เรื่องสั้น
ฉ.๒๔๑๔
ไม้เรียวหัก
นภดล
สังข์ทอง
ผมยกไม้เรียวขึ้นสุดแขน
ฟาดลงตรงก้นของเด็กชายศุภชงค์กับเด็กชายณภัทรคนละสามทีอย่างสุดแรงเกิด
จนไม้เรียวหักสะบั้นแตกออกเป็นสองส่วน
ผมใจหายวูบ
มือที่จับไม้เรียวสั่นระริก
หัวใจสั่นหวิวคล้ายกับได้ทำความผิดลงไปอย่างใหญ่หลวง
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมลงโทษนักเรียนด้วยวิธีที่รุนแรงเช่นนี้
ผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่เคยเรียกผมไปพูดคุยเรื่องการลงโทษนักเรียนด้วยวิธีการเฆี่ยนตีครั้งหนึ่งแล้ว
เมื่อครั้งที่ผมเข้ามาเป็นครูที่นี่ใหม่ๆ
ผมรับปากกับท่านผู้ช่วยฯอย่างไม่ค่อยเต็มใจนักว่าจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก
เพราะว่าเด็กนักเรียนที่อยู่ในการดูแลของผม
ซึ่งเป็นครูประจำชั้น
แต่ละคนนั้นเคยสร้างวีรกรรมอันแสนจะประทับใจมาแล้วทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะเป็นเตะลูกฟุตบอลในห้องเรียนไปโดยกระจกหน้าต่างแตก
นำของมีคมมาเล่นกันจนเกิดบาดแผล
หรือแม้กระทั่งปีนห้องน้ำนักเรียนหญิง
อย่างเช่น เด็กชายศุภชงค์นี้ก็เป็นอีกคนหนึ่ง
ซึ่งได้ก่อเหตุการณ์ที่ทำให้ผมต้องหนักใจอยู่เป็นประจำ
ล่าสุดขณะที่ผมกำลังสอน (โดยยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลางตามแนวการสอนยุคใหม่)
เด็กชายศุภชงค์หรือที่เพื่อนๆ
ในห้อง ป.๔/๕
เรียกกันจนติดปากกว่า ไอ้ชง
ได้ชกต่อยกับเพื่อนที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน
จนทำให้การเรียนการสอนในขณะนั้นต้องหยุดชะงักลงกลางคัน
ผมต้องเปลี่ยนหน้าที่จากครูผู้สอนมาเป็นกรรมการมวยแทน
โดยมีนักเรียนในชั้นเป็นกองเชียร์ส่งเสียงดังลั่น
เย้...เย้!
ไอ้ชงสู้ๆ ไอ้ชงสู้ตาย...ไอ้ชงไว้ลายสู้ตายไอ้ชง
เอาเลยภัทร...อัดไปเลย
อย่ายอมมัน! กองเชียร์ของอีกฝ่ายก็เชียร์กันอย่างสุดๆ
ผมหูอื้อหน้ามืดตาลายคล้ายจะเป็นลม
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ามันพร่ามัวไปหมด
แทบจะนึกไม่ออกว่านี่คือห้องเรียนหรือเวทีมวยกันแน่
นี่นักเรียนครับ...!
หยุดก่อน...หยุด...ก่อน...ครับ...อย่าทะเลาะกัน!
ผมพยายามตะโกนห้ามด้วยเสียงอันดัง
แต่ดูเหมือนว่าจะถูกกลบด้วยเสียงของพวกเขาเหล่านั้นจนหมดสิ้น
นั่นแหละ...อย่างนั้นแหละ
อย่าไปยอมมัน อัดมันเลย...ชอบแกล้งเพื่อนดีนัก...เย้!...เย้!
พลั๊วะ!
โอ๊ย!
ทั้งสองแลกหมัดกันอย่างดุเดือด
จนโต๊ะล้มคว่ำลงกับพื้น
กล่องดินสอ
หนังสือเรียนถูกเหวี่ยงกระจัดกระจาย
โครม!
ทุกคนหยุดเดี๋ยวนี้นะ
หยุดเสียทีได้ยินมั้ย! ผมว่าพลางเอาไม้เรียวฟาดลงบนโต๊ะอย่างแรง
เพราะคิดว่าน่าจะเป็นวิธีการเดียวที่จะสามารถควบคุมสถานการณ์ตอนนี้ได้
ถ้ายังไม่หยุดเดี๋ยวตีหมดยกห้อง...!
ทันทีที่เสียงไม้เรียวกระทบโต๊ะกับเสียงอันดังของผมสิ้นสุดลง
นักเรียนทุกคนต่างรีบนั่งลงอย่างเงียบกริบเหมือนถูกมนต์สะกด
ทุกคนนั่งตัวตรง
เอามือวางไว้ที่ตัก...ทำสมาธิ!
เมื่อเห็นว่านักเรียนอยู่ในความสงบแล้วผมเรียกเด็กชายทั้งสองออกมายืนหน้าชั้นเรียนทันที
สอนไม่รู้จักจำว่าอย่างสร้างความวุ่นวายในห้อง
โดยเฉพาะเวลาเรียน
พ่อแม่ไม่เคยสั่งสอนหรือไง!
ผมดุนักเรียนทั้งสองด้วยถ้อยคำที่
(ค่อนข้าง) รุนแรงและบ่น (ให้นักเรียนคนอื่นๆ
ฟัง) อีกยาว
ห้องเรียนเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์
ใช้ในการเรียนการสอน
ไม่ใช่เวทีเชียร์กีฬา
หรือตลาดสด
ใครที่ไม่อยากเรียนก็เชิญออกไปนอกห้อง!
ผมรู้ดีว่าพูดแบบนี้ไม่มีใครกล้าทำหรอก
แต่ถ้ามีนักเรียนสักคนที่ไม่อยากเรียน
(หรือไม่ชอบครูอย่างผม)
กล้าที่จะลุกขึ้น
และเดินออกไปนอกห้องจริงๆ
ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำอย่างไร
แต่เผอิญว่า
ผมยังโชคดีเพราะว่าไม่มีนักเรียนคนไหนกล้าที่จะลองดี
เธอรู้มั้ยว่าการที่พ่อแม่หาเงินเพื่อส่งเสียให้เธอได้เล่าเรียนนั้นมันแสนจะยากลำบากสักเพียงไหน...แทนที่พวกเธอจะตอบแทนพ่อแม่ด้วยการตั้งใจเรียน
เชื่อฟังคำสั่งสอนของครู
พวกเธอกลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม...
ผมนึกไปถึงคำพูดของครูในสมัยที่ผมเป็นนักเรียน
ซึ่งตอนนั้นผมเองก็ยังไม่รู้สึกรู้สาอะไร
เมื่อครูพูดจบผมก็ลืมหมด
วันๆ ไม่เคยคิดทำอะไร
คิดอยู่อย่างเดียวคือเล่นกับเล่น
ครูจะสอนก็สอนไปเถอะ
ไม่เคยจดจำ
มิหนำซ้ำยังชอบทำในสิ่งที่ขัดกับคำสั่งของครูเสียอีก
ตอนนี้พวกเธอยังไม่รู้สึกอะไรหรอก
เมื่อเธอเติบโตเป็นผู้ใหญ่
เธอก็จะคิดได้เอง
จำคำของครูเอาไว้ เสียงของครูยังคงดังก้องในโสตประสาทของผม
ทำให้ผมได้รู้ว่าเวรกรรรมมีจริง
เมื่อผมได้มาเป็นครู
และลูกศิษย์ไม่เชื่อฟังคำสั่งสอนของผม
พวกเธอยังเป็นเด็กไม่รู้สึกอะไรหรอก
เมื่อก่อนครูก็เคยเป็นเหมือนพวกเธอ
สักวันหนึ่ง...เมื่อเธอโตขึ้นเธอก็จะได้รู้ว่าสิ่งที่ครูพยายามที่จะอบรมสั่งสอนนั้น
เพื่ออะไร...ขอให้จำคำพูดของครูไว้...มีใครจะทะเลาะกันอีกมั้ย!?
ผมกวาดสายตาพร้อมยกไม้เรียวชี้ไปรอบๆ
ห้อง
แล้วมาหยุดนิ่งอยู่ที่เด็กชายทั้งสองผู้เป็นเจ้าของความวุ่นวายในชั่วโมงนี้
อยู่ห้องเดียวกันอย่าได้ทะเลาะกัน
ขอให้สามัคคีและรักกัน...คราวนี้ครูจะลงโทษเธอเพื่อให้เข็ดหลาบและเป็นบทเรียน
คราวหลังอย่าได้ทำอย่างนี้อีก...จำไว้!
ครับ
เด็กชายทั้งสองก้มหน้านิ่ง
คล้ายจะสำนึกผิด
แต่ครูอย่างผมก็ไม่ยอมใจอ่อนง่ายๆ
หรอก
ยืนตัวตรง...เอามือกอดอก!
ขวับ!
ขวับ! ขวับ!
เจ็บแล้วก็ขอให้จำเอาไว้ด้วยนะนายศุภชงค์...มา...นายณภัทรเข้ามาใกล้ๆ
เอามือกอดอก!
ขวับ!
ขวับ! เปรี๊ยะ! ผมลงโทษเด็กทั้งสองคน
คนละสามทีอย่างสุดแรงงเกิดจนไม้เรียวหักสะบั้น
แตกออกเป็นสองส่วน
นักเรียนในห้องต่างพากันนั่งเงียบกริบด้วยหวาดกลัว
ไม่กล้าที่จะปริปากพูด
ถ้าใครไม่เชื่อฟังจะโดนหนักกว่านี้!
ผมบอกให้เด็กชายทั้งสองกลับไปนั่งที่เดิม
และย้ำกับนักเรียนทุกคนว่าอย่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง
พวกเขารับปาก
แต่ผมคงไม่คาดหวังอะไรมากมายนักหรอก
ถึงอย่างไรพวกเขาก็ยังเป็นเด็กที่ไม่รู้ประสีประสาอะไร
เหลืออีกห้านาทีจะหมดคาบ
ไม่ต้องเรียนกันแล้ว
ทุกกลุ่มส่งเกมโดมิโน
คำคล้องจองคืนครู...หยิบสมุดจบการบ้านขึ้นมา!
ผมเก็บสื่ออุปกรณ์การสอนที่อุตส่าห์เตรียมมาให้พวกเขาเล่นเกมต่อคำคล้องจองเพื่อที่จะให้เป็นพื้นฐานในการแต่งบทร้อยกรอง
แต่ก็เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว
ทำให้กิจกรรมนี้ต้องหยุดชะงักเสียก่อน
เขียนการบ้านวันนี้ลงไป...ใครคุยหรือเล่นกัน
หัวหน้ากลุ่มจดชื่อไว้!
เมื่อเห็นว่านักเรียนทุกคนหยิบสมุดจดการบ้านมาเขียนข้อความบนกระดานดำและนั่งกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว
ผมจึงเดินกลับมานั่งที่โต๊ะทำงานหลังห้อง
พร้อมกับเก็บไม้เรียวอันที่หักไว้อย่างมิดชิด
รอเวลาให้ถึงคาบต่อไป
ครูคนใหม่ก็จะมารับภาระอันหนักหน่วงนี้ต่อจากผม
ลมเย็นยามบ่ายโชยมาทางหน้าต่าง
แต่มันไม่ได้พัดเอาความเหนื่อยล้าของผมไปแม้แต่น้อย
ถึงแม้ว่าชั่วโมงต่อไปนี้จะเป็นคาบว่างสำหรับผม
แต่งานตรวจสมุดแบบฝึกหัด
ใบงานบูรณาการต่างๆ
และงานเอกสารวิชาการยังกองพะเนินอยู่เต็มโต๊ะ
ผมมองแล้วถึงกับทอดถอนใจ
ไม่รู้จะไปโอดครวญกับใครได้
เพราะครูที่นี่ทุกคนต่างก็มีสภาพเดียวกัน
เสียงออดเปลี่ยนชั่วโมงเรียนดังขึ้น
ผมละสายตาจากลูกศิษย์ในห้องมองไปที่ฝาผนังติดกับโต๊ะทำงานของผม
มีบทกวี (โคลงสี่สุภาพ)
ที่เกี่ยวกับชีวิตครูติดอยู่
บทกวีบทนี้คัดลอกมาจากหนังสือนิราศเมืองกาญจน์ของอาจารย์จำเนียร
ทิพย์เดช
ซึ่งมีความหมายที่แสนซาบซึ้งกินใจและคอยย้ำเตือนสติให้ผมระลึกถึงครูอยู่เสมอ
ไม้เรียวใหญ่น้อย
คอยตี
ครูมุ่งหวังให้ดี
ใช่ข้า
เติบโตศิษย์ทวี
ความเก่งกาจเฮย
เป็นใหญ่โตภายหน้า
เพราะได้คุณครู
เรือจ้างแจวถ่อข้าม
ฟากฝั่ง ชลเอย
ออกเรี่ยวแรงกำลัง
คัดท้าย
ไป่ลับกลับหลัง
กี่ชั่ว
ปีนา
ครูส่งศิษย์ถึงป้าย
ชีพนี้มีคุณ
ครู...คือผู้ยื่นให้ แก่ศิษย์
ครู...ยอดปิยมิตร
แก่กล้า
ครู...คือพระปกจิต
อุ่นอก
ใจนา
ครู...พระคุณล้นหล้า
แหล่งพื้นปฐพี
ผมเคยมีความใฝ่ฝันอยากเป็นครูมาตั้งแต่เด็ก
ผมเกลียดครูที่ดุร้าย
และครูบางคนที่ทำตัวเหลวไหล
ที่ผมรู้สึกว่าครูใจร้าย
เพราะแกตีเด็กทุกคนที่ฉีกสมุดวาดรูปเล่น
และครูที่ทำตัวเหลวไหลก็คือ
ครูที่ชอบสูบบุหรี่ในขณะสอนหนังสือ
ครูใหญ่ใช้อารมณ์ตบตีนักเรียนที่ขโมยเงินโดยไม่ได้ถามเหตุผลต่อหน้าครูและนักเรียนในหอประชุม
เพื่อไม่ให้นักเรียนเอาเยี่ยงอย่าง
แต่ครูใหญ่จะรู้ไหมว่าสิ่งที่ได้ทำกับนักเรียนนั้นครูคนอื่นๆ
ก็ ไม่สมควร ที่จะเอาเยี่ยงอย่างเหมือนกัน
ในสมัยผมเรียนชั้นมัธยมต้นมีการลงโทษนักเรียนแบบ
การตียกล้อ คือการลงโทษขั้นรุนแรงเป็นการประจานความผิดให้ผู้อื่นรับรู้ต่อหน้าเสาธง
โดยครูฝ่ายปกครองจะหวดไม้เรียวลงตรงก้นของผู้ที่ฝ่าฝืนกฎระเบียบของโรงเรียนอย่างสุดแรงเกิด
ผมเคยคิดเสมอว่าน่าจะมีวิธีอื่นที่ดีกว่าการทำโทษโดยวิธีนี้
ซึ่งนักเรียนอย่างผมกลัวจนอกสั่นขวัญผวา
แต่ก็แปลกที่ยังมีนักเรียนอีกหลายคนยอมถูกเป็นผู้รับโทษนี้อย่างหน้าตาเฉย
สักวันหนึ่งผมจะเป็นครู
ผมซ่อนความคิดนี้เอาไว้เงียบๆ
อายเหลือเกินที่จะบอกให้ใครรู้
มันเป็นความฝันที่ยิ่งใหญ่
และห่างไกลเหนือเมฆน้อยที่ลอยอยู่บนฟ้าโน้น
วันนี้...ผมนั่งน้ำตาเอ่อซึมอยู่ที่โรงเรียนเอกชนที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในชุดเครื่องแบบที่มีความหมายสำหรับผมยิ่งนัก
จะมีนักเรียนสักคนไหมหนอที่คิดเหมือนผมในวันนั้น
และกำลังดูถูกครูอย่างผมในวันนี้
ทุกครั้งก่อนที่จะเข้าห้องเรียน
ผมมีความกังวลอยู่เสมอจะเอาอะไรมา
ป้อน ให้ลูกศิษย์ของผม
เนื้อหาความรู้
แบบฝึกหัดหรือกิจกรรมอันซ้ำซาก
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่ล้าหลัง
น่าเบื่อหน่าย
หลายครั้งที่ผมเจ็บปวดกับความไม่ประสบผลสำเร็จในการสอนของตนเอง
ผมรู้สึกอ่อนล้า ผิดหวัง
หากสิ่งที่ผมพยายามอบรม
สั่งสอน
แต่นักเรียนไม่ได้ให้ความสนใจหรือปฏิบัติตาม
บ่อยครั้งที่ผมหันกลับมามองตัวเอง
และมีความรู้สึกว่าคงไม่มีคำพูดหรือคำสั่งสอนแบบไหนที่นักเรียนจะปฏิบัติตามได้
นอกเหนือไปจากการเป็นแบบอย่างที่ดี
สร้างความศรัทธาเชื่อมั่นจนเขาเกิดประกายความคิดด้วยตนเอง
แต่ก็ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลานานสักเพียงไหน...อาจจะชั่วชีวิตของความเป็นครู!?
ขออนุญาตครับ
เสียงอันดังของใครคนหนึ่งดึงเอาความครุ่นคิดคำนึงของผมกลับคืนมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง
เมื่อผมหันมามองร่างสูงๆ
นั้นค้อมหัวต่ำลงอย่างสุภาพ
นัยน์ตาที่มองกระทบกับแสงทางช่องประตู
ทำให้ผมมองหน้าเขาไม่ชัดนัก
แต่กระนั้นจากน้ำเสียงที่คุ้นหูทำให้ผมรู้ว่าเขาเป็นใครไปเสียไม่ได้นอกจากนายวันทา
ภารโรงอีกคนหนึ่งที่ทำหน้าที่ยิ่งกว่าคำว่า
ภารโรง เสียอีก
มีอะไรหรือวันทา?
อาจารย์ใหญ่บอกว่าให้ครูไปพบครับ
ผมใจหายวูบทันทีที่ได้ยินคำพูดประโยคนั้น
แต่ก็ต้องงพยายามตีสีหน้ากลบเกลื่อนความจริง
ตอนนี้เลยหรือ?
ตอนนี้เลยครับ
ขอบคุณมาก...วันทา
ผมลุกลี้ลุกลนค้นหาสมุดบันทึกการประชุม
ถึงแม้จะรู้ดีว่าไม่ได้มีการประชุมที่ไหนหรอก
แต่ต้องนำมันไปด้วยเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับตนเอง
เพราะรู้ดีว่าการที่อาจารย์ใหญ่เรียกพบด่วนอย่างนี้
จะต้องมีเรื่องที่ไม่ดีแน่
ตั้งแต่คุณมาเป็นครูอยู่ที่นี่
รู้สึกว่าเราไม่เคยพูดคุยพบปะกันเป็นการส่วนตัวอย่างนี้เลยนะ...
อาจารย์ใหญ่เริ่มเมื่อผมกล่าวคำสวัสดีและนั่งลงตรงหน้าเรียบร้อยแล้ว
ใจผมเต้นตึกตัก
เมื่อเผชิญหน้ากับท่าน (เพราะไม่รู้ว่าท่านจะมาไม้ไหน)
แต่คงไม่มีคำพูดใดที่จะดีไปกว่าคำว่า
ครับ อีกแล้วสำหรับครูไม่ใหญ่และอ่อนด้อยประสบการณ์อย่างผม
ที่ดิฉันเรียกคุณมาพบในวันนี้
ก็เพื่อที่จะพูดคุย...ทำความเข้าใจกัน
ในเรื่องการทำงาน
ตลอดระยะเวลาเกือบสามเดือนที่ผ่านมาของคุณ
ในฐานะที่คุณมีความขยัน
ตั้งใจในการทำงาน
และทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
ทางโรงเรียนก็จะทำเรื่องบรรจุให้...เท่ากับว่าคุณได้ผ่านการทดลองงานของโรงเรียนแล้ว
ซึ่งทางโรงเรียนก็จะพิจารณาความดีความชอบให้ในโอกาสต่อไป...แต่คุณก็รู้ดีว่า...โรงเรียนเราไม่มีนโยบายให้ครูลงโทษนักเรียนด้วยการตี!
ผมนึกแล้วเชียวว่าจะต้องลงเอยด้วยประโยคอย่างนี้
ผมทราบดีครับ!
แต่คุณก็ละเลย...
อาจารย์ใหญ่เงยหน้าสบตาผม
ใบหน้าอันสง่างามและดูมีน้ำมีนวลบ่งบอกถึงความเป็นผู้ดีมีอำนาจของท่าน
ทำให้ผมไม่กล้าหาข้อโต้แย้ง
คุณรู้มั้ย...ว่าในแต่ละวันมีผู้ปกครองโทรศัพท์ฟ้องมาว่าครูตีลูกเขา
ไม่รู้สักกี่ราย...ในจำนวนนั้นมีคุณรวมอยู่ด้วย...โชคดีที่เขาไม่เอาเรื่อง
และยอมฟังเหตุผล
ครูทำกันอย่างนี้โรงเรียนก็เสื่อมเสียชื่อเสียงหมด!
อาจารย์ใหญ่พูดนัยน์ตาฉายแววขมขื่น
คุณมีวิธีอื่นมั้ยในการทำโทษนักเรียนที่ไม่ใช่การตี
พอจะมีครับ
ไหนลองบอกมาซิ
เอ่อ...เช่น
ผมหยุดคิดนิดหนึ่ง ให้ออกมายืนหน้าห้อง
คาบไม้บรรทัด เขกโต๊ะ
แต่สำหรับเด็กที่ซนมากๆ
อาจใช้ไม่ได้ผล ก็ต้อง... ผมเกือบจะหลุดปากพูดออกไปว่า
ขว้างด้วยแปรงลบกระดาน
แต่ก็ยั้งเอาไว้ได้ทันเสียก่อน
เอ่อ...ให้เขาทำโทษตัวเองครับ!
อาจารย์ใหญ่จ้องหน้าผมเขม็งราวกับไม่พอใจในคำตอบ
วิธีที่คุณว่านั้นน่ะมันล้าหลัง...หมดยุคสมัยไปนานแล้ว
คุณจะต้องหาวิธีที่จะกระตุ้นหรือจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้เร้าใจแก่เด็กให้ได้
เช่น
วิธีเสริมแรงโดยการให้รางวัลหลอกล่อ...คนที่ทำงานเรียบร้อย
ส่งงานครบก็มีรางวันให้
ส่วนคนที่ทำงานไม่เรียบร้อย
ส่งงานไม่ตรงเวลา
ถ้าอยากได้รางวัลก็ต้องปรับปรุงตัวเอง
ทำงานให้เรียบร้อย
ส่งงานให้ตรงเวลา
แต่อย่าไปใช้ไม้แข็งกับเขา...รู้มั้ยคุณตีลูกเขา...เขามีสิทธิ์ที่จะเอาเรื่องฟ้องร้องคุณได้
คุณไม่ต้องไปเอาตัวอย่างครูรุ่นเก่าๆ
หรอก
ไม้เรียวที่พันกระดาษกาวสีขาวๆ
นั่นน่ะ หักทิ้งได้แล้ว! อาจารย์ใหญ่ท่านรู้ดีเพราะท่านเองก็เคยเป็นครูเหมือนผมมาก่อน
เราเป็นโรงเรียนเอกชนที่พยายามจะพัฒนาระบบการศึกษาให้ทันกับโลกยุคใหม่
ผู้ปกครองที่ส่งลูกมาเรียนที่นี่ส่วนมากก็เป็นผู้มีฐานะดีทั้งนั้น
เรามีหน้าที่บริการลุกเขา
ก็จะต้องบริการด้วยหัวใจ... ด้วยความรัก
ความเมตตา
นักเรียนคือลูกค้าที่ครูได้ฝากชีวิตเอาไว้...
อาจารย์ใหญ่เน้นเสียงประโยคสุดท้าย
ซึ่งทำให้ครู (ไม่ใหญ่)
อย่างผมรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย
แต่ก็คงจะจริงอย่างที่ท่านพูด
เพราะถ้าหากว่าครูไม่เอาใจใส่นักเรียน
ทำงานแบบเช้าชาม เย็นชาม
จะมีผู้ปกครองคนไหนยอมเสียเงินแพงๆ
ให้ลูกมาเรียน
โรงเรียนมีให้เลือกตั้งเยอะแยะ
สู้ให้เรียนกับโรงเรียนเล็กๆ
ที่ค่าใช้จ่ายน้อยๆ
ไม่ดีกว่าหรือ...!? เมื่อไม่มีเด็กนักเรียน...โรงเรียนก็อยู่ไม่ได้
มีผลทำให้ครู (ไม่ใหญ่)
อย่างผมต้องพลอยตกงานไปด้วย
...ที่พูดมาทั้งหมดนี้หวังว่าคุณคงจะเข้าใจและนำไปปฏิบัติ!
อาจารย์ใหญ่กล่าวสรุปในตอนท้ายเป็นการยื่นคำขาด
ครับ
ผมพยักหน้ารับคำซึ่งอาจารย์ใหญ่ก็ยิ้มอย่างจะพอใจ
พลอยทำให้ผม (ค่อย )
โล่งอกไปได้
ถ้าหากไม่ติดอยู่ที่คำถามประโยคนี้
แล้วครั้งสุดท้าย...ล่าสุดที่คุณตีเด็กนะเมื่อไหร่
ท่านถามมาอย่างกะทันหัน
เล่นเอาผมถึงกับอึ้งไปชั่วครู่
ผมจะบอกอาจารย์ใหญ่ดีไหมหนอว่าครั้งล่าสุดที่ผมตีเด็กนักเรียน
(จนไม้เรียวหัก)
ก็คือเมื่อตอนคาบที่แล้วก่อนที่ผมจะมาพบท่านอาจารย์ใหญ่นี่เอง!
*บทกวี
ครู
จากหนังสือ นิราศเมืองกาญจน์ฯ
ของอาจารย์จำเนียร
ทิพย์เดช