เรื่องสั้น
ฉ.๒๔๑๖
วันแห่งการเรียนรู้ของน้ำใส
เงาจันทร์
น้ำใสตื่นขึ้นเมื่อใกล้รุ่งสาง
เสียงไก่ขันเจื้อยแจ้วรับกันเป็นทอดๆ
ไปทั่วทั้งหมู่บ้านเล็กๆ
นั้น
แล้วแว่ววิเวกจากหมู่บ้านนี้ไปหมูบ้านโน้น
ไกลออกไป...ที่ไหนสักแห่งในท้องทุ่งที่ยังรางเลือน
นกอีลุ้มส่งเสียงร้องดังตุ้มๆ
น้ำใสตั้งใจฟังเสียงนั้นแล้วราวกับว่ามันกำลังร้องเรียกให้เขาออกไปหา
เขาผุดลุกขึ้น
อากาศหนาวเย็นเยือก
เสียงลมหนาวครวญครางอยู่ข้างนอก
ทั่วทั้งบ้านยังมืดและเงียบ
เขาเก็บที่นอนโดยอาศัยแสงสว่างจากจันทร์ค้างที่ส่องลอดเข้ามาทางรอยโหว่ของหลังคา
ลุงชื่นคงยังไม่ตื่นดีแล้ว
ปล่อยให้แกหลับสบายต่อไปเถิด
น้ำใสคิด
ลุงชื่นไม่สบายมากจนต้องล้มหมอนนอนเสื่อมาหลายวันแล้ว
ก่อนหน้านี้แกไม่เคยเจ็บไข้อะไรเลยเท่าที่น้ำใสรู้จักมาแต่เล็กแต่น้อย
แกเป็นชายกลางคน
ร่างใหญ่แข็งแรง
ผิวสีทองแดงและมีดวงตาอันอ่อนโยน
แต่คราวนี้แกเจ็บป่วยถึงขนาดต้องนอนแบ่บไม่กินข้าวกินปลา
น้ำใสห่วงแกมากจนใจคอไม่ค่อยดี
น้ำใสจรดปลายเท้าลงบนพื้นกระดานที่เย็นเฉียบ
กระดานเรือนไหวยวบและส่งเสียงออดแอด
ลุงชื่นบอกว่าตั้งแต่ออกจากโรงเรียนเขาโตขึ้นมาก
อีกไม่นานคงโตเท่าลุง
เพราะฉะนั้นเวลาเดินบนบ้านเขาจะเดินลงส้นหนักๆ
เหมือนเมื่อเป็นเด็กเล็กๆ
ไม่ได้
เช้าวันนี้น้ำใสตั้งใจย่องให้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้
เพื่อจะได้ไม่กวนลุงชื่นที่กำลังหลับ
แต่ทันที่เขาก้าวเดิน
เสียงลุงชื่นก็ทักออกมาจากมุ้งของแกว่า
ตื่นแล้วเหรอ...น้ำใส
ทำไมไม่จุดตะเกียงเขาขานรับคำแกเบาๆ
เดินไปที่แกนอนอยู่เมื่อเลิกมุ้งขึ้นเขาได้กลิ่นความเจ็บไข้จากร่างที่นอนเหยียดยาวอยู่
และมันทำร้ายความรู้สึกของเขา
ลุง หลาน สัมผัสกันในความมืด
ตัวลุงชื่นยังระอุและความร้อนนั้นทำให้จิตใจของน้ำใสรุ่มร้อนไปด้วยความกังวล
เช้าวันนี้ลุงเป็นอย่างไรบ้าง
เด็กชายถามอย่างเป็นห่วง
ลุงดีขึ้นแล้วละ...
แกตอบอย่างอ่อนระโหย
จับมือเขาไว้
พูดอย่างปลอบโยนว่าเอ็งอย่ากังวลเลย
ลุงไม่เป็นอะไรหรอก
คำปลอบนั้นทำให้น้ำใสอยากร้องไห้จ้ะ
ฉันรู้ดีว่าอีกไม่นานลุงก็หาย?
เขาตอบพร้อมกับกล้ำกลืนน้ำตาไว้
เออ...ใช่
ลุงชื่นหัวเราะเบาๆ
แกลูบหัวเขาอย่างเอ็นดู
เดี๋ยวฉันจะติดไฟหุงข้าว
น้ำใสพยายามพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริงแล้วระรินน้ำข้าวให้ลุง
ลุงอยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม
เขาถามอย่างมีความหวัง
แต่ลุงชื่นส่ายหน้าช้าๆ
ไม่...ลุงอยากนอนเท่านั้น
แกบอกพร้อมกับหลับตาลงอ่างเหนื่อยอ่อน
น้ำใสดึงผ้าห่มคลุมให้
ปลดมุ้งที่เลิกไว้ลง
แล้วถอยหลังออกมา
เขาเข้าไปในครัวแล้วติดไฟหุงข้าว
เด็กชายนั่งกอดเข่าลงหน้าเตาไฟ
จ้องมองเปลวไฟที่แลบวับแวม
กาเหว่าเกาะที่กอไผ่ริมคลอง
ร้องเพลงดังก้องไปทั่วท้องทุ่ง
มันร้องเรียกอะไรนะ
น้ำใสอยากรู้
หรือมันกำลังร้องเรียกดวงตะวัน
ไม่มีอะไรขานรับเสียงร้องของมันเลยนอจากเสียงลมหนาวที่ครวญครางอยู่ข้างนอก...ควันไฟลอยคว้างออกไปทางฝ่าไม้ไผ่
น้ำใสมองตามแล้วเขาก็หวนคิดถึงความหลัง
แต่ก่อนโน้น...ลุงชื่นเป็นคนหุงข้าวให้เขากินแล้วห่อไปโรงเรียนทุกเช้า
และยังหุงไว้ให้เขากินหลังจากกลับมาจากโรงเรียนในตอนเย็น...ถ้ามีชิ้นปลาเขาจะได้กินชิ้นที่ใหญ่ที่สุด
ถ้าเป็นปลาปิ้ง
ปลาทอดเขาก็จะได้กินปลาดุกตัวใหญ่เนื้อนุ่ม
ผลไม้ไม่ว่าอะไร
เขาจะได้ผลที่ใหญ่กว่าและกำลังสุกน่ากิน
แม้ว่าเขาจะไม่ได้เรียกร้อง
แต่ลุงชื่นก็จะให้ทุกอย่างที่ดีที่สุดเท่าที่ลุงมีกับเขาตลอดมา
นั่น
กระบุง ตะกร้า ตะแกรง กระด้ง
ทาน้ำมันยางจนเป็นสีเหลืองชุ่มชื้นแหวนห้อยไว้เหนือเตาไฟเพื่อกันไม่ให้มอด
ปลวก
หรือสัตว์กินเนื้อไม้กัดกิน (ตามที่ลุงชื่นบอก)
เครื่องสานในบ้านหลังนี้ล้วนแต่ฝีมือของลุงชื่นทั้งนั้น
ข้อง สุ่ม แห สวิง
ที่ใช้จับปลา
น้ำใสมองเห็นภาพลุงชื่นนั่งก้มหน้าก้มตาอยู่กับการงานเหล่านั้น
เศษไม้ไผ่ที่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ
กระจายเกลื่อนอยู่รอบตัวแก
ก่อนหน้าที่ลุงชื่นจะล้มเจ็บ
แกออกปากว่าจะหัดให้เขาสานดูบ้างเพื่อจะได้เป็นความรู้ติดตัว
แกสอนเขาอย่างกระตือรือร้นและอดทน
เพราะน้ำใสมักจะเกเรเอาบ่อยๆ
ด้วยเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานของเพื่อนๆ
ที่กำลังเล่นไม้หึ่มกันที่หน้าบ้าน
เรียกร้องหัวใจของเขาให้โลดแล่นไปหาเสียจนหมดจนไม่ได้ยินเสียงของลุงชื่น
ลมหนาวกรรโชกพัดหวน
ควันไฟกระจัดกระจาย
เด็กชายน้ำตาซึม...ขอเพียงให้ลุงชื่นหายดีเขาร่ำร้องในใจ
ขอให้แกแข็งแรงพอที่จะลุกขึ้นมาสอนเขาได้อีกครั้งหนึ่งเท่านั้น
คราวนี้เขาจะไม่ดื้อกับแกอีกแล้ว
แต่จะตั้งใจเรียนรู้ทุกอย่างจาแก
จะหัดสานกระบุง ตะกร้า
วิธีขัดแตะด้วยไม้รวก
หัดมุงหลังคาด้วยกก
หัดแทงปลาไหล ทั้งถอนกล้า
ไถนา และเกี่ยวข้าว
เขาตั้งใจจะทำสิ่งเหล่านั้นให้ได้
เขาต้องทำให้ได้เพื่อที่ต่อไปนี้
ลุงชื่นจะได้ไม่ต้องทำงานคนเดียว
บางทีการที่แกเจ็บป่วยสาหัสครั้งนี้คงเพราะแกตรากตรำกับงานหนักมากเกินไป
และน้ำใสรู้ดีว่าแกไม่ได้ทำเพื่อตัวแกเลย
แต่ทำเพื่อเขาเท่านั้น
กาเหว่ายังครวญเพลงบทเดิมด้วยเสียงแผ่วใส
น้ำใสยกถ้วยข้าวต้มอุ่นๆ
ใส่เกลือเค็มๆ
ไปให้ลุงชื่นที่ที่นอน
แสงตะเกียงน้ำมันก๊าดส่องสว่างเป็นวงแคบๆ
ทำให้เกิดเงาใหญ่ๆ
วูบวามที่ผนัง
ลุงชื่นลืมตาอยู่ราวกับแกกำลังตั้งใจฟังเสียงนกกาเหว่าร้องเพลง
เดือนคล้อยดวงไปทางทิศตะวันตก
เงาไม้และตัวบ้านหลังน้อยยืดยาวออกไปไกล
เสียงแม่ไก่ร้องเรียกลูกกุ๊กๆ
ออกไปหากิน
เสียงวัวใต้ถุนบ้านถูเสาครืด
เสียงมันกระทืบเท้าและสะบัดหางไล่ยุง
น้ำใสป้อนข้าวต้มให้ลุงชื่นอย่างอดทน
แต่แกกินได้แค่สองคำ
แล้วก็ส่ายหน้า หลับตาลงอีก
ฟ้าค่อยๆ สว่างขึ้นแล้ว
ลมหนาวยังคงพัดแรงผ่านหมู่บ้านที่เงียบสงบและท้องทุ่งที่เริ่มมีการเก็บเกี่ยว
ฉันอยากให้ลุงไปหาหมอ
เด็กชายพูดขึ้น
เขาจับมือแกไว้อย่างร้องขอ
ลุงไม่เป็นอะไรมากถึงกับต้องไปหาหมอหรอก
ลุงชื่นปฏิเสธ
น้ำใสได้แต่เงียบงัน
ดึงผ้าห่มคลุมให้แกอย่างมิดชิด
แสงตะวันอันอบอุ่นส่องลอดฝาไม้ไผ่เข้ามาจับต้องร่างของน้ำใสที่คุกเข่าอยู่ข้างๆ
ลุงชื่นพลางจ้องมองใบหน้าซีดเซียวนั้นอย่างห่วงกังวล
ในวันใหม่ที่เริ่มต้นขึ้นนี้
น้ำใสรู้สึกตัวว่าเขาไม่ใช่
เด็กเล็กๆ อีกต่อไปแล้ว
แต่เป็นผู้ใหญ่ที่จำเป็นต้องคอยดูแลเอาใจใส่และปกป้องคนที่อ่อนแอกว่ารวมทั้งหยิบยื่นสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผู้เป็นที่รักอย่างที่ลุงชื่นได้ทำให้เขามาตลอดชีวิต
บ่ายแล้ว
น้าใสพายเรือกลับบ้านหลังจากไปดักปลาที่โป๊ะซึ่งลุงชื่นลงเฝือกไม่ไผ่กั้นไว้มาจนค่อนข้าง
ท้องฟ้ายามบ่ายเป็นสีน้ำเงินกระจ่าง
มีเกร็ดเมฆบางใสแตะแต้ม
ดวงตะวันกราดแสงอยู่เหนือทุกสิ่งเหนือหมู่บ้านเกาแก่
โรงวังผุพัง เพิงร้าง
ท้องทุ่งที่มีต้นหญ้าพริ้วไหวแทรกแซมอยู่กับนาข้าว
เหนือลำคลองที่เป็นประกายระยิบระยับ
เสียงพายของเขากระทบน้ำดังจ่อมๆ
ที่ริมฝั่งคลองดอกปากเป็ดสีฟ้าเล็กๆ
บานอยู่เต็มไปหมด
น้ำใสชอบดอกไม้เล็กๆ
นี้เหลือเกิน มันดูเล็กจ้อย
เมื่อเทียบกับท้องฟ้าที่กว้างใหญ่...เขาชะโงกหน้าออกไปข้างลำเรือ
นำใสแจ๋วในลำคลองสะท้อนเงาของเด็กผู้ชายหน้าเศร้าคนหนึ่ง...เขาดูตัวเล็กเกินไปจริงๆ
เมื่อเทียบกับความต้องการจะเป็นผู้ใหญ่ที่เข็มแข็งอย่างที่เขาคิดว่าจะเป็นได้เมื่อเช้าวันนี้...
น้ำใสไม่สบายใจเขาเป็นทุกข์อย่างเหลือเกินกับอาการเจ็บไข้ของลุงชื่น
น้ำใสหวนระลึกถึงความหลังอีก...
ครั้งกระโน้นคนที่พายเรือเลาะเลียบไปตามลำคลองสายเล็กนี้คือลุงชื่นแกตื่นแต่เช้ามืดก่อนใคร
หุงข้าวเสร็จแล้วแกจะออกมากู้เบ็ด
กู้ตะคัด
หรือตักโป๊ะที่แกดักปลาไว้
คงเป็นเรื่องยุ่งยากไม่ใช่น้อยสำหรับแกที่หลานชายตัวน้อยจะวนเวียนอยู่ข้างๆ
ไม่ว่าแกจะทำอะไร
เมื่อแกลุกขึ้นหุงข้าว
เด็กชายก็จะตื่นแล้วเดินงัวเงียมากอดคอแกไว้
เขาจ้องมองทุกอย่างเงียบๆ
อยู่สักครู่
แล้วเริ่มถามแกด้วยคำถามสารพัดเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
นี่ฟืนอะไร
น้ำใสชี้ฟืนที่กำลังลุกติดไฟอยู่ในเตา
ฟืนไม้แสม
ลุงชื่นตอบ
เอามาจากไหน
น้ำใสถามอีก
ลุงไปตัดมาจากทะเล
ลุงชื่อตอบ
ทะเลเหรอ
ทะเลเป็นยังไง
เหมือนทุ่งนาบ้านราไหม
ไม่เหมือนหรอก
ทะเลเป็นผืนน้ำกว้าง
กว้างมากจนมองไม่เห็นอีกฝั่งหนึ่งเลย
แล้วในทะเลก็มีเรือด้วย
น้ำใสนิ่งเงียบอย่างกับกำลังนึกถึงภาพทะเล
เขาขมวดคิ้ว
ลุงชื่นหัวเราะเขาไม่หลงหรอก
หากเขาหลงทาง
ดวงดาวบนฟ้าจะบอกเขา
มีดาวดวงหนึ่ง ชื่อดาวเหนือ
มันจะอยู่ทิศเหนือตลอดเวลา
คนบนเรือจะคอยสังเกตดาวดวงนี้ไว้
มันจะช่วยไม่ให้เขาหลงทาง
ครั้นลุงชื่นหุงข้าวเสร็จ
แกเตรียมข้องเตรียมสวิงลงเรือ
น้ำใสก็เกาะชายเสื้อแกมาด้วย
ลุงหลานอาศัยแสงจันทร์ค้างฟ้าและดาวประกายพฤกษ์ที่ส่องแสงระยับสุกปลั่งอยู่ขอบฟ้าตะวันออกเป็นเครื่องส่องทาง
ลุงชื่นนั่งตรงท้ายเรือ
น้ำใสซุกตัวอยู่ระหว่างหัวเขาของแก
เขานิ่งเงียบ
มองฝ่าออกไปในท้องทุ่งที่สลัวลางและเงียบสงัดราวกับต้องการจะรู้ความสับของมัน
ครั้นถึงที่โป๊ะดักปลา
ลุงชื่นก็วาดท้ายเรือเข้าเกยเฝือกไม้ไผ่
แกปักพายไว้ในเลนเพื่อให้เรืออยู่กับที่เปิดฝาโป๊ะออกแล้วก็ล้วงสวิงลงไป
พอดึงสวิงขึ้นมา ปลาตัวใหญ่ๆ
หลายตัวก็ดิ้นปัดๆ
น้ำใสชะเง้อชะแง้ดูอย่างสนใจ
นี่เรียกว่าปลาอะไรจ๊ะ
เขาถามชื่อของปลาตัวสีน้ำตาลลายๆ
หน้าตามันดูประหลาดปากล่างยื่นเหมือนคนปากแบะ
มองเหมือนปลาอารมณ์เสียอยู่ตลอดเวลา
น้ำใสเอามือแตะตัวมัน
ผิวหน้ามันสากๆ
ด้วยใต้ท้องไม่มีเกล็ดแต่เป็นหนังย่นๆ
มันลืมดวงตากลมกว้างมองดูท้องฟ้า
ตัวนี้ชื่อปลาบู่
ลุงชื่นตอบโอย
ไม่ดีเลยนะที่มันติดขึ้นมาด้วย
แถวบ้านเราเขาไม่กินปลาบู่กันหรอก
เอ็งจับมันปล่อยไปเถิด
แล้วตัวนี้ล่ะชื่อปลาอะไร
เขาชี้ปลาตัวแบบที่มีเกล็ดสีม่วงวับเรียงเป็นระเบียบสวย
ปลาสลิด
ลุงชื่นตอบ
แล้วจะปล่อยตัวนี้ลงน้ำอีกไหม
น้ำใสเงยหน้าถามซื่อๆ
ลุงชื่นหัวเราะลั่นคุ้มน้ำ
ถ้าเกิดปล่อยหมดทุกตัวแล้วเราจะกินอะไรกันล่ะ
แกว่า
ปลามีหลายชนิดจังนะ...ลุง
แล้วคนล่ะมีกี่ชนิด
รอยยิ้มกว้างหายไปจากใบหน้าของลุงชื่น
แกมองตอบหลานชายตัวน้อยที่มองมาอย่างรอคำตอบ
แสงอ่อนละมุนของยามเช้าส่องต้องใบหน้าอ่อนวัยของเด็กชายน้ำใส
ดวงตาเขามีแววฉงนฉงายเมื่อเห็นลุงชื่นนิ่งเงียบ
ลุงรู้เรื่องเกี่ยวกับปลา
แต่ไม่รู้เกี่ยวกับคนเลยหรือ
เขาถาม
เออใช่
ลุงไม่รู้
มันยากที่จะบอกว่าคนเรามีกี่ชนิด...เรื่องเกี่ยวกับคนเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจเอาไว้
พอเอ็งโต
เอ็งก็เข้าใจเองแหละ
แล้วเมื่อไรฉันถึงจะโต
น้ำใสถาม
อีกไม่นานหรอก
ลุงของเขาตอบ
ทำยังไงถึงจะโตเร็วๆ
น้ำใสถามอย่างยุ่งยากใจ
เอ็งต้องกินข้าว
กินปลา กินไข่
กินทุกอย่างที่ลุงหามาให้กินนั่นแหละเข้าใจไหม
แล้วก็ต้องนอนให้เยอะๆ ด้วย
ไม่ใช่ตื่นแต่ไก๋โห่อย่างนี้
แกอธิบาย
ไก่โห่มีด้วยหรือ
มีแต่ไก่ขันล่ะไม่ว่า
น้ำใสแย้ง
ลุงชื่นหัวเราะก๊าก
มองดูหลานชายอย่างรักใคร่ชื่นชม
ไก่โห่น่ะ
หมายความว่า เวลาเช้ามากๆ
ต่างหาก
สำหรับเด็กมันไม่ดีที่จะตื่นเช้าเกินไป
แล้วทำไมลุงตื่นได้
เด็กชายถามอย่างรวดเร็ว
ก็ลุงเป็นผู้ใหญ่แล้ว
แกตอบ
แล้วเด็กกับผู้ใหญ่ต่างกันตรงไหน
น้ำใสถามอย่างไม่ยอมให้แกหยุดหย่อน
แต่คราวนี้แววตาของลุงชื่นเป็นประกายรื่นเริง
เกือบจะหัวเราะออกมาอีก
คงเป็นเพราะแกรู้คำตอบอยู่แล้ว
เด็กก็เป็นคนคอยตั้งคำถาม
แล้วผู้ใหญ่ก็เป็นคนตอบน่ะซี
ลุงชื่นตอบ
น้ำใสเงียบไปราวกับเขายอมรับว่านั่นคือคำตอบที่ดีที่สุดแล้ว
เมื่อดวงตะวันสีส้มลอยอยู่เหนือท้องทุ่งสีน้ำตาล
ลมทุ่งที่พัดโชยมาจากที่หางไกลแกว่งไกวใบตาลแห้งให้ไกวตัวช้าๆ
ลุงชื่นพายเรือลำน้อยลอยเรื่อยกลับบ้าน
ปลาเต็มข้องวางอยู่ที่ท้องเรือ
น้ำใสหลับไปแล้วโดยซุกตัวอยู่ระหว่างเขาของลุงชื่นซึ่งร้องเพลงไปด้วยราวกับตั้งใจจะกล่อมให้เขาหลับด้วยเพลงนั้น
เพลงที่น้ำใสได้ยินมาตั้งแต่เล็กจนโต
โอ้...ดวงตะวัน
ข้าฝันจะเป็นคนกล้า
มุ่งหมายเก็บดวงดารา
ให้เด็กน้อยแห่งข้าชื่นชม
หลับเถิดเด็กเอยเด็กน้อย
พ่อจะร้องดอกไม้ให้แซมผม
หลับเถิดหนา
หลับเถิด เจ้าตากลม
ขอให้เจ้ารื่นรมย์ในฝันดี...
หลายครั้งที่น้ำใสตื่นแล้ว
แต่ก็ยังนอนนิ่งเงียบราวกับหลับอยู่
เขามองดูลุงชื่นของเขาร่างสีทองแดงนั้นดูบึกบึน
มือแข็งแรงกำด้ามพายกระชับมั่น
ขณะที่ร้องเพลงใบหน้าของแกสงบและอ่อนโยน
เสียงเพลงของลุงชื่นทุ้มกังวานไปไกล
ทั้งน้ำใส สายน้ำและท้องทุ่ง
ต่างนิ่งฟังบทเพลงของแกอย่างเงียบงัน...เมื่อเวลาผ่านไปน้ำใสจะทำตัวขยุกขยิกให้แกรู้ว่าเขาตื่นแล้ว
บางทีเขาก็งอแงกับแกว่าหิวข้าวบ้าง
ร้อนบ้าง
ลุงชื่นก็จะปลอบว่าเดี๋ยวก็ถึงบ้านแล้ว
แกจะพายเรือให้เร็วจี๋
ที่นี้น้ำใสก็จะสนุกกับการนั่งเรือที่แล่นฉิว
ปล่อยให้ลมปะทะใบหน้า
และเสื้อผ้าก็ปลิวลู่ไปข้างหลัง
ครั้งนั้นก็เหมือนครั้งนี้
สองฟากคลองมีดอกปากเป็ดสีฟ้าบานอยู่เต็มไปหมด
ครั้งหนึ่งน้ำใสเคยบอกลุงชื่นถึงความลับของดอกปากเป็ด
ลุงรู้ไหมว่าทำไมดอกปากเป็ดถึงได้มีสีฟ้า
เด็กชายถาม
ไม่รู้หรอก
ลุงไม่รู้
แกปฏิเสธ
ก็สีของท้องฟ้าหยดลงมาใส่มันน่ะซิ
น้ำใสบอกด้วยท่าทางภาคภูมิใจราวกับนั่นคือการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ของเขา
เขาดีใจที่ลุงชื่นตั้งใจรับรู้มันโดยไม่เห็นว่านั่นเป็นเรื่องตลกอย่างที่พวกผู้ใหญ่ชอบทำเวลาที่เด็กๆ
เล่าอะไรให้ฟัง
บางคราวลุงชื่นก็ทำสร้อยจากสายบัวคล้องคอให้เขา
บางคราวก็คล้องที่ข้อมือด้วย
แล้วแกก็จะมองดู
เขาราวกับว่าเขาเป็นเจ้าชายองค์น้อยๆ
ที่สวมสร้อยสังวาลย์อย่างนั้น...
ภาพที่ชาวบ้านได้เห็นจนเจนตาตลอดเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมานี้
คือภาพลุงหลานคู่หนึ่งที่ติดตามกัน
ไม่เคยห่าง
ทำงานด้วยกันและพูดคุยกันด้วยเรื่องราวหลากหลายในโลก
พวกชาวบ้านล้อลุงชื่นว่าเป็นพ่อลูกอ่อนที่ไม่มีเมีย
พ่อกับแม่ไปไหน
น้ำใสเคยถามเมื่อเขาโตขึ้นพอที่จะรู้ความ
เขาตายแล้ว
ลุงชื่นตอบ
ตายเป็นอย่างไง
เขาถามต่อ
ลุงชื่นอธิบายว่าก็เหมือนคนที่หลับสนิทตลอดไป
ไม่อาจลุกขึ้นมาเดิน
วิ่งหรือทำอะไรๆ ได้อีก
พ่อกับแม่ตายแล้วไปไหน
น้ำใสถามอีก
ลุงชื่นดึงตัวเขาเข้าไปกอดไว้
เขาไม่ได้ไปไหนเลย
ลูกเอ๋ย แต่เขาอยู่ในตัวลุง
ในความรักของลุงที่มีต่อเอ็ง
ในดวงตาลุงที่คอยเฝ้าดูแล
ในฝ่ามือที่ลุงกอดเลี้ยงเอ็ง...เข้าใจไหม
งั้นลุงก็เป็นพ่อแม่ของฉันน่ะซี
น้ำใสพูด
แล้วเขาก็ซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนของแก
ลุงเป็นพ่อแม่ของฉัน
เขาทวนคำนั้น
รู้สึกว่าก้อนสะอื้นมาจุกที่ลำคอจนเจ็บร้าวลุงอย่าเป็นอะไรไปนะ
เด็กชายร่ำร้องในใจ
ใกล้ค่ำแล้ว
ดวงตะวันสีแดงลอยอยู่เหนือยอดเขาตะวันตก
น้ำใสสุมไฟฟางให้วัวตามวิธีที่ลุงชื่นเคยสอนเขาเอาฟางเปียกๆ
ทับไปบนกองไฟเพื่อให้เกิดควันมากๆ
แล้วโบกพัดใบตาลช้าๆ
ด้วยท่าทางแบบเดียวกับที่ลุงชื่นเคยทำ
ลูกวัวตัวน้อยมายืนอยู่ท่ามกลางควันไฟอย่างเป็นสุข...แล้วเขาก็ได้ยินเสียงลุงชื่นอาเจียน
เด็กชายทิ้งพัดใบตาลอย่างไม่เอาใจใส่
วิ่งขึ้นไปบนบ้านทันที
ภาพที่เขาได้เห็นก็คือ
ลุงชื่นกำลังอาเจียนอย่างหนักหน่วง
เนื้อตัวแกเย็นเฉียบและสั่นเทา
ดูเหมือนแกหมดสติแล้ว
น้ำใสตื่นตระหนกเสียจนทำอะไรไม่ถูก
แล้วเขาก็ตัดสินใจที่จะพาลุงชื่นไปหาหมอ
เขารีบไปตามน้าฉ่ำคนข้างบ้านให้มาช่วยกันหามลุงชื่นลงเอาไปศาลา
ตลอดทางเขาออกแรงพายเรือสุดกำลัง
เฝ้าภาวนาว่าขออย่าให้ลุงชื่นเป็นอันตราย
เหงื่อเค็มๆ ไหลเข้าตา
เข้าปากไม่หยุดยั้ง
น้ำใสไม่รู้ว่ามันเป็นเหงื่อแห่งความกลัวหรือความเหน็ดเหนื่อยกันแน่
จนถึงตอนที่ช่วยกันหามร่างที่ไม่ได้สติของลุงชื่นไปบนสุขศาลาให้หมอตรวจอย่างละเอียด
หมอให้น้ำเกลือแล้วก็ก็ฉีดยาให้แกเข็มหนึ่ง
แล้วหมอก็บอกเขาว่าลุงชื่นไม่เป็นอะไรแล้ว
แกเป็นไข้ไทฟอยด์
ดีที่พามาหาหมอทันเวลา...นั่นแหละน้ำใสจึงไม่รู้สึกตัวว่าเขาเหนื่อยเหลือเกิน
ตลอดชีวิตเขาไม่เคยเหนื่อยอย่างนี้มาก่อน
เขาทรุดตัวลงนั่งข้างๆ
เตียงของลุงชื่นแล้วก็ร้องไห้
น้ำตาเขาหลั่งไหลพรั่งพรูจนนองหน้า
เมื่อหยุดร้องไห้
เขารู้สึกว่าใจคอเขาเข้มแข็งขึ้นและสงบอย่างแปลกประหลาด
เหมือนกับน้ำตาได้ขับไล่ความอ่อนแอออกไปจากใจเขาเสียจนหมดอย่างนั้น
น้ำใสไม่เข้าใจว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
ในวันที่มารับลุงชื่นกลับบ้านหลังจากหมออนุญาตแล้ว
น้ำใสบอกลุงชื่นว่าเขารู้สึกมั่นใจในตัวเองมากขึ้น
เป็นไปได้ไหมว่าตอนนี้เขาเป็นผู้ใหญ่แล้วๆ
ที่เขาก็ไม่รู้ว่าอะไรคือสาเหตุที่แท้จริง
ลงชื่นมองหลานชายอย่างปรานี
แกตอบว่าบางทีน้ำตาก็ทำให้คนเราเติบโตเร็วขึ้น
ความทุกข์ยาก
ความลำบากนั่นเป็นเรื่องของชีวิตที่เอ็งต้องพยายามเข้าใจและฝ่าฟันไปได้เพื่อที่จะได้เป็นผู้ชนะในที่สุด...
นกอีลุ้มที่โดดเดี่ยวร้องตุ้มๆ
อยู่ในท้องทุ่งที่เงียบสงบ
น้ำใสพายเรือช้าๆ
จมูกเขาได้กลิ่นหอมของซังข้าวหลังฤดูเก็บเกี่ยวฟุ้งกระจายไปในท้องฟ้ายามเย็น
ลุงชื่นดูเหมือนจะหลับไปแล้ว
น้ำใสดีใจที่แกหายเจ็บไข้ในที่สุด
เขาเริ่มต้นร้องเพลงอย่างปลอดโปร่งใจ
และรู้สึกว่าเพลงๆ
นั้นคือบทเพลงของเขาแต่ผู้เดียว
โอ้...ดวงตะวัน
ข้าฝันจะเป็นคนกล้า
มุ่งหมายเก็บดวงดารา
.......