยมช่อม่วงเพื่อที่จะไปให้กำลังใจน้องแท้ๆ
แต่กลับเป็นฉันเองที่ได้รับหัวใจนักสู้อันเข้มแข็งกลับมา ฉันหาจุดมุ่งหมายของชีวิตที่ฉันทำหล่นหายเจอจนได้
ฉันเจอมันในแววตาของช่อม่วง...ขอเพียงให้ฉันได้พยายามกับมันอย่างเต็มที่
ไม่ว่าจะล้มเหลวหรือสำเร็จ
อย่างน้อยฉันก็ได้ใช้ชีวิตในแบบที่ฉันเชื่อมั่น... ปริญญาเอกคือทางเดินที่ขรุขระลำเค็ญที่ฉันเลือกเดิน
แม้ว่ามันจะทำให้ฉันต้องหกล้มไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง
ท้อไม่รู้กี่หนต่อกี่หน
แต่ฉันหวังว่า ในบั้นปลาย...ทางเดินเส้นนี้จะทำให้ฉันกลายเป็นนักสู้
เป็นคนที่สามารถล้มแล้วลุกขึ้นได้เองทุกๆ
ครั้ง
เพราะชีวิตข้างหน้าคงไม่ได้มีแต่เรื่องเรียบง่ายสวยงามเพียงอย่างเดียวเป็นแน่ ...ขอเพียงล้มแล้วลุกได้ทุกครั้ง ใช่ไหมเปี๊ยก... |