เรื่องสั้น ฉ.๒๔๑๐

ผู้พิการ

ชัญวลี ศรีสุโข

                บ่ายสี่โมงครึ่ง หมดเวลาทำงานของข้าราชการ ฉันเข้าไปเก็บข้าวของเตรียมกลับบ้านทันใดกริ่งโทรศัพท์ก็ดังขึ้น... “หมอ มีผู้พิการมาตรวจ บอกว่าปวดท้องน้อยค่ะ” เสียงพยาบาลว่าอย่างนั้น

                วางหูโทรศัพท์ด้วยอาการอ่อนใจ จริงๆ หมอเวลาตรวจแล้ว แต่ช่วงต่อเวร ไม่ควรจะค้างเคสไว้ หมอเวรรุ่นน้องจะนึกว่าได้ ฉันเดินออกมาจากหอพักแพทย์อย่างเหนื่อยอ่อน

                หน้าห้องตรวจนรีเวช มีคนหนึ่งหญิงวัยกลางคน สวมเสื้อลาย นุ่งซิ่น คนสุดท้ายเมื่อลุกเดินตามฉันเข้าห้องตรวจ จึงเห็นว่า เธอเป็นคนผอมมาก หน้าตาไม่ชวนมอง เพราะมีก้อนเนื้อขนาดใหญ่อยู่ตรงหน้าผาก ทางการแพทย์เรียกว่ามินนิ้งโกซิล เป็นความผิดปกติของเยื่อหุ้มสมองอย่างหนึ่ง ตาสองข้างลีบเล็ก ร่างกายซีกขวาของเธออ่อนแรง รู้ได้จากท่าเดินที่ยกขาสองข้างไม่ได้ระดับเดียวกัน

                ฉันนั่งในห้องตรวจ หยิบแผ่นประวัติการรักษาซึ่งหนามากของนางสาวเจียม หญิงพิการที่นั่งต่อหน้า พร้อมบัตรตีตราสีน้ำเงินมีตัวหนังสือเขียนว่าผู้พิการ บัตรนี้ทำให้เธอไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เมื่อมาโรงพยาบาล ประวัติบันทึกว่า นางสาวเจียม ปัจจุบันอายุสามสิบปี เป็นผู้พิการทางสมองแต่กำเนิด มีอาการเป็นลมชัก นัดมารับยากันชักที่โรงพยาบาลทุกเดือน...ฉันแอบถอนหายใจ ไม่ทราบจะซักประวัติรู้เรื่องไหม

                 “เป็นอะไรมาหรือ” ฉันพยายามทอดเสียงไม่ให้ฟังห้วนๆ แอบดูนาฬิกา หมดเวลาทำงานไปสิบนาทีแล้ว

                นางสาวเจียมก้มหน้าไม่ตอบ ฉันไม่แน่ใจว่าเธอพูดได้หรือเปล่า คนสมองพิการแต่กำเนิดและมีโรคลมชัก น่าจะมีอาการปัญญาอ่อน ฉันคิด สักครู่มีเสียงเคาะประตูห้อง พยาบาลโผล่หน้ามา

                 “หมอ ญาติของนางสาวเจียม อยากคุยกับหมอด้วย”

                 “เชิญเลยค่ะ” นึกในใจ สงสัยวันนี้ห้าโมงเย็นก็ยังไม่ได้กลับบ้าน

 

                ชายชราโผล่เข้ามาก่อน ตามมาด้วยหญิงวัยกลางคน ทั้งสองยกมือไหว้ด้วยท่าทางกระสับกระส่ายผิดสังเกต ไม่ทันเอ่ยถาม ชายชราก็เล่าเรื่องอย่างอ้อมค้อมว่า

                 “หมอ...อีเจียมเป็นลูกสาวคนเดียวของผม แม่ของมันเป็นอัมพาตลุกไม่ได้ นอนอยู่บ้าน มันเป็นคนดูแล บางครั้งมันก็ไม่รับจ้างนอกบ้าน ผมทำนาได้เงินไม่พอค่าปุ๋ย จึงไปอยู่กับสายน้องสาวคนเล็กที่กรุงเทพฯ” ตอนนี้หญิงสาววัยกลางคนที่ชื่อสาย หันมาเล่าต่อ ในขณะที่ท้องฉันเริ่มร้องจ้อกๆ เพราะปกติทานข้าวมื้อเย็นห้าโมง

                 “ฉันอยู่กรุงเทพฯนานแล้ว ขายข้าวแกงที่ตลาดนัด...เห็นพี่ชัยลำบาก จึงชวนแกไปอยู่ด้วย ไปช่วยยกข้าวยกน้ำ เออ...” คนทั้งสองสบตากันอย่างไม่รู้ว่าจะเล่าดีหรือเปล่า

                 “มีอะไรเล่ามาเถอะ เจียมเขาปวดท้องใช่ไหม เดี๋ยวหมอตรวจรักษาให้”

                 “หมอ...มันไม่ใช่เช่นนั้น” นางสายว่า

                 “ฉันและพ่อมันไม่เชื่อเรื่องที่มันเล่าเลย...มันว่ามันถูกข่มขืน หมอ...” นางสายทำท่าเหมือนกล้ำกลืนบางอย่างลงคอ

                 “ปกติอีเจียมมันก็พูดรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง แต่คราวนี้ มันไปเล่าให้แม่ฟัง แม่มันที่นอนอัมพาตอยู่...ให้เพื่อนบ้านโทรเลขหาผม ว่าลูกถูกข่มขืนให้กลับมาให้ได้ ผมนั้นไม่เชื่อเลย แต่แม่อีเจียม ไม่ยอม...เป็นตายก็พาอีเจียมมาตรวจที่โรงพยาบาล ตามผมถึงสองครั้ง ครั้งหลังโทรเลขว่า ถ้าผมไม่กลับมาจะฆ่าตัวตายทั้งแม่ลูก หมอง...ผมอาย ไม่อยากเล่าให้ใครฟังว่าพาอีเจียมมาตรวจเรื่องถูกข่มขืน” นายชัยทอดสายตาดูความอัปลักษณ์ของลูก

                 “ใช่แล้วหมอ...ฉันว่ามันอาจจะโกหก ใครจะไปทำมันลง นางสายย้ำ

                 “หมอช่วยตรวจหน่อยเถอะ จะได้ไปบอกให้นังแม่มันสบายใจ” นายชัยยืนยัน

 

                เรื่องข่มขืนนั้น ในสายตาคนทั่วไปอาจจะเป็นเรื่องที่น่าสงสารฝ่ายหญิงมาก แต่ในสายตาของสูติแพทย์ผู้หญิงที่ทำงานมาจนหงอกขึ้นหัวอย่างฉัน หลายครั้งเป็นเรื่องกระอักกระอ่วน ผู้หญิงที่ถูกข่มขืนส่วนหนึ่ง บอกกับฉันว่า ตนเองตามฝ่ายชายไปเอง เมื่อพ่อแม่ฝ่ายหญิงให้ฝ่ายชายรับผิดชอบ ฝ่ายชายไม่ยอมรับ จึงต้องลงเอยด้วยการแจ้งความว่าเป็นคดีข่มขืน

                คนไข้ที่มีอาการทางจิตหลายรายก็ชอบมาตรวจด้วยเรื่องถูกข่มขืน เข้าใจว่าอาการทางจิตบางชนิดมีความสัมพันธ์กับเรื่องเพศ ฉันเองตรวจคนไข้โรคจิตทีไรต้องทุกข์ใจเมื่อนั้น เพราะถ้าตรวจว่าไม่มีร่องรอยของการถูกข่มขืน เขาก็ไม่ยอมเชื่อ

                นางสาวเจียมเดินกะโผลกกะเผลก ขึ้นเตียงตรวจภายในด้วยอาการทุลักทุเล พยาบาลสองคนช่วยกันจัดขาทั้งสองข้างให้แยกออก และพร่ำบอกว่า...ไม่ต้องกลัวนะ หมอขอตรวจหน่อย ไม่เจ็บๆ ไม่ต้องกลัวๆ ฉันถามหญิงปัญญาอ่อนว่า

                 “เจียม ทำไมหนูบอกแม่หนูว่าถูกข่มขืนล่ะ” ...ไม่มีคำตอบ

                มองไปทั่วร่าง ไม่มีรอยฟกช้ำประการใด เมื่อเปิดผ้าคลุมส่วนล่างออก จึงสังเกตเห็นรอยเขียวจางๆ หลายรอยที่ขาลีบเล็กข้างขวา การตรวจภายในทำให้ตกตลึง เพราะปรากฏบาดแผลฉีกขาดสีแดงคล้ำที่ด้านล่างของช่องคลอดให้เห็นอย่างชัดเจน เมื่อค่อยๆ สอดใส่เครื่องมือตรวจภายใน เห็นรอยฉีกขาดเป็นทางเข้าไป ฉันเก็บน้ำใสช่องคลอดตรวจหาตัวอสุจิและน้ำอสุจิเป็นหลักฐานทางการแพทย์ แน่นอน...บาดแผลเหล่านี้จะเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกจากนางสาวเจียมถูกข่มขืน

                 “เจียมหนูบอกหมอ หนูเล่าให้หมอ หนูไม่ต้องกลัว ใครทำหนู ใครทำให้มีแผลอย่างนี้”

                ฮือๆๆๆ เสียงนางสาวเจียมร้องไห้บนเตียง น้ำตาอาบหน้า ร่างกายซีกขวาที่ลีบเล็กสั่นตามแรงสะอื้น การได้เห็นบาดแผลที่หญิงพิกลพิการคนหนึ่งถูกข่มขืน ทำให้จิตใจสลด ฉันและพยาบาลสองคนเงียบงัน ทุกคนคงรู้สึกอนาถใจไม่ต่างกัน ฉับพลันอย่างไม่คาดคิดนางสาวเจียมโพล่งขึ้นเหมือนคนปกติ

                 “หนูบอกจารย์ ขอจารย์ ว่าอย่าทำผู้พิการเลย อย่าทำผู้พิการเลย เขาก็ยังทำหนู ฮือๆๆๆ”

                สลดใจมากขึ้นไปอีกกับคำร้องขอของผู้พิการ นางสาวเจียมเองคงซึมซับกับคำเรียกตนเองดังนั้น เพราะทุกครั้งที่มาโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่จะเรียกดูบัตรผู้พิการ ฉันกลืนน้ำลายที่เหนียวหนึบ

                 “เขาทำอะไรหนูจ๊ะ หนูบอกหมอ หนูไม่ต้องกลัว” จากประสบการณ์ขึ้นโรงขึ้นศาล ทนายความของจำเลยจะซักหมอว่า ได้ถามผู้เสียหายหรือไม่ว่าเหตุการณ์เป็นเช่นไร

                 “จารย์ตีหนู ตีที่ขา หนูเจ็บ จารย์ไม่ให้หนูร้อง ถ้าร้องจารย์จะฆ่า...ฆ่าให้ตาย หนูกลัวๆ ฮือๆๆ จารย์...เอาค...ใส่เข้าไปในนี้” เธอเอามือชี้และพูดชัดเจนเหมือนเด็กสิบขวบคนหนึ่ง

                 “เขาชื่อจารย์ หรือเป็นอาจารย์จ๊ะ”

                นางสาวเจียมไม่ตอบ น้ำตาน้ำมูกย้อยเปียกเต็มหน้า

 

                ความหิวข้าวปลาสนาการไปหมดสิ้น ฉันถอนหายใจลึก กล้ำกลืนก้อนแข็งๆ ที่มาจุกคอหอย เมื่อเดินออกจากห้องตรวจภายในออกมาเผชิญหน้ากับนายชัยและนางสาย

                 “เป็นไงหมอ” นางสายยิ้มเหมือนเตรียมรับกับคำบอกเล่า

                 “คุณลุง คุณน้า...เจียมเขาถูกข่มขืนจริงๆ มีร่องรอยฉีกขาดภายใน”

                สิ้นคำบอกเล่า คนเป็นพ่อหน้าซีด เขาเอามือลูบหน้าตนเองหลายครั้งราวให้คืนสติ นางสายเอามือตบอกตนเอง อุทานแต่ว่า...เป็นไปได้อย่างไร คนดีทำคนพิการ คนดีทำคนพิการเป็นไปได้อย่างไร

                ฉันพูดย้ำถึงผลการตรวจหลายครั้ง จนพ่อและอาของนางสาวเจียมรับรู้ ฉันถามว่า “เรื่องข่มขืนนี้เกิดเมื่อไรละคุณลุง”

                นายชัยยกนิ้วมานับ “พอเกิดเรื่องอีเจียมเล่าให้แม่ฟัง คนข้างบ้านไปโทรเลข อีกวันเขาไม่เห็นผมส่งข่าว เขาโทรเลขซ้ำ ผมก็ชวนอีสายมา คงสามวันพอดี”

                 “แล้วจารย์ที่เจียมว่าเป็นคนข่มขืน คือใครเล่าคุณลุง”

                 “เฮ้อ...เป็นไปได้อย่างไร ถ้าหมอไม่ยืนยัน ผมไม่เชื่อเลย เขาส่ายหน้า...อาจารย์คนนี้เป็นครู เขามีลูกมีเมียแล้ว เมียก็เป็นครู เขาจ้างอีเจียมไปช่วยงานบ้าน ว่าช่วยเหลือคนพิการ”

                นางสาวเจียมออกมาจากห้องตรวจด้วยหน้าตาเลอะเทอะ ก้อนที่อยู่เหนือจมูกทำให้หน้าตาน่าเกลียด แต่ที่น่าเกลียดกว่าในใจของฉัน...คือคนที่ข่มขืนเธอ

                 “เมื่อรู้อย่างนี้ ผมก็ขอกลับบ้านก่อนนะครับ จะไปคิดกันก่อนว่าจะทำอย่างไรดี” ชายชราดูท่าลังเล ฉันคิดว่าอย่างน้อยศักดิ์ศรีของข้าราชการที่เป็นคนข่มขืน ทำให้คนเป็นพ่อไม่กล้าตัดสินใจ แต่...คนเป็นอาของเจียม ไม่คิดเชนนั้น เธอเขยิบตัวมาใกล้พี่ชาย

                 “พี่ชัย ครูคนนี้มันทำลูกพี่นะ ทำคนพิการปัญญาอ่อน ถ้าพี่ไม่ทำอะไรลงไป มันเป็นครู...มันอาจจะไปทำคนอื่นๆ อีก พี่จะยอมไม่ได้นะ อีเจียมหน้าตาน่าสมเพชร่างกายน่าเวทนามันยังทำลงคอ เหมือนอย่างกับมันไม่ใช่คนอย่าพูดถึงคำว่าครูเลย แล้วลูกเต้าคนอื่นละ...พี่ ถึงฉันจะเป็นแค่แม่ค้าขายข้าวแกง ใครมาทำลูกหลานฉัน ต่อให้มันเป็นเทวดา ฉันก็ไม่ยอม” คำพูดของนางสาวนสมกับเป็นคนที่มาจากกรุงเทพฯ อย่าว่าแต่นายชัยเลย ฉันซึ่งไม่ใช่ญาติโกโหติกายังสะอึก

                 “หมอ...” นายชัยหันมา “หมอว่าผมควรจะทำอย่างไรดี”

                ฉันชะงัก...อาชีพหมอนั้น เจอเรื่องราวที่น่าสงสารอยู่ไม่เว้นวัน จนอาจเกิดความเคยชิน ความเห็นแก่ตัวซึ่งมีในมนุษย์ปุถุชนธรรมดา สอนว่า ถ้าเข้าไปเกี่ยวข้อง ชีวิตของเราก็จะวุ่นวายไม่รู้จบ ความทุกข์เหล่านั้นไม่ใช่ธุระของเรา ขอเพียงทำหน้าที่ตรวจรักษาโรคให้ดีที่สุด เท่านั้นก็เพียงพอ คนไข้รายนี้...ถ้าต้องขึ้นโรงขึ้นศาล ฉันต้องเสียเวลาไปเป็นพยานอย่างน้อยนานสองปี

                เพียงคิดแค่นั้น ภาพอาจารย์แพทย์ก็ลอยมาทันที...อาจารย์สอนเจ้า เจ้ายังจำได้ไหม การรักษาเฉพาะโรค ไม่สามารถจะรักษาโรคได้โดยเด็ดขาด ต้องรักษาคนทั้งคน เมื่อเจ้าตกลงเลือกเส้นทางนี้ ไม่เพียงแต่เจ้าต้องจำคำสอนอาจารย์ เจ้ายังต้องปฏิบัติตามแนวนี้ตลอดชีวิต

 

                หกโมงเย็น หมอเวรมาด้อมๆ มองๆ หลายครั้ง ด้วยความสงสัยที่ฉันยังไม่ลงพัก เมื่อสั่งยารักษาบาดแผลเสร็จ ฉันมองหน้านางสาวเจียม มองเรือนร่างผอมบาง แขนขาซีกหนึ่งลีบเล็ก ด้วยความรู้สึกเจ็บปวดแทนมนุษย์ผู้หญิงพิการคนหนึ่ง เธอพิการกายถึงเพียงนี้ แต่ไอ้คนที่ทำเธอพิการใจยิ่งกว่า ฉันลุกขึ้นยืน เมื่อตัดสินใจ

                 “คุณลุงชัย” ลูกสาวลุงถูกข่มเหงรังแก ลุงเป็นพ่อคน ลุงจะยอมไม่ได้ ลุงต้องไปแจ้งความกับตำรวจ บอกตำรวจว่าหมอ...ตรวจนางสาวเจียมแล้ว ยืนยันมีร่องรอยการข่มขืนชัดเจน หมอยินดีเป็นพยานยืนยันให้ลุงและลูก ไม่ว่าจะต้องขึ้นโรงขึ้นศาลกี่ครั้ง หมอจะไม่ทิ้งลุง”

                 “แล้วตำรวจเขาจะช่วยพวกเราคนจนหรือครับ” ลุงแย้งเบาๆ ทำเอานิ่งเงียบ แทบคอตก ฉันเป็นหมอตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ไม่มีอำนาจบารมีอะไร อดีตที่เคยแนะนำมารดาของเด็กหญิงรายหนึ่งที่ถูกลูกเขยผู้ใหญ่บ้านข่มขืน วาบขึ้น ตอนนั้นตำรวจไม่รับแจ้ง โยกโย้ ทำให้ฉันเกือบสิ้นศรัทธาว่า ตราบใดที่ไม่มีผลประโยชน์ตราบนั้นตำรวจไม่ยอมลงมือช่วยราษฎร

                 “พี่ชัย อย่าคิดมากเลย ไปเถอะ ไม่แจ้งความ บ้านเมืองเรามีชื่อมีแป ก็ต้องมีคนดี คนที่มองเห็นบาปบุญคุณโทษ ถ้าอีเจียมมีบุญวาสนา คงมีคนเวทนาสงสาร ช่วยเหลือมันบ้าง” นางสาวดูเป็นคนมองโลกในแง่ดี

                นางสาวเจียมเดินโขยกเขยกกลับไปแล้ว พร้อมพ่อและอา ฉันมองตามหลังของเธอ ใจไม่สบายเมื่อนึกว่า นางสาวเจียมพิการถึงเพียงนี้ แล้วบ้านเมืองเรา เล่า...จะมีแต่คนพิการทางใจยิ่งกว่านางเจียมอีกดอกหรือ

 

                ฉันปฏิเสธตนเองไม่ได้ว่า กำลังลุ้นรอผลกรรมของการข่มขืนผู้พิการปัญญาอ่อน เหมือนคนเชียร์ฝ่ายที่เพลี่ยงพล้ำ ดีใจเมื่อเห็น สำเนาส่งตัวผู้เสียหายมาตรวจคดีข่มขืนวางอยู่บนโต๊ะในวันรุ่งขึ้น

                ปกติเมื่อผู้เสียหายไปแจ้งความ ร้อยเวรรับแจ้ง ต่อจากนั้นตำรวจจึงนำผู้เสียหายมาตรวจหาหลักฐานการข่มขืน แต่นางสาวเจียมมาตรวจก่อนหน้านี้แล้ว ตำรวจจึงส่งเฉพาะสำเนามาให้ฉันเขียน

                ฉันตั้งใจเขียนผลของการตรวจอย่างละเอียด แค่เขียนความจริง ก็น่าอเนจอนาถ แม้มีอารมณ์ร่วมชิงชัง การกระทำของคนที่นางสาวเจียมเรียกว่าจารย์ ฉันก็ไม่ได้เพิ่มเติมข้อความให้ผิดจรรยาแพทย์

                อาชีพหมอนั้น ว่ากันว่าคืออาชีพที่ใช้สติปัญญาร่วมกับความมีเมตตากรุณา แต่ในความเป็นจริง การต้องใช้สติปัญญาในการดูแลคนไข้ให้ได้ผลดีที่สุด กอปรกับการทำใจให้มีเมตตา สิ่งนี้อาจจะทำร้ายจิตใจของหมอเอง เกิดความกังวล ความเครียด ความทุกข์ เมื่อคนไข้ไม่เป็นไปตามที่ใจต้องการ สิ่งหนึ่งที่อาจารย์แพทย์สอนไว้ คือต้องมีอุเบกขาร่วมด้วย ปลงให้ตกว่า ในที่สุด ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ไม่อยู่ในอำนาจและการช่วยเหลือของเราแต่เพียงผู้เดียว...ฉันเตือนตนเอง

                สองอาทิตย์ต่อมา ตำรวจมาหา เพื่อสอบพยาน เขาใช้เครื่องพิมพ์ดีดพิมพ์สำนวนคดีในขณะซักถามขึ้นต้นว่าฉันเป็นใคร ประวัติการทำงานเป็นอย่างไร เกี่ยวข้องกับผู้เสียหายอย่างไร รู้จักผู้เสียหายและผู้ต้องหาหรือไม่ ฯลฯ สุดท้ายพิมพ์ผลการตรวจผู้เสียหายตามคำบอกเล่าว่า

                 “ข้าพเจ้าได้ตรวจร่างกายนางสาวเจียม อายุสามสิบปี พบว่าที่ใบหน้าของเธอบริเวณเหนือดั้งจมูกมีก้อนมินนิ้งโกซิลขนาดใหญ่ ทำให้ดวงตาสองข้างลีบเล็ก ร่างกายซูบผอม ร่างกายซูบผอม แขนขาด้านขวาลีบเล็กและอ่อนแรง แต่ยังพอเดินได้ ถามตอบพอรู้เรื่อง โดยมีอาการของสติปัญญาบกพร่อง ทำให้พูดจาคล้ายเด็ก มีรอยเขียวช้ำที่ขาอ่อนด้านขวาที่ลีบเล็กห้ารอย คล้ายถูกของแข็งไม่มีคม นางสาวเจียมบอกว่าถูกทุบตี ลักษณะของรอยช้ำแสดงว่าเป็นมาไม่เกินสามวัน การตรวจภายในพบว่าอวัยวะสืบพันธ์ภายนอกและเยื่อพรหมจรรย์ฉีกขาดบริเวณเหนือทวารหนักยาวสามเซนติเมตรและลึกเข้าไปด้านใน เป็นบาดแผลตื้นสีแดงคล้ำ ลักษณะบาดแผลเกินขึ้นไม่เกินสามวัน ได้ส่งน้ำในช่องคลอดตรวจหาน้ำอสุจิ พบว่าให้ผลบวก ความเห็น นางสาวเจียมได้ถูกข่มขืนจริง”

                เมื่อลงชื่อรับรองการเป็นพยานในคดีนี้ ฉันถามคุณตำรวจที่มาอย่างสนิทสนม ด้วยเขาเป็นสามีเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลนี่เอง “คุณ...ได้ข่าวว่าผู้ต้องหาเป็นครูไม่ใช่หรือ ผู้เสียหายฐานะไม่ค่อยดี คดีนี้มีหวังผู้ต้องหาหลุดหรือเปล่า”

                ตำรวจอมยิ้ม “หมอ ถ้าคดีนี้หลุด สงสัยคดีข่มขืนอื่นๆ ในจังหวัดเรา หลุดหมด หมอดูสิ...เขาหยิบแผ่นกระดาษที่มีลายเซ็นและชื่อของตำรวจเจ้าของคดีให้ดู...ผู้กำกับฯเขาเห็นผู้เสียหายแล้ว อดเวทนาสงสารคนพิการปัญญาอ่อนรายนี้ไม่ได้ ขอลงมากำกับเป็นเจ้าของคดีนี้เอง”

                ฉันไม่พูดอะไร ปลื้มใจแทนผู้ด้อยโอกาสอย่างนางสาวเจียม จนน้ำตาซึม ขอให้ผู้คนในบ้านเมืองเราเวทนาในความทุกข์ยากของผู้ที่ลำบากยากจนพิกลพิการเช่นนี้ตลอดไปเถอะ บ้านเมืองของเราจะได้ลดผู้พิการทางใจลงได้บ้างเสียที