เรื่องสั้น
ฉ.๒๔๑๕
กฤตย์
แม่พิมพ์ของชาติ
คำพูดมีนัยยะหมายถึง ครู
ผู้ที่มีหน้าที่อบรม
สั่งสอนเหล่าศิษย์ให้มีความรู้
ความสามารถ
เพียบพร้อมไปด้วยจริยธรรม
และคุณธรรม
เพื่อประโยชน์ในการสรรค์สร้างสังคม
และประเทศชาติต่อไป
แต่ในปัจจุบันวิชาชีพครู
ได้ถูกลดความสำคัญลง
อันเนื่องมาจากการมุ่งเน้นผลิตบุคลากรสาขาอื่นๆ
อาทิ วิศวกร นักวิทยาศาสตร์
แพทย์ เภสัชกร
โดยมองข้ามการคงไว้ซึ่งบทบาทและความสำคัญของวิชาชีพครูเช่นแต่เดิม
หากสิ่งนี้ยังคงไม่ได้รับการเหลียวแลจากทุกๆ
หน่วยในสังคม
สักวันหนึ่งสังคมและประเทศชาติคงเสื่อมโทรมลง
เพราะว่าเราขาด แม่พิมพ์
ที่ดีและมีคุณภาพ
มาหล่อหลอมลูกหลานของเรา
ให้เติบโตกลายเป็นบุคลากรอันทรงคุณค่าของสังคมต่อไป
เย็นวันนี้ ครูอารีย์
ข้าราชการครูวัย ๖๐ ปี
ยังคงนั่งตรวจงานอยู่ในห้องแต่เพียงผู้เดียว
เธอหยิบสมุดเล่มแล้วเล่มเล่าที่วางเป็นชั้นสูงอยู่เบื้องหน้ามาอ่านอย่างตั้งใจ
แก้ไขข้อผิดพลาดต่างๆ
ด้วยปากกาหมึกสีแดง
แล้วปิดสมุดวางเป็นชั้นอย่างเรียบร้อย
อายุและความชราของร่างกายคงไม่อาจลดทอนเอาความตั้งใจจริงของเธอไปได้
ครูครับ
ครูยังไม่กลับบ้านอีกหรือครับ
นี่ก็เย็นมากแล้วนะครับ
เธอค่อยๆ
เงยหน้าขึ้นมองดูต้นเสียง
แล้วยิ้มอย่างเอ็นดู
พลางตอบไปว่า ยังหรอก
ไว้ตรวจงานเสร็จแล้วค่อยกลับ
แล้วเธอล่ะ
ยังไม่กลับบ้านอีกหรือ
กิตติศักดิ์
กำลังจะกลับครับ
พอดีเพิ่งซ้อมบอลเสร็จครับ
งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ
สวัสดีครับ เด็กหนุ่มอายุราว
๑๔ ปี ตอบ
พร้อมกระพุ่มมือไหว้ด้วยท่าทางอ่อนน้อม
แล้วเดินออกไปจากหน้าห้องนั้น
กิตติศักดิ์เคยเป็นนักเรียนประจำชั้นของครูอารีย์เมื่อปีที่แล้ว
ชีวิตของเขาไม่ได้สุขสบายเหมือนเพื่อนๆ
คนอื่น
พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่เขาอายุได้
๒ ขวบเศษ
ทิ้งภาระไว้ให้ผู้เป็นยายต้องรับผิดชอบ
ทุกๆ
วันเขาจะหาเงินมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของทั้งตัวเองและยายที่แก่ชรา
ลำพังแค่การกินอยู่ก็ฝืดเคืองมาก
แต่เขาเองก็ยังมีความมานะที่จะใฝ่หาความรู้
พยายามส่งเสียตัวเองเล่าเรียนมาเรื่อยๆ
จนเมื่อมาพบกับครูอารีย์เธอได้ให้การสนับสนุนเขาให้รับทุนการศึกษาตลอดจนกว่าจะเรียนจบ
ทำให้ชีวิตที่เคยลำบากของเขามีความสุขสบายขึ้น
นอกจากกิตติศักดิ์แล้ว
นักเรียนที่มีปัญหาอีกหลายคน
หลายรุ่นที่ผ่านมาต่างได้รับการจุนเจือ
และแก้ไขปัญหาจากครูอารีย์ทั้งสิ้น
ดังนั้น สำหรับพวกเขาแล้วครูอารีย์จึงเปรียบเสมือนแม่คนที่สองของชีวิต
ครูอารีย์รับราชการครูมาเกือบ
๔๐ ปีแล้ว
เริ่มตั้งแต่โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนเล็กๆ
มีอาคารไม้ ๒ ชั้น
เพียงหลังเดียว
เด็กนักเรียนก็มีเพียง ๕๐
กว่าคนเท่านั้น
จนถึงทุกวันนี้
โรงเรียนแห่งนี้ได้เปลี่ยนไปเป็นโรงเรียนมัธยมประจำจังหวัด
มีนักเรียนกว่า ๒,๐๐๐
คน
อาคารเรียนไม้ถูกแทนที่ด้วยตึกสูง
๔ ชั้นหลายหลัง
อุปกรณ์การเรียนการสอน
ได้รับการพัฒนามาเรื่อยๆ
จนมีทุกสิ่งทุกอย่างครบครัน
แม้ว่าภาพลักษณ์ภายนอกของโรงเรียนจะมีการเปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงใด
แต่ครูอารีย์ก็ยังคงตั้งใจสอนลูกศิษย์ของเธอไม่เปลี่ยนแปลง
ทุกวันเธอจะมาโรงเรียนแต่เช้า
เข้าสอนทุกชั่วโมงมิเคยขาด
พัฒนาความรู้ของตัวเองให้ทันความเปลี่ยนแปลง
กระแสโลกตลอดเวลา
และกว่าจะกลับบ้านก็เย็นย่ำเต็มที
แต่หลังจากพรุ่งนี้แล้ว
กิจวัตรที่เธอเคยปฏิบัติมาตลอด
๔๐ ปี จะจบสิ้นลง
เธอจะได้กลับไปใช้ชีวิตบั้นปลายของเธอกับลูกๆ
หลานๆ ของเธออย่างมีความสุข
รุ่งขึ้น ครูอารีย์ยังคงนั่งสามล้อถีบเข้ามาในโรงเรียนเหมือนทุกวัน
แต่สำหรับเธอแล้ว
วันนี้คงเป็นวันที่มีคุณค่าแก่การจดจำมากที่สุดวันหนึ่งในชีวิตของเธอ
แลคงเป็นวันที่ครูอารีย์เสียใจมากที่สุดวันหนึ่งเช่นกัน
สายตาของเธอค่อยๆ
กวาดมองสิ่งต่างๆ
ในโรงเรียนแห่งนี้
สถานที่ที่เธออารีย์ใช้ชีวิตกว่าครึ่งค่อนชีวิตผูกพันอยู่
สถานที่ที่เธอได้ปฏิบัติหน้าที่ความเป็นครูอย่างเต็มที่
และเป็นสถานที่ที่ครูอารีย์รักมากที่สุด
เธอมองทุกอย่างซ้ำไปซ้ำมาราวกับจะเก็บเอาภาพทุกส่วนทุกอณูมาไว้ในห้วงทรงจำอันมีค่าของเธอ
ทุกๆ เช้า
ที่สนามฟุตบอลจะมีนักเรียน
ทั้งมัธยมต้นและปลายรวมกลุ่มกันเล่นฟุตบอลอยู่บ้างก็นั่งคุยหยอกล้อกันที่ม้านั่งตามใต้ต้นไม้ที่มีอยู่มากมายในโรงเรียน
บ้างก็นั่งทำการบ้านที่จะต้องส่งในวันนี้
ครูอารีย์คงไม่อาจลืมเลือนที่จะเก็บเอาสิ่งที่เธอพบเห็นมาตลอดนี้ไว้ในเศษเสี้ยวความทรงจำของเธอ
แม้ว่าจะเป็นเศษเสี้ยวหากแต่จะเป็นส่วนที่ส่องสว่างอยู่ในใจของครูอารีย์ตลอดไปเช่นกัน
ครูครับ
หวัดดีครับ นักเรียนที่เธอเดินผ่านยกมือไหว้เธออย่างนอบน้อม
นักเรียนพวกนี้เธอเคยสอนพวกเขามานานแล้ว
แม้วันนี้พวกเขาจะเติบโตขึ้น
แต่เขาก็ยังคงให้ความเคารพเธอเหมือนเดิม
นอกจากนักเรียนที่ยังเรียนอยู่แล้ว
ศิษย์เก่าที่จบไปบ้างเป็นนายตำรวจใหญ่
บ้างเป็นหมอ
บ้างเป็นนักธุรกิจใหญ่โตต่างก็ยังคงเคารพเธอเหมือนสมัยที่เธอเคยสอนพวกเขามา
ครูครับ
สวัสดีครับมาแต่เช้าเชียวนะครับ
กิตติศักดิ์เดินยกมือไหว้เข้ามาทักทายเธอ
เธอก็เหมือนกันนะ
แล้ววันนี้ไม่ไปเล่นฟุตบอลกับเพื่อนๆ
เหรอ ครูอารีย์ถาม
พลางรับไหว้
สายตาที่เธอมองนักเรียนเป็นสายตาของความเอ็นดู
ความรัก
และความปรารถนาดีเสมอ
ผมทำการบ้านไม่ได้ครับ
เลยมาทำที่โรงเรียนตอนเช้า
มีอะไรไม่เข้าใจก็มาถามครูได้นะ
ครับ
ขอบพระคุณมากครับ กิตติศักดิ์กล่าวขอบคุณแล้วเดินกลับเข้าห้องเรียนของเขา
ครูอารีย์เองก็เดินตรงไปยังห้องพักครู
ห้องที่เธอใช้ทำงานในช่วงที่เธอไม่มีชั่วโมงสอน
ชีวิตครูตลอดเวลา ๔๐
ปี ของครูอารีย์
เธอทุ่มเทให้กับการศึกษาอย่างเต็มที่
นักเรียนที่สงสัยในบทเรียนสามารถมาถามเธอได้เสมอ
แทบเรียกได้ว่าทุกที่
และทุกเวลา
เธอมีแบฉบับการสอน การอธิบาย
ที่เป็นของตัวเธอเอง
เธอมักยกตัวอย่างเรื่องง่ายๆ
ที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวันมาใช้อธิบายเนื้อหาที่นักเรียนมักไม่เข้าใจ
ซึ่งวิธีการของเธอนั้นช่วยให้นักเรียนเข้าใจและเห็นภาพพจน์ได้ดีกว่าการให้ท่องจำ
การสอนของเธอเป็นการสอนให้เกิดกระบวนการคิดตลอดเวลา
เธอมักพูดเสมอว่าการท่องเนื้อหาในตำรา
ย่อมมีโอกาสที่จะลืม
แต่ถ้าเป็นการใช้ความเข้าใจแล้ว
จะไม่มีโอกาสลืมเลย
ยิ่งได้นำไปใช้ในชีวิตประจำวันแล้วยิ่งฝังแน่นเข้าไปในสมองยิ่งขึ้น
ครูอารีย์จึงสอนให้นักเรียนเข้าใจและสามารถนำไปใช้ได้
ซึ่งต่างจากครูท่านอื่นๆ
บางท่าน
เมื่อครูอารีย์เดินมาถึงห้องพักครู
ทุกวันที่เธอจะพบเห็นก็คือ
ภาพที่ครูสาวๆ บางท่าน
นั่งจับกลุ่มคุยเรื่องละครโทรทัศน์
ขายเครื่องสำอาง เครื่องครัว
ของใช้จิปาถะที่สรรหามาขายกันได้
บ้างก็นั่งอวดเครื่องเพชรเครื่องทองที่ตนเองสวมใส่มา
ครูที่โรงเรียนแห่งนี้มีจำนวนไม่น้อยที่ต้องหารายได้เสริม
เพราะมีรายจ่ายมากเกินกว่าเงินประจำเดือนที่ได้รับจากทางราชการ
สาเหตุหลักก็คงนับได้ ๒ ข้อ
ข้อแรกก็คงเป็นเงินเดือนของข้าราชการครูนั้นค่อนข้างน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับอาชีพอื่น
ส่วนข้อที่สองก็คงเป็นที่ตัวครูพวกนั้นเอง
ที่ใช้เงินกันฟุ่มเฟือย
มีรถมอเตอร์ไซค์
ก็อยากมีรถยนต์
มีรถยนต์แล้วก็อยากมีบ้าน
เห็นคนอื่นมีบ้านราคา ๑๐ ล้าน
ก็อยากมีบ้าง
จนต้องไปกู้หนี้ยืมสินจนมีหนี้สินล้นพ้นตัว
ทุกวันนี้ ครูอารีย์เห็นครูรุ่นหลังๆ
แล้ว
ทำให้รู้สึกเป็นห่วงอนาคตของการศึกษายิ่งนัก
แต่ก่อนคนที่จะมาเป็นครูต่างต้องสอบแข่งขันกันหลายขั้นตอน
ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่คิดจะเรียนครู
ก็ต้องคัดเลือกคนที่เรียนเก่งที่สุด
เมื่อเรียนจบก็ต้องสอบบรรจุเข้ารับราชการ
ถึงจะมาเป็นครูได้
พอเริ่มรับราชการ ทั้งพ่อแม่
ญาติเครือต่างก็ดีอกดีใจที่ลูกหลานได้เป็นครู
เพราะเป็นอาชีพที่ทรงเกียรติ
เชิดหน้าชูตาวงศ์ตระกูล
แต่สมัยนี้ถ้าลูกหลานใครสักคนบอกกับพ่อแม่ว่าอยากเป็นครู
คงเป็นสิ่งที่ทำให้พ่อแม่รู้สึกผิดหวัง
ค่านิยมในสมัยนี้มองว่า
อาชีพครูเป็นอาชำที่ทำรายได้ได้ไม่ดีนัก
เชิดหน้าชูตาวงศาคณาญาติได้ไม่เท่าเทียมกับอาชีพอื่น
คนที่คิดจะเป็นครูส่วนใหญ่จึงมักจะเป็นคนที่สอบเอ็นทรานส์เข้าคณะอื่นไม่สำเร็จ
หรือไม่ก็เลือกเรียนครูเป็นอันดับท้ายๆ
เผื่อว่าจะสอบเข้าคณะอื่นไม่คิดก็จะได้มีที่เรียน
เมื่อคนเหล่านี้จบมาทำงาน
ก็ใช่ว่าจะภาคภูมิใจกับการเป็นครูของตนเองมากเท่าใดนัก
เมื่อมีคนมาเรียกพวกเขาว่า ครู
พวกเขาก็มักจะแสดงสีหน้าไม่พอใจ
เขาเหล่านี้ต้องการให้คนทั่วไปเรียกเขาว่า
อาจารย์ มากกว่า
คำสองคำที่มีความหมายลึกซึ้งนี้
พวกเขาเข้าใจมันอย่างดีหรือเปล่า
หรือเพียงแต่ต้องการเรียกขานให้ดูโก้เก๋เท่านั้นเองง
แต่สำหรับครูอารีย์แล้ว
เธอภูมิใจที่จะให้นักเรียนและคนทั่วไปเรียกเธอว่า
ครู
ครูอารีย์เข้ามานั่งเตรียมการสอนในห้องทำงาน
ท่ามกลางครูรุ่นใหม่ท่านอื่นๆ
เธอนั่งทำงานสักพักก็ใกล้เวลาเข้าแถวเคารพธงชาติแล้ว
นักเรียนเริ่มทยอยออกไปที่สนาม
อีกไม่นาน ครูอารีย์ก็คงต้องลงไปเข้าแถวเหมือนกัน
กิจวัตรหนึ่งที่ครูอารีย์มิได้ขาด
ก็คือ
การไปร่วมเข้าแถวเคารพธงชาติกับนักเรียน
เธอมองว่านี่เป็นหน้าที่ที่เธอต้องรับผิดชอบเช่นเดียวกับการสอน
หนังสือ
เพราะเมื่อเธอได้ไปร่วมกิจกรรมเข้าแถวเคารพธงชาติกับนักเรียน
เธอก็จะช่วยดูแลความเรียบร้อยและรับทราบเรื่องราวต่างๆ
ที่จะมีการประกาศหลังเคารพธงชาติ
และสวดมนต์แล้ว
ครูหลายท่านไม่ยอมเข้าร่วมกิจกรรมนี้
อ้างเหตุผลว่าไม่อยากตากแดด
และการเข้าแถวเคารพธงชาติเป็นเรื่องของนักเรียน
พวกเธอไม่จำเป็นต้องไปร่วมก็ได้
หลังจากเคารพธงชาติแล้ว
ปกติถ้ามีชั่วโมงสอน ครูอารีย์ก็จะเข้าสอนไม่เคยขาด
แต่ถ้าเธอว่างเธอก็มักจะเตรียมการสอนอยู่ในห้องพัก
หรืออาจจะไปค้นคว้าหาองค์ความรู้ใหม่จากหนังสือในห้องสมุด
ทุกวันนี้โลกมีการพัฒนาไม่หยุดนิ่ง
เนื้อหาในตำราที่หลักสูตรกำหนดแต่เพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอให้นักเรียนได้เรียนรู้
ครูอารีย์จึงต้องเป็นผู้รวบรวมเอาความรู้เหล่านั้นมาบอก
มาเล่าให้นักเรียนได้รู้เอาไว้
เวลาผ่านพ้นไป
ตอนนี้ก็เกือบเที่ยงแล้ว ครูอารีย์กลับไปห้องพัก
ทุกวันเธอจะเตรียมอาหารกลางวันมาจากบ้าน
วันนี้ก็เช่นเคย ข้าว ๑ ถ้วย
กับข้าว ๒ อย่าง
ก็เพียงพอสำหรับการดำรงชีพของเธอในหนึ่งมื้อแล้ว
ครูท่านอื่นอาจจะออกไปหาอาหารกลางวันข้างนอกรับประทานกัน
บางท่านออกไปนาน
กว่าจะกลับก็กลับมาสอนชั่วโมงบ่ายไม่ทัน
นักเรียนต้องนั่งรอ ๑๐
นาทีบ้าง ๒๐ นาทีบ้าง
บางทีถึงขั้นต้องงดชั่วโมงนั้น
เพราะครูผู้สอนกลับมาไม่ทันเวลา
ครูครับ
ขออนุญาตครับ กิตติศักดิ์และเพื่อนๆ
กลุ่มหนึ่งยืนอยู่หน้าห้องพักครู
นักเรียนที่ผ่านการสอนจากครูอารีย์จะมีมารยาทดีกันทุกคน
เพราะนอกจากเธอจะสอนเนื้อวิชาในตำราแล้ว
จรรยามารยาทนอกตำราก็เป็นสิ่งที่เธอพร่ำสอนนักเรียนของเธอเสมอมิได้ห่าง
เหมือนคำที่บอกว่า
ก้านบัวบอกลึกตื้น
ชลธาร
มรรยาทส่อสันดาน
ชาติเชื้อ
...
...
...
...
เชิญค่ะ
มีธุระอะไรกับใครคะ
พวกเราเอาของมาให้ครูครับ
กิตติศักดิ์แกนนำกลุ่มเพื่อนๆ
เดินเข้ามาในห้อง
ในมือมีพวงมาลัยดอกมะลิ ๑
พะวง พวกเขาคุกเข่าลง
เด็กชายวางมาลับบนตักของครูอารีย์
แด่ครูของพวกเราครับ
ครูอารีย์ไม่สามารถพูดอะไรกับเด็กๆ
กลุ่มนี้ได้
ความตื้นตันใจเอ่อล้นออกมาทางดวงตา
น้ำตาแห่งความปีติไหลรินออกมาไม่ขาดสาย
เธอรับพวงมาลัยจากเด็กหนุ่ม
มืออีกข้างลูบศีรษะพวกเขา
เด็กคนอื่นต่างเข้ามากราบที่ตักของเธอทีละคน
ซึ่งแต่ละคนล้วนเป็นนักเรียนที่เธออบรมสั่งสอนมาทั้งสิ้น
หนึ่งชีวิตของความเป็นครูที่ไม่เคยหวังผลตอบแทนแม้แต่น้อยนิดจากเหล่าศิษย์
และหนึ่งชีวิตที่พร่ำสั่งสินศิษย์ให้เพียบพร้อมด้วยความรู้มาตลอด
วันนี้หนึ่งชีวิตนั้นได้รับการตอบแทนที่คุ้มค่าเกินบรรยายเป็นคำพูดใดๆ
ความอิ่มเอิบเข้าชโลมหล่อเลี้ยงหัวใจของความเป็นครูให้เบิกบาน
สดใสอย่างฉับพลัน
กิตติศักดิ์และเพื่อนๆ
ยังนั่งอยู่อย่างเดิม ครูอารีย์มองหน้าเด็กเหล่านี้ทีละหนๆ
เธอกล่าวขอบใจนักเรียนเหล่านี้ด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
แต่เสียงนี้ก็เป็นเสียงที่เสนาะไพเราะโสตผู้ที่ได้ยิน
ขอบใจมากนะคะ
พรุ่งนี้ครูก็คงไม่ได้มาสอนที่นี่อีกแล้ว
ขอให้พวกเธอตั้งใจเรียนกันให้มากนะ
พยายามใฝ่หาความรู้อย่าได้ขาด
หวังว่าพวกเธอจะมีอนาคตที่ดีๆ
กันทุกคน
ขอบคุณครับ
เด็กๆ
กล่าวขอบคุณในคำอวยพรของครูอารีย์
บางคนก็ขอตัวออกไป
แต่ก็ยังมีอีกส่วนที่ยังอยู่คุยกับเธอ
ครูครับ
ผมจะสอบเข้าเรียนครูนะครับ
แล้วเมื่อเรียนจบผมก็จะมาทำงานที่นี่
มาเป็นครูที่ดีเหมือนที่ครูเป็นครับ
กิตติศักดิ์เอ่ยขึ้นมา
หน้าตามุ่งมั่น
เอาจริงเอาจังกับสิ่งที่พูดเป็นเครื่องรับประกันว่าเขาจะต้องทำได้ดังที่เขาบอกเอาไว้
เหรอคะ
ดีนะ ตั้งใจเรียนล่ะ
ครูจะเอาใจช่วย ครูอารีย์ตอบเด็กหนุ่มไป
เธอภูมิใจที่ในชีวิตความเป็นครูของเธอได้แสดงบทบาทจนเด็กคนหนึ่งเชื่อถือ
และยึดมั่นเป็นแบบอย่าง
เธอเชื่อว่าสักวันเด็กหนุ่มคนนี้ย่อมเป็นครูที่ดีกว่าเธอได้แน่นอน
เสียงสัญญาณบอกเข้าเรียนดังขึ้น
เด็กๆ
ที่เหลือพากันขอตัวไปเข้าเรียนในชั่วโมงบ่าย
ครูอารีย์เริ่มเก็บข้าวของของเธอกลับบ้าน
อุปกรณ์เขียนหนังสือแต่ละชิ้นถูกเก็บเรียบร้อย
โต๊ะทำงานที่เคยมีข้าวของมากมายวางอยู่อย่างเป็นระเบียบตอนนี้ว่างเปล่าแล้ว
ครูอารีย์มองโต๊ะตัวนี้
โต๊ะที่เธอนั่งทำงานมานาน
โต๊ะที่เป็นเหมือนเพื่อนของเธอที่เธออยู่ด้วยแล้วสุขใจ
หลังจากวันนี้ไปเธอจะไม่ได้มานั่งทำงานอยู่กับมันอีกแล้ว
ความอาลัย อาวรณ์ในหน้าที่
ในหัวโขนที่สวมใส่
เพื่อแสดงบทบาทของตนเอง
เป็นหัวโขนที่เธอแบกรับมายาวนาน
วันนี้เธอจะถอดมันแล้ว
และถอดมันอย่างถาวร
รอวันมีคนมารับช่วงแสดงบทบาทให้สมอุดมการณ์ต่อไป
รถสามล้อถีบพาร่างของครูอารีย์ออกจากโรงเรียนไปอย่างช้าๆ
เสียงนักเรียนตะโกนโหวกเหวก
ภาพเด็กนุ่งกางเกงขาสั้น
เสื้อเชิ้ตสีขาวจะตราตรึงในใจเธอตลอดไป
ชีวิตนี้อุทิศเพื่อการศึกษา เพื่อวิชาชีพ ชีวิตที่เป็นเสมือนพ่อแม่คนที่สองของเหล่าศิษย์
ชีวิตที่มีพระคุณอันจะลืมเลือนมิได้ พระคุณที่เรียกว่า พระคุณที่สาม