เรื่องสั้น ฉ.๒๔๒๒

แลปทอป

เข็มพลอย

ตั้งแต่โลกเรามีคอมพิวเตอร์นี่ผมว่าชีวิตมันง่ายขึ้นมาก คุณว่ามั้ย อะไรที่เราอยากรู้มันมารออยู่แค่ปลายนิ้วเท่านั้นเอง
 “ยากขึ้นน่ะไม่ว่า กว่าจะไปถึงไอ้ความรู้ที่แกบอกก็เสียเวลาไปครึ่งค่อนวัน”
พ่อผมก็ยังงี้แหละครับ ไม่ว่าจะคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เนต หรืออีเมล์ ท่านก็มองอย่างดูแคลน
 “เสียเวลาแถมเอาใจยาก”

คำนี้พ่อจะบ่นบ่อยๆ เวลาเข้าไปดูอะไรต่อมิอะไรในนั้น แต่ก็แอบเข้าไปดูเรื่อยแหละครับ เพราะจะเอาไว้คุยกับหลาน ท่านก็รู้จักทำตัวทันสมัยเหมือนกัน แม้แม่จะเหน็บเอาว่าเป็นพวก Oppy หรือ Old people play young คือแก่แล้วเล่นเป็นเด็กก็เถอะ อย่าเอะไปนะครับ พ่อรู้เรื่องอะไรต่อมิอะไรในคอมพ์เยอะเลย เรื่องไอซีคิวก็เอากะเขาเหมือนกัน ที่สำคัญเดี๋ยวนี้พ่อให้โบรคเกอร์ที่บริษัทหลักทรัพย์ส่งข่าวสารมาให้ทางอีเมล์ด้วย

 “แฟกซ์มาทีเสียดายกระดาษว่ะ สิบกว่าหน้า บางเรื่องเราก็ไม่สนใจ”

ผลก็คือพ่อสนุกกับการเล่นคอมพิวเตอร์ส่วนตัวแบบพอใช้ได้ ฝีมือไม่ได้ฉกาจอะไรนัก เล่นเอาพอสนุกและไม่ตกรุ่น แต่นั่นแหละ คนแก่แล้วก็ดื้อไปตามประสา เพราะท่านยังยืนยันแข็งขันว่า

 “ไงๆ ก็สู้สมองคนไม่ได้”

เอาเถอะไม่มีใครไปเถียงพ่อหรอก เพียงเวลาเห็นพ่อเล่นคอมพิวเตอร์ใครอย่าเข้าไปทักแล้วกัน เดี๋ยวท่านจะเขิน อย่างวันนี้เป็นวันหยุดเจ้าเครื่องคอมพิวเตอร์ต้องทำงานหนักหน่อย เจ้าลูกชายสองคนจ้องจองตาเป็นมันอย่างหมายมาดไว้แต่เช้าเชียว

 “ต้องทำรายงานสังคมสามหน้า เรื่อง บ้านของเรา” พูดแล้วก็ทำหน้าเหย “ไม่รู้ทำไมอาจารย์ชอบให้เขียนเรื่องแบบนี้ตั้งแต่ประถมจนมัธยม พอเปิดเทอมมาทีไรต้องเขียนเรื่องบ้านของเรา ครอบครัวของเรา ไม่ก็ประเทศของเราอยู่เรื่อยเลย”
 “อาจารย์เค้าอยากรู้จักเรามั้ง”
ผมให้เหตุผลกับลูก แต่ในใจก็รู้สึกเหมือนกันว่า สมัยเราเป็นเด็กก็เขียนเรื่องนี้แหละ ส่วนเจ้าตัวเล็กรีบพูดกันไว้ก่อนว่า
 “เราก็ต้องทำรายงานนะ เรื่องสัตว์เลี้ยง พี่เอทำเร็วๆ แล้วกัน เพราะเราจะได้ใช้คอมพ์ต่อ”
หน้าตาของเจ้าตัวโตชักตึงๆ ขึ้นมา
 “อะไรวะ เร็วได้ไง ทำรายงานต้องค้นคว้าเสียเวลานอก แกก็รู้ว่ากว่าจะหาในคอมพ์เจอ”
 “ไม่รู้ละ” พอรู้ว่าจะถูกแย่งคอมพิวเตอร์ร่างเล็กๆ ก็เริ่มออกอาการไม่ยอมและทำท่าว่าจะอาละวาดให้หนักกว่านี้เป็นการขู่เข็ญกันตามประสาเด็ก “งั้นเอามาให้เราใช้ก่อนแล้วกัน”
 “เรื่องอะไร”
 “เรื่องที่พี่เอทำงานช้าน่ะซี”
 “รู้ได้ไงว่าช้า เราไม่ได้ช้า คอมพ์มันช้าตังหาก”
พอเถียงไม่ขึ้นเจ้าคนเล็กก็หันมาเอาเรื่องกับผมที่เป็นพ่อมัน
 “พ่อฮะ ทำไมเราไม่ซื้อคอมพ์อีกเครื่องล่ะฮะ จะได้ไม่ต้องแย่งกัน”

ไหมล่ะ พูดยังกะคอมพิวเตอร์มันราคาแบบหม้อหุงข้าวไฟฟ้ายังงั้นแหละ ผมทำใจดีสู้กะเจ้าเสือน้อยพลางหาทางออกให้ลูกแต่ละคนได้ใช้เจ้าเครื่องเทวดานี้โดยเสมอภาคกัน หรืออย่างน้อยก็ได้ใช้ทำงานจนเรียบร้อย
 “เอางี้นะ ลูกๆ มีข้อมูลที่จะทำรายงานหรือยังล่ะ”
สองหนุ่มน้อยส่ายหัว เล่นเอาผมชักเป๋
 “เป็นอันว่าทุกคนต้องเข้าไปดูข้อมูลในเครื่องใช่มั้ย”
คราวนี้ผงกหัวพร้อมกัน

 “โอ เค งั้นพ่อช่วยดูให้แล้วกันจะได้เร็วๆ ตาเอเขียนเรื่องครอบครัวไม่ต้องหาในคอมพ์นี่นา เรื่องในบ้านเราครอบครัวเราเองไม่มีในเครื่องคอมพิวเตอร์หรอก ไปหาที่นั่งเขียนได้เลยจะได้ไม่เสียเวลา ส่วนเรื่องสัตว์เลี้ยงเราจะหาในคอมพ์ พอเจอแล้วปริ้นท์ข้อมูลออกมาหรือจดไว้แล้วไปเขียนรายงานนะ ระหว่างที่ตาบีเขียนรายงานตาเอก็มาพิมพ์ที่เครื่องคอมพ์จะได้สลับกันใช้เครื่อง เสร็จแล้วจัดให้สวยเอาไปส่งอาจารย์ ทีนี้ก็ไม่ต้องแย่งกันแล้วนะ

ลูกๆ พยักหน้ายอมรับแบบจำใจ ผมกับลูกคนเล็กนั่งลงหน้าจอสี่เหลี่ยมรูปร่างเหมือนจอโทรทัศน์ที่เดี๋ยวนี้ชนชั้นกลางเขามีกันทุกบ้าน นอกจากอุปกรณ์ที่ประกอบกันเข้าให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานได้แล้ว ยังต้องมีอุปกรณ์เสริมที่เอาใจให้มันทำงานได้อีกด้วย นั่นคือเครื่องปรับอากาศ เพราะถ้าไม่มีเสียแล้ว เครื่องคอมพ์จะรวนด้วยความร้อนและฝุ่น ก็ต้องทำใจว่าเดี๋ยวนี้กรุงเทพฯอย่างไรเสียอากาศก็ร้อนอยู่แล้ว ได้มานั่งทำงานในห้องแอร์ก็ครึ้มใจดี เพียงแต่ต้องชวนสมาชิกในบ้านเข้ามานั่งร่วมวงทำงานพร้อมกันหลายๆ คน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับความเย็น

หลายนาทีผ่านไปกว่าเราจะเข้าไปถึงส่วนที่เขายินดีให้เข้าไปค้นข้อมูล แต่ปัญหาใหญ่คือจะค้นจากหมวดไหน หัวข้ออะไรกันดี พ่อลูกช่วยกันลองเปิดหัวข้อต่างๆ อยู่นานสองนาน จนอ่อนใจก็ไม่ได้อะไรที่ตรงใจเสียที ปัญหามีตั้งแต่เราเลือกหัวข้อไม่ถูกต้องหรือที่เขาเรียกว่า หัวข้อไม่ชัดเจน ไม่แน่นอนนั่นเอง คล้ายกับว่าถ้าเรายังเลือกหัวข้อสนทนาไม่ถูกใจเจ้าเครื่องคอมพิวเตอร์ เค้าก็จะไม่พูดกับเราสียอย่างนั้นแหละ ต่อมาก็มีปีญหาอีกว่าพอพบเรื่องที่เราต้องการจะอ่าน เขาไม่ให้เราเปิดอ่านง่ายๆ หรอกนอกจากจะยอมจ่ายเงินในราคาที่เราคิดว่าแพงสำหรับข้อมูลซึ่งยังไม่แน่ใจ ซึ่งเราก็ไม่เอาดีกว่า

 “ความจริงหนังสือในบ้านเราก็มีหลายเล่ม เอามาเปิดหาดูก็เหมือนกันแหละ ถูกกว่าและเร็งกว่าด้วย แล้วที่โรงเรียนเขาไม่มีห้องสมุดให้ค้นเรอะ”

พ่อผมที่ดูอยู่นานเอ่ยขึ้นเป็นเชิงเสนอแนะ เจ้าสองตัวรีบแย่งกันบอกว่า

 “ใครๆ เค้าก็หาในคอมพ์ฮะปู่ เดี๋ยวนี้ไม่มีใครอ่านหนังสือกันแล้ว”
 “ช่าย เค้าปริ้นท์ออกมาจากคอมพ์แล้วส่งอาจารย์เลย”
คนตอบทำหน้าภูมิใจกับการกระทำนั้นเต็มประดา ผมต้องรีบบอกว่า
 “นั่นซี หมูแบบนั้นอีกหน่อยพวกแกก็ไม่ต้องเรียนหนังสือแล้ว ไปเปิดคอมพ์เอาก็เรียนจบได้”

เสียงพ่อประชดอยู่หลังห้อง ผมชักมีน้ำโหกับไอ้เครื่องคอมพิวเตอร์ค่าที่มันเล่นตัวดีนัก พิมพ์คำนั้นลงไปอย่างนั้นก็ไม่ยอมอย่างนี้ก็ไม่ยอม ถ้าเป็นคนต้องบอกว่ายังท่าเหลือเกิน แถมก่อนจะยอมทำตามที่เราสั่งมันยังมีหน้ามาย้อนถามว่า “แน่ใจหรือเปล่า!!” แน่ะ

ไม่ได้มองนาฬิกาเสียนาน พอดูอีกทีต้องตกใจพอสมควร เพราะเราใช้เวลาอยู่หน้าคอมพิวเตอร์นานมาก แต่ได้ผลตอบแทนนิดเดียวไม่คุ้มกับเวลาที่เสียไปเลย พ่อยังนั่งอ่านหนังสือเล่มเดิมอยู่หลังห้อง ผมลุกขึ้นบิดขี้เกียจแล้วเดินออกไปดื่มน้ำ ฝนตกลงมาอีกแล้ว ฟ้าเลยมืดไปหมดทั้งที่เป็นเวลากลางวันแท้ๆ พอกลับเข้ามาในห้องอีกทีเจ้าสองตัวเริ่มกัดกันอีกแล้ว

 “พี่เอเอามือไปโดนปุ่มอะไรก็ไม่รู้ ข้อมูลมันเลยหายไปเลย”

 “แกเอามือมาชนชั้นทำไมล่ะ ก็บอกแล้วว่าขอหาข้อมูลของเราก่อน ก็มาแย่งอยู่ได้”

และอีกมากมายก่ายกอง แต่แล้วในที่สุดทุกคนก็อดเสมอหน้ากัน เพราะเสียงฟ้าฟาดเปรี้ยงลงมาดังสนั่น ไฟตกวูบ แสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์หายวับไปกับตา จนแก้วกลายเป็นสีดำมืดขึ้นมาทันที ผมกับลูกๆ ร้องเฮ้อขึ้นมาพร้อมๆ กัน
 “ไฟตก”!!
พ่อส่งเสียงมาจากหลังห้องฟังเหมือนเยาะเย้ยหน่อยๆ
 “ไง ไอ้คอมพ์มัน “หน้ามืด” ไปแล้วละซี”
เด็กสองคนหน้าม่อย บ่นกันงึมงำ
 “กำลังได้เรื่องอยู่แล้วเชียว”
 “เห่ย มา ปู่ก็มี ไอ้คอมพิวเตอร์น่ะ ของปู่ดีกว่าของพวกแกซะอีก เป็นรุ่นแลปทอปซะด้วย”
 “หา!! จริงอ๊ะป่าว” เสียงวิ่งตึงตังเข้าไปหาทันที “ไหนฮะ แลปทอปของปู่”
พ่อผมยิ้มชอบใจเอาหนังสือลงจากตักแล้วใช้นิ้วชี้ไปที่ตักของตัวเอง
 “แลปทอปของปู่ไม่มีแฮงค์ ไม่ต้องใช้แอร์ ฝนตกแดดออกก็ใช้ได้ทุกเวลาแ ถมเร็วกว่าด้วย อ้าว ทำหน้าไม่เชื่อ มานั่งนี่ซี”
พ่อว่าพร้อมกับคว้าเจ้าตัวเล็กขึ้นไว้บนตัก

 “เอ้า อยากรู้อะไรถามมา จะเอาข้อมูลออกมาให้”
 “เอาเรื่องบ้านของเราฮะ”
 “เอาเรื่องสัตว์เลี้ยงฮะ”
ต่างแย่งกันขอข้อมูลเสียงขรมพร้อมกับเอียงหน้ารอฟังคำตอบจากปู่ ท่านหัวเราะเบาๆ แล้วเริ่มเล่าด้วยเสียงสนุกสนาน

 “เอาละ เรามาดูข้อมูลไปพร้อมกันทั้งสองเรื่องเลยดีกว่า บ้านของเราก็มีพวกเราไงล่ะ แถมด้วยไอ้ก้าง หมาของเรา ตอนที่พวกแกสองคนยังไม่เกิดที่ดินตรงนี้เป็นสวนผักนะ มีเจ๊กมาปลูกผัก เป็นเจ๊กที่มาจากเมืองจีน เขาหนีร้อนมาพึ่งเย็น หนีสงครามบ้านเค้ามาทำมาหากินบ้านเรา เขาก็มีสัตว์เลี้ยงเหมือนกัน แต่เป็นสัตว์เลี้ยงที่มีประโยชน์กับอาชีพของเขา พวกเค้าเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ไว้เอาไข่ เลี้ยงห่านไว้เฝ้าสวนไง”
 “ว้าว ห่านมันเฝ้าบ้านได้หรือฮะ”

 “อ๊ะ ได้ซี ใครมาละก็ส่งเสียงดังลั่นบ้านแถมไล่ตอดเอารอบบ้านไปเหมือนกัน ตอนเด็กๆ ปู่กลัวจะแย่ แต่ก็ดีตรงที่มันกินอาหารง่าย พวกผักหญ้าอะไรกินได้หมด ทีนี้ก็รู้แล้วใช่มั้ยว่าสัตว์เลี้ยงมีประโยชน์ยังไง ตอนหลังเขาบอกขายที่ดินเพราะความเจริญถนนหนทางมันไล่เข้ามา ต้องย้ายไปทำสวนผักที่อื่นไกลออกไป...”
 “ไกลถึงไหนฮะ”

 “โอ๊ย ตอนนั้นอย่างไกลก็ตรอกจันทน์แน่ะ ปู่เลยซื้อที่ตรงนี้แหละมาสร้างบ้านหลังนี้ พอปู่มีบ้านก็เลยมีครอบครัวของเรา มีพ่อของหลานๆ นี่แหละ ตอนนั้นครอบครัวเราไม่มีรถยนต์อย่างเดี๋ยวนี้ ทุกคนต้องเดินไปโรงเรียนมั่งนั่งรถเมล์ไปมั่ง เห็นไหมล่ะว่าแตกต่างจากเดี๋ยวนี้ตั้งแยะ สัตว์เลี้ยงก็มีเป็นหมาอย่างชนิดพื้นๆ ไม่สวยงามแปลกตาเหมือนเดี๋ยวนี้หรอก ตอนนั้นหมานอกมันหายากและแพงไม่ค่อยมีใครเลี้ยงกัน ที่เลี้ยงกันมากก็พวกลูกเป็ดลูกไก่ตัวเล็กสีเหลืองๆ วิ่งไปมา เด็กๆ ปู่ก็ชอบดู มันน่ารักดี...”

เสียงพ่อผมเล่าเรื่องครอบครัวของเรากับสัตว์เลี้ยงอย่างออกรส ท่านจำได้แม่นยำและละเอียดละอออย่างไม่น่าเชื่อว่าสมองคนจะบรรจุข้อมูลได้มากขนาดนั้น มันเป็นมหัศจรรย์ของธรรมชาติแท้ๆ เลยทีเดียว นอกจากเนื้อหาที่เต็มเปี่ยมไม่มีขาดตกบกพร่องแล้วยังออกท่าออกทางได้ลึกซึ้งกินในคนฟังเสียเหลือเกิน นั่นแหละ สิ่งที่พ่อเหนือกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ละ ผมเองแม้จะฟังเรื่องครอบครัวของเรามาหลายรอบ แต่ก็ยังชอบที่จะได้ยินเรื่องราวซ้ำซากนั้นอีก สายตาพ่อเวลาพูดถึงวันวานเหมือนกับได้ชาร์จไฟให้กับตัวเอง ชีวิตชีวาของ “แลปทอป” รุ่นคุณปู่เป็นการต่ออายุให้กับตัว “เครื่อง” โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่มเลยแม้แต่บาทเดียว และการได้พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้ใหม่กับหลานๆ ในบ้านเป็นการ “อัพเกรด” ให้ตัวเองโดยไม่ต้องยกไปให้ร้านแถวพันธุ์ทิพย์ช่วยทำ

ส่วนเรื่องสัตว์เลี้ยง ผมเองยังไม่เคยได้ยินพ่อคุยเลยจึงตั้งใจฟังเสียหน่อย แต่พ่อเคยแอบค่อนในใจว่าพ่อเราเหมือนเทป ลงว่าได้เริ่มคุยความหลังเป็นต้องปิดเทปม้วนเดิมทุกที พอเวลาผ่านมาอีกกลับรู้สึกว่าโหยหาเจ้าเทปม้วนนี้ เพราะตัวเองไม่สามารถเล่าอะไรให้ลูกๆ ฟังได้อย่างปู่ของพวกเค้า คงเพราะผมเกิดมาในยุคที่เขาใช้เครื่องจักรเครื่องมือกันมากนั่นเอง จะคุยกับใครเราก็เพียงโทรศัพท์ไปหาเท่านั้นเอง ในชีวิตผมคิดว่าเขียนจดหมายนับครั้งได้ ต่อมา พอมีคอมพิวเตอร์เลยยิ่งไม่ต้องโทรศัพท์หรือส่งจดหมายกันเลย ใช้ส่งอีเมล์หากัน แม่จะบ่นเสมอตอนผมไปเรียนหนังสือที่ต่างประเทศว่าอยากฟังเสียงลูกมากกว่า แต่ผมกลับชอบส่งจดหมายอีเล็กทรอนิกส์ให้แม่ รู้สึกว่าโก้ดีไม่หยอก ใครๆ เขาก็ใช้แบบนี้แหละ และราคาถูกกว่าด้วย อดรนทนไม่ได้ แม่ต้องเป็นฝ่ายโทรศัพท์ไปคุยกับผม

 “อยากฟังเสียงแกน่ะซี จะได้รู้ว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่า ถ้าสุ้มเสียงสดชื่นจะได้เบาใจว่าสุขภาพแข็งแรงจิตใจเบิกบาน ถ้าสุ้มเสียงมีปัญหาแม่ก็จะได้รู้ว่ามีอะไรในใจ”

ผมไม่เคยเชื่อเรื่องที่แม่พูดเลยจนมีลูกเองสองคน วันไหนเค้ากลับมาคุยฟุ้งแสดงว่าวันนั้นใช้ได้ แต่วันไหนนั่งกันเงียบถามไม่ตอบหรืออ้ำๆ อึ้งๆ ละก็ได้เรื่องทุกที
 “วันนี้ลืมเอาสมุดการบ้านไปส่งฮะ โดนคุณครูทำโทษให้วิ่งรอบสนามสามรอบ”
หรือไม่ก็
 “ลืมเอาเงินค่าขนมไปโรงเรียน”

เด็กสองคนนั่งฟังคุณปู่กันนิ่งๆ ไม่มีทะเลาะถกเถียงหรือแก่งแย่งอะไรกันให้วุ่นวาย ตามปกติถ้าไม่แย่งเม้าส์ก็แย่งแผ่นดิสก์แย่งปากกาดินสอกันให้ยุ่งไปหมด ตกลงว่าบ่ายวันนั้นไม่มีใครสนใจว่าฝนจะหยุดตกเมื่อไร หรือคอมพิวเตอร์จะใช้ได้หรือไม่ด้วยซ้ำ พ่อผมขยับตักเป็นครั้งคราวเมื่อเล่าถึงตอนสนุกๆ เกี่ยวกับครอบครัวของเรา เมื่อซักถามจนพอใจเด็กสองคนจึงวิ่งตื๋อไปทำรายงานทันที เห็นคุณพ่อท่านคลึงเข่าเบาๆ สงสัยจะเจ็บเพราะหลานนั่งนาน

 “โอ๊ย เข่าคนแก่ก็ยังงี้แหละ เดี๋ยวคืนนี้เอายานวดไม่กี่บาทก็หายถูกกว่าเปิดคอมพิวเตอร์ตั้งแยะ”
ก่อนนอนคืนนั้นลูกสองคนอวดกันใหญ่ถึงรายงานของตัวเอง
 “รับรองรายงานของเราต้องสนุกกว่าใครๆ”
 “ช่าย เราว่านะไม่มีใครรู้หรอกว่า ทำไมชาวสวนถึงมีสัตว์เลี้ยง เพราะเราดูในคอมพ์ไม่มีเรื่องนี้เลย”
 “แล้วไง” ผมถามเด็กๆ “แลปทอปของคุณปู่ดีกว่าคอมพิวเตอร์บนโต๊ะมั้ย

 “ก็บอกไม่ถูก” เจ้าสองตัวยังแบ่งรับแบ่งสู้ “แต่ฟังเรื่องของคุณปู่แล้วสนุกกว่าหาในคอมพ์ อีกอย่างนะอยากรู้อะไรก็ถามได้เลย ไม่ต้องเปลี่ยนหัวข้อลากเม้าส์ให้ยุ่งไปหมด”

ผมดีใจที่ลูกจะได้สนิทกับปู่ย่าตายายมากขึ้น แทนที่จะนั่งจ้องจออยู่ทั้งวัน น่าเสียดายที่แต่ก่อนตอนผมอยู่เมืองนอกมัวสนุกกับเจ้าคอมพิวเตอร์จนไม่ได้ส่งเสียงมาคุยกับพ่อแม่ คิดแล้วบาปกรรมชะมัดเลย เพิ่งรู้สึกว่าไม่มีอะไรมาทดแทนมนุษย์ได้เลย แม้ว่าเจ้าสิ่งนั้นจะก้าวหน้าไปขนาดไหนก็ตามที มนุษย์เราต้องการความอบอุ่นที่เครื่องจักรไหนก็ให้ไม่ได้ มนุษย์ต้องการการตอบสนองในเชิงสร้างสรรค์ไม่ใช่รับคำสั่งอย่างเดียว และมีอีกกมากมายหลายเรื่องที่เครื่องจักรไม่รู้ คิดๆ ดูผมเองก็น่าจะเริ่มพูดคุยกับลูกด้วย “แลปทอป” ของผมแบบปู่จองพวกเค้าบ้าง มีหลายอย่างในชีวิตที่ผมได้ประสบการณ์มาจากการใช้ชีวิตที่ถูกบ้าง ผิดบ้าง และเราอยากสื่อให้ลูกรู้เพื่อที่เขาจะได้เข้าใจว่ามนุษย์นั้นมีทั้งถูกและผิด และเราจะแก้ไขปัญหาชีวิตอย่างไร ซึ่งสำคัญมากกับการดำเนินชีวิตของเค้า ประสบการณ์ของผมนั้นแน่นอนว่าหาไม่มีในเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ต้องเล่าเอง เล่าจากปากของผมเองและอธิบายให้พวกเขารู้ด้วยตัวเอง นอกจากเล่าแล้วยังได้คอยดูการตอบสนองของลูกๆ ว่ากำลังคิดอย่างไรกับสิ่งที่ได้รับรู้จากเรา ซึ่งตรงนี้เครื่องจักรมันไม่รับรู้ เพราะมันไม่มองตาใครเหมือนมนุษย์นั่นเอง บางทีผมอาจจะเชยและยังเข้าใจคอมพิวเตอร์น้อยเกินไป แต่ก็เชื่อว่าความเป็นมนุษย์นั้นยังจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตอยู่ในโลก นึกไม่ออกจริงๆ ว่าโลกจะเป็นอย่างไร ถ้ามนุษย์ทุกคนมีความรู้หมดและไม่ต้องพึ่งพาการเรียนรู้จากมนุษย์ด้วยกันแล้ว เพียงกดปุ่มก็รู้หมดทุกอย่าง ถึงตอนนั้นมนุษย์คงล้มตายกันข้างถนนอย่างไม่มีใครใยดีเป็นแน่

                ลูกผมวิ่งเข้าวิ่งออกไปเช็คข้อมูลกับ “แลปทอป” ของคุณปู่กันให้วุ่นวาย ตรงไหนที่เขียนรายงานแล้วยังไม่พอก็มาเอาข้อมูลเพิ่ม ตรงไหนที่ยังไม่ชัดเจนก็วิ่งมาถามให้แน่ใจ แถมคอมพิวเตอร์ของคุณปู่ยังช่วยเข้าเล่มรายงานให้ดูเป็นตัวอย่างด้วย

                 “วันหลังจะได้รู้ว่าเข้าเล่มรายงานกันยังไง ไม่อย่างนั้นต้องวิ่งไปให้ร้านมันทำให้อยู่เรื่อย เด็กสมัยนี้ชักทำอะไรง่ายๆ กันไม่เป็นเสียแล้ว”

                ผมเห็นลูกเขาสนุกกับการทำรายงานก็ครั้งนี้แหละ ไม่อย่างนั้นทุกทีจะยุ่งเหมือนมีงานบุญจนผมชักขยาดเจ้าพวกรายงานของอาจารย์ไปด้วย ไม่เฉพาะผมหรอก พ่อแม่คนอื่นที่เคยคุยกันเขาก็แหยงเหมือนกัน คืนนั้น พอลูกหลับแล้วผมเลยว่าจะย่องไปคุยกับพ่อเสียหน่อย ปกติท่านนอนดึกเพราะติดตามข่าวสารบ้านเมืองตอนดึกจาทางทีวีอยู่ทุกวัน และผมสังเกตว่าคนแก่มักชอบนอนดึก แต่วันนี้ไม่เห็นพ่อนั่งอยู่หน้าโทรทัศน์กลับกลายว่ามานั่งอยู่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์เสียนี่
 “ฮั่นแน่ แอบมาเล่นคอมพ์อยู่นี่เองนะพ่อ”
พ่อผมหันมาจุ๊ย์ปากแล้วตอบว่า
 “เห่ย เขาเรียกว่ามาอัพเกรดเจ้าแลปทอปของปู่โว้ย!!”
นั่นไง ผมบอกแล้วว่าพ่อผมน่ะทันสมัย