เรื่องสั้น ฉ.๒๔๒๐

 นกน้อยเอย...

พิณจันทร์

                เธอพบมันเมื่อวันก่อน นานกว่าอาทิตย์ ตอนนั้นมันยังเป็นไข่ใบเล็กๆ สีน้ำตาลจุดดำนอนอยู่ใต้ใบหญ้าแห้งที่ถักสานเป็นรังเล็กๆ ซุกอยู่ระหว่างกิ่งก้านของต้นกะดังงา

                ไข่สองใบนอนอบอุ่นน่ารักน่าชัง ตอนนั้นเธอบอกเขาว่า ฉันอยากเอามันไปต้มกิน เขาหัวเราะต่อยต้นแขนเธอพลางพูดว่า คุณพูดอะไร น่าเกลียดจริง

                เธอเลยเล่าให้เขาฟัง เมื่อตอนที่ฉันยังเด็ก ฉันกับน้องชายจะเอาไม้ไปสอยรังนกที่ซุกอยู่ใต้หลังคาโรงเรียน พวกนกกระจอกจะทำรังอยู่ที่นั่นมากมายไปหมด แต่สอยรังลงมาทีไร ไข่ก็จะตกพื้นแตกทุกที แม้ว่าเจ้าน้องชายตัวกลมอ้วนจะคอยกางสองมือรอรับเจ้ารังนกกระจอก แต่ไม่ได้ผล เจ้าเด็กนั่นน่ะงุ่มง่ามและเอาแต่หัวเราะ

                ฉันได้ไข่นกกระจอกมาใบนึงในจำนวนสิบๆ ใบที่หล่นลงมาแตก มันเป็นใบเดียวที่ไม่แตกเพราะตกลงพร้อมรังพอดี
                พี่สาวเป็นคนนำไข่นกกระจอกใบเล็กเท่าหัวแม่มือเด็กไปวางไว้บนข้าวสาร (ข้าวเหนียว) ที่กำลังนึ่งไฟร้อนๆ อยู่
                ไข่ใบเล็กนิดนึงสุกง่ายดาย พี่สาวบิให้ฉันคนละครึ่งกับน้องชาย มันอร่อยมาก
                เธอเล่าแล้วหัวเราะ เขามองหน้าและว่าเธอ  
                 “คนใจร้าย”

                ไม่รู้สิ ทุกครั้งเมื่อนึกย้อนไป เธอไม่ค่อยรู้สึกว่าตัวเองทำบาป ในวัยเด็ก การยิงนกตกปลาเป็นของคู่กันกับเด็กผู้ชายที่อยู่ชนบท ส่วนเธออาจผิดบุคลิกของเด็กผู้หญิงไปหน่อยถึงได้สนใจเรื่องเหล่านี้นัก เมื่อถึงวันหยุด เธอจะตากแดดตัวดำชวนน้องชายและเพื่อนข้างบ้านซุกซนไปทั่ว แต่ว่า สิ่งเหล่านี้ มันทำให้วัยเยาว์ของเธอเต็มไปด้วยความสนุกสนาน มีชีวิตชีวา ความสุขเหล่านั้นทำให้เธอเห็นความแตกต่างของชีวิตเมื่อเติบโตมากขึ้น เธอรู้สึกทุกข์ สุข เศร้า เหงา อ่อนโยน และเริ่มแยกแยะรายละเอียดของความแตกต่างที่เล็กลงไป

                ความแตกต่าง...

                แต่ก่อน เธออาจจะเคยคิดว่ามันเป็นเรื่องง่ายๆ ของชีวิต มนุษย์ทุกคนย่อมแตกต่างกันอยู่แล้ว หากจะอยู่ด้วยกัน ก็รู้จักปรับตัวมันเสีย แล้วความแตกต่างนั้นก็จะไม่สร้างปัญหา

                แต่วันนี้ เธอไม่ได้เห็นมันเป็นเรื่องเล็กน้อยอีกต่อไปแล้ว เธอปาแก้วน้ำใส่กำแพงอย่างเดือดดาล แก้วใบนั้นแตกกระจาย เธอกรีดเสียงร้อง

                 “ฉันจะไม่ทนกับคุณอีกต่อไปแล้ว!”
                เขาเงียบ ไม่โต้เถียง ก้มลงเก็บเศษแก้ว เธอเดินออกจากบ้าน ปิดประตูปัง เมื่อกลับมาอีกที เธอเห็นเขามีผ้าพันแผนที่โคนนิ้วนางข้างซ้าย แหวนหมั้นที่เธอเคยให้ ถูกถอดวางไว้บนโต๊ะ
                 “แก้วบาดมือหรือ”
                เธอถามเขาเบาๆ เขาพยักหน้า
                 “ผมสะเพร่าเอง”
                เขายิ้ม แต่เธอน้ำตาพรูอีกแล้ว เธอผวาเข้าไปกอดเขา ร้องไห้สะอึกสะอื้น
                 “ฉันขอโทษ ฉันไม่ตั้งใจ”
                 “ผมไม่ได้โกรธคุณเลย และจะไม่มีวันโกรธด้วย”
                เขาลูบผมเธออ่อนโยน แววตาใจดีทำให้เธอหายขุ่นเคือง เธอชวนเขาออกไปดูเจ้าลูกนกตัวเล็กๆ สองตัวที่เคยเป็นไข่ใบกลม สีน้ำตาลจุดดำ

                มันคือลูกนกปรอด มันเพิ่งฟักตัวออกจากเปลือกไข่ นัยน์ตายังปิดสนิท ขนยังขึ้นไม่ทั่ว ไข่สองใบที่เธอเคยแกล้งบอกอยากกิน กลายเป็นลูกนกน่าเอ็นดู ท่าทางมันจะแข็งแรงสมบูรณ์ดี แม่ของมันโชคดีที่ออกไข่สองใบก็ฟักได้ทั้งสองใบ เพราะเธอเคยเห็นรังนกหลายแห่งที่จะมีไข่เสีย ฟักออกมาไม่ได้
                 “น่ารักจัง”

                เขาเอ่ย นัยน์ตาอิ่มสุขเมื่อมองเจ้าลูกนกเหยียดปีกเหมือนเด็กน้อยนอนบิดขี้เกียจ ตัวของลูกนกยังแดงๆ เมื่อเธอและเขาเดินห่างออกมา แม่และพ่อของมันบินปร๋อมาที่ต้นกระดังงา มันคงเห็นเธอและเขาตั้งแต่ตอนยืนดูลูกของมันแล้ว แต่ทำอะไรไม่ได้จึงบินอยู่ห่างๆ
                เจ้านกตัวหนึ่งสันนิษฐานว่าต้องเป็นตัวแม่ นั่งคร่อมลูกในรังมันไว้ทันที คราวนี้มีแต่ตัวพ่อที่บินออกไป เจ้าตัวแม่ไม่ไปไหนอีกแล้ว

                 “มันคงนึกว่าเราจะทำร้ายลูกของมัน” เขาบอก

                มันเป็นวันฟ้าหม่น ไม่รู้ว่าฝนจะตกหรือไม่ตก เมฆหมอกครึ้มมาหลายวันแล้ว บางวันมีฝนตกเปาะแปะแล้วก็หายไป แต่ฟ้าก็ยังครึ้ม จะมีก็แต่เช้าๆ ที่แสงอาทิตย์สาดจ้าปลุกนิทราของเธอให้แจ่มใส แต่เมื่อเข็มนาฬิกาคล้อยลงเวลาบ่าย ฟ้าก็เริ่มมืด พร้อมกันนั้นในเธอก็เริ่มขุ่น

                 “ฉันไม่ชอบที่คุณเป็นอย่างนี้”
                 “ผมก็เป็นอย่างนี้ตั้งแต่ก่อนคุณจะแต่งงานกับผมเสียอีก”
                 “แต่มันไม่ใช่อย่างนี้”
                 “อย่างไหน”
                 “คุณควรจะทำอะไรที่มันได้เงินทองบ้าง”
                 “คุณพูดเหมือนไม่เคยรู้ว่าผมก็ทำงานแบบนี้”
                 “ฉันรู้ แต่มันควรจะได้ค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ”
                 “คุณท้อแท้กับอาชีพของผมใช่ไหม”
                 “ใช่!”
                เขาเงียบ และเธอเคร่งเครียด เธอเปล่งถ้อยคำแห่งความระทมทุกข์ของเธอออกมาด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง เหนื่อยล้า
                 “ฉันเกลียดความจน”

                เจ้านกน้อยเอ๋ย เจ้าจะรู้ไหม ว่าความจนมันเป็นเช่นไร มันคือความวุ่นวายใจเมื่อได้ยินน้ำเสียงขุ่นเคืองของเจ้าของบ้านเช่าที่เราไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าให้ มันคือยางอายที่ซึมออกบนใบหน้ามากขึ้นๆ จนเหนียวเหนอะเมื่อยามที่เราบากหน้าไปยืมเงินคนอื่น มันคือความร้อนวูบวาบไม่เคยเสื่อมสิ้นยามคนมองอย่างดูแคลนในเสื้อผ้าที่เราสวม ในอาหารการกินที่เรากิน ในความประหยัดมัธยัสถ์อย่างยิ่งยวดจนคนเห็นว่าตะหนี่ถี่เหนียว

                เธอระทดท้อ เมื่อเปิดหม้อข้าวสารที่จะหุงแล้วพบว่า มันไม่มีเหลือแล้ว เงินที่เธอได้จากงานพาร์ทไทม์หมดกระเป๋าแล้ว เขานิ่งเงียบเมื่อเธอบ่น คุณไม่เยช่วยฉันหาเงินบ้างเลย
                 “ผมขอโทษ” เสียงเขาแผ่ว
                 “ไปสมัครงานเถอะ คุณมีปริญญาตรี มีความสามารถมากมาย จนจากมหาวิทยาลัยของรัฐที่สอบเข้ายากจะตายอย่างนี้ คุณคงหางานไม่ยากหรอก”
                เขาหน้าเสีย
                 “ก่อนแต่งงาน คุณก็บอกว่า คุณยอมรับในงานที่ผมทำได้”
                 “แต่ตอนนี้ ฉันถูกบีบให้ออกจากงาน เราไม่มีเงินเลย”
                เขาสงสารเธอ และรับปากตามที่เธอขอร้อง แต่ขอเวลาให้เขาได้ทำงานที่เขารักอีกสักนิดเถอะ แม้ว่าโอกาสที่เขาจะทำเงินได้มากๆ มันมีน้อยเต็มที
                เธอเซ้าซี้เขาทุกวันๆ กระทั่งวันหนึ่ง เขาเอ่ยปากบอก
                 “ผมจะไม่ไปสมัครงานเป็นลูกน้องใครทั้งนั้น ผมจะอยู่อย่างนี้แหละ ศิลปินยอมอดอยาก ยอมกินน้อยได้ แต่ชีวิตนี้แสนสั้น ศิลปะสิ จะยืนยง”
                สิ้นเสียงเขา เธอปาแก้วน้ำปะทะข้างฝา น้ำเสียงเดือดดาลตะโกนใส่หน้าเขา
                 “ฉันจะไม่ทนกับคุณอีกต่อไปแล้ว!”

                เข้าบ้านเถอะ
                เขาเอ่ยปากชักชวน เธอและเขายืนดูพ่อนกผู้บินกลับมาพร้อมคาบอาหารที่ปากมาป้อนลูกอยู่นาน ครอบครัวของมันน่ารักดีนะ เธอเอ่ยเบาๆ และเดินตามเขาเข้าไป”

                พลันภาพๆ หนึ่งก็ปรากฎขึ้นมาในซีกหนึ่งของสมอง มันไม่ได้คล้ายคลึงกันกับภาพที่เธอเห็นเมื่อครู่นี้ แต่ก็เชื่อมโยงราวกับเป็นเรื่องเดียวกัน มันมีบางสิ่งที่โน้มนำให้เธอหวนรำลึก และภาพเหล่านั้นก็กระชากดึงจิตใจอันเปราะบางของเธอให้ถูลู่ถูกังตามไปด้วย

                ตอนนั้น ถ้านับจากวันที่ไปชอบสอยรังนก ก็ถือว่าเธอโตขึ้นมากแล้ว ดูเหมือนจะประมาณ ๑๐ ขวบ หรือมากกว่าเล็กน้อย เธอได้ช่วยชีวิตเจ้าลูกนกตัวหนึ่ง
                เจ้าลูกนกตัวนั้นมันคงถูกเจ้าลีลายหมาเฝ้าบ้านกัดเอา มันบาดเจ็บที่ปีกจึงบินเป๋ไปมาแล้วหล่นแป๊กตรงแคร่หน้าบ้าน
                เธอประคองมันไว้บนมือ ตัวมันร้อน
                 “มันคงไม่สบาย” เธอคิด

                 “มันคงคิดถึงแม่” ว่าแล้วเธอก็ห่อมือเข้าหากัน เสมือนว่ากำลังกอดมันไว้ แต่ตัวมันกลับร้อนมากขึ้น หน้าตาของมันดูแย่ เธอวางมันลงบนแคร่ มันนอนคะแคง นัยน์ตาแจ๋วแหววมองมาที่เธอ เธอคิดว่า มันคงเป็นไข้เลยวิ่งไปเอายาพาราเซตามอลมา

                เธอบี้ยาผสมน้ำลงฝ่ามือ พอยาเหลวดีแล้ว เธอจับปากเจ้านกไม่รู้จักชื่อตัวนั้นอ้าออก และเอียงมือให้ยาไหลลงปากมัน มันดิ้นไม่มา เธอคิดว่ามันคงรู้สึกขม หลังจากนั้นเธอจึงวักน้ำหยอดลงปากมันอีกที เพื่อให้มันหายขม

                เธอยิ้ม สบายใจ คิดว่าเดี๋ยวมันคงจะหายและต้องขอบคุณเธอ แต่ปรากฏว่า แค่วางมันลงกับพื้นไม้ไม่ถึงนาที เจ้านกตัวนั้นทะลึ่งตัวดิ้นพรวดๆ ตาเหลือก และก็แน่นิ่ง เท้าชี้ขึ้นฟ้า ตัวแข็ง มันตายเสียแล้ว

                เธอร้องไห้เสียมาก เอามันไปฝัง ปักป้ายหลุมฝังศพให้มันอย่างดี
                เธอเคยเล่าให้เขาฟังแล้วเขาหัวเราะ เขาว่าเธอทำอะไรตลกเป็นบ้าเลย น่าสงสารเจ้านกตัวนั้น จริงๆ ถ้าเธอปล่อยมันไว้เฉยๆ มันคงไม่ตาย
                แต่เรื่องตลกๆ ของเธอก็ทำให้เธอเสียใจและสำนึกในความผิดพลาดของตัวเองมาจนถึงวันนี้
                วันที่ฟ้าหม่น เขาช่วยเธอขนของกลับบ้านแม่ เธอกลั้นน้ำตาไว้ที่จะไม่ร้องไห้ เขาบอกเธอว่าโชคดี เธอพยักน้า
                 “คุณก็เหมือนกัน”

                เขาและเธอจากกันเมื่อวันที่พยากรณ์อากาศยังบอกว่าพายุลูกใหญ่ที่พัดเข้ามาจะยังอยู่เขตบริเวณภาคกลางอีกหลายวัน เธอบอกให้เขาหัดถือร่มติดตัวเวลาจะออกไปไหนต่อไหน

                อีกครั้ง ที่เธอพบไข่ใบเล็กๆ นอนอยู่ในรังหญ้าสานถักเป็นถ้วยกลมๆ ราวประดิษฐานของผู้เจริญหลานสาววัย ๔ ขวบวิ่งมาเรียกเธอให้ไปดู

                ไข่ใบเล็กๆ สีฟ้าอ่อนสามใบที่กอตะไคร้ เจ้านกผู้เป็นพ่อแม่ของมันเหนี่ยวใบตะไคร้มาผูกเข้ากับรังหญ้าและสานอย่างดีกระทั่งทั้งใบตะไคร้และใบหญ้าแห้งรวมกันเป็นรังนกแข็งแรงอยู่ปลายเรียวใบตะไคร้สูงประมาณเขาผู้ใหญ่ และมันคงปลอดภัยจากพวกงูเงี้ยวทั้งหลาย

                เธอมองดูใบหน้าหลานวัยสี่ขวบที่กำลังยืนดู แววตาตื่นเต้นเปล่งประกาย อากัปกิริยาลุกลี้ลุกลน เมื่อเห็นไข่นกนอนอยู่ในรังบ่งบอกถึงความสุขที่สุดจะบรรยาย

                เด็กหญิงอยากเอาไปเลี้ยง
                 “ถ้ามันออกมาเป็นลูกนก อ้อมอยากเลี้ยงนก”
                เด็กหญิงบอก เธอเลยห้ามด้วยคำอธิบายง่ายๆ ว่า ถ้ามันถูกพรากจากพ่อแม่มัน มันก็คงร้องไห้ อ้อมไม่สงสารมันหรือ
                เด็กหญิงนิ่งเงียบ โอนอ่อนตามเธอ เพราะเหตุผลที่เธออธิบายนั้นเป็นสิ่งที่เด็กหญิงรู้สึกได้ นั่นคือการพลัดพรากจากคนที่รักทำให้มีน้ำตา

                แต่เธอหวังไว้สักวันว่า เมื่อหลานสาวโตขึ้น เด็กหญิงจะรู้ว่า จริงๆ ในชีวิตทุกชีวิตแล้ว ล้วนมีวิถีที่เป็นไปแตกต่างกัน เราไม่อาจเอาความเข้าใจของเราไปแทนชีวิตใดชีวิตหนึ่งได้ เราอาจปรารถนาดี หวังดี กับมันอย่างสุดซึ้ง แต่บางที ความปรารถนาดีที่ปราศจากความเข้าใจก็อาจจะเป็นผลร้าย

                ทุกๆ ชีวิตมีวิถีที่เป็นไปของมันเอง...ภาพเจ้านกน้อยดิ้นตายเพราะยาพาราเซตามอลยังฝังแน่นในใจของเธอเสมอ ดังนั้น เพื่อไม่ให้ความปรารถนาดีเป็นยาพิษอีก เธอจึงแยกทางจากเขา ปล่อยให้เขาดำเนินชีวิตไปบนวิถี่เขาเลือกเอง

                เมื่อมีเวลาว่างคราใด เธอมักคิดถึงเขาบ่อยๆ เธอหวังว่า เขาจะมีความสุขและพอใจกับชีวิตของเขาเอง เธอส่งใจระลึกถึงเขา และเฝ้ามองท้องฟ้า หวังสักวัน ฟ้าหม่นจะจางหายไป