เรื่องสั้น
ฉ.๒๔๑๑
ดอกประดู่คู่เล่น
วันนี้ไม่เห็นมาเลย
จิราภา
ดอกโสนบานเช้า
ดอกคัดเค้าบานเย็น
ดอกประดู่คู่เล่น
วันนี้ไม่เห็นมาเลย
เสียงเพลงของวันคืนที่ผ่านมาเนิ่นนาน
แว่วมาไกลแสนไกลเหมือนเพิ่งผ่านมาเมื่อวันวาน
ยายหวนคิดถึงมันบ่อยๆ
โดยเฉพาะในยามนี้
เมื่อมองออกไปนอกกระท่อมมุงหลังคาแลเห็นห้องฟ้าขาวพร่างหยาดฝนพรมพรำไม่ขาดเม็ด
ท้องทุ่งเจิ่งน้ำ
ทั้งคนและควายกรำฝนไถนาอยู่ด้วยกัน
เสียงฮูนๆ ถาดๆ
บอกให้ควายเลี้ยวซ้ายขวาของตามี
เพื่อนบ้านที่เห็นกันมาแต่เกิด
ตอนนี้แหบพร่าลงแต่ก็ยังมีประกายของความแจ่มใสทรหด
เสร็จจากไถแปรก็คราดเอาหญ้าออกจนเหลือแต่ดินเลนเหมาะกับการปัดดำกล้า
ยายหัดดำกล้าตั้งแต่ยังคอนกล้าไม่ไหว
เพราะเบื่อจะนั่งเล่นนั่งคอยพ่อแม่อยู่บนห้างนา
ช่วงชีวิตทำนาแม้จะเหนื่อยหนักสายตัวแทบขาด
แต่เมื่อได้ล้มตัวนอนหลับ
รุ่งเช้าก็ลุกขึ้นมาพร้อมกับเรี่ยวแรงใหม่
กลิ่นหญ้ากลิ่นโคลนหรือแม้แต่กลิ่นเชือกที่ล่ามวัวควายที่ใครว่าเหม็น
ยายกลับรู้สึกว่ามันหอมติดจมูกมาจนทุกวันนี้
วันที่ยายก้มดำนาไม่ได้อีกต่อไป
เพราะความชรา
ย่างเดือนสิบ
ดอกอ้อนแตกออกเป็นคู่เหมือนแอกคอวัว
คอกแฝกเปลี่ยนสีจากขาวเป็นน้ำตาลเหมือนหางกระจ้อน
กลายเป็นคำพูดติดปากว่าดอกอ้อเทียมแอก
ดอกแฝกเป็นหางกระจ้อน
แปลว่าหมดฤดูทำนาแล้ว
กล้าในนาขึ้นปล้องไม่เหมาะจะปักดำ
แม้บางบ้านจะดำไม่เสร็จเจ้าของก็เต็มใจจะหยุดไว้แค่นั้น
หมู่บ้านที่เคยเงียบเหงามีเพียงคนแก่อยู่โยงเฝ้าบ้าน
กลับมีชีวิตชีวาขึ้นมาใหม่
เมื่อลูกหลานกลับจากนามาอยู่บ้านชั่วคราว
เตรียมทำบุญวันสาร์ท
เด็กเล็กวิ่งเล่นกันเจี๊ยวจ๊าวตลอดหัวบ้านท้ายบ้าน
ตกค่ำมีแสงตะเกียงส่องวอมแวมทุกหลังคาเรือน
เสียงครกตำข้าวดังรับกันเป็นทอดๆ
จนค่อนคืน
มิหนำซ้ำต้องตื่นแต่ตึกมาตำข้าวเม่า
ข้าวเม่าสีเขียวอ่อนนิ่มถูกควักออกใส่กระดังฝักเอาเปลือกออก
ผู้เฒ่าที่ไม่มีแรงตำ
รับหน้าที่รางข้าวเม่าด้วยไฟอ่อนๆ
กระจ่าเก็บไว้เหนือเตาหุงข้าวตั้งแต่วันสาร์ทปีกลายจนเขม่าจับเป็นสายดำคล้ำ
ได้รับการขัดสีฉวีวรรณใหม่เพื่อการนี้โดยเฉพาะ
พอได้ข่าวเม่ารางสีเหลืองหอมกรุ่นเต็มกระบุง
ก็ถึงคราวคั่วข้าวตอก เด็กๆ
วิ่งมารุมล้อมรอบกระทะใบบัว
เมื่อได้ยินเสียงข้าวตอกแตกเปรี๊ยะๆ
คนที่โตหน่อยฉีกใบตองหลายแผ่นมาวางให้ย่ายายตักข้าวดอกให้คนละกระจ่างจึงจะยอมล่าลอยออกไปขี่ม้าก้านกล้วยกันต่อ
เกือบเพลเครื่องปรุงกระยาสาร์ทเจ็ดอย่างจึงพร้อมพรัก
ได้เวลากวน
แต่ละบ้านพยายามค้นหาเคล็ดลับว่ากวนอย่างไรให้กระยาสาร์ทเหนียวไม่ตกทราย
สามารถตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมได้สวยงาม
บางคนว่าใส่มะนาวสักแปดลูกต่อหนึ่งกระทะ
จะทำให้เหนียวพอดี
คนที่ได้ข่าวเอาไปทดลองกลัวจะไม่เหนียวจริง
เลยใส่เพิ่มเป็นสิบลูก กระยาสาร์ทนอกครูเลยตกทรายเป็นเนื้อใครเนื้อมันไม่เกาะกัน
ต้องเพลงไหเก็บไว้กินทั้งอย่างนั้น
รอไปแก้ตัวเอาปีหน้า
เสร็จจากกวนกระยาสาร์ท
หนุ่มสาวนัดแนะกันลงเรือพานหลายลำไปตามคลองชัด
น้ำในคลองเปี่ยมฝั่ง
บัวหลวงบัวเผื่อนบานรับสาร์ทเดือนสิบละลานตา
หนุ่มสาวเลือกเก็บแต่ดอกบัวที่จะบานในวันพรุ่งมาเต็มลำเรือ
ตัดดอกบัวที่สวยที่สุดไว้ตกแต่งธรรมาสน์บนศาลา
ที่เหลือเก็บสายบัวไว้ต้มกระทิจิ้มน้ำพริกป่ากินมื้อเย็น
อยากกินต้มกระทิปลาทูเค็มก็ต้องรอเรือมอญขึ้น
เรือมอญจะขึ้นปีละครั้งเท่านั้นเพื่อเอาสินค้าสารพัดมาแลกข้าว
ธรรมาสน์เอกบนศาลามีบันไดห้าขั้น
ราวบันไดสองข้างสลักเสลาเป็นพญานาคสองตัวลีลาอ่อนช้อย
เกล็ดพญานาคหลุดล่อนเป็นบางหย่อม
เช่นเดียวกับดวงตาของพญานาคตัวซ้ายมือหลุดหายไปหมด
รอบระเบียงธรรมาสน์แกะสลักเป็นป่าเขาลำเนาไพร
หาสีไว้หยาบๆ
หน้าบรรณมีภาพวาดพุทธประวัติตอนพระพุทธเจ้าตรัสรู้
ธรรมาสน์รองสองหลังย่อมลงมาทั้งขนาดและความสูง
สำหรับพระขึ้นเทศน์กัณฑ์พระมาลัย
พระอินทร์ พระศรีอาริย์พร้อมกันในเย็นวันโกน
บัดนี้ธรรมาสน์ทั้งสามหลังได้รับการตกแต่งให้มีสภาพเหมือนอาศรมในป่าตามจินตนาการ
เสาธรรมาสน์ประดับด้วยกล้วยทั้งเครือ
ทั้งกล้วยไข่และกล้วยน้ำว้าสลับกับต้นอ้อย
ในอ้อยโค้งปรกระเบียงมองเห็นภายในรำไร
บนเพดานแขวนตะเกียงเจ้าพายุไว้หนึ่งดวง
สำหรับเทศน์เวลาค่ำคืน
ราวธรรมาสน์ที่เกล็ดพญานาคหลุดล่อนบัดนี้ปกปิดไว้อย่างสวยงามด้วย
ดอกบัวตูมสลับดอกสะเอ้งที่เก็บมาพร้อมกัน
พ่อของยายรับกัณฑ์เทศน์ทุกปี
และมักจะรับกัณฑ์ใหญ่เนื่องจากสมควรเจ้าวัดขอร้องเพราะเห็นว่าฐานะดี
ทำนาได้ข้าวมากกว่าใครๆ
ซ้ำยังเป็นหมอประจำตำบลที่ผู้คนนับถือกันทั้งบ้าน
ปีนั้นเป็นปีก่อนที่ยายจะมีเรือน
พ่อของยายรับกัณฑ์มหาราช
เครื่องกัณฑ์ที่จะนำไปถวายมีตั้งแต่ร่ม
เสื่อ
หมอนที่ยายบรรจงปักอย่างสุดฝีมือ
ส้มสูกลูกไม้สารพัดเท่าที่จะหาได้
กล้วย อ้อย น้อยหน่า ฝรั่ง
ส้มโอส้มซ่า
กระทั่งปลาย่างปลาเกลือตัวโตกว่าฝ่ามือใส่ไว้ในชะลอม
ขบวนหนุ่มสาวแบกเครื่องกัณฑ์ขึ้นศาลาเป็นแถวยาวเมื่อจวนถึงกัณฑ์มหาราช
หมอแหวนพ่อของยายนั่งอย่างสำรวม
พนมมือฟังเทศอย่างตั้งอกตั้งใจไม่เหลียวซ้ายแลขวา
อุบาสิกาที่ชอบคุยกันซุบซิบเวลาฟังเทศน์พากันเงียบกริบเพราะความเกรงใจ
ยายกับพ่อแม่มาถึงตั้งแต่กัณฑ์มัทรียังไม่เริ่ม
พระเลิศภิกษุบวชใหม่จะเป็นผู้ขึ้นเทศน์
พระเลิศเดินขึ้นศาลาอย่างสำรวมระวัง
ตรงไปที่โต๊ะหมู่บูชา
จุดธูปเทียนนมัสการพระรัตนตรัย
พอก้มกราบพระเลิศก็ได้ยินเสียงหัวเราะครืนดังขึ้น
พระเลิศใจเสียแต่บัดนั้น
ความจริงไอ้หนุ่มคนหนึ่งอยู่แถวหลังเกิดผายลมเสียงดังทำให้สาวๆ
หัวเราะกันคิกคัก
ไม่ได้เกี่ยวกับพระเลิศแม้แต่น้อย
พอขึ้นธรรมาสน์กางใบลาน
พระเลิศก็เหงื่อซึม
มือไม้สั่นเทา ตั้งนโมไม่ติด
ญาติโยมเงียบกริบเอาใจช่วย
เช่นเดียวกับยายและพ่อ
ที่ฟังเสียง นะ นะ นะ อยู่นาน
ในที่สุดพ่อของยายก็ก้าวขึ้นธรรมาสน์
มนัสการ
ท่านลองพยายามทำใจให้สบาย
ลองใหม่อีกครั้งได้ไหม พ่อของยายถาม
อาตมาไม่ไหวแล้วโยม
พระเลิศตอบเสียงสั่นพร่า
ถ้าอย่างนั้นลองเดินคาถา
เอาแต่คาถาก็แล้วกัน
เทศน์ไม่ครบไม่เป็นไรแต่คาถาต้องให้ครบพระคาถาเทศน์มหาชาติจึงจะสมบูรณ์
พระเลิศพยายามเดินคาถาตะกุกตะกักอีกครู่หนึ่งก็หยุดไปเฉยๆ
เวลาล่วงไปดึกโข
พ่อของยายจึงก้มกราบ
ถ้าท่านเดินคาถาไม่ได้
ก็นิมนต์ลงเถิดครับดึกมากแล้ว
เดี๋ยวผมจะเรียนสมภารให้จัดพระใหม่มาเทศน์แทน
พระเลิศถอนใจอย่างโล่งอก
รีบครองผ้าก้าวลงจากธรรมาสน์ทันที
ใจอยากจะกราบหมอประจำตำบล
เหลือเกินที่ช่วยไม่ให้ตนต้องนั่งตากหน้าอยู่จนสว่าง
ปีรุ่งขึ้นทิดเลิศก็ได้กราบสมใจเมื่อก้มพนมมือรับ
น้ำสังข์คู่กับยาย
หลังจากปลูกเรือนหอเสร็จเรียบร้อย
ขณะที่พระในวัดร่ำลือกันว่า
ถ้าใครเทศน์ไม่ดีจะถูกหมอแหวนนิมนต์ลง
ทำให้พระทุกรูปฝึกเทศน์มหาชาติกันอย่างเอาจริงเอาจัง
ตามีปลดวายไถแล้ว
แต่ยังไม่ยอมจูงควายลงคลอง
ท่ามกลางฝนพรำ
ตามียังแสดงท่าขึ้นขี่หลังควาย
ทั้งเหยียบขึ้นจากขาหน้า ทึงกระโดดจากทางหาง
สุดท้ายขึ้นไปยืนกางแขนบนหลังควายแล้ว
ลงนอนตะแคงเอกเขนกบนหลังควายท่ามกลางสายฝนนั่นเอง
อีกครู่หนึ่งจึงจูงควายออกจากแปลงนาให้มันลงนอนแช่น้ำอย่างมีความสุข
ส่วนตัวแกลงไปล้างเนื้อล้างตัวหน้าระหัดวิดน้ำ
ตามีเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเดินมาหายายที่กระท่อมยายทิม
แกนั่งมองเหม่ออะไรหือ
เห็นมองอยู่นานแล้ว ตามีทัก
ข้าเห็นฝนตกแล้วคิดถึงพ่อแม่
คิดถึงสมัยเรายังหนุ่มสาวนะตามี
เออ
ข้าก็เหมือนกันแหละ
คิดถึงยายเทียนของข้าด้วย
ไม่น่าด่วนไปก่อนข้าเลย ตามีถอนใจแล้วนั่นแกทำอะไรยายทิม
ตามีหยิบตะกร้าใบจิ๋วขึ้นมาดู
ข้ากำลังหัดทำดอกมะลิจากต้นโสนนี่ไง
แล้วใส่ในตะกร้า
หัวหน้ากลุ่มเอามาให้หัดทำ
ยาชูท่อนโสนเล็กๆ
กับมีดแกะสลักเล่มโค้งบางให้ดู
แกทำให้ข้าคิดถึงยายเพียบมากขึ้น
ข้าเคยไปดักดูเขา
เวลาหายเรือไปเก็บดอกโสน
มีอยู่ครั้งโดนแตนต่อยต้องโดดตูมลงน้ำ
ตามีหัวเราะดวงตาสดใสป่านนี้ตาเลิศของแกจะเจอยายเพียนบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ
ข้าก้อยากไปหาเขาเต็มทีแล้ว
ยายน้ำตารื้น
อ้าวๆ
อย่าเพิ่งเป่าปี่
เราอยู่อย่างนี้สุขสบายดีแล้วนี่
พรุ่งนี้เงินเดือนออกแล้ว
วันนี้ดีหน่อยนักท่องเที่ยวฝรั่งไม่มี
ไม่งั้นข้าตาพร่าจนแทบจะตกหลังควายเวลาเขาถ่ายรูปข้า
เขาถ่ายรูปควายต่างหาก
ที่นี่เขาอนุรักษ์ควายไม่ใช่อนุรักษ์แก
ยายยิ้มทั้งน้ำตา
เออ
ก็ควายมันยังต้องอาศัยชาวนาแก่ๆ
อย่างข้านี่แหละเว้นคอยสั่งให้มันทำโน่นทำนี่
ไม่เหมือนแกสบายอยู่ในร่ม
ตามีประชด
ข้าก้อยากลงไปดำนานะ
แต่ก้มถอยหลังไม่ได้มันหน้ามืด
ไม่
พรุ่งนี้ต้องถอนทิ้งต่างหาก
มันมีอยู่แปลงเดียว
นักท่องเที่ยวมาก็ต้องไถให้ดู
ดำให้ดู
จริง ข้าลืมไป
ผู้เฒ่าทั้งสองเดินออกจากศูนย์อนุรักษ์ควายไทย
ในเวลาโพล้เพล้เหมือนเช่นทุกวัน