เรื่องสั้น
ฉ.๒๔๑๒
ใช่...ที่เราต่างหวัง
อรุณวตี
อำเภอบ้านแหลมในช่วงที่ฉันเขียนถึงนี้
ทุกวันไม่มีใครอยู่ว่างๆ เลย
มีการงานมากมายให้รับจ้างทำ
คนมีเงินเป็นฝ่ายลงทุนในกิจการต่างๆ
ส่วนคนจนเป็นฝ่ายทุ่มเทเรี่ยวแรงมาใช้รับจ้างจนกว่างานต่างๆ
จะลุล่วงไป
ทั้งในกิจการเรือหาปลา
อู่ต่อเรือ นากุ้ง นาเกลือ
แม้แต่งานก่อสร้างต่างๆ
ที่เพิ่มขึ้นเพราะเมื่อขยายใหญ่โตยิ่งขึ้นทุกที
งานในสวนมะพร้าว
ในโรงเคี่ยวน้ำตาล
หรืองานรับจ้างตากหมึก
แกะหอย ปู ปลา
ทุกคนทำงานท่ามกลางแสงแดดเรืองรอง
และสายลมสดใสที่พัดพาเอากลิ่นทะเลโชยชื่นอยู่ทุกถนนในเมือง
แล้วฉันก็ได้ข่าวจากนายจ้างที่เป็นอีสลามของแพว่าเขาไม่ได้พาฝูงวัวออกเลี้ยงหลายวันแล้ว
เพราะอาการเจ็บไข้ที่เพิ่มมากขึ้น
ฉันออกตามหาเขา
และได้พบเขาในห้องสมุดของโรงเรียนประจำอำเภอ
ชาญผู้ป่วยไข้กำลังก้มหน้าก้มตาอยู่กับสมุดบันทึกเล่มเก่า
ท่าทางค่อนข้างเลื่อนลอยมีหนังสือเรื่องฝันสีดำของนักเขียนอีหร่านที่ฆ่าตัวตายวางอยู่ข้างตัว...ทำไมต้องเป็นฝันสีดำด้วยนะ
เมื่อฉันนั่งลงตรงกันข้าม
เขาเงยหน้าขึ้นยิ้มให้อย่างอ่อนโยน
แล้วถามว่าฉันอยากจะฟังข้อความจากหนังสือซึ่งเขาคัดลงไว้ในสมุดไหม
ฉันไม่แน่ใจนัก
แต่ก็พยักหน้ารับ
แต่ก็พยักหน้ารับ
และเขาก็เริ่มอ่าน
ฝนกำลังตกอยู่นอกหน้าต่าง
ชมพูพันธ์ทิพย์บานจนเริ่มโรยแล้ว
สายฝนอันหนาวเย็นทำให้กลีบอันบอบบางร่วงเกลื่อนพื้นอยู่ทุกหนทุกแห่ง
ตราบใดที่เธอยังมีชีวิตอยู่
ตราบใดที่ดวงตาของเธอยังกระแสธารแห่งชีวิตไหลหลาก
ความทรงจำที่ฉันมีต่อดวงตาของเธอนั้นก็ทำให้ฉันต้องเร่าร้อนทรมาน...
ฉันได้ยินแพกำลังอ่านข้อความนั้นอยู่แว่วๆ
แต่แล้วเขาก็เงียบไป
เพราะเขากำลังมองดูฝนตกอยู่เช่นเดียวกัน...
ทำไมเธอเศร้านัก...
เขาถาม แต่ฉันนิ่งเงียบ
เขาพูดต่อไปอีกว่า
เพราะฤดูกาลเปลี่ยนไปแล้วอีกครั้งหนึ่ง
แต่รงค์ยังไม่กลับมาใช่ไหม...ฉันอยากให้มีใครสักคนรอคอยฉันอย่างนี้บ้างเหลือเกิน...
เขาพูดอย่างล้ำลึก
เพื่ออะไรกันล่ะ...
ฉันถาม
เพื่อที่ฉันจะได้เรียนรู้ความหมายทั้งหมดของชีวิตอย่างไรล่ะ
เพราะชีวิตเท่าที่ฉันรู้จักทุกวันนี้เป็นเพียงความโดดเดี่ยว...
ฉันก็รู้ในสิ่งเดียวกับเธอนั่นแหละ
บางทีมนุษย์ส่วนมากก็คงเรียนรู้ชีวิตในด้านนี้เช่นเดียวกัน...รวมทั้งรงค์ด้วย
ฉันพูดเขานิ่งขึงมองฉันแล้วก็ว่า
อีกไม่นานรงค์ก็จะกลับมา
อาจจะหลังฤดูนี้...อาจเป็นช่วงเดียวกับที่ฉันได้เข้าเรียนในวิทยาลัยอีก
ฉันก็หวังอย่างนั้น...
ใช่ที่เราหวัง
แม้จะเพื่อผิดหวังเท่านั้นก็ตาม
แล้วเขาก็เงียบไป
แพมักจะเงียบไปครั้งละนานๆ
เสมอ
และฉันก็ปล่อยเขาไว้โดยไม่รบกวน
แต่เมื่อออกมาเดินที่ถนน
ฉันจึงเริ่มสังเกตเห็นว่าเขาเงียบอย่างผิดปกติ
คนงานรับจ้างเปียกปอนขี่จักรยานผ่านเราไปด้วยท่าทางหนาวสั่นในความมืดมัวของบรรยากาศแห่งเมฆฝน
คนยากจนเหล่านั้นดูเศร้าสร้อย
ไม่ต่างจากทหารที่กลับจากสนามรบอย่างพ่ายแพ้และบาดเจ็บ
แพมองดูคนเหล่านั้นด้วยแววประหลาดในดวงตา
เล่าเรื่องความรักของเธอให้ฉันฟังอีกซี...
เขาพูด
ฉันฝันถึงเขา...
เธอฝันอะไร...
ฉันฝันว่าเขาเป็นกาลาสีร่อนเร่อยู่ในทะเล
แล้วเรือของเขาก็เล่นไกลออกไป
ไกลออกไปทุกทีโดยไม่คืนฝั่ง
โดยที่ฉันไม่อาจติดตาม...
แพหยุดเดิน
ละอองฝนทำให้เส้นผมและบ่าไหล่ของเขาชุ่มโชก
แต่เขาไม่ได้เอาใจใส่กับมัน
ทั้งๆ
ที่ฉันรู้สึกว่าเขาตัวสั่น
นัยน์ตาเขาเบิกกว้างมองดูฉัน
และเม้มปากซีดเซียวของตนเอง
ฉันเอื้อมมือไปดึงเขาให้พ้นจากสายฝน
เดี๋ยวนี้เธอก็ฝันอย่างเดียวกันหรือ...
เขาถาม
ไม่หรอก
เดี๋ยวนี้ฉันมักเห็นเขาว่ายน้ำเล่นอย่างมีความสุขอยู่ในแม่น้ำ
เหมือนวันเก่าๆ
ที่เราเคยไปว่ายน้ำเล่นด้วยกัน
ฉันเห็นไหล่กับไผเม็ดนั้นด้วย...ไฝที่ฉันเคยจูบ...ฉันอยากร้องเรียกให้เขาขึ้นมานอนบนหาดทรายอุ่นๆ
ริมแม่น้ำ
เพื่อที่เราจะได้เคียงข้างกันตลอดกาล
แต่สีหน้าที่มีความสุขของเขาทำให้ฉันเพียงแต่มองดูเฉยๆ
จนกระทั่งร่างของเขาค่อยๆ
จมหายไป...
โอ...
แพร้องคล้ายกับว่าคำพูดนี้กระทบส่วนที่ลึกที่สุดในใจเขา
ฉันฝันว่าเขาตายไปแล้วจริงๆ
และเมื่อไม่มีข่าวคราวจากเขาเลยเนิ่นนานเช่นนี้
ฉันก็อยากจะเชื่อว่าเขาตายไปแล้วจริงๆ
... ฉันพูดอย่างเศร้าสร้อย
ฉันเชื่อนะว่า
หากรงค์ตายไปแล้วจริงๆ
เขาย่อมต้องติดตามหาฉันให้พบ
ฉันจึงรอเขาอยู่เพื่อเขาจะได้พาฉันไปสู่ห้องๆ
หนึ่งๆ ที่ไร้กาลเวลา...
แพยิ้มอย่างอ่อนโยน
และว่า ความฝันของเธอช่างสวยงาม
ถ้าหากฉันต้องตายภายในเร็วๆ
วันเหมือนที่ใครๆ พูดกัน
ฉันก็จะค้นหาเธอดุจเดียวกัน...
ฉันเงยหน้าขึ้นมองดูเขา
ฝนซาลงแล้ว
เหลือแต่ละอองเล็กๆ
นุ่มเนียนหล่นโปรยหยาดน้ำร่วงจากชายคาบ้านเรือนและต้นไม้ที่เราเดินผ่าน
รอราเริ่มสัญจรไปมาอีกครั้ง
ไฟฟ้าในเมืองเปิดแล้ว
และท้องฟ้ามืดดำ
เนื้อตัวแพเย็นเฉียบ
แก้มตอบและซีดจางลางเลือนในเงาของยามค่ำ
ฉันเพิ่งแน่ใจในขณะนั้นเองว่าเขาอ่อนแรงและเจ็บไข้เพียงไร
แล้วฉันก็ฉุกคิดถึงการที่เขาอ่านหนังสือเกี่ยวกับความตาย...
เธอจะไม่ตายหรอก
ฉันประกาศ
ใช่...ฉันก็หวังอย่างนั้น
เขาพยายามยิ้ม
เธอจะไม่ตาย...
ฉันย้ำอีก เธอต้องมีชีวิตอยู่
ใช่
ฉันจะมีชีวิตอยู่ เขาพูดเหมือนกำลังให้สัญญากับเด็กๆ
พลางเอามือลูบหน้าตัวเอง
พยักหน้ากับฉันอย่างหนักแน่น
เขายิ้มอีก
แต่มีบางอย่างทำให้ฉันเป็นทุกข์อย่างไม่มีเหตุผล
เราเงียบกันไปนาน
มีร้านเหล้าเล็กๆ ที่มุมถนน
แพหยุดมองเข้าไปข้างใน
ฉันอยากกินเหล้า
ฉันมีเงินนะ เขาพูด
ไม่ได้นะ
ฉันพูด เงินนั่นต้องเก็บเอาไว้ตอนเธอเข้าเรียนวิทยาลัยเทอมหน้า
เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนเถิด...
แพพูด
แต่หมอห้ามนะ
ฉันแย้งอีก
ให้พวกหมอตายไปเถิด...ถ้าฉันจะตายก็ไม่ใช่เพราะเหล้านี้หรอก
แต่เพราะฉันต้องตายเท่านั้น
เธอบอกว่าฉันจะไม่ตายเพราะโรคนี้ใช่ไหม
เพราะฉะนั้นอย่าห้ามฉันเลย...
เขาสั่งเหล้า
ในร้านไม่มีใครเลย
อาจจะเพราะยังหัวค่ำเกินไป
นอกจากพนักงานหนุ่มที่ดูครุ่นคิดคนหนึ่ง
เขาผสมเหล้าให้แพแล้วก็กลับยืนที่เคาน์เตอร์ตามเดิม
มองเหม่อออกไปข้างนอกที่เวลาค่ำกำลังปกคลุมลงมา
ฉันเปิดหนังสือพิมพ์ออกอ่านมีข่าวการฆ่าตัวตายของเด็กหนุ่ม
ซึ่งไร้ชื่อเสียงเรียนนาม
รายงานข่าวบอกว่าเขาคงเป็นคนต่างจังหวัดที่เข้าไปหางานทำในกรุงเทพฯ
มีเสียงรถไฟกำลังแล่นเข้าเทียบที่สถานี
และฉันหวนคิดถึงวันที่ไปส่งรงค์ที่สถานีรถไฟเมื่อนานมาแล้ว...แพนั้นนิ่งเงียบเหมือนไร้ตัวตน
ทอดแขนผ่ายผอมลงกับขอบโต๊ะ
มองออกไปที่ถนนเปียกชื้น
สะท้อนแสงไฟ
และเงาผู้คนเดินผ่านวูบวาบ
ฉันแน่ใจในขณะนั้นเองว่าเขากำลังเป็นทุกข์
และแล้วโดยไม่มีเยื่อใยใดๆ
เลยเขาเอ่ยปากไล่ฉัน
ทำไมเธอไม่ไปเสียนะ
ฉันตกตะลึงกับอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเขา
ไปเสียเถอะ เขาระเบิดซ้ำออกมาอย่างหมดความอดทน
แม้จะคุ้นกับอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลง
ง่ายตายของเขา
แต่ความกระด้างเหล่านั้นก็ทำให้ฉันสะเทือนใจ
บนท้องฟ้าเมฆฝนเริ่มคลี่คลายแล้ว
จันทร์เสี้ยวเป็นสีทองเป็นคมวาว
มีดาวตกสว่างวาบเป็นทางเจิดจ้าในระยะใกล้
จนทำให้ฉันตะตะลึง
ฉันกำลังเดินอยู่บนถนนที่เปล่าเปลี่ยว
ไม่มีใครเลย
แต่กระนั้นฉันก็ได้ยินเสียงตัวเองพึมพำอย่างอ่อนโยน
เผลอไผลว่า
รงค์
ดาวตกแน่ะ...เห็นไหม...
และค่ำวันนั้น
เมื่อล้มตัวลงนอน
ฉันฝันถึงรงค์อีก (ดูราวกับว่าฉันมีชีวิตอยู่ได้ด้วยความฝัน
หรือแท้ที่จริงแล้วชีวิตก็เป็นความฝันด้วยเช่นเดียวกันนะ)
ฉันฝันว่ากำลังนอนหลับอยู่บนม้าเล็กริมหน้าต่าง
ที่มีแสงแดดยามเย็นส่องผ่านกึ่งของพุ่มการเวกที่มีใบเขียวหนาเข้ามา
เป็นช่วงเวลาที่ดีที่เงียบสงบ
และกลิ่นดอกไม้หอมรวยริน
รงค์เดินเข้ามา
สีหน้าละมุนละไมด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยน
เขาก้มลงมาใกล้เพื่อที่จูบฉัน
แต่ทันทีที่เขาสัมผัสเลือดข้นๆ
ก็ก็หลั่งไหลพรั่งพรูออกมาจมูกและปาก
จนทุกหนทุกแห่งเนืองนอง
ไปด้วยเลือดสีแดงฉาน...ฉันตกใจตื่น
ฝันอะไรอย่างนี้หนอ
เลือดนี้แทนความเจ็บปวดจากความรักของเรา
หรือเพราะหยาดเลือดบนทรวงอกของหญิงสาวในเรื่องวิมานมายาของคาวาบาตะที่ฉันก่อนนอนกันแน่นะ
ที่ทำให้ฉันฝันไปเช่นนั้น...และมันทำให้ฉันตื่นอยู่ด้วยความเศร้า
วันต่อมาฝูงวัวของคนแขกกำลังถูกต้อนมาท่ามกลางแสงแดดอ่อนยามเช้า
ฉันถามถึงแพกับยาซีน
เด็กหนุ่มตาคมที่นุ่งโสร่งลอยชายตามมา
ฉันไม่รู้
เขาตอบ น้าโจเซฟบอกว่าต่อไปฉันต้องเลี้ยงวัวคนเดียวแล้วละ
เขาจะขึ้นเงินเดือนให้ฉันด้วย
เพราะฝูงวัวใหญ่ขึ้น
แล้วแพล่ะ
ฉันถามด้วยคำถามเดิม
เขาคงอยู่ได้อีกไม่นาน...
อย่าพูดอย่างนี้อีกนะ...
ฉันเกรี้ยวกราด
โอ...ฉันไม่ได้ต้องการให้ร้ายเขา...
เด็กหนุ่มพูดอย่างแผ่วเบา
แม้ว่าการตายของเขาจะทำให้ฉันได้เงินเดือนมากขึ้นก็ตาม
เขารู้อะไรมากมาย
แต่นั่นไม่เท่ากับที่เขาเป็นคนดีงาม...
ฉันเฝ้ามองเด็กหนุ่มต้อนฝูงวัวลงไปสู่ที่ราบริมแม่น้ำด้วยดวงใจที่หม่อมลอย
แล้วรับไปหาแพที่บ้านพัก
แต่เขาไม่อยู่ที่นั่น
ทั้งไม่มีวี่แววว่าเขากลับมานอนพักแต่อย่างใด
แล้วค่ำวันหนึ่ง
หลังจากค้นหาเป็นเวลานานฉันก็ได้พบแพบนถนนสายหนึ่งที่เงียบเหงา
เมื่อเผชิญหน้ากับเราต่างนิ่งขึง
เขาดูราวกับเป็นชายอีกคนหนึ่ง
มีบางสิ่งที่ทำให้ฉันตกใจกลัว
แต่เมื่อเขายิ้มเขาก็เป็นแพคนเดิม...
ฉันตามหาเธอ...
เขาพูด
มีอะไรหรือ...
ฉันถาม
เพราะว่า...ฉันกำลังจะตาย...
เขาตอบอย่างเงียบสงบ
โอ...โอ...
ฉันคร่ำครวญ ใครพูดกับเธออย่างนี้
อย่าฟังพวกเขาเลย...
ไม่ใช่คนอื่นหรอก
ฉันรู้สึกถึงมันด้วยตัวของฉันเอง...
คำพูดนั้นทำให้หัวใจฉันเย็นเขียนเหมือนน้ำแข็ง
ฉันยืนนิ่งอยู่กับที่
แกก้มลงมาหา
ดวงหน้าซีดเผือดร่วงโรย
แต่ก็ดูสงบมั่นคง เมื่อมันถึงเวลาฉันก็อยากบอกให้เธอรู้...
เขาพูด
แพ...โอ...
ฉันร้อง
ฟังฉันซี...
เขาพูดเราเคยพูดกันถึงความตายเธอมีภาพฝันที่สวยงามเกี่ยวกับคนรัก...ฉันก็เคยพูดว่าฉันจะกลับมา
แต่นั่นเป็นแคจินตนาการ
เธอคงเคยได้ฟังความเชื่อทางศาสนา
พุทธที่พูดว่า
ไม่มีการคงอยู่และการตายที่แท้จริง
ทุกอย่างเพียงแต่เปลี่ยนสภาพไปโดยเราไม่อาจยึดประหลาด
ฉันสามารถรู้สึกถึงความเศร้าโศกในดวงใจของพวกเขาได้
มีแต่ลุงหยวนที่ทำงานโรงงานน้ำแข็งคนเดียวเท่านั้นที่ฝืนใจทักแพอย่างร่าเริงว่า
ไง...คืนนี้กวีใหญ่
นักศึกษาของเราเมาจนเดินไม่ไหวเลยเรอะ...
แขนของแพที่โอบบ่าฉันบัดนี้ตกห้อยไปข้างหลัง
แม้กระนั้นฉันก็รู้สึกว่าเขากำลังยิ้ม
เมื่อลุงหยวนพูด
เขารวบรวมกำลังครั้งสุดท้ายเงยหน้าขึ้นพูดกับแกอย่างสุภาพว่า
ครับ...ครับ...
ใครคนหนึ่งกระหืดกระหอบตามมา
ยาซีนนั่นเอง
เขาสอดแขนเข้าประคองแพอีกด้านหนึ่ง
ฉันทันได้เห็นใบหน้าที่นองน้ำตาของเขา
เราพบแพเดินต่อไป
ฉันเหนี่ยวแขนเขาโอบรอบบ่าไว้แนบแน่นราวกับมันเป็นสิ่งสุดท้ายที่ฉันจะยึดเหนี่ยวไว้ได้
ฉันคิดถึงรงค์ด้วย...แต่ก็ด้วยความรู้สึกที่ต่างออกไปเพราะถึงเขาจะกลับมาหรือไม่
ก็จะไม่มีอะไรที่เหมือนเดิมอีกแล้ว...
เหนือกิ่งไม้และโรงเรียนอันต่ำต้องของคนยากคนจน
มีดวงตาพราวฟ้าตระการตาอยู่แสนไกล
ฉันหวังว่าแพจะได้ไปสู่ที่นั่น...และนั่นคือความหวังสุดท้ายที่ฉันหวังเพื่อเขา...